เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569
เรื่อง ปฏิบัติธรรมเปลี่ยนชีวิต
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติอยู่กับลมหายใจสบาย กำหนดจิตกำหนดรู้ จินตภาพเห็นลมหายใจตลอดสายตลอดทั้งกองลม ลมหายใจพลิ้วผ่านเข้าออก สติติดตามดูติดตามรู้ตลอดลมหายใจ ทรงสภาวะที่จิตสงบ กำหนดรู้จดจ่ออยู่กับอารมณ์สบาย จดจำอารมณ์กรรมฐาน จดจำอารมณ์ความสงบในอุปจารสมาธิจากการฝึกอานาปานสติ ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างลมหายใจกับสมาธิ ยิ่งลมหายใจเบาละเอียดสบายเพียงใด จิตยิ่งเข้าสู่สมาธิความสงบในระดับฌานที่สูงขึ้นเพียงนั้น ลมปราณลมหายใจสัมพันธ์กับระดับของสมาธิ ทรงสภาวะทรงอารมณ์ทรงความเบาสบายของจิตเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ เป็นพื้นฐานของการฝึกมโนมยิทธิ และเป็นพื้นฐานในการฝึกจิตให้ระงับ ดับ สงบนิวรณ์ ๕ ประการให้ดับไปให้เบาบางลงไปจากจิตของเรา อยู่กับลมหายใจสบายเพื่อหลีกหาย เพื่อดับความวุ่นวายของจิตทรงสภาวะแห่งอารมณ์สบายลมหายใจละเอียดเบาสบายนี้ไว้ เมื่อทรงอารมณ์ได้จนเป็นฌานจนเป็นวสีจนเป็นปกติของใจ สามารถเข้าสู่สภาวะแห่งลมหายใจละเอียดเบาสบายดับนิวรณ์ได้ เข้าสู่สภาวธรรมนี้ได้เป็นปกติ จิตใจเราก็ดับความเร่าร้อนความวุ่นวายความฟุ้งซ่านลงไปได้มาก
จากนั้นเราก็เดินจิตต่อไปจากอารมณ์สบาย จากอุปจาระเข้าสู่ ฌาน ๔ ก็คือกำหนดจากลมหายใจหยุดจิตหยุดความคิดจนเข้าถึงความสงบสงัดเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ เข้าถึงอุเบกขารมณ์ นิ่งหยุด ทรงสภาวะความนิ่งความหยุดฌาน ๔ ในอานาปานสติ อุเบกขารมณ์ เอกัคคตารมณ์นี้ทรงไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นเดินจิตต่อจากอานาปานสติขึ้นสู่กสิณ กำหนดจากจุดที่หยุด จินตภาพให้เกิดเป็นดวงแก้วสว่างขึ้นใสขึ้นตามลำดับ ดวงแก้วที่ใสขึ้นสว่างขึ้นเป็นประกายพรึกขึ้น ทรงสภาวะที่จิตเป็นหนึ่งเดียวกับกสิณ เป็นหนึ่งเดียวกับนิมิต จิตคือกสิณ กสิณคือจิต กำหนดให้จิตเป็นปฏิภาคนิมิตสว่างเป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราวมีเส้นแสง มีรัศมีสว่างกระจายออก กำหนดว่ารัศมีของจิตที่แผ่ออกเป็นกระแส เป็นคลื่นแห่งความเมตตา ความสงบร่มเย็นของใจ กำลังจิตกำลังฤทธิ์อภิญญาของเราเป็นไปเพื่อสัมมาทิฐิ เป็นไปเพื่อโลกุตตระอภิญญา กำหนดจิตประภัสสรแผ่กระแสแห่งความเมตตาความปรารถนาดี จิตยิ่งสว่างยิ่งผ่องใส กระแสคลื่นรัศมีของจิตเป็นเมตตาความสงบร่มเย็น เมื่อคลื่นกระแสจากจิตของเราที่แผ่ออกมาเมื่อพลังงานจากจิตของเราที่แผ่ออกมา เมื่อแสงสว่างจากจิตของเราที่แผ่ออกมา เป็นกระแสเมตตาความสงบเย็นก็ขึ้นชื่อว่าจิตของเราทั้งทรงฌานในกสิณทั้งทรงไว้ในพรหมวิหาร ๔ คือเมตตาฌาน ทรงสภาวะจิตประภัสสรสว่างแสงสว่างเรืองรอง สงบร่มเย็น จิตใจเรามีแต่ความร่มเย็น จิตใจเรามีแต่กระแสแสงสว่างแห่งความเมตตา ทรงสภาวะฝึกเพื่อเป็นวสี ความชำนาญในการทรงอารมณ์ เมื่อไหร่ที่เราฝึกทรงอารมณ์จนจิตมีพื้นแห่งกสิณที่เป็นปฏิภาคนิมิตคือฌาน ๔ ในกสิณเต็มกำลัง และมีกระแสแห่งพรหมวิหาร ๔ เป็นพื้นของจิตเต็มกำลัง เมื่อนั้นจิตของเราก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนสภาวะจากเร่าร้อนเป็นสงบเย็น จากจิตที่โหดร้ายกลายเป็นจิตที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ธรรมะชำระล้างจิตของเรา ทรงสภาวะไว้สว่างที่สุดผ่องใสที่สุด
จากนั้นกำหนดจิต กำหนดน้อมนึกรำลึกถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าสมเด็จองค์ปฐม กำหนดน้อมให้อยู่กลางจิตกลางใจของเราที่เป็นเพชรประกายพรึก ตั้งจิตอาราธนาว่า “ กำลังพุทธานุภาพนั้นมีความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เพียงใดข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ขออาราธนากระแสพุทธานุภาพมาเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้าจงเข้าถึงความเป็นพุทธะ กระแสพุทธานุภาพของพระพุทธองค์เมตตายกจิตของข้าพเจ้าเป็นกำลังของมโนมยิทธิ ยกจิตข้าพเจ้าเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพานด้วยเทอญ ” จากนั้นกำหนดจิตทรงสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน กำหนดน้อมจิตกราบทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพานมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธานอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน กำหนดน้อมกราบด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อม จากนั้นกำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพตั้งจิตอธิษฐานเจริญวิปัสสนาญาณบนพระนิพพาน อธิษฐานขอจงปรากฏรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้วกายพระวิสุทธิเทพนั่งขัดสมาธิเจริญพระกรรมฐานอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐมบนพระนิพพาน จากนั้นกำหนดจิตพิจารณาธรรม พิจารณาจิตว่ากายที่ปรากฏอยู่บนพระนิพพานนี้คือ กายพระวิสุทธิเทพ นั่นหมายความว่าเราไม่ใช่กายเนื้อ กายเนื้อไม่ใช่ของเรา ขันธ์ ๕ กายหยาบที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ อาการทั้ง ๓๒ นั้นเป็นเพียงธาตุเป็นเพียงของสมมติที่อยู่บนโลก แต่จิตของเรานั้นมาอาศัยขันธ์ ๕ ร่างกายที่เป็นกายหยาบนี้อยู่ชั่วคราวตามกำลังของบุญและบาป ตามสมมติที่ปรากฏขึ้นในชาติปัจจุบันนี้ แต่อันที่จริงแล้วเราคือจิต จิตนั้นมีความเป็นอมตะไม่สูญหายไม่แตกดับมีแต่การเปลี่ยนภพ เปลี่ยนไปตามพลังงานของกรรม ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม กำลังบุญส่งผลเราก็ไปจุติในภพภูมิที่เป็นสุคติภูมิ ยามกรรมชั่วส่งผล อกุศลกรรมตามทันเราก็ไปจุติในภพที่เป็นทุคติภูมิ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสมมติทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุต้น ผลกรรมที่ตัวเราเองได้กระทำมา จะในอดีตชาติไกลเพียงใดหรืออดีตชาติที่เกิดขึ้นใกล้ๆหรือแม้แต่กรรมที่เราทำในปัจจุบันชาติ กรรมที่เราทำเป็นอาจิณณกรรม ทำบ่อยๆทำซ้ำๆทำเป็นนิจ ทำจนเป็นปกติ บุญใหญ่ที่เราทำไว้หรือแม้แต่กรรมหนักอนันตริยกรรมที่เราทำไว้ กรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นพลังงานส่งผลให้เป็นบุญ ส่งผลให้เป็นวิบาก ให้เราพิจารณาดู พระพุทธพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ว่า กรรมชั่วที่เราเคยทำมาแล้วนั้นให้เราลืมมัน คำว่าลืมนั้นหมายความว่าพยายามอย่าไปนึกถึงเพราะเมื่อไหร่ที่เรานึกถึงเราก็กำลังดึงดูดกำลังเชื่อมโยงให้ผลกรรมวิบากกรรมนั้นมาส่งผลกับชีวิตของเรา กรรมชั่วใดๆเมื่อผ่านไปแล้วก็ให้เราจดจำเพียงแค่ว่าเราจะไม่ทำกรรมชั่วเช่นนั้นอีก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ก็คือให้เราหมั่นพิจารณานึกถึงบุญกุศลความดีที่เราเคยทำ บุญใหญ่ที่เราเคยทำ ความดีทั้งหลายที่เราเคยทำเพื่อให้จิตของเรานี้บันทึกจดจำติตตราตรึงอยู่ในจิต เพื่อที่ว่าเมื่อเรานึกถึงบ่อยมากเท่าไหร่เราก็ดึงดูดให้บุญมาส่งผล เราทำบุญเป็นนิจคือทำทุกวันเป็นปกติมากเท่าไหร่บุญก็ยิ่งส่งผล บุญที่เราทำแล้วเป็นบุญใหญ่ติตตราตึงใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลให้บุญปรากฏ ดึงดูดให้บุญมาเกิดผล ดังนั้นคนเรานั้นย่อมทำทั้งบุญและบาป แต่เมื่อเราเข้ามาปฏิบัติมาเจริญพระกรรมฐานมาปฏิบัติธรรมเราก็พึงที่จะมีความฉลาดในความเข้าใจในเรื่องกรรมและกฎของกรรม ในเรื่องของบุญและบาป เราพยายามรักษาบุญกุศลให้ก่อเกิดกับจิตของเรา ทำบุญไว้เป็นนิจ ไม่ประมาทที่จะทำบุญสร้างกุศลเป็นปกติ
เราลองพิจารณาดูจิตของเราขณะนี้ว่า เราได้ทำบุญทุกวันมั้ย จะเป็นบุญในส่วนของทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี การภาวนาเจริญพระกรรมฐานก็ดีเราได้ทำทุกวันมั้ย ถ้าเราได้ทำทุกวันไม่เคยขาดก็ถือว่าจิตเราไม่เคยคลาดจากบุญกุศลเลย บุญใหญ่เราทำตามเกณฑ์ตามวาระ แต่จำไว้เสมอว่าบุญใหญ่ที่สุดในส่วนของทานก็ดีศีลก็ดีภาวนาก็ดีภาวนานั้นถือว่าเป็นบุญใหญ่ที่สุดเราจะเปลี่ยนโชคชะตาบาปเคราะห์ของเรา เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีก็ด้วยการเจริญภาวนาเจริญพระกรรมฐาน ชีวิตเราจะเปลี่ยน ชีวิตเราจะดีขึ้นรุ่งเรืองขึ้นก็ด้วยการเจริญพระกรรมฐาน เหตุผลที่ว่านี้เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจริญเป็นพระกรรมฐาน กำลังของบุญกุศลปริมาณของบุญมันมากกว่าทานเป็นล้านล้านเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไหร่ที่เราเจริญพระกรรมฐานจนกระทั่งขัดเกลาเอาอุปนิสัยเก่าที่เป็นอุปนิสัยที่กระทำบาป อุปนิสัยที่เป็นความหยาบ เป็นความกระด้างออกไปจากจิตของเราได้ ชีวิตมันก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากคนที่เคยมีความโกรธมีโทสะจริตหงุดหงิดปึงปังใส่คนอื่น ขึ้นน้ำเสียงใส่คนอื่น พอเราค่อยๆปฏิบัติธรรมไป โทสะจากที่มันเคยขึ้นเคยรุนแรงมันเบาลง มันเบาลงมันสงบลงการที่เราไปกระทบกับคนอื่นคนรอบข้างมันก็น้อยลง พอการกระทบมันน้อยลง มันก็ก่อกรรมน้อยลง เมื่อไหร่ที่เราหยาบย่อมไม่สามารถเข้าถึงความละเอียด เวลาที่เราหยาบเราไปกระแทกกระทั้นไปขึ้นน้ำเสียงใส่บุคคลอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่คนที่เขาโดนกระทบ เขารู้สึกเขาจำได้ เขาก็อาจจะเก็บความขัดเคืองนี้ไว้บ้างให้อภัยบ้างไม่ถือสาบ้าง หรือกับบางคนเเก็บไว้ในใจเก็บสะสมจนเป็นแรงอาฆาตพยาบาท รอเวลารอจังหวะรอวาระที่จะเอาคืนเรา ดังนั้นก็มีคนที่เขาคิดร้ายคนที่เขาไม่หวังดีกับเรา แต่เราลืมไปว่าจริงๆก็เพราะเราไปกระทบเขา เราไปสร้างอกุศลไว้กับเขา อันนี้ว่ากันเฉพาะในชาติปัจจุบัน
ดังนั้นเมื่อไหร่ที่เราปฏิบัติละเอียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลี่ยนจิตที่หยาบเป็นละเอียด จากจิตที่มีโทสะหงุดหงิดกระด้างกลายเป็นจิตที่มีความเมตตามีความละเอียดมีความเย็น กระแสที่ไปกระทบกับคนรอบข้างก็กลายเป็นกระแสเย็น ใครที่อยู่ด้วยใครที่อยู่ใกล้ๆก็รู้สึกสงบเย็น ใครที่อยู่ใกล้ๆก็รู้สึกว่ามีความสุขมีความสนุกที่จะอยู่ใกล้เรา เราก็เริ่มกลายเป็นบุคคลที่มีคนรักคนเมตตา คนเห็นเขาก็อยากยิ้มให้ กลายเป็นเสน่ห์ ดังนั้นก็กลายเป็นว่าเราได้รับสิ่งดีๆจากคนที่เขารู้สึกดีกับเรา ซึ่งก็มีผลมาจากกระแสของจิต จากกระแสคำพูดวาจาที่อ่อนโยนอ่อนหวานอ่อนน้อม ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างนั้นในพระพุทธศาสนาล้วนแล้วแต่มีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้น เรากำหนดพิจารณาอยู่บนพระนิพพานนี้พิจารณาดูว่าเรายังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ เรามาปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตที่เหลือตราบที่จะเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เราก็ขอให้ชีวิตเรามีความสุข ถ้าจิตเราคิดแต่บุญกุศลเราก็ดึงดูดบุญกุศลคือผลบุญให้มาตอบสนองกับเรา ถ้าเรามัวแต่ไปคิดถึงแต่เจ้ากรรมนายเวรว่าเราจะไปพระนิพพานแล้วเจ้ากรรมนายเวรจะต้องมาเอาคืน พอเราคิดแบบนี้ก็เท่ากับเราต่อสายตรงเรียกเจ้ากรรมนายเวร อันที่จริงเราก็นึกถึงแต่บุญกุศลว่า ไหนๆเราจะไปพระนิพพานแล้วขอให้บุญที่เราทำบุญใหญ่ที่เราสร้างส่งผลรวมตัวกันมาให้หมดในชาติสุดท้ายไม่ดีกว่าหรือ เราจะรวมกุศลผลบุญไว้ให้ชีวิตเราดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เมื่อความสุขในระหว่างที่มีชีวิตมันปรากฏขึ้น ความสุขกายสุขใจมันปรากฏขึ้น ความอิ่มอกอิ่มใจมันเกิดขึ้นในระหว่างที่เรามีชีวิตก่อนไปพระนิพพาน เราก็มีกำลังใจที่จะสร้างบุญสร้างกุศลจนถึงที่สุดแห่งชีวิตของเรา ดังนั้นก็ให้เรากำหนด เราฝึกเมตตาสมาธิมา สิ่งที่อาจารย์สอนเป็นพื้นฐาน เป็นหลักของใจ อานาปานสติมีไว้เพื่อตัดความฟุ้งซ่านเพื่อนำพาจิตเข้าสู่อารมณ์สบายคืออุปจารสมาธิ กสิณเพื่อความผ่องใสความเป็นทิพย์ของจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญาจิต กสิณ นิมิตกสิณมีความแพรวพราวสว่างเพียงใดก็จะไปมีผลเชื่อมโยงกันกับภาพความชัดเวลาที่เราใช้มโนมยิทธิ
การวางอารมณ์จิตในอุเบกขารมณ์ เราฝึกเพื่อมีไว้ใน ข้อที่๑ ก็คืออุเบกขาต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะอันนี้สุดท้ายมันก็ไปต่อยอดเป็นอรูปสมาบัติ อุเบกขาจิตมันไม่มีการปรุงแต่งอันนี้ก็ฝึกไว้เพื่อให้จิตมันมีความเที่ยง ตรงเวลาที่เกิดญาณเครื่องรู้ผุดรู้ขึ้นอารมณ์เราตั้งมั่นในอุเบกขารมณ์มันก็ไม่หวั่นไหว ความถูกต้องเที่ยงตรงของญาณเครื่องรู้มันก็มีมากกว่าคนที่มีใจที่กวัดแกว่งเอนซ้ายเอนขวา มันไม่มีความเที่ยงถือว่าถ้าภาษาอังกฤษก็เรียกว่า Calibrate ความเที่ยงตรงของญาณเครื่องรู้ให้มีความเที่ยงตรง จิตต้องมีความอุเบกขารมณ์ไม่หวั่นไหว เป็นกลางตั้งมั่น อันนี้ก็ฝึกไว้ปูพื้นฐานสำคัญของจิตปิดประตูข้อผิดพลาดในการปฏิบัติธรรมออกไปให้หมด ต่อมา ข้อ ๒ ก็คือการที่เราฝึกในการทรงภาพพระในการเชื่อมกระแสกับพระพุทธองค์ อารมณ์สำคัญที่สุดก็คือ ความศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า ความนอบน้อมอ่อนโยนในพระพุทธเจ้า ความศรัทธาเลื่อมใสสิ้นวิจิกิจฉาในพระพุทธองค์ด้วยประการทั้งปวงไม่มีความลังเลสงสัยมีความมั่นคงเต็มที่เต็มกำลัง เมื่อไหร่ที่เราทรงอารมณ์ได้เช่นนี้ กระแสของพุทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์การใช้คาถาต่างๆ การใช้มโนมยิทธิ การใช้อภิญญาความศักดิ์สิทธิ์ความเข้มขลังก็มีมากกว่าคนที่พร่องไปในปัจจัยทั้งหลายที่อาจารย์ได้กล่าวมา การปฏิบัติธรรมให้เราลองย้อนพิจารณาดูว่า ในปัจจุบันที่เราปฏิบัติมานี้ ความสำคัญไม่ใช่การที่เรามีฤทธิ์อภิญญายกจิตไปภพนั้นได้ภูมินี้ได้ ไปรู้นั่นรู้นี่ได้ “ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการปฏิบัติธรรมก็คือ การขัดเกลาจิตของเราจากหยาบให้เป็นละเอียด จากที่มีมลทินเครื่องเศร้าหมองให้บริสุทธิ์หมดจด จากเร่าร้อนด้วยโทสะโมหะโลภะก็กลายเป็นสงบเย็น ” เรากำหนดพิจารณาอยู่บนสภาวะของกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพานนี้ พิจารณาว่าจิตเราได้บรรเทาเบาบางสรรพกิเลสข้อใดลงบ้าง จิตเรานอบน้อมอ่อนโยนขึ้นมั้ย จิตใสสว่างขึ้นมั้ย จิตมีเมตตามากขึ้นมั้ย จิตมีการให้มีจาคะการสละการให้ทานเพิ่มขึ้นมั้ย พิจารณาในจิตของเรา เมื่อพิจารณาไปทีละข้อ ทีละข้อ พิจารณาเสร็จก็ให้กำหนดอิ่มใจภูมิใจกับความก้าวหน้าที่เราทำ เมื่อความอิ่มใจภูมิใจในธรรมที่เราได้เข้าถึง เราก็จะมีกำลังใจในการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมที่สูงขึ้นไปอีก ละเอียดขึ้นไปอีก ประณีตขึ้นไปอีกตามลำดับ กำหนดพิจารณาจากที่ปฏิบัติไม่คล่องกลายเป็นคล่อง ขึ้นมาบนพระนิพพานได้ทุกวันเป็นปกติ พิจารณาทุกข้อทุกรายละเอียดให้มากที่สุด สิ่งที่เราปล่อยวางได้สิ่งที่เราสงบได้ ค่อยๆพิจารณาช้าๆ ละเอียดด้วยจิตอันเป็นสุขอยู่บนพระนิพพาน อยู่กับพระพุทธเจ้า ในขณะที่พิจารณาพระพุทธองค์ท่านก็รับรู้รับทราบทั้งหมด ทุกท่านบนพระนิพพานก็รับรู้รับทราบทั้งหมด ท่านก็โมทนาสาธุกับเราในธรรมที่เราเข้าถึงแล้ว และธรรมที่เราพร้อมจะเข้าถึงในขั้นที่สูงขึ้นละเอียดขึ้นไป กำหนดพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วเราก็กำหนดให้เห็นกายยิ่งสว่างขึ้นคือยิ่งผ่องใสขึ้น กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างแพรวพราวประกายพรึกขึ้น ทรงสภาวะความผ่องใสไว้
จากนั้นพิจารณาว่า เป้าหมายแห่งการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าคือมีพระนิพพานเป็นที่สุด ปฏิบัติธรรมเพื่อความสิ้นซึ่งอาสวกิเลสทั้งปวง ขอให้ธรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้าเข้าถึงแล้ว จงยิ่งเจริญขึ้น สว่างขึ้นละเอียดประณีตขึ้น และขอให้ธรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้ายังไม่เข้าถึงซึ่งมีความสำคัญต่อมรรคผลพระนิพพานของข้าพเจ้า ขอให้ธรรมทั้งหลายนั้นจงค่อยๆปรากฏกระจ่างกับจิตของข้าพเจ้าตามลำดับไป ตราบจนข้าพเจ้าเข้าถึงซึ่งความสิ้นอาสวกิเลสคือมรรคผลพระนิพพานไปในที่สุดด้วยเทอญ จากนั้นกำหนดนะว่าคำอธิษฐานนี้เราอธิษฐานตรงต่อทุกท่านทุกๆพระองค์มีสมเด็จองค์ประฐมทรงเป็นประธานบนพระนิพพาน ใจของเราปล่อยวางจากกายขันธ์ ๕ กายเนื้อ ปล่อยวางจากทรัพย์ จากพันธะจากทรัพย์สมบัติทั้งหลายบนโลกมนุษย์ ปล่อยวางจากทิพยสมบัติในภพของการเป็นเทวดา อากาศเทวดาทั้งหลาย ปล่อยวางจากทรัพย์คือพรหมสมบัติในความเป็นพรหมทั้งหลาย ปล่อยวางจากอรูปพรหม ภพภูมิทั้งหลาย จิตของเราไม่ปรารถนาซึ่งการเกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏทั้งหลายนี้อีกต่อไป ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพให้สว่างผ่องใสที่สุดปราณีตที่สุด พิจารณาว่าโลกในปัจจุบันนี้เกิดความเร่าร้อนของศึกสงครามบนโลกเกิดความขาดแคลน เกิดกระแสพลังงาน ในยามสงครามที่เป็นกระแสของวิบากกรรมการทำลายล้างการแย่งชิงการประหัสประหาร ความโลภกักตุนสินค้า การเบียดเบียนกัน โลกจากเดิมที่เคยสงบสุขก็เกิดสงครามเพราะความโลภโกรธหลง โลกมันก็เป็นเช่นนี้มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ว่าจะมีความสุข ไม่ใช่ว่าจะมีสันติสุขตลอดชั่วกาลนานเพราะโลกนั้นมันไม่เที่ยงเพราะสังสารวัฏนี้มันไม่เที่ยง หรือแม้แต่กระทั่งจิตของเรามันก็ไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปทำให้เราไปจุติไปเกิดในภพนั้นบ้างภพนี้บ้างตามกระแสอารมณ์ของจิต ดังนั้นจิตที่สิ้นอาสวกิเลส จิตที่ไม่ปรารถนาการเกิด จิตที่สิ้นภพจบชาติไม่พึงพอใจกับภพใดภูมิใดอีกต่อไป ไม่มีเชื้อแห่งตัณหาที่ทำให้เกิดการเกิดอีกต่อไป เราถึงจะพ้นจากสังสารวัฏได้อารมณ์จิตที่ง่ายที่สุดก็คือ ตั้งอารมณ์ไว้ว่าจิตเราปรารถนาอยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว มีพระนิพพานเป็นที่สุด ภพอื่นภูมิใดเราไม่สนใจ การที่เราตั้งจิตอยู่กับพระนิพพานได้ก็เพราะเราฝึกที่จะยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน แล้ว สำหรับบุคคลปุถุชนทั่วไปที่เขาไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนรกสวรรค์ ไม่เชื่อเรื่องการตายแล้วต้องเกิด ไม่เชื่อเรื่องกฎของกรรมก็ย่อมไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจได้ว่าทำไมถึงต้องไปพระนิพพาน ดังนั้นมรรคผลก็เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับบุคคลที่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ เรากำหนดพิจารณาว่าเราปฏิบัติธรรมเข้ามาถึงจุดนี้แล้ว เพื่อนๆที่สร้างบุญสร้างบารมีสร้างกุศลความดีติดตามหลวงพ่อท่านมาก็จะไปพระนิพพานหมดแล้ว เราก็จงไป อย่าได้เสียดายเวลา ไปพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้คือเวลาที่ดีที่สุด เมื่อกำหนดตัดสินใจได้แล้วก็อธิษฐานปักจิตไว้อยู่กับพระนิพพาน “ นิพพานังปะรมังสุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ” จิตของข้าพเจ้ายินดีอยู่กับพระนิพพานจุดเดียว เมื่ออารมณ์จิตเราปักแล้วก็ขยันขึ้นมาบ่อยๆ ขึ้นมาทุกวันให้ได้ ยิ่งมากครั้งยิ่งบ่อยครั้ง ยิ่งจังหวะเวลาที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานทรงอารมณ์อยู่ได้นานเท่าไหร่ได้ยิ่งดี จากนั้นกำหนดจิตต่อไป บุญแห่งพระกรรมฐานที่เราเจริญไว้ดีแล้ว เราขอน้อมให้กระแสบุญแห่งการเจริญพระกรรมฐานนี้ยังประโยชน์เป็นปฏิปทาสาธารณประโยชน์ต่อมวลหมู่สรรพสัตว์ เราตั้งจิตอาราธนาน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานคือ บุญทานศีลภาวนาบารมี ๓๐ ทัศของทุกท่านทุกๆพระองค์บุญพระนิพพานน้อมแผ่เป็นกระแสเมตตา กระแสของความสงบร่มเย็น กระแสของบุญกุศลของทุกท่านทุกๆพระองค์แผ่ลงมายังสังสารวัฏนี้ถึงทุกรูปทุกนามทุกดวงจิต น้อมกระแสแผ่บุญจากพระนิพพานลงมายังอรูปพรหมทั้ง ๔ ชั้น พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น อากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น รุกขเทวดาภุมเทวดาทั่วโลกทั่วทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับภพกลางคือ ภพที่มีกายหยาบขันธ์ ๕ ทั้งมนุษย์และสัตว์ ทั้งโลกใบนี้ ทุกชีวิต สัตว์ทุกชีวิต มนุษย์ทุกชีวิตและบรรดามนุษย์และสัตว์ในทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อไปยังบรรดาดวงวิญญาณโอปปาติกะสัมภเวสีผู้ที่หลงอยู่ในภพภูมิทั้งหลาย ทั้งมนุษย์และสัตว์โอปปาติกะสัมภเวสีทั้งปวง จงได้รับผลบุญของข้าพเจ้า แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตที่ตกค้างอยู่ในจักรวาลอยู่ในมิติที่ทับซ้อนอยู่ในเมืองบังบดลับแล แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาเปรตอสูรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตดวงวิญญาณที่ตกอยู่ในนรกภูมิทุกขุม เสวยวิบากกรรมความทุกข์ แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวงทั้ง ๓ ภพภูมิ ขอกระแสบุญของข้าพเจ้ายังประโยชน์ต่อทุกดวงจิตทั่วสังสารวัฏ ขอให้จิตข้าพเจ้าไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้อีกต่อไป
จากนั้นกำหนดจิต อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองอาณาเขตประเทศไทยทั้งหมดอาณาเขตสุวรรณภูมิคือดินแดนที่ต่อไปประเทศไทยจะขยายเขตขึ้นเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นไทยมหารัฐในกาลต่อไป ขอกำลังบุญคุ้มครองคลุมเต็ม ขอจงมีความสุขสงบร่มเย็นปลอดภัยจากภัยพิบัติ จากศึกสงคราม จากโรคระบาดจากการก่อวินาศกรรม จากความอดอยากขาดแคลนทั้งปวง ขอจงปรากฏความอุดมสมบูรณ์ความสุขความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมในเขตพระพุทธศาสนาทั้งหมด ขอกำลังพุทธานุภาพลงมาสถิตอยู่ในวัด สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกๆพระองค์ พระเจดีย์พระมหาธาตุเจดีย์ทุกพระองค์ พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ รอยพระบาท วัตถุมงคลทั้งหลายผ้ายันต์ทั้งหลาย ขอจงเกิดกำลังพุทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์เกิดความบริสุทธิ์หมดจดในเขตพระพุทธศาสนา ขอกระแสธรรมกระแสโลกุตตร กระแสมรรคผลหลั่งไหลลงมาสู่ดวงจิต องค์พระคลุมคุ้มครองพุทธบริษัท๔ ทั้งหลายให้อยู่ในธรรมะ ให้อยู่ในคุณธรรมความดี ให้อยู่ในจริยธรรม ให้อยู่ในกุศลให้อยู่ในกระแสมรรคผลพระนิพพาน ไม่ว่าจะเป็นพระไม่ว่าจะเป็นแม่ชีไม่ว่าจะเป็นอุบาสกไม่ว่าจะเป็นอุบาสิกาจะเป็นชายเป็นหญิง ก็ขอให้กระแสธรรมชำระล้างชโลมใจ เปลี่ยนหยาบให้เป็นละเอียด เปลี่ยนจิตปุถุชนให้เป็นจิตที่เข้าถึงมรรคผลอริยจิต จากนั้นอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์กระแสบุญส่งผลถึงพระสยามเทวาธิราชเทวดาผู้พิทักษ์รักษาอภิบาลพระบรมหาราชวังพระตำหนัก รวมไปถึงดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตรตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ กระแสบุญส่งผลถึงเทวดาที่ท่านมีฤทธิ์ พระเสื้อเมือง พระหลักเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายที่พิทักษ์บ้านเมือง พิทักษ์เวียงวังพระคลังมหาสมบัติ ขอจงเข้าถึงกำลังบุญกำลังกุศลในทานศีลภาวนาที่หมู่สาธุชนทั้งหลายได้กระทำบำเพ็ญมา แม้ในยามที่โลกนี้มีความวุ่นวายแต่ชาวธรรมทั้งหลายก็ยังหล่อพระ สร้างพระสร้างบุญสร้างกุศลเจริญพระกรรมฐาน บุญจงส่งผลถึงทุกท่านทุกรูปทุกนามให้เกิดบุญฤทธิ์ เทพฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ พรหมฤทธิ์ เกิดกำลังบุญกุศลมีฤทธานุภาพปกปักรักษาคุ้มครองชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ให้รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ให้เกิดผลประเทศชาติแผ่นดินเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าขึ้นเข้าสู่ยุคชาววิไลโดยเร็วด้วยเทอญ
น้อมจิตอาราธนาจนเห็นแสงสว่างคลุมทุกท่านทุกๆพระองค์นะ ใจเรายิ่งผ่องใส ทุกสิ่งทุกอย่างมีผลบุญที่เราทำ กรรมฐานที่บำเพ็ญนั้นส่งผล จากนั้นกำหนดจิตนะกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพานน้อมกราบด้วยความเคารพน้อมกราบด้วยความนอบน้อม ขอให้ปรากฏทั้งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์พระอรหันต์ทุกพระองค์ ครูบาอาจารย์ทุกรูปเทพพรหมเทวาทั้งหลายขอจงปรากฏเต็มกำลังด้วยเถิด กราบทุกท่านทุกๆพระองค์ ขอทุกท่านคุ้มครองรักษา ข้าพเจ้าครอบครัวข้าพเจ้าให้รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติจากศึกสงครามทั้งปวง กราบลาด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพแล้วก็พุ่งจิตกลับมายังโลกมนุษย์ อธิษฐานจิตขอกระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมกายเนื้อ ลงมาคลุมบ้านเรือนเคหสถานสถานที่ทำงานกิจการร้านค้าของเรา อธิษฐานให้คลุมลงมาสว่างมีกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพคุ้มครองรักษา กำหนดให้แสงสว่างกระแสพระนิพพานคลุมกายเนื้อเห็นกายเนื้อกลายเป็นแก้วใสสว่าง ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูกเส้นเอ็นข้อต่อทั้งหลายกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดทั่วร่างกายเซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอวัยวะภายในทุกส่วนอาการทั้ง ๓๒ กลายเป็นแก้วใส อธิษฐานจิตธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สลายล้างเนื้องอกเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลายในกายนี้จงหดจงหายจงสลายตัวไปให้หมด เชื้อโรคทั้งหลายพยาธิสภาพทั้งหลายจงสลายตัวไปให้หมด ขอเซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วน อวัยวะภายในทั้งหมดทั่วร่างกายจงมีธาตุธรรมมีธาตุทิพย์ไหลเวียนหล่อเลี้ยง มีบุญกุศลหล่อเลี้ยงขันธ์ ๕ กายเนื้อนี้ มีพลังปราณพลังชีวิตพลังความเป็นทิพย์พลังแห่งบุญหล่อเลี้ยงทั่วขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ ร่างกายนี้จงมีราศีความผ่องใสจงมีความสุขมีความเบิกบานมีความอิ่มเอมใจ ขอให้ตราบที่ยังมีร่างกายขันธ์ ๕ นี้เรามีแต่ความสุขกายสุขใจ ตราบที่ยังมีขันธ์ ๕ นี้เราสร้างบุญสร้างกุศลทานศีลภาวนาความดี จงมีชีวิตที่ยังประโยชน์ทั้งต่อตนทั้งต่อส่วนรวมสาธารณประโยชน์ ยังประโยชน์ต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ เราจงเป็นผู้ที่มีคุณค่า จากนั้นหายใจเข้าช้าๆลึกๆหายใจเข้าพุทออกโธช้าๆ ครั้งที่ ๒ ธัมโม ครั้งที่ ๓ สังโฆ ถอนจิตช้าๆพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความปิติสุข ถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยจิตอันละเอียดประณีต ค่อยๆน้อมจิตอธิษฐานโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานพร้อมกันเป็นอภิจิต ทั้ง ๖๗ คนและที่มาฟังมาฝึกมาปฏิบัติต่อในภายหลัง ให้มีส่วนร่วมในบุญในกุศลกับข้าพเจ้าทุกประการนะ สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน
สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องที่แจ้งให้ทราบและแจ้งเตือน เอาเรื่องแจ้งให้ทราบก่อนก็คือในวันอาทิตย์ที่ ๒๒มีนาคมที่จะถึง ก็จะมีคอร์สปฏิบัติธรรมเมตตาสมาธิที่สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใกล้MBK ก็ยังมีที่ว่าง อยู่บ้างคนไหนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ขอเรียนเชิญที่จะมาลงทะเบียน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แจ้งเรื่องที่ ๑ สำหรับเรื่องที่ ๒ ก็คือคำเตือนในช่วงนี้ก็อย่างที่เราทราบ สถานการณ์บ้านเมืองสถานการณ์โลกนั้นมีสงครามใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นในระหว่างนี้ถ้าเป็นไปได้ก็พยายาม ถ้างดได้ก็พยายามงดเว้นการจะเดินทางไปต่างประเทศ ถ้างดได้หลีกเลี่ยงได้ก็งดพยายามอยู่ห่างจากสถานที่ชุมชน สถานทูต ธุรกิจของประเทศที่เขาเป็นคู่สงครามกัน ส่วนอีกเรื่องนึงที่สำคัญก็คืออันนี้ก็ถือว่าเป็นประกาศจากทางรัฐบาลเองด้วย ถ้าเป็นไปได้เพื่อความไม่ประมาทแต่ละบ้านเรือนก็พยายามสำรองข้าวปลาอาหารแห้งที่จะพออาศัยอยู่ได้สัก ๑ เดือน อันนี้คร่าวๆนะอันนี้คือเป็นประกาศของทางราชการด้วย ส่วนประกาศที่ครูบาอาจารย์ท่านเตือนก็คือน้ำดื่มน้ำใช้ก็พยายามถ้ามีถังสำรองก็สำรองไว้ ถ้ามีเครื่องกรองน้ำกรองน้ำดื่มใส่ไว้ให้พอกินพอใช้อยู่ได้ เพราะว่าปีนี้ก็คาดการณ์ว่าน่าจะมีภัยแล้งปรากฏขึ้น สำรองน้ำได้โดยเฉพาะต่างจังหวัดจุดไหนจังหวัดไหนหรือคนไหนที่มีอำนาจหน้าที่ที่พอจะช่วยส่วนรวมได้ บอกในชุมชนได้ก็ประกาศก็เตือนกันไว้ หรือวัดวาอารามต่างๆที่ท่านขอแทงค์น้ำเราก็ทำบุญแทงค์น้ำไว้ ให้มีน้ำดื่มน้ำใช้แล้วก็ให้เฝ้าระวังดูข่าวสารบ้านเมือง อะไรที่พอประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ เก็บอาหารไว้อันนี้คือการเตรียมทางโลก ส่วนทางธรรมนั้นข้อที่ ๑ ก็คืออาราธนาบารมีพระทุกวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงภาพพระ๓ ฐานทุกวัน สวดภาวนาคาถาเอาไว้สม่ำเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าครอบเป็นมงกุฎพระพุทธเจ้าไว้ คาถากำแพงแก้ว ๗ ชั้นสวดภาวนาพร้อมกับกำหนดนิมิตคาถาไว้พยายามอาราธนาพระ ปลุกพระไว้ทุกวันเป็นปกติ ฝึกยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานเป็นปกติ แล้วก็เพื่อความไม่ประมาทก็ฝึกไว้ ฝึกไว้ว่าถ้ามันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราเกิดตายขึ้นมา ตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพาน อันนี้ก็เป็นการเตรียมตัวของเรา ต่อไปมันก็อาจจะมีเหตุวุ่นวายบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศก็เริ่มแล้ว ในการก่อวินาศกรรมในเมืองต่างๆก็ขอให้ประเทศไทยของเราแคล้วคลาดปลอดภัย แล้วเราก็อธิษฐานกันไว้ว่าอย่าไปอยู่ในที่ที่มันเกิดเหตุพอดี ให้มันแคล้วคลาดปลอดภัยไม่ไปอยู่ในจุดนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็เดินทางให้น้อย ฝึกที่จะกินน้อยกินอาหารมื้อเดียว IF ไปเลยทีเดียว ฝึกไว้ให้ได้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ก่อนในช่วงนี้จนกว่าจะผ่านช่วงเวลาที่มันคลี่คลายไปได้สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้ทุกคนไม่ประมาทในกาลทั้งปวง การที่เราไม่ประมาทในขณะเดียวกันก็อย่าตื่นตระหนกไม่ต้องตกใจไม่ต้องวุ่นวายมากเกินไป เป็นความประมาทที่เราเตรียมพร้อมไว้ สำหรับวันนี้โมทนาบุญกับทุกคนพบกันใหม่สัปดาห์หน้าสำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : ธรรมฉันทะ





