เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๙
เรื่อง นิโรธธรรมนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
๑. การผ่อนคลายกายและเจริญอานาปานสติ
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติกำหนดรู้ในกาย ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ผ่อนคลายปล่อยวาง ปล่อยวางผัสสะ ความเชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ ร่างกาย ปล่อยวางร่างกายเพื่อให้จิตได้เข้าถึงสภาวะแห่งการแยกรูปแยกนาม แยกกาย แยกจิต เข้าสู่ความสงบ จากการปล่อยวางร่างกายขันธ์ ๕ คือการตัดขันธ์ ๕ โดยผัสสะโดยปัญญา ทรงสภาวะความสงบจากการปล่อยวางร่างกาย เข้าสู่ความสงบจากการไม่มีร่างกาย ประคับประคองทรงสภาวะไว้ สงบ ปล่อยวาง ว่าง
เมื่อจิตเข้าถึงความสงบแล้ว ละร่างกายตัดร่างกายขันธ์ ๕ แล้ว เราก็มาจับใช้สติกำหนดดูกำหนดรู้ลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรไหมพริ้วผ่านเข้าออกในกาย สติ กำหนดรู้ กำหนดดูลมหายใจ ที่เหมือนกับแพรไหมตลอดทั้งสาย ตลอดทั้งกองลม สติ กำหนดดูกำหนดรู้อยู่กับอารมณ์ที่เราเสวยสัมผัส ในขณะที่ลมหายใจมันมีความละเอียด อารมณ์ความรู้สึกเวทนาที่ปรากฏมันมีความเบาลงไหม สบายไหม ลมหายใจยิ่งละเอียด จิตยิ่งเข้าถึงความสุขจากความสงบของสมาธิ จิตยิ่งเข้าถึงองค์ของฌานที่ละเอียดขึ้นสูงขึ้น ลมหายใจยิ่งละเอียด อารมณ์จิตของเราก็ยิ่งมีความละเอียด ปัญญาก็พลอยเกิดความละเอียดประณีตตามไปด้วย ทรงสภาวะที่ลมหายใจสงบละเอียดเบาสบาย ประคับประคองทรงอารมณ์ทรงสภาวะไว้ จิตสงบ ลมหายใจละเอียดเบาสบาย ประคับประคองสภาวะแห่งความสงบจากอานาปานสติไว้
๒. การเจริญกสิณแสงสว่างและยกจิตสู่ปฏิภาคนิมิต
เมื่อประคองสภาวะแห่งพระกรรมฐานจนเกิดวสีแห่งการทรงฌาน ทรงอารมณ์ทรงสมาบัติ เราก็ยกกำลังใจขึ้นเข้าสู่ฌาน ๔ ในอานาปานสติ กำหนดสงบหยุดนิ่ง หยุดจิตรวมเป็นเอกัคคตารมณ์ นิ่ง หยุด จากนั้นเดินจิตต่อจากอานาปานสติขึ้นสู่ฌาน ๔ ทรงสภาวะกำหนดรู้ในจุดที่นิ่งที่หยุดเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นจุดที่หยุด กำหนดน้อมนึกให้เกิดเป็นภาพ จากจุดขยายขึ้นเป็นเส้นวงกลม จากเส้นวงกลม ๒ มิติ กำหนดภาพนึกขึ้นเป็นดวงแก้วทรงกลม ๓ มิติ จากดวงแก้วทรงกลม ๓ มิติ กำหนดให้มีแสงสว่าง ลูกแก้วใสสว่าง เมื่อลูกแก้วใสสว่าง ภาพของดวงแก้วที่ใสสว่างเราเชื่อมโยงกับจิต ภาพนิมิตกสิณเป็นหนึ่งเดียวกับจิต ภาพใสเพียงใดจิตเราผ่องใสเพียงนั้น ดวงแก้วสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทินฉันใด ดวงจิตของเราขณะที่กำหนดทรงภาพ จิตของเราก็สะอาดปราศจากสรรพกิเลสฉันนั้น
กำหนดจดจ่ออยู่กับภาพ ปล่อยวางความสนใจในลมหายใจให้หมด เมื่อเดินจิตเข้าสู่กสิณ เราปล่อยวางลมหายใจมากำหนดสติดูรู้อยู่กับภาพ ดวงกสิณที่เป็นแก้วใสสว่างเป็นอุคคหนิมิต เราขยับยกกำลังใจขึ้นเป็นปฏิภาคนิมิต คือเป็นฌาน ๔ ของกสิณ กำหนดให้เห็นดวงจิตเป็นเพชรระยิบระยับละเอียด เปล่งประกายแสงรัศมีสีรุ้งเป็นเส้นแสงแผ่กระจายออกมา จิตผ่องใสอย่างยิ่ง จิตประภัสสรอย่างยิ่ง จิตเป็นเพชรประกายพรึกอย่างยิ่ง กลั่นจิตของเราให้ใสขึ้น สว่างขึ้น ระยิบระยับขึ้น ทรงสภาวะที่จิตของเราประภัสสรที่สุด รู้ตื่นขึ้นสู่จิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร จิตสะอาดปราศจากกิเลสทั้งหลาย
ทรงสภาวะจิตประภัสสรไว้ รัศมีของจิตมีความเป็นทิพย์ มีความผ่องใส ทรงสภาวะทรงอารมณ์ที่อารมณ์ใจเราเป็นสุขที่สุด สว่างที่สุด ผ่องใสที่สุด องค์แห่งฌานสมาบัติต้องเข้าถึงพร้อมครบถ้วน ภาพนิมิตสว่างผ่องใสชัดเจน อารมณ์ขณะที่เราเสวยคือทรงฌานสมาบัติมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ อารมณ์จิตสัมพันธ์กับภาพนิมิต จิตยิ่งใสสว่างแพรวพราว อารมณ์จิตยิ่งเป็นสุข จิตยิ่งสว่างใสเป็นเพชรประกายพรึกมากเพียงใด จิตเรายิ่งเกิดกำลัง เกิดจิตตานุภาพ เกิดความเป็นทิพย์
และเมื่อเราทรงอารมณ์ที่สว่างใสที่สุดได้ การฝึกขั้นต่อไปก็คือ ประคับประคองสภาวะคือภาพนิมิตพร้อมอารมณ์ที่เป็นสุขที่สุด ให้มีความเสถียรภาพต่อเนื่องยาวนาน นานตามที่เราต้องการ ทรงสภาวะจิตประภัสสรเป็นเพชรประกายพรึกไว้ ยิ่งฝึกยิ่งเพาะบ่ม ตบะเดชะแห่งการปฏิบัติยิ่งเพิ่มพูนขึ้น แค่เสี้ยววินาทีที่จิตเกิดแสงสว่างชั่วเพียงแค่เหมือนกับหัวไม้ขีดมันฟู่ขึ้นมา ก็มีบุญมากมายยิ่งกว่าถวายทานเป็นจำนวนมหาศาลต่อเนื่อง การที่เราทรงอารมณ์จิตสว่างเป็นเพชรประกายพรึกได้เต็มกำลัง และทรงอารมณ์ได้เป็นนาที เป็น ๑๐ นาที เป็นครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมง กำลังของบุญอานิสงส์แห่งภาวนามัยก็ยิ่งสะสมเพาะบ่มในจิตของเรามากเพียงนั้น
ศาสตร์ทั้งหลาย ปัญญาทั้งหลาย วิชชาทั้งหลายที่เราพากเพียรเรียนไป พอหมดภพชาติภพหนึ่ง วิชชาทั้งหลายก็หายไป เกิดใหม่ก็ต้องมาเรียนใหม่ แต่วิชชาในพระพุทธศาสนา ฌานสมาบัติ ปัญญาวิปัสสนาญาณ กรรมฐานสมาบัติที่เราสะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ มันถูกบันทึกลงในจิต เมื่อถูกบันทึกลงในจิต ถึงเวลาเมื่อเราเกิดชาติภพใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบุญจากทาน บุญจากศีล บุญจากภาวนา ก็ยังตามติดอยู่กับจิตของเราไปทุกชาติทุกภพ เป็นอริยทรัพย์อันไม่ได้สูญเปล่า ให้เราทรงอารมณ์ให้ผ่องใสที่สุด เป็นปฏิภาคนิมิต จิตเป็นสุขที่สุด ทรงสภาวะไว้ จิตว่างจากกิเลส รัศมีของจิตเป็นกระแสแห่งความเมตตาอันไม่มีประมาณ ทรงอารมณ์ทรงสภาวะไว้ ใจสบายผ่องใส
๓. การน้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัยและเคล็ดลับมโนมยิทธิ
จากนั้นกำหนดน้อมจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ก็ให้เราเชื่อมโยงว่าเมื่อไหร่เรานึกถึงพระ นึกถึงพระพุทธเจ้า เรานึกถึงพระนิพพาน คือพระพุทธเจ้าท่านอยู่บนพระนิพพาน นึกถึงพระนิพพานเราไม่ได้นึกถึงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เรานึกถึงทุกพระองค์ที่อยู่บนพระนิพพาน คือพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ที่ท่านบรรลุโมกขธรรม เสด็จดับขันธ์เข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว เมื่อจิตเราน้อมนึกถึงพระนิพพาน เรานึกถึงทุกท่านทุก ๆ พระองค์ไปพร้อมกัน กำลังใจยิ่งใหญ่ กำลังผลอานิสงส์แห่งการปฏิบัติยิ่งสูง เมื่อเรานึกถึงท่าน ท่านก็เมตตาสงเคราะห์เราได้เต็มที่เต็มกำลัง
ซึ่งในทางตรงกันข้ามก็เช่นกัน บุคคลใดที่ปรามาส คือเคยประมาท ด่าว่า ตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้าก็ดี ตำหนิติเตียนวิพากษ์วิจารณ์ธรรมะคือพระธรรมก็ดี หรือตำหนิติเตียนกล่าวโทษเพ่งโทษในพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ก็ดี การที่เราปรามาสพระ ผลก็ทำให้อารมณ์จิตที่เราหยาบ ที่เราปรามาสที่เราคิดร้ายคิดลบต่อพระรัตนตรัย ต่อครูบาอาจารย์ ก็เป็นเครื่องกั้นปัญญาญาณเครื่องรู้ และกระแสที่พระพุทธองค์ก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี เทพพรหมเทวาครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ดีที่จะสงเคราะห์เรา ต่างจากจิตของบุคคลที่มีความนอบน้อมเคารพในพระรัตนตรัยสุดหัวจิตหัวใจ
จุดนี้คือเคล็ดลับ คือหัวใจแห่งการปฏิบัติแห่งการเจริญพระกรรมฐาน ให้เรากำหนดน้อมรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า คือภาพองค์พระด้วยอารมณ์จิตที่มีความเคารพนอบน้อมอย่างสุดหัวจิตหัวใจ ไม่ได้นึกเฉย ๆ นึกถึงนิ่ง ๆ แห้ง ๆ แต่นึกถึงด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพรัก ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า จากส่วนลึกของใจอย่างแท้จริง และยิ่งจิตของบุคคลใดยิ่งละเอียด ยิ่งละเอียดมากเท่าไหร่ พระท่านสงเคราะห์ได้มากเท่านั้น และผลแห่งการปฏิบัติ ยิ่งละเอียดยิ่งนอบน้อมยิ่งเคารพสุดหัวจิตหัวใจมากเท่าไหร่ กำลังแห่งมโนมยิทธิ ความเป็นทิพย์ของจิต สิ่งที่พระท่านสงเคราะห์ ญาณเครื่องรู้ที่มีความละเอียดประณีตชัดเจนมากกว่าบุคคลอื่น ก็จะปรากฏขึ้นในจิตที่มีความละเอียดประณีตนอบน้อมฉันนั้นด้วยเช่นกัน แต่ละบุคคลมีความหยาบ มีความละเอียด มีความลึกซึ้งต่างกัน ด้วยเหตุนี้ความชัดเจนเวลาที่เราใช้ญาณเครื่องรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมโนมยิทธิ ก็จะมีความต่างกัน
๔. การยกจิตขึ้นสู่พระนิพพานในกายพระวิสุทธิเทพ
ตอนนี้ก็ให้เราทุกคนน้อมใจของเราให้เคารพนอบน้อมในพระพุทธเจ้าอย่างเต็มหัวจิตหัวใจก่อน แล้วจึงอธิษฐานยกจิตพุ่งขึ้นไปบนพระนิพพาน อยู่เบื้องหน้ามหาสมาคมอันมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน กำหนดดูความรู้สึกแรกของกายทิพย์ที่เราไปปรากฏ ดูว่าใสหรือไม่ใส กายขุ่นหรือกายใส ชัดหรือไม่ชัด กายของเราที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพ มีรายละเอียด มีความแพรวพราว มีความใส มีรัศมีมากน้อยเพียงใด วิธีการที่เราฝึกที่เราปฏิบัติ เมื่อขึ้นไปได้แล้ว อันที่จริงเราก็สามารถที่จะกลั่น คือกลั่นจิตของเราให้มันมีความละเอียด กายอาทิสมานกายที่ปรากฏก็จะพลอยมีความใส มีความละเอียดตามขึ้นไปได้ สำคัญให้เราขึ้นมาให้ได้ก่อน
ขึ้นมาแล้วเราก็ปรับจิต โดยที่ ๑ กำหนดตัดขันธ์ ๕ ร่างกายซ้ำอีกครั้ง โดยพิจารณาว่า ตอนนี้ที่เรายกขึ้นมาบนพระนิพพานคือกายทิพย์ อาทิสมานกาย ที่ปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพ กายของเราก็คือจิตหรืออาทิสมานกาย ตอนนี้เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ร่างกายที่เป็นกายหยาบ ไม่ใช่กายขันธ์ ๕ ที่เป็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ของหยาบ อันนั้นมันเป็นเพียงแค่เปลือก มันเป็นเพียงแค่บ้านเช่าชั่วคราวที่เราอาศัยอยู่ในระหว่างที่มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่อันที่จริงเราคือจิตอาทิสมานกาย ตอนนี้เราอยู่บนพระนิพพาน เราทิ้งขันธ์ ๕ ร่างกาย พิจารณาว่าเราไม่มีความเสียดายในขันธ์ ๕ ร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา ถ้าเราตายไปในขณะจิตนี้ เราก็อยู่บนพระนิพพาน เราก็ไม่ปรารถนาลงมาเกิดอีก
จากนั้นกำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพให้สว่างที่สุด ใสที่สุด นึกถึงบุญกุศล ยิ่งนึกถึงบุญกายยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น นึกถึงบุญที่สร้างพระพุทธรูป บุญยิ่งสว่างขึ้น กายก็ยิ่งสว่างขึ้น จนกายของเราสว่างเต็มที่ ก็อธิษฐานจิตไว้เสมอว่า ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน กำลังของเราคือความผ่องใสของจิต กำลังของเราคือความนอบน้อมเคารพในไตรสรณคมน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้า ความสว่างผ่องใสของกายทิพย์ของเรามาจากบุญกุศลที่เราเพาะบ่มสะสมรวมตัวมา ขอกำลังทั้งหลายจงรวมเป็นหนึ่ง ให้อาทิสมานกายของข้าพเจ้าเปล่งประกายสว่างความผ่องใสสูงสุด แสงรัศมี กำลังแห่งความเป็นทิพย์ กำลังแห่งบุญกุศล กำลังแห่งความบริสุทธิ์ของจิตที่สะอาดจากกิเลส กำลังความบริสุทธิ์ของจิตจากการสะสมการตัดขันธ์ ๕ ตัดความโลภ โกรธ หลง ตัดกิเลส ตัดสังโยชน์ ให้จิตข้าพเจ้า กายอาทิสมานกาย กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างใสขึ้น
๕. การทรงนิโรธสมาบัติบนพระนิพพาน
ทรงสภาวะนี้ไว้ให้นานที่สุด กำหนดว่าทุกวินาทีที่ผ่านไป เป็นวินาทีที่กายพระวิสุทธิเทพของเราอยู่บนพระนิพพาน เป็นทุกวินาทีที่จิตสะอาดจากกิเลสทั้งหลาย เป็นทุกวินาทีที่จิตเราหยั่งชั่วคราวในอารมณ์แห่งพระอรหัตผล ไม่มีความปรารถนาในการเกิดเป็นมนุษย์ ใจของเราสิ้นภพจบชาติการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ทรงสภาวะที่กายพระวิสุทธิเทพที่สว่างที่สุดใสที่สุดของเราอยู่บนพระนิพพานแห่งนี้ ทรงสภาวะไว้ อารมณ์ใจของเราเป็นสุข กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใสบนพระนิพพานที่สุด
ในขณะที่เราเจริญสมาบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงอารมณ์อยู่บนพระนิพพาน คำว่า ‘นิโรธ’ หรือ ‘นิโรธะ’ คำแปลของคำว่านิโรธก็คือ อารมณ์จิตที่สิ้นจากกิเลส การที่เราทรงอารมณ์เช่นนี้ในขณะที่เราอยู่บนพระนิพพาน อารมณ์ที่สิ้นภพจบชาติ สิ้นกำลังเครื่องร้อยรัดจากสังโยชน์ทั้ง ๑๐ สะอาดจากความโลภ โกรธ หลงทั้งปวง เราทรงสมาบัติในอารมณ์นี้ก็ถือว่าเป็นนิโรธสมาบัติบนพระนิพพาน ให้เรากำหนดใจไว้เสมอเช่นนี้ ทรงให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ อาทิสมานกายนั่งขัดสมาธิอยู่บนรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้ว จิตสะอาดจากกิเลส จิตดับไม่เหลือเชื้อแห่งการปรารถนาในการเกิด แม้เป็นอารมณ์แห่งอรหัตผลเพียงแค่ชั่วคราว แต่เราก็ยินดีในอารมณ์จิตอันเป็นสุขนี้
๖. มหาโมทนาบุญนิโรธสมาบัติแห่งพระอริยเจ้า
จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานน้อมรำลึกนึกถึงทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน ขอให้ดวงแห่งบุญกุศลแห่งทุก ๆ พระองค์ที่เคยเจริญนิโรธสมาบัติมาในกาลก่อน ในสมัยที่แต่ละพระองค์ยังมีชีวิตยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานขอมหาโมทนาบุญ ยินดีอนุโมทนาสาธุกับกุศลแห่งการเจริญนิโรธสมาบัติของทุกท่านทุก ๆ พระองค์ ไม่ว่าท่านนั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่ว่าท่านนั้นจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่ว่าท่านนั้นจะเป็นพระอรหันต์พระองค์ใด เคยเจริญนิโรธสมาบัติมาในกาลก่อนนับตั้งแต่อดีตกาลนานเพียงใดก็ตาม ธรรมเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล ข้าพเจ้าขอน้อมกระแสแห่งบุญกุศลในนิโรธสมาบัติของทุกท่านทุก ๆ พระองค์ ขอน้อมโมทนาสาธุรวมลงสู่จิตของข้าพเจ้า ขอผลพลาอานิสงส์แห่งการโมทนาบุญในนิโรธสมาบัตินี้ จงเกิดผลต่อชีวิตของข้าพเจ้าในชาติปัจจุบันด้วยเทอญ ขอให้เกิดผลทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คืออริยสมบัติ โมทนาบุญในกุศลแห่งการเจริญนิโรธสมาบัติ ก็ขอให้จิตข้าพเจ้าสามารถหยั่งเข้าถึงนิโรธสมาบัติได้โดยละเอียดประณีตทุกครั้งที่ข้าพเจ้ายกจิตขึ้นมาอยู่บนพระนิพพานด้วยเทอญ
ในขณะที่เสวยวิมุตติสุขจากสภาวะที่จิตสะอาดปราศจากสิ้นกิเลสอาสวะทั้งปวง กายพระวิสุทธิเทพยิ่งผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น ทรงสภาวะที่กายพระวิสุทธิเทพสว่างใสที่สุด ซึมซับดื่มด่ำผลอานิสงส์แห่งการโมทนามัยบุญ น้อมขอให้จิตข้าพเจ้าหยั่งเข้าถึงอารมณ์ในขณะที่พระอรหันต์ท่านสิ้นจากอาสวกิเลสโดยสิ้นเชิง กิจทั้งหลายจบแล้ว การเกิดไม่มีอีกแล้ว กรรมทั้งหลายไม่อาจให้ผลต่อจิตเราได้อีกต่อไป สิ้นภพจบชาติ มีเพียงพระนิพพานเพียงจุดเดียว กายพระวิสุทธิเทพของเราให้สว่างผ่องใสที่สุด กำหนดรู้ในความผ่องใสของเรา สว่างมากมาย ใสมากมาย อารมณ์จิตมีความเอิบอิ่มมากมาย แล้วก็น้อมหยั่งลงไป ให้เราตระหนักถึงว่าเราเข้าใจหรือยัง ว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงทรงตรัสสอน ทำไมพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ถึงมีหน้าที่ที่จะต้องรื้อขนมวลสรรพสัตว์ให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
ตราบที่ยังมีการเกิด ตราบนั้นก็ยังมีกรรม มีการสร้างทั้งกรรมใหม่ มีการใช้ทั้งกรรมเก่า มีทั้งกรรมดี มีทั้งกรรมชั่ว สะสมหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด ตราบที่ยังมีการเกิดก็เพราะว่ายังมีกรรม เมื่อไหร่พ้นจากกำลังแห่งกฎของกรรม นั่นก็คือเราเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน กรรมทั้งปวงไม่อาจส่งผลกับเรา ให้เราต้องมาเกิด ต้องมาเสวยผลอีก เข้าพระนิพพานแล้วก็มีแต่เสวยอารมณ์ที่เป็นเอกบรมสุข เสวยบรมสุขจากนิโรธะ ความดับไม่เหลือเชื้อเพียงอย่างเดียว
ทรงสภาวะไว้ เสวยวิมุตติสุขในอารมณ์แห่งพระนิพพาน ‘นิพพานัง ปรมัง สุขัง’ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อจิตเราเป็นสุข จิตเราก็เกิดธรรมฉันทะ คือความยินดีในพระนิพพาน เมื่อจิตเราเสวยอารมณ์อยู่ในสภาวะแห่งนิโรธสมาบัติ จิตสะอาดจากกิเลส มีความใส มีความสะอาด มีความเบา มีความบริสุทธิ์ เราก็ไม่ปรารถนาให้จิตไปแปดเปื้อนมลทินความสกปรกจากการละเมิดศีล ไปแปดเปื้อนจากอารมณ์แห่งความทุกข์ ไปคลุกเคล้ากับอารมณ์จิตที่มีความเศร้าหมอง เราทรงไว้ในอารมณ์ที่สว่างใสบริสุทธิ์ เสวยอารมณ์แห่งวิมุตติสุขบนพระนิพพาน ทรงสภาวะไว้
ตั้งกำลังใจว่า แม้ในขณะที่เรายกจิตลงมาอยู่กับกาย อยู่กับขันธ์ ๕ บนโลกมนุษย์ กายเนื้ออยู่บนโลกมนุษย์ แต่อารมณ์จิตเสวยอารมณ์ความผ่องใสปล่อยวาง ฝึกทั้งในขณะที่เราไม่ได้ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน และฝึกทั้งในขณะที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ว่าให้จิตของเราสะอาดจากกิเลสให้ได้ในทุกสภาวะ พบเจอสิ่งที่มีอารมณ์กระทบ เราก็ทรงอารมณ์ปล่อยวาง พิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพียงแค่สมมุติ มันเป็นเพียงแค่มายา ทรงสภาวะแห่งพระนิพพานไว้
๗. การพิจารณาสังสารวัฏด้วยอุเบกขาญาณ
เมื่อใจเราทรงสภาวะแห่งความสะอาดบริสุทธิ์อยู่บนพระนิพพานแล้ว ก็ตั้งจิตอาราธนาขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอญาณเครื่องรู้มองลงมายังสังสารวัฏ พิจารณามองลงมายังโลกมนุษย์ ดูความเร่าร้อน ดูความวุ่นวายด้วยอารมณ์จิตที่เป็นอุเบกขา การแก่งแย่งเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ หลอกลวงกัน พิจารณาดูความทุกข์ ความวุ่นวาย พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายความยึดมั่นถือมั่นในวัฏสงสาร เบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิด ต่อสู้แย่งชิง กำหนดน้อมพิจารณาจนเกิดนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายจากการเวียนว่ายตายเกิด ญาณอันเป็นเครื่องรู้แจ้ง ญาณอันเป็นเครื่องก่อให้เกิดปัญญาในการตัดจากสังสารวัฏ ขอจงปรากฏจากการพิจารณาจากบนพระนิพพานลงมายังโลกมนุษย์
พิจารณาดูผลแห่งกรรมจากการเบียดเบียนกัน ผลแห่งกรรมจากอลัชชีทั้งหลายที่กระทำย่ำยีแปดเปื้อนพระพุทธศาสนา เราพิจารณาด้วยอุเบกขา ไม่โทษ ไม่แช่งชัก ไม่โกรธแค้น ไม่โกรธเคือง พิจารณาเห็นโทษภัยแห่งความไม่เชื่อในกรรม ในกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อนรกสวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด โทษภัยในโลกมนุษย์สุดท้ายไม่น่ากลัวเท่าโทษภัยจากกฎของกรรมในวัฏสงสาร พิจารณาดูว่าตราบที่เรายังต้องเกิด โอกาสพลาดที่พลั้งจะร่วงหล่นลงสู่อเวจีมหานรกก็มีอยู่ พิจารณาดูให้เห็นความทุกข์ ความเร่าร้อน
พิจารณาแล้วก็น้อมกลับมาอยู่กับสภาวะบนพระนิพพาน ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว ทำไมพระพุทธองค์ถึงทรงตรัสใช้คำว่า ‘จบกิจในพระพุทธศาสนา’ จบกิจแล้ว ไม่ต้องเกิดแล้ว ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว ข้อสอบทุกอย่างที่เป็นข้อทดสอบ เรื่องราวทุกอย่างที่เราต้องเรียนรู้ เราสอบผ่านหมดแล้ว เมื่อไหร่ที่ปัญญาของเราเห็นคุณแห่งพระนิพพาน ดวงตาเห็นธรรมก็พลันเปิดขึ้น เมื่อไหร่ที่เราเห็นคุณแห่งพระนิพพาน พอใจยินดีตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน ชาติภพวัฏสงสารเราก็สั้นก็สิ้นลง
๘. การอัญเชิญกระแสโลกุตตระเปิดภพภูมิและโมทนาจิตผู้มีบุญ
ให้เราน้อมกราบแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จองค์ปฐมและสมเด็จองค์ปัจจุบัน ด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ นึกถึงพระคุณของท่าน จากนั้นตั้งจิตตั้งกำลังใจ ขอบารมีสมเด็จองค์ปฐม ขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอญาณเครื่องรู้ในความเป็นทิพย์ของข้าพเจ้าจงปรากฏขึ้น ว่าในภพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพรหมโลกก็ดี ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ในส่วนที่เป็นอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้นก็ดี ไม่ว่าจะเป็นภพของบรรดารุกขเทวดา ภุมเทวดาทั้งหลายก็ดี ภพของความเป็นมนุษย์ ภพของพญานาค
กำหนดน้อมอธิษฐานจิตขอบารมีพระพุทธเจ้าเปิดโลกให้ข้าพเจ้าเห็น ว่ามีดวงจิตท่านใด ดวงจิตใด ในภพใด ที่มีแรงอธิษฐาน มีจิตมุ่งมาดปรารถนาที่จะมาปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ที่จะมาจุติเป็นมนุษย์เพื่อปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน หรือแม้แต่ว่าจะผ่านภพ จากภพที่ตัวเองเสวยอยู่เข้าสู่พระนิพพาน ขอให้ความเป็นทิพย์ของจิต ขอให้ท่านทั้งหลายได้มาปรากฏขึ้นในญาณเครื่องรู้ที่พระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ข้าพเจ้าด้วยเทอญ มีมากไหม มีท่านใดที่มารอเกิดรอจุติ มีท่านใดที่ตั้งจิตเพื่อพระนิพพาน
เมื่อปรากฏในญาณเครื่องรู้อันเป็นทิพย์แล้ว ก็ให้เราตั้งจิตอธิษฐานให้กายพระวิสุทธิเทพเราประนมมือ ตั้งจิตน้อมอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน น้อมกระแสจากพระนิพพาน น้อมกระแสโลกุตตระเป็นแสงสว่าง อาราธนาลงสู่ดวงจิตทั้งหลาย พร้อมกับจิตของเรานั้นตั้งจิตยินดี สาธุ ขอให้จิตอันปรารถนาเพื่อพระนิพพานของท่านจงสำเร็จ ขอจิตอันปรารถนาในพระนิพพานของทุกท่านจงสำเร็จ กำลังบุญจงถึงทุกดวงจิตทุกท่าน นิพพานสมบัติ อริยสมบัติของทุกท่านจงสำเร็จ
จากนั้นน้อมจิตเป็นแสงสว่างไปยังทุกภพ ไปยังทุกดวงจิต ไม่ว่าจะเป็นพรหมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา มนุษย์ทั้งหลายที่ท่านเป็นพระก็ดี ฆราวาสก็ดี สามเณรก็ดี หรือแม้แต่พญานาคทั้งหลายก็ดี น้อมกระแสจากพระนิพพานถึงทุกท่านทุกดวงจิต ขอจงสำเร็จ กระแสโลกุตตระจงปรากฏ โพธิจิตจงบังเกิดปรากฏขึ้นในดวงจิตทุกดวง ในยุคต่อไปจะมีผู้มีบุญที่มาจุติบนโลกมนุษย์เพิ่มขึ้น มีบารมีเต็มที่จะนำพายุคสมัยเข้าสู่ยุคไทยมหารัฐจักรพรรดิราชสืบ ๆ ต่อไป เราก็น้อมบุญเตรียมไว้ให้ทุกท่าน
ถึงเวลาอีกหน่อยเราก็ต้องตายไป เราหลายคนอาจจะอยู่ทันเข้าสู่ยุคชาววิไลเต็มที่เต็มอัตรา บางคนก็อาจจะไปก่อน บางคนก็อาจจะอยู่ถึงยุคไทยมหารัฐ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไปพระนิพพานก่อน ดังนั้นสิ่งที่เราได้มาเริ่มต้นตั้งแต่ยุคถิ่นกาขาว ก็คือเริ่มเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมากขึ้นในสมัยในหลวงรัชกาลที่ ๙ สืบต่อมาสู่ยุคเข้าสู่ยุคชาววิไลในรัชกาลที่ ๑๐ ที่มีคนมากมายเริ่มตั้งจิตประกาศอธิษฐานในความปรารถนาซึ่งพระนิพพาน สุดท้ายบุญกุศลจากกำลังบุญ จากความบริสุทธิ์ของจิตที่พวกเรากระทำบำเพ็ญไว้ ก็จะส่งผลสืบต่อไปเป็นกำลังบุญยังโลก ยังแผ่นดิน
ก็ให้เราตั้งใจไว้ว่า ในการเจริญพระกรรมฐานของเรา เราไม่ได้เพียงแต่ปฏิบัติเพียงแค่ตัวเราได้บรรลุหลุดพ้น แต่กำลังฌาน กำลังสมาธิ กำลังสมาบัติ กำลังอภิญญาที่เป็นสัมมาอภิญญาของเรา ยังพลอยช่วยเป็นกำลังให้กับโลก ให้กับสังสารวัฏ ให้กับประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ให้เราน้อมยินดีในหน้าที่ที่เราทำนี้ ยึดถือไว้ตามคำสอนของหลวงพ่อ ยึดถือไว้ให้เป็นปฏิปทาของตน
๙. การแผ่เมตตาอัปปมัญญาแผ่คลื่นร่มเย็นทั่วอนันตจักรวาล
จากนั้นก็ให้เราน้อมจิตอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมาแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ในสังสารวัฏ น้อมจิตน้อมกุศล ขอสรรพสัตว์จงประสบความสุข พ้นจากความทุกข์ พ้นภัยจากวัฏสงสาร เข้าถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นเอกบรมสุขด้วยทุกดวงจิต สรรพสัตว์ใดที่เสวยความทุกข์ ก็ให้พ้น ให้คลาย ให้บรรเทาจากความทุกข์ความเร่าร้อน จากอกุศล จากมิจฉาทิฐิ สรรพสัตว์ใดที่มีความสุข เสวยความสุขอยู่แล้ว ก็ขอให้เข้าถึงความสุขอันละเอียดประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงนิพพานสมบัติ อันเป็นเอกบรมสุข
ขอกระแสบุญจากพระนิพพาน จงแผ่เป็นคลื่นแห่งความละเอียดสงบร่มเย็นลงไปยังภพแห่งอรูปพรหมทั้ง ๔ พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น อากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล ภพกลางอันมีกายหยาบขันธ์ ๕ ภพของมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานที่มีกายเนื้อทั่วทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่เสวยความทุกข์ในทุกคติภูมิ นับตั้งแต่โอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงจิตดวงวิญญาณเร่ร่อน ดวงจิตของเปรต อสุรกายทั้งหลาย ดวงจิตของสัตว์นรกในทุกขุม ลึกลงไปถึงที่สุดคืออเวจี และที่สุดก็คือโลกันตมหานรก ขอกระแสบุญกุศลจงส่งผลถึงทุกดวงจิต ให้เมตตาจากพระนิพพานแผ่สว่างไม่มีประมาณ อธิษฐานขอบารมีสมเด็จองค์ปฐมเมตตาเสด็จปรากฏเป็นปางสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตายังสามภพภูมิด้วยเถิด ขอความสุขสงบ ร่มเย็น สันติสุขจงปรากฏ
๑๐. การอธิษฐานจิตคุ้มครองโลก ประเทศไทย และพุทธจักร
จากนั้นน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาครอบคลุมคุ้มครองโลกใบนี้ ให้สุขสงบ สันติ ร่มเย็น จากสงครามทั้งหลาย จากภัยพิบัติทั้งหลาย ปลอดจากภัยแห่งดิน น้ำ ลม และไฟทั้งปวง ปลอดภัยจากโรคาพยาธิโรคระบาดทั้งปวง ปลอดภัยจากความแตกแยก ความเกลียดชัง การเอารัดเอาเปรียบ การเบียดเบียนกัน การประหัตประหารกันทั้งปวง ขอบุญกุศลกระแสสัมมาทิฐิจงคลุมโลกใบนี้ คลุมจิตทุกดวงให้เกิดสัมมาทิฐิ รู้ตื่นขึ้นสู่คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม ความเห็นอกเห็นใจ แผ่เมตตาสว่างคลุมโลก ขอความอุดมสมบูรณ์พืชพันธุ์ธัญญาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ มหาสมุทร แหล่งน้ำจืด ป่าเขา ป่าไม้ลำเนาไพร จงกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง
น้อมบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาคลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอจงเข้าสู่ยุคชาววิไล เข้าสู่ยุคแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ขอคนดีจงเข้ามาปกครองบ้านเมือง ขอคนชั่วคนคิดร้ายจงแพ้ภัยตัวเอง
น้อมบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนา พุทธอาณาจักรทั้งหมด สลายล้างมิจฉาทิฐิ อลัชชีออกไปจากพระพุทธศาสนา ขอความจริงทั้งหลายจงปรากฏ แยกอลัชชีออกจากสาธุชน ออกจากพระสุปฏิปันโน ออกจากพระอริยเจ้า ออกจากพระโพธิสัตว์ ขอกระแสมรรคผลพระนิพพาน กระแสพุทธานุภาพครอบคลุมคุ้มครองวัดทุกวัด สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระเครื่องวัตถุมงคลทุกพระองค์ทุกชิ้น จงปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ พุทธานุภาพจงปรากฏอัศจรรย์ ส่งผลสงเคราะห์กับบุคคลที่บูชาตรงต่อพระรัตนตรัยและสัมมาทิฐิ สลายล้างอวิชชาคุณไสยที่แทรกที่ซึมที่แฝงไว้ในดวงจิตคนทั้งหลาย อวิชชาคุณไสยที่แฝงไว้ในวัตถุมงคลทั้งหลายจงสลายล้างสิ้นไปให้หมด มีแต่เพียงพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ บุญฤทธิ์ เทพฤทธิ์ของเทวดาพรหมผู้เป็นสัมมาทิฐิคอยพิทักษ์รักษาคุ้มครองเท่านั้น ขอเขตพระพุทธศาสนาจงเข้าถึงความสะอาดบริสุทธิ์หมดจดอีกครั้งด้วยเทอญ
อธิษฐานจิตขออาราธนากำลังบุญกุศลครอบคลุมคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอกำลังบุญจงส่งผลถึงพระสยามเทวาธิราช ดวงพระวิญญาณแห่งบุพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณแห่งทหารหาญบรรพบุรุษไทยทุกท่าน กำลังบุญจงปรากฏขึ้นต่อพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ขอกำลังบุญคุ้มครองบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ อันปรารถนาให้ชาติบ้านเมือง พระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และโลกใบนี้มีความดีงาม มีความเจริญ มีความสุข ขอบุคคลทั้งหลายจงมีเทวดารักษา ขอบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ ขอเทวดาพรหมจงเปิดสายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติ ให้มีทรัพย์ ให้มีบริวาร ให้มีอำนาจ ให้อยู่ในจุดที่สามารถยังประโยชน์ต่อส่วนรวมได้สูงที่สุดด้วยเทอญ ขอฟ้าเปิด ดินเปิด นะเปิด โมเปิด เปิดด้วยนะโมพุทธายะนับแต่นี้ เปิดบุญ เปิดบารมี เปิดความดี สิ่งที่ปิดบังไว้เพื่อซ่อนพรางอำพรางจากมิจฉา ขอจงเปิดขึ้น เปิดบารมีขึ้น จงปรากฏขึ้น ขอบารมีทั้งหลายจงเปิด
ขอเทวดาพรหมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้เป็นใหญ่ในความเป็นพรหมคือท่านท้าวสหัสบดีพรหม ท่านผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ทั้งหลายคือพระอินทร์ เมตตาสงเคราะห์คุ้มครองดูแลท่านทั้งหลาย ให้พ้นจากความทุกข์ ความลำบาก ความทุกข์ยาก อยู่ในจุดที่บารมีเปิดขึ้น ดวงชะตาเปิดขึ้น กำลังทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจเปิดขึ้นด้วยเถิด ขอทัพแห่งธรรมะได้ชนะอธรรม ขอคุณงามความดีทั้งหลายได้ปรากฏชัด
๑๑. การกราบลาพระนิพพานและอธิษฐานจิตธาตุธรรมฟอกขันธ์
ตอนนี้ก็ให้เราใช้กายพระวิสุทธิเทพน้อมจิตกราบทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน อธิษฐานใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบเทวดาพรหมที่ท่านเสด็จมาเป็นจำนวนมากมายมหาศาลในวันนี้ ใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบเทวดาพรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านที่มาปกปักรักษาคุ้มครองดูแลเราโดยเฉพาะ เทวดารักษา เทวดาคุ้มครอง น้อมจิตกราบให้ท่านมีส่วนร่วมในบุญในกุศลทุกอย่างทุกประการกับเรา
เมื่อกราบแล้วเราก็ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า ตายเมื่อไหร่ข้าพเจ้าไปพระนิพพาน และตราบที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ขอยังประโยชน์ต่อโลก ต่อประเทศชาติ ต่อพระพุทธศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ ขอให้เทวดาพรหมเปิดสายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติ สายบารมีให้กับข้าพเจ้าเต็มกำลังด้วยเทอญ และขอให้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมในบุญในกุศลกับข้าพเจ้าทุกอย่างทุกประการด้วยเทอญ ขอให้ข้าพเจ้าได้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย ภัยพิบัติ โรคระบาดทั้งหลาย ศึกสงครามทั้งหลายด้วยเทอญ
จากนั้นกราบลาทุกท่านทุก ๆ พระองค์ด้วยความนอบน้อมเคารพ พุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ อธิษฐานจิตให้เกิดแสงสว่างคลุมบ้านของเรา ที่ทำงาน กิจการห้างร้านของเรา มีกระแสบุญคลุมคุ้มครอง องค์พระคลุมคุ้มครอง กายเนื้อมีแสงสว่างคลุมฟอกร่างกาย อธิษฐานจิตธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือด เส้นเอ็น หลอดเลือดทะลุทะลวง สิ่งอุดตันทั้งหลายทะลุทะลวงสลายออกไปให้หมด เส้นเอ็น เส้นลมปราณทะลุทะลวง ไหลรื่นราบรื่น ปลอดโปร่ง เดินพลังคล่องตัว ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟทั่วกายกลายเป็นแก้วใส อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะทุกส่วนกลายเป็นแก้วใส
ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สลายล้างเนื้องอก เซลล์มะเร็ง ซีสต์ เซลล์ที่ผิดปกติสลายออกไปให้หมด มลทิน เชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส สิ่งที่เป็นพิษ โลหะหนัก สิ่งผิดปกติในร่างกายถูกขับถูกสลายล้างออกไปจากร่างกาย ผ่านลมหายใจ ผ่านทวารทั้ง ๕ ผ่านรูขุมขนทั่วร่าง สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บสลายไปหมด โรคสลาย ชีวิตขันธ์ ๕ ร่างกายสมบูรณ์พร้อมแข็งแรง ยังประโยชน์ต่อตน ยังประโยชน์ต่อส่วนรวม
๑๒. การอธิษฐานบุญส่งผลทันใจและโมทนาสาธุการ
จากนั้นอธิษฐานให้บุญส่งผลทันใจ บุญใหญ่ส่งผลก่อน บุญทั้งหลายกุศลทั้งหลายจงส่งผลทันใจ บุญใหญ่จงส่งผลก่อน บุญทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา มหาสังฆทาน การสร้างพระ บุญกฐิน บุญใหญ่ทั้งหลายจงส่งผลทันใจ บุญไหนที่เป็นบุญใหญ่จงมาเป็นผลส่งผลถึงเราก่อน
จากนั้นตั้งจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนที่เจริญพระกรรมฐานด้วยกันในวันนี้ทั้ง ๗๑ ท่าน และที่มาปฏิบัติในภายหลัง ขอให้มีส่วนร่วมในบุญกุศลเช่นเดียวกับข้าพเจ้าทุกอย่างทุกประการด้วยเทอญ และข้าพเจ้าขอยินดีกับบุญกับกุศลที่ท่านสำเร็จประโยชน์จากภาวนามัยนี้แล้วด้วยเทอญ จากนั้นหายใจเข้าลึก ๆ หายใจเข้าภาวนา ‘พุท’ หายใจออก ‘โธ’ ครั้งที่ ๒ ‘ธัมโม’ ครั้งที่ ๓ ‘สังโฆ’
๑๓. แจ้งข่าวสารงานบุญกฐินวัดท่าซุงและอนุโมทนา
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่า จากที่เคยประกาศไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าในกลุ่มที่เราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานเมตตาสมาธิกัน ก็จะได้ดำเนินการเป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดท่าซุงในปีนี้ จาก ๑ กองก็กลายเพิ่มเป็น ๒ กอง บุญทุกอย่างทวีคูณเสมอทุกครั้ง ก็ขอให้ผลบุญทุกอย่างทวีคูณด้วยเช่นกัน
สำหรับเลขที่บัญชีในการร่วมบุญ ก็กำลังประสานที่จะให้ทางครูเกดแจ้งชื่อเลขที่บัญชีมาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนท่านใดที่มีจิตศรัทธาไปร่วมถวายด้วยกันที่วัดท่าซุงก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งงานกฐินวัดท่าซุงก็จะประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน วันและกำหนดเวลาก็จะแจ้งให้ทราบอีกที แต่ถ้าใครที่คิดว่าจะไปค้างในวันที่ถวายกฐิน ก็ควรที่จะต้องจองที่พักล่วงหน้า เนื่องจากคนไปร่วมบุญเป็นจำนวนมาก อันนี้รายละเอียดต่าง ๆ ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
สำหรับวันนี้บุญกุศลทั้งหลายวันนี้ค่อนข้างเป็นบุญใหญ่ เทวดาพรหมท่านมาค่อนข้างมาก หลายท่านวันที่ฝึกวันนี้กายทิพย์ก็สว่างมากกว่าปกติอย่างยิ่ง ก็ขอให้บุญกุศลจงสำเร็จประโยชน์ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม ให้เราทุกคนผ่านพ้นจากภัยพิบัติเข้าสู่ยุคชาววิไลกันได้ทุกคน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วันดี กมลพนัส





