green and brown plant on water

ตัดกายวิปัสสนาญาณนิพพาน

เวลาอ่าน : 4 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙

เรื่อง ตัดกายวิปัสสนาญาณนิพพาน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติกำหนดรู้ทั่วร่างกาย รู้เพื่อปล่อยวางกาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกปล่อยวางร่างกายขันธ์๕ ผัสสะ ความเชื่อมโยง ความห่วงในกาย ความพะวักพะวงสนใจอาการที่เกิดขึ้นทางกาย ผ่อนคลายปล่อยวางกายทิ้งไปให้หมด จิตไม่มีความรู้สึกว่าร่างกายนั้นเป็นของสำคัญ

เราปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตให้มีความสะอาดมีความผ่องใส ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่ง ผ่อนคลายปล่อยวางกาย สงบ ปล่อยวางกายจนเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบ ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวาง ประคับประคองความสงบ เบา ภาระทั้งหลายอันหนักจากการมีร่างกายขันธ์๕ เมื่อเราปล่อยวางกาย จิตก็ย่อมเข้าถึงความสงบ ทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะการมีร่างกาย ผ่อนคลาย สงบ ปล่อยวาง ยิ่งวางยิ่งสงบ ยิ่งวางยิ่งว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ยิ่งปล่อยวางจิตยิ่งเบา เข้าสู่สภาวะความสงบจากการปล่อยวาง ตัดขันธ์๕ร่างกาย ให้เข้าถึงสภาวะที่ลึกในการตัดขันธ์๕ ที่ลึกที่สุด สงบที่สุด ปล่อยวางที่สุด

เมื่อจิตสงบลงแล้ว ปล่อยวางร่างกายขันธ์๕แล้ว เราก็ใช้สติมากำหนดอยู่ กำหนดดูอยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย สติกำหนดดู กำหนดรู้ ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจสงบก็รู้ว่าสงบ สติกำหนดรู้ในสภาวะที่ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ราบรื่น ลื่นไหล กลั่นลมหายใจให้ละเอียดระยิบระยับ

จากลมหยาบเข้าสู่ลมที่ละเอียด จากลมที่ละเอียดกลั่นจนลมนั้นเป็นปราณ กลั่นจนลมหายใจนั้นมีความเป็นทิพย์ เป็นเหมือนกับกากเพชร เป็นประกายระยิบระยับ อยู่กับลมหายใจที่ละเอียด ลมหายใจที่เป็นทิพย์เชื่อมโยงต่อเนื่องลื่นไหล ทรงสภาวะที่ลมหายใจละเอียดระยิบระยับ

กำหนดรู้ว่า การฝึกอานาปานสติของเรา เป็นทั้งอานาปานสติควบกับกสิณ ควบกับการฝึกลมปราณ

ในเมื่ออานาปานสติคือการจับลมหายใจ เราก็ใช้ลมหายใจของเราให้เป็นกสิณลม ควบกองกสิณ ลมหายใจเป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราว ลมหายใจมีความเป็นทิพย์ ลมหายใจมีความสงบราบรื่น ลมหายใจยิ่งละเอียด จิตยิ่งละเอียด ลมหายใจสงบ จิตของเรายิ่งสงบเป็นสมาธิที่สูงขึ้น ลมที่เราเห็นเป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับ ลมที่เราทรงอารมณ์อยู่ก็เกิดสภาวะความเป็นทิพย์ คือมีกำลังแห่งความเป็นทิพย์ อภิญญาจากกำลังของกสิณลม เห็นลมหายใจเข้าออกเป็นปฏิภาคนิมิตของกสิณลม ลมหายใจละเอียดสงบ อารมณ์จิตสงบเบาสบาย

ประคับประคองสภาวะแห่งความสงบในอานาปานสติ ลมหายใจสงบละเอียด อารมณ์จิตเบาสบาย ทรงสภาวะไว้

จากนั้นจึงกำหนด ยกกำลังใจ ยกกำลังฌานสมถะ จากอานาปานสติขึ้นสู่กสิณเต็มรูปแบบ

กำหนดจิต จากลมหายใจที่เป็นสาย กำหนดหยุดจิต นิ่งหยุด เข้าสู่ฌาน๔ในอานาปานสติ เข้าสู่เอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์ จิตหยุดนิ่ง หยุดปรุงแต่ง หยุดอกุศล หยุดจิต หยุดความคิด หยุดเป็นตัวสำเร็จ สำเร็จในอธิษฐาน สำเร็จในอภิญญา สำเร็จในมรรคผล หยุดอกุศล หยุดบาปกรรมการทำชั่วทั้งปวง หยุดการเกิด นิ่งหยุด สงบ

จากนั้นเดินจิตเข้าสู่กสิณ จากจุดกำหนดให้ปรากฏเป็นดวงแก้วใส ดวงแก้วใสเราเดินให้ครบ กสิณทั้ง ๑๐ กอง รวมเป็นหนึ่ง เอกัคคตารมณ์ในกสิณทั้ง ๑๐ กอง

โดยเริ่มตั้งแต่เห็นภายในรูปทรงกลมปรากฏ ภายในบรรจุเป็นดินอยู่ในดวงแก้ว

* จากดินเปลี่ยนจากดินให้กลายเป็นน้ำบรรจุอยู่ในดวงแก้ว มีอาการกระเพื่อม อาการเปียกของน้ำอยู่ในดวงแก้ว 

* เปลี่ยนจากน้ำให้กลายเป็นภายในดวงแก้วปรากฏเป็นกระแสลมหมุนเป็นเกลียวอยู่ภายในดวงแก้ว 

* จากนั้นเปลี่ยนลมให้ปรากฏเป็นไฟ เปลวไฟปรากฏอยู่ภายในดวงแก้ว 

ภาวนา นะ มะ พะ ทะ ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมเป็นหนึ่ง

จากนั้นเดินจิตเข้าสู่วรรณกสิณ เห็นภายในดวงแก้วปรากฏเป็นมวลสี เป็นสีขาว 

จากดวงแก้วสีขาวปรากฏเป็นสีแดง 

จากสีแดงกำหนดให้เห็นเป็นสีเขียวเข้ม หรือนีลกสิณ 

จากเขียวเข้มกำหนดให้กลายเป็นสีเหลือง หรือสีทอง ดวงแก้วทั้งหมดเป็นสีทอง 

สีทั้งหลาย วรรณะแห่งสีทั้งหลาย รวมเป็นหนึ่งในกสิณ 

จากนั้นกำหนดจิตต่อไปว่าภายในดวงแก้วนั้นเป็นความว่าง คือเป็นดวงแก้วที่ไม่มีอะไรบรรจุอยู่ เป็นที่ว่าง 

จากนั้นความว่างปรากฏเพิกหายไป ปรากฏ ภายในปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากดวงแก้วภายใน คือ อาโลกกสิณ 

จากนั้นความใสความสว่างของอาโลกกสิณ กำหนดให้สว่างเปล่งปลั่งสว่างใสอย่างยิ่ง สว่างเรืองรอง จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง 

กำหนดน้อมว่ากสิณทั้ง ๑๐ รวมเป็น ๑ กสิณ ธาตุทั้ง ๔ วรรณะทั้ง ๔ ความว่าง และโอภาสแสงสว่างอาโลกกสิณ เมื่อรวมเป็นหนึ่งแล้ว ปรากฏเดินจิตเข้าสู่อุคคหนิมิตคือสว่างใส จากอุคคหนิมิต กำหนดจิตน้อมนึกต่อไปให้เห็นดวงแก้วเรียบๆ ใสสว่างเปล่งประกาย เปลี่ยนสภาวะกลายเป็นดวงเพชรประกายพรึกระยิบระยับแพรวพราว ปรากฏเป็นเพชรระยิบระยับ มีรัศมีแสงสว่าง จิตมีความสุขอย่างยิ่ง เอิบอิ่มอย่างยิ่ง ความเป็นทิพย์ปรากฏ

อธิษฐานจิต กสิณคือจิต จิตคือกสิณ รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กสิณทั้ง ๑๐ กองรวมอยู่ในจิตดวงนี้ อภิญญาทั้งหลายรวมอยู่ในจิตดวงนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์รวมอยู่ในจิตดวงนี้ องค์พระพุทธเจ้า องค์พระธรรม องค์แห่งพระอริยสงฆ์ ไตรสรณคมน์รวมอยู่ในจิตดวงนี้ จิตดวงนี้สำเร็จได้ทุกอย่าง จะไปจุติเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ หรือสิ้นอาสวะกิเลสเข้าสู่มรรคผลพระนิพพานก็ได้ ทุกอย่างสำเร็จ สำเร็จด้วยจิตดวงนี้

อธิษฐานจิตให้จิตเปล่งประกายสว่างที่สุด ปรากฏองค์พระทรงเครื่องจักรพรรดิสว่างผ่องใสอยู่ในจิตดวงนี้ ทรงสภาวะที่จิตทรงภาพพระอยู่ในดวงแก้ว ดวงจิตเปล่งประกายสว่างเจิดจ้า สว่างไปทั่ว ๓ ภพภูมิ กำหนดรัศมีของจิต จากองค์พระ จากดวงจิต เป็นคลื่นเป็นกระแสแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ กระแสแห่งเมตตา รัศมีจิตเป็นรัศมีเป็นคลื่น เป็นกระแสแห่งเมตตาแผ่ออกมา ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร ทรงสภาวะที่จิตทรงเมตตาอัปปมัญญาฌานไว้ จิตเปล่งประกายที่สุด ส่องสว่างที่สุด ผ่องใสที่สุด มีความเป็นทิพย์ที่สุด จิตเราเต็มกำลังที่สุด ประคับประคองทรงสภาวะไว้ ทรงอารมณ์ให้นานที่สุด ทรงฌานให้นานที่สุด ความสว่าง ความผ่องใส ความเอิบอิ่ม รัศมีที่แผ่ออกไปเปล่งประกายที่สุดเต็มกำลังที่สุด

เมื่อทรงสภาวะจนกำลังแห่งฌานสมาบัติมีความทรงตัว จิตที่เป็นเพชรประภัสสร จิตที่เป็นปฏิภาคนิมิต จิตที่เข้าถึงพรหมวิหาร๔ เมตตาอันไม่มีประมาณ ถึงพร้อมในกำลังในองค์แห่งพรหมอย่างครบถ้วน กำหนดจิตอธิษฐานรำลึกนึกถึงคุณพระพุทธเจ้าอันไม่มีประมาณ คุณแห่งพระธรรมอันไม่มีประมาณ คุณแห่งพระอริยสงฆ์อันไม่มีประมาณ ขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอยกดวงจิตอทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน ด้วยกำลังแห่งพุทธานุภาพด้วยเถิด

จากนั้นกำหนดรู้ กำหนดจิต รู้สึกถึงความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐมบนพระนิพพาน ห้อมล้อมด้วยมหาสมาคม อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน เรากำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพเพื่อตัดร่างกายขันธ์๕ อีกครั้งหนึ่ง พิจารณาว่าตอนนี้ เราคือจิต เราไม่ใช่กายหยาบกายเนื้อขันธ์๕ ขันธ์๕ไม่มีในเรา เราไม่ใช่ขันธ์๕ เราไม่ใช่กายเนื้อ แต่อันที่จริงแล้ว เราคือกายทิพย์ คือ อทิสมานกายที่ปรากฏสภาวะตามสภาวะแห่งจิต จิตเศร้าหมอง จิตคิดถึงแต่บาปกรรม อทิสมานกายก็เป็นกายของสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรก เมื่อไรกายจิตของเรานั้นมีความรำลึกนึกถึงกุศลความดี นึกถึงคุณธรรม มนุษยธรรม  มีศีล๕ กายของเราก็ปรากฏสภาวะเป็นกายของมนุษย์ เมื่อนึกถึงบุญกุศล ทานที่ทำ ศีลที่ทำ ความดีกุศลที่ทำ กายทิพย์ของเราก็เป็นกายเทวดา เมื่อไรที่จิตของเรา อารมณ์ใจของเราทรงไว้ในสมาธิ ทรงไว้ในฌาน ทรงไว้ในพรหมวิหาร๔ อทิสมานกายเราก็เป็นกายของพรหม ตอนนี้กายของเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพจากการที่เราพิจารณาตัดขันธ์๕ ตัดร่างกาย และจิตมีความตั้งมั่นปรารถนาในพระนิพพานเป็นที่สุดเพียงจุดเดียว อทิสมานกายเราจึงปรากฏสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน

อารมณ์จิตของเรา ณ ขณะนี้ ทรงอารมณ์แห่งอรหัตผลแม้เพียงชั่วคราว แต่เมื่อไรก็ตามที่เราทรงอารมณ์แห่งอรหัตผล คือยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน และจิตไม่ยินดีไม่ปรารถนาในภพใดภูมิใดอีกต่อไป พอทรงอารมณ์พระนิพพานนานเข้า แนบเข้า ทรงสภาวะจนเกิดความตั้งมั่น เกิดความยินดี เกิดความแนบในพระนิพพาน ในที่สุดอารมณ์จิตเราก็จะใกล้แห่งมรรคผล แห่งพระนิพพาน แห่งอารมณ์อรหัตผลเพิ่มขึ้นมากขึ้นไปในที่สุด

กำหนดพิจารณาดูจิตของเรา เรายินดีในมรรคผลไหม เรายินดีในพระนิพพานไหม จิตเรามีความห่วง ความยึดมั่นถือมั่น มีความปรารถนาติดขัดเกี่ยวเนื่องอยู่กับโลก อยู่กับวัฏสงสารไหม พิจารณาปล่อยวางในทุกสิ่ง พิจารณาปล่อยวางความห่วงทุกอย่าง จิตทรงสภาวะแนบอยู่กับพระพุทธเจ้า แนบอยู่กับพระธรรม แนบอยู่กับพระอริยสงฆ์ แนบอยู่กับพระนิพพาน ทรงสภาวะที่กายพระวิสุทธิเทพเปล่งประกายสว่างผ่องใส กายสว่างที่สุด ชัดเจนที่สุด

จากนั้นพิจารณาในวิปัสสนาญาณ แยกขันธ์๕ อธิษฐานจิต ขอให้ปรากฏภาพแห่งกายเนื้อขันธ์๕ ของเรา ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน ให้กายขันธ์๕ นอนทอดอยู่ พิจารณาให้เห็นกายนี้เป็นซากศพ เพราะจิตอทิสมานกายของเราขณะนี้ออกมาดูกายที่เป็นกายหยาบอยู่ภายนอก เมื่อกายหยาบขันธ์๕ ธาตุ๔ อาการ ๓๒ ไม่มีจิตเข้ามาครอง ตอนนี้สภาวะก็เป็นเหมือนกับท่อนไม้ เป็นเพียงซากศพ เราพิจารณาใช้กายทิพย์ ค่อยๆยกแขนขึ้นมาแล้วปล่อยให้มันตกลง ยกขาขึ้นมาปล่อยให้มันตกลง พิจารณาดูเปรียบเทียบระหว่างกายหยาบกับกายทิพย์ ดูความสกปรก ดูคราบไคล ดูริ้วรอย ดูความหยาบกร้าน เมื่อเทียบกับกายที่เป็นแก้วเรียบเนียนสว่างใส มีเครื่องประดับที่สว่าง มีแสงสว่างเปล่งประกายจากภายในกายที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพ เครื่องประดับเครื่องทรง มงกุฎ ชฎา อินทรธนู อุบะ ทับทรวง เครื่องประดับพระธรรมรงค์ทั้ง ๑๐ นิ้ว กำไลรัดเก้าต้นแขน พิจารณาดูความวิจิตรแพรวพราวของกายทิพย์ พิจารณาเทียบกับความหยาบความสกปรกของกายเนื้อ

พิจารณาดูกายเนื้อลึกลงไปต่อไป ให้เห็นอวัยวะภายในที่ซ่อนอยู่ภายนอกเปลือก ที่เรียกว่า “กรรรมฐานทั้ง ๕ ” คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง  ผมขนเล็บฟันหนังนั้นเป็นเปลือกที่ฉาบ ที่หลอกให้เราคิด ให้เราหลงว่า ร่างกายนี้มันมีความสวยงาม เราแยกขันธ์๕ แยกอาการ๓๒ ลอกเปลือกทิ้งเป็นประการที่๑ คือผม ให้มันหลุดออกไปจากร่างกาย ขนให้มันหลุดออกไปจากร่างกายทั้งหมด เล็บให้มันหลุดจากนิ้วมือนิ้วเท้าทั้งหมดเห็นเป็นเลือดแดงๆ ฟันให้มันร่วงเหลือแต่เหงือกงุ้ม ริมฝีปากงุ้มเพราะมันไม่มีฟัน สุดท้ายลอกหนังออก พอลอกหนังออกมันก็เป็นตัวแดงๆ เห็นไขมันเห็นเนื้อเห็นเลือด พิจารณาดูว่าสภาวะที่กายมันไม่มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เป็นเนื้อตัวแดงๆ ทั้งกาย มันสวยงามหรือว่ามันเป็นของไม่สวยงาม ลอกไปแล้วไม่ว่าจะเป็นใคร มันก็มีสภาวะเช่นนี้เหมือนกันหมด

จากนั้นผ่าอกของอสุภนี้ออกไป เห็นอวัยวะภายใน เห็นปอด เห็นหัวใจ เห็นลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ไต ไส้พุง พิจารณาดูว่าเมื่อผ่าอกผ่าท้องกรีดออก  เครื่องในอวัยวะอาการทั้ง๓๒ มันร่วงไหลทะลักออกมาจากสองข้างของรอยแผลที่เปิด เราพิจารณาดูว่าตอนนี้มันสวยงามหรือสกปรก เราพิจารณาดูว่านี่คือสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่แท้จริง ความเป็นไปในขันธ์๕ร่างกาย และในที่สุดร่างกายนี้มันก็ต้องตาย มันก็ต้องแตกสลาย พอมันแตกสลายมันตายลง มันก็ต้องเน่าเปื่อยผุพัง มีความเน่าเหม็น กลายเป็นอสุภ สลายกลับคืนสู่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

เราพิจารณาดูว่าอสุภสัญญานี้มีศัพท์ในการปฏิบัติเรียกว่า ‘ดอกไม้ของพระอริยเจ้า’ คือบุคคลผู้ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้เจริญพระกรรมฐาน เมื่อเห็นอสุภ เมื่อเห็นซากศพก็มีความกลัว มีความรังเกียจ แต่สำหรับท่านที่เข้าถึงความเป็นอริยเจ้า ท่านมอง ท่านพิจารณา ท่านดูกายนี้ด้วยความเพลิดเพลิน เพื่อถอดถอนสรรพกิเลส ถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น ถอดถอนจิตที่ติดที่ยึดกับกายขันธ์๕นี้ เพื่อสิ้นอาสวะกิเลส เราพิจารณาโดยที่จิตเราไม่มีความกลัว เราพิจารณาโดยจิตไม่มีความรังเกียจ พิจารณาด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา แต่พิจารณาแล้วจงเกิดปัญญาว่า นี่คือ ธรรมชาติของขันธ์๕ร่างกาย มีสภาวะตามกฎอนิจลักษณะ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อตายไปแล้วก็สิ้นจากสมมุติทั้งปวง สิ้นจากยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งปวง สิ้นจากทรัพย์ที่เคยเป็นของสมมุติว่าเป็นตัวเรา เป็นสมบัติของเรา ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นมายา ร่างกายนี้เราก็เอาไปภพอื่นภูมิใดไม่ได้ สิ่งที่นำพาเราไปได้ก็มีแต่เพียงบุญ มีแต่เพียงกุศลที่บันทึกไว้ในจิตของเรา แปรสภาวะเป็นกายทิพย์ แปรสภาวะเป็นทิพยสมบัติ พรหมสมบัติ จนกระทั่งถึงพระนิพพานสมบัติ

ดังนั้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านถึงได้กล่าวว่า ‘สมบัติบ้าที่แท้จริงก็คือคนที่หลงอยู่กับสมบัติแห่งความเป็นมนุษย์ สมบัติแห่งความเป็นเทวดา ความเป็นพรหม’ เพราะสมบัติทั้งหลายที่กล่าวถึงนี้ มันมีความไม่เที่ยง มีความแปรปรวน เมื่อหมดบุญ เมื่อสิ้นจากสมมุติในชาตินั้น เราก็ต้องพลัดพรากจากสมบัติทั้งหลาย จากสมมุติทั้งหลาย จากภพทั้งหลายไปในที่สุด ดังนั้น สิ่งที่เป็นความเที่ยงแท้ก็คือพระนิพพานสมบัติ พ้นจากวัฏสงสาร ไม่ย้อนกลับมาเกิด ไม่ย้อนกลับมาจุติ ไม่ต้องมารับเวรรับกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว พิจารณาปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในภพภูมิทั้งหลาย จิตคลายความยึดมั่นในขันธ์๕ จิตคลายความยึดมั่นในภพ ในสวรรค์สมบัติ ในพรหมสมบัติ

อธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตให้ข้าพเจ้าได้ปรากฏอยู่ภายในวิมานบนพระนิพพาน ขอสภาวะแห่งวิมานของข้าพเจ้าบนพระนิพพานจงกระจ่างแจ้งชัดเจน มีความสว่าง มีความชัด มีความแพรวพราวระยิบระยับ กำหนดนั่งอยู่บนแท่นกลางวิมานบนพระนิพพาน กำหนดรู้สภาวะ กำหนดรู้ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ รู้กายว่ากายเราตอนนี้เป็นกายทิพย์ เมื่อวิมานบนพระนิพพานปรากฏ ก็หมายความว่าเราอยู่ในวิสัยที่สามารถเข้าถึงซึ่งมรรคผลพระนิพพานในชาติปัจจุบันได้ เมื่อเราสามารถเข้าถึงอรหัตผล เข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้ เราจะยอมเสียโอกาสหรือไม่

หากให้อุปมาเป็นเรื่องของทางโลก หากสมมุติว่าวันนี้เราถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเป็นชุดใหญ่ครบชุด เราคิดว่าเราจะไม่สนใจจะไปขึ้นเงินรางวัลหรือ ให้กำหนดพิจารณาในอารมณ์ประดุจเช่นนี้ ทรัพย์ที่ยิ่งกว่ามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ก็คือพระนิพพานสมบัติ มากยิ่งกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชุดใหญ่ ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชุดใหญ่ เรายังตื่นเต้นอยากไปขึ้นรางวัลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อารมณ์จิตของพระอรหันต์ท่านก็เช่นกัน ท่านเข้าถึงพระนิพพานสมบัติแน่นอน อารมณ์จิตท่านก็ย่อมปรารถนาอยากไปพระนิพพานเร็วๆ ติดอยู่เพียงแต่ว่าถ้าบางองค์ยังมีหน้าที่อยู่ พระท่านก็ยังไม่อนุญาตให้ไปพระนิพพานได้ ถ้าเราอ่านเราฟังประวัติของหลวงพ่อ ท่านจะไปพระนิพพานก่อนตั้งหลายครั้ง หลายครั้งท่านก็แทบไม่ยอมลงมาจากพระนิพพาน อารมณ์จิตของท่านที่เข้าถึงอรหัตผลก็เป็นเช่นนี้ ให้เรานึกเปรียบเทียบเสมอว่า นิพพานสมบัตินั้นมันยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชุดใหญ่ สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง อย่าลืมว่าการถูกลอตเตอรี่มันก็มีวันหมดได้ แต่นิพพานสมบัติคือสมบัติที่ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป ให้เราน้อมกำลังใจ มีความยินดีในพระนิพพานเฉกเช่นพระอรหันต์ท่านยินดีในพระนิพพานฉันนั้น นั่นคือ อารมณ์รักในพระนิพพาน มั่นคงในพระนิพพาน แนบอยู่กับพระนิพพาน ขึ้นมาอยู่บนวิมานของตัวเราเองบ่อยๆ ทุกวัน ทุกครั้ง ทุกโอกาสที่มาได้

เรายังไม่เข็ด ยังไม่เบื่อกับการมีร่างกายหรือ ร่างกายมันป่วยไหม ร่างกายมันแก่ไหม ร่างกายมันเสื่อมไหม เอาขันธ์๕ ร่างกายนี้มาเป็นครู มาให้เราพิจารณาตัดได้ว่าไปพระนิพพานดีกว่า พิจารณากายเพื่อเข็ดการมีร่างกาย พิจารณาความทุกข์เพื่อให้จิตมันมีความเข็ดในการเกิด เมื่อไรที่เราพิจารณาได้เช่นนี้ ความทุกข์ก็กลายเป็นลาภอันประเสริฐที่ทำให้เราได้นิพพานสมบัติ และเมื่อไรเราพิจารณาทุกข์ด้วยวิปัสสนาญาณด้วยจิตอันเป็นอุเบกขารมณ์ในฌานสมาบัติ เราก็จะไม่ทุกข์กับความทุกข์ที่ปรากฏขึ้น หรือทุกข์ที่ปรากฏมันก็มีความเบา เป็นความทุกข์ทางกายแต่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ทางใจ ความทุกข์ทางใจมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไม่ยอม จิตเราไม่น้อมยอมรับตามความเป็นจริงของความทุกข์ของกฎไตรลักษณ์ เรามัวแต่ไปคร่ำครวญ เรามัวแต่ไปโทษ เรามัวแต่ไปยึดมั่นถือมั่น เรามัวแต่ไปพิร่ำรำพัน เมื่อไรที่เรามองเห็นธรรมดา คืออนิจลักษณะในความทุกข์ที่มันปรากฏ เราเห็นว่าเราร้อนแล้วมันทุกข์ มันรำคาญ มันร้อนก็เป็นเรื่องของร่างกาย ถ้าเป็นกายทิพย์ต่อให้เราใช้อทิสมานกายไปยืนเหยียบอยู่บนดวงอาทิตย์ ผิวดวงอาทิตย์ เปลวความร้อนแห่งดวงอาทิตย์ กี่ล้านล้านองศาเซลเซียส ก็ไม่สามารถแผดเผากายพระวิสุทธิเทพหรือกายทิพย์ใดให้มอดไหม้หรือเร่าร้อนไปได้ หรือแม้แต่กายทิพย์ที่เป็นกายแห่งสภาวะนับตั้งแต่เทวดา พรหม หรือกายพระวิสุทธิเทพก็ดี เมื่อไปปรากฏอยู่ภายในนรก ถ้าไม่กำหนดรู้ความเร่าร้อนแห่งเปลวไฟนรกที่แผดเผาสัตว์นรกทั้งหลายที่ต้องรับโทษ แต่กายทิพย์เราเป็นกายแห่งกุศล ไม่อยู่ในเหตุในผลที่จะต้องรับโทษรับทัณฑ์ กายทิพย์เราก็ไม่ถูกแผดเผา ไม่ถูกทำร้าย ไม่ถูกความเร่าร้อน และก็ในขณะเดียวกันเช่นกัน ถ้าบังเอิญกายทิพย์ของเปรต อสูรกาย หรือสัตว์นรก มาพบมาเจอหรือมาสัมผัส หรือบังเอิญมีเหตุมีวาระที่มาพบมาเจอวิมานของเทวดา เห็นทิพยสมบัติของเทวดา เอามือคว้าเอามือจับก็กลายเป็นลม ไม่อาจสามารถสัมผัสได้ หรือแม้แต่การที่บุคคลตายแล้วฟื้นเป็นกายทิพย์มาดูวิมานของคนที่เขาทำบุญสร้างกุศล แต่ตัวเองไม่เคยทำไว้ เห็นคนอื่นเขากินข้าว กินอาหารทิพย์ กินน้ำ พอเราไปหยิบไปคว้า มันก็หยิบอะไรไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น สิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นจากการกระทำของเรา บุญและบาปก็เป็นเหตุที่เราทำด้วยตัวของเรา ความทุกข์ทั้งหลายสิ่งที่เราพบเจอ มันก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบาย มันก็เป็นเพราะเราเคยละเมิดเคยผิดในศีลข้อที่หนึ่ง เราพิจารณายอมรับตามความเป็นจริงมากเท่าไร ความทุกข์ทางใจมันก็น้อยลงเท่านั้น เหลือเพียงความทุกข์ทางกาย ความทุกข์ที่มันเป็นไปตามสภาวะ แต่ทุกข์ทางกายถ้าเราไม่ไปจดจ่อ ไม่ไปเพ่ง ไม่ไปคร่ำครวญ ความทุกข์นั้นบางครั้งมันก็เผลอๆ ลืมไป ไม่รู้สึก ดังนั้น สิ่งใดที่เราไปจดจ่อไปยึดมั่นถือมั่น มันก็ชัดขึ้น มันก็เด่นขึ้น ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไร ความทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น

วิชากรรมฐาน วิชาวิปัสสนา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การฝึกที่จะปล่อยวาง ปล่อยวางได้มากเท่าไร ทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น ปล่อยวางได้มากเท่าไร จิตก็สงบลงได้มากเท่านั้น ปล่อยวางได้มากเท่าไร จิตก็ยิ่งใกล้พระนิพพานได้มากเท่านั้น ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง ปล่อยวางจากขันธ์๕ ปล่อยวางจากภพทั้งหลายที่เราเคยเกิดเคยจุติ ปล่อยวางจากบุคคลที่เราห่วงที่เรากังวลมากที่สุด ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพอยู่ในวิมานของเราบนพระนิพพาน พิจารณาปล่อยวาง

พิจารณาต่อไป อธิษฐาน กำหนดจิตอธิษฐานต่อฟ้าดิน ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ เทพพรหมเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วจักรวาลทั่วสามภพภูมิ วันนี้เป็นวันฟ้าอภัยตามความเชื่อของจีน เราก็อธิษฐานขอขมาฟ้าดินและดวงจิตทั้งหลาย ขออภัยทาน ขออโหสิกรรม ตั้งจิตอธิษฐาน :

‘สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง,

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, อุกาสะ ขะมามิ ภันเต’

ข้าพเจ้าขอกราบขมาลาโทษ ขอน้อมจิตกราบอภัยด้วยใจจริงต่อฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระรัตนตรัย ตลอดจนดวงจิตทั้งหลาย ดวงวิญญาณทั้งหลาย ท่านเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ในสิ่งที่ข้าพเจ้าประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อท่าน ทางกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี คิดประมาทปรามาส คิดร้าย คิดลบ เผลอคิดด้วยจิตอกุศล กรรมใดก็ตามที่ข้าพเจ้าล่วงเกินปรามาส หรือแม้แต่กระทั่งเบียดเบียนบีทาจนถึงชีวิต ข้าพเจ้าขอน้อมจิตสำรวมระวัง ตั้งมั่นในศีล ในความดี ในเมตตาพรหมวิหาร และขอน้อมจิตกราบขมาลาโทษต่อทุกท่าน ทุกๆพระองค์ ทุกดวงจิต เป็นมหาขมากรรม เป็นมหาอภัยทาน เป็นมหาอโหสิกรรม และข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้กับทุกดวงจิตที่เคยล่วงเกิน ที่เคยเบียดเบียน ที่เคยทำร้าย ขอทุกสิ่งทุกอย่างจงเป็นโมฆกรรมไปจนสิ้น ขอฟ้าเปิดดินเปิดให้เป็นอภัย เป็นมหาอภัยทานต่อกันทั้งสองฝ่าย และขอให้เวรกรรมทั้งหลายที่สามารถสลายตัวได้ เบาบางได้ ตัดกรรมได้ด้วยอโหสิกรรมนั้น จงบังเกิดผล โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายจงคลายไป วิบากกรรมทั้งหลายจงคลายไป อกุศลทั้งหลายที่จะเข้าที่จะแทรกสู่ใจของข้าพเจ้าจงคลายไป กระแสแห่งความอาฆาตแค้นพยาบาททั้งหลายของเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงคลาย จงสลายตัว ด้วยมหาอภัยทานด้วยเถิด

ขอให้นับแต่นี้ชีวิตข้าพเจ้าตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จงเปิดบุญ จงเปิดบารมี จงเปิดดวง มีกำลัง มีสุขภาพ มีมหาโภคทรัพย์ มีความคล่องตัวทุกอย่างทุกประการ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มีจิตอยู่ในบุญกุศล อยู่ในสัมมาทิฐิตลอดไป อธิษฐานจิตให้จิตสว่างผ่องใส กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใสที่สุด ขอให้เคราะห์ทั้งหลาย วิบากทั้งหลาย โรคเวรโรคกรรมทั้งหลายจงคลาย จงสลาย จงดับไปด้วยกำลังแห่งพระกรรมฐาน ด้วยกำลังแห่งพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กำลังแห่งครูบาอาจารย์อันไม่มีประมาณด้วยเทอญ

จากนั้นกำหนดจิตแผ่เมตตาจากพระนิพพาน อาราธนาน้อมกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์บารมีทั้ง ๓๐ ทัศของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพานเป็นกำลังบุญใหญ่ แผ่เมตตาลงมายังสรรพสัตว์ทั่ว ๓ ภพภูมิ ทั่วสากลโลก แผ่เมตตาลงไปยังภพแห่งอรูปพรหมทั้ง๔ แผ่เมตตาลงไปยังภพแห่งพรหมโลกทั้ง๑๖ ชั้น แผ่เมตตาลงไปยังภพแห่งอากาศเทวดาทั้ง๖ ชั้น แผ่เมตตาลงไปยังภพของรุกขเทวดา ภุมมเทวดาทั่วทั้งโลก ทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงไปยังบรรดาดวงจิตทั้งหลายที่เสวยบุญอยู่ในภพกลางที่มีกายเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีขันธ์๕ กายเนื้อทั่วทั้งโลก ทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อไปให้กับบรรดาดวงจิตทั้งหลายที่เสวยวิบากกรรมเป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงจิตดวงวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย มิติที่ทับซ้อนภพภูมิทั้งหลาย แผ่เมตตาต่อไปให้กับบรรดาดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมเป็นเปรต เป็นอสูรกายทั้งหลายทุกดวงจิต แผ่เมตตาต่อไปให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุม ลึกลงถึงที่สุดคือโลกันตนรก

จากนั้นอธิษฐานจิตแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณ เปิดโลกเปิดสามภพภูมิ อธิษฐานขอจงปรากฏกำลังของสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตาสามภพภูมิ ขอสรรพสัตว์จงประสบแต่ความสุข พ้นจากความทุกข์ พ้นจากเวรภัย พ้นจากบาปอกุศล ขอจงมีดวงจิตคิดอยู่ในบุญ ในกุศล ในสิ่งที่ชอบ ในสิ่งที่เป็นบุญ ในสิ่งที่เกื้อกูลต่อกัน

จากนั้นอธิษฐานน้อมบารมีบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานลงมาคลุมโลก ขอกระแสแห่งกุศล กระแสธรรม คุณธรรม ศีลธรรมความดี จงหลั่งไหลครอบคลุมโลกใบนี้ให้เกิดความสุขสงบสันติ คนคิดดีทำดีมีมนุษยธรรม มีคุณธรรม มีศีลธรรม น้อมบุญกุศลลงมาคลุมประเทศไทยทั้งหมด ปกปักรักษาคุ้มครองแผ่นดินไทยให้เป็นเขตที่จารึกพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตราบ ๕,๐๐๐ ปี น้อมบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองเขตพุทธอาณาจักร เขตพระพุทธศาสนา ขออาราธนากำลังพุทธานุภาพของพระพุทธองค์มาสถิตรักษาอยู่ในพระพุทธรูปทุกพระองค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย วัตถุมงคลทั้งหลาย วัดวาอารามทั้งหลาย ขอกระแสมรรคผลพระนิพพาน กระแสธรรม กระแสสัมมาทิฐิ กระแสแห่งมรรคมีองค์๘ น้อมรวมลงสู่ดวงจิตของพุทธบริษัท๔ ให้อยู่ในบุญอยู่ในกุศล ขอน้อมบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอพระบารมีแผ่ปกเกล้าไปทั่วแผ่นดินทั่วโลก ขอพระบรมเดชานุภาพนำพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคชาววิไล ขอให้บุคคลที่ทำความดีปกป้องคุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญ มีแต่ความรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

จากนั้นอธิษฐานจิตน้อมบุญส่งผลถึงพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง พระคลังมหาสมบัติ ดวงพระวิญญาณแห่งบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงจิตดวงวิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คอยคุ้มครองอาณาเขตประเทศไทย เทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา เทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอจงมีบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ เต็มกำลังด้วยเถิด ขอคนดีจงขึ้นมาปกครองบ้านเมือง ขอบุคคลที่เป็นคนชั่วจงเป็นไปตามกฎของกรรม ขอบุญกุศลจงหนุนนำคนดีให้มีกำลังขึ้นมา และขอให้บุญกุศลแห่งการเจริญพระกรรมฐานของข้าพเจ้า นำพาให้ข้าพเจ้าและครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดี ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง

จากนั้นน้อมจิตใช้กายทิพย์กราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน ด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ เมื่อกราบลาแล้วก็พุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานตามลงมา คุ้มครองขันธ์๕ร่างกาย คุ้มครองบ้านเรือนเคหสถานที่อยู่ให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใสบริสุทธิ์

ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูกทั่วร่างจงกลายเป็นผลึกแก้วผลึกเพชรทั้งกาย

ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ หลอดเลือด เส้นเอ็น จงกลายเป็นแก้วเป็นเพชร ธาตุทั้ง ๔ เซลล์ทุกเซลล์ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในกาย จงกลายเป็นผลึกเพชร อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะภายในทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วเป็นเพชร เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายจงมีความเป็นทิพย์ มีกระแสบุญหล่อเลี้ยงไหลเวียน ขันธ์๕นี้จงมีกระแสแห่งกุศล กระแสแห่งบุญ ประคับประคองรักษา เซลล์ผิดปกติทั้งหลายจงสลายตัวไป เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง จงสลายตัวไป ซีสทั้งหลายจงสลายตัวไป สิ่งที่ผิดปกติ พยาธิสภาพ โรคภัยไข้เจ็บทั่วขันธ์๕ ร่างกายจงสลายตัวไป มีแต่บุญ มีแต่กุศล มีแต่ความเป็นทิพย์ มีแต่กระแสปราณอันสะอาดบริสุทธิ์ไหลเวียนโคจรหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์๕นี้ ให้มีกำลัง ให้มีความแข็งแรง มีความสดชื่น มีจิตมีกายอันผ่องใสเป็นกุศล มีกำลังที่จะสร้างบุญสร้างกุศลต่อไป

จากนั้นน้อมจิตโมทนาสาธุกับกัลยาณมิตรทุกคนที่เจริญพระกรรมฐานพร้อมกันในวันนี้ และที่มาฟัง มาฝึก มาปฏิบัติต่อในภายหลัง กำหนดจิตของเราทรงอารมณ์จับลมหายใจเข้าออกช้า ลึก ยาว สามครั้ง

ภาวนาบริกรรมกำหนดในไตรสรณคมน์คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ

จากนั้นถอนจิตช้าๆ จากสมาธิด้วยจิตอันผ่องใสและเป็นสุข

สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่า พรุ่งนี้วันจันทร์ก็จะเริ่มเปิดรับลงทะเบียนสำหรับงาน ‘เมตตาสมาธิ’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๑๖ สิงหาคมนี้ ที่สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท ใกล้กับ MBK ซึ่งการลงทะเบียนก็เป็นไปตามกฎกติกาเดิม คือขออนุญาตวางมัดจำเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเปิดลงทะเบียน ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วมาในงานก็สามารถรับเงินมัดจำคืนได้ ซึ่งงานครั้งนี้ก็จะรับได้เต็มที่ประมาณ ๑๒๐ ท่าน

และก็มีเรื่องที่เป็นกรณีพิเศษเพิ่มขึ้นก็คือ ในช่วงบ่ายของการเชิญ Singing Bowl นั้น ก็จะมีแขกรับเชิญ เป็นวงของขันธิเบตขึ้นมาอีก ก็จะมี Singing Bowl ๒ วง ขันธิเบตอีก ๑ วง ที่จะประสานสร้างพลังที่เสริมในการบำบัด แล้วก็น้อมจิตให้เข้าถึงกุศล เข้าถึงสมาธิ เข้าถึงการเยียวยากายและจิตได้ลึกซึ้งขึ้น ได้มากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับท่านใดที่มีความประสงค์จะช่วยในเรื่องของการนำขนมทานเล่น ขนม น้ำ ของว่าง ก็สามารถแจ้งให้ทราบได้ ครั้งนี้เราก็เลี้ยงทั้งอาหารกลางวัน เลี้ยงทั้งอาหารว่าง ทุกครั้งทุกคนเป็นปกติเหมือนเดิม ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นโครงการที่เราทำเพื่อเป็นธรรมทาน เพราะการมาปฏิบัติโดยพบตัวกัน โดยเจอหน้ากัน มันก็สามารถที่จะรับพลังรับกระแสได้มากกว่าการที่เราจะเรียนออนไลน์หรือฟังย้อนหลัง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มาพบกัน มาปฏิบัติด้วยกันทุกครั้ง การที่มารวมตัวในจุดเดียวกันได้ ก็ถือว่าพลังของบุญ พลังของกุศล เป็นอภิจิต มันก็เพิ่มพูนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานที่เราฝึกกัน เราฝึกกันค่อนข้างเต็มกำลัง คือเข้าถึงฌาน ๔ ในสมถะทุกกอง แล้วก็ตัด แล้วก็ตัดกิเลส พิจารณาในวิปัสสนาญาณจนถึงพระนิพพาน ดังนั้นเวลาที่เราทำก็ถือว่าเป็นบุญใหญ่ เป็นการปฏิบัติตรงเพื่อมรรคผลพระนิพพาน

ดังนั้นก็ขอให้เราคนไหนที่สะดวก ที่สนใจ ก็พยายามมาให้ได้ ใช้กำลังใจเรา บางครั้งมันจะมีอุปสรรค บางครั้งมันจะมีมารคอยขวาง คอยทำให้เราขี้เกียจบ้าง สะดุดบ้าง ไม่อยากมาบ้าง มีงานมาคั่นบ้าง แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่น มีจิตใจเด็ดเดี่ยว เราก็สามารถมาได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรเอาชนะใจตัวเอง เดี๋ยววันจันทร์ก็จะเริ่มเปิดลงทะเบียน แล้วท่านใดที่มีความสะดวกที่จะช่วยบอกต่อ ช่วยแชร์ ช่วยบอกเพื่อน ก็จะขอบพระคุณมาก ก็ถือว่าได้บุญในการนำพาคนเข้าสู่กุศล

สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบแต่เพียงเท่านี้ ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้ทุกคนมีความสุข มีความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ไม่อยู่ในที่ที่ร่วมกรรมกับบุคคลที่เขาอยู่ในวาระกรรม ขอให้อยู่ในที่เป็นกุศล

สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วิลาวัลย์ วลีเดช

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้