เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569
เรื่อง ปรินิพพานคถา
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กายในกาย กำหนดรู้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นค่อยๆกำหนดความรู้สึกผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วนทั่วร่างกาย ผ่อนคลายพร้อมกับความรู้สึกปล่อยวาง ปลดความเชื่อมโยงผัสสะความรู้สึกที่ข้องเกี่ยวในขันธ์๕ร่างกายทั้งหมด รู้กายเพื่อปล่อยวางร่างกาย รู้ร่างกายว่าเป็นภาระเป็นของหนักเป็นของไม่เที่ยง มีความแก่ความเจ็บไข้ได้ป่วยความเสื่อม มีความแตกดับคือมรณกาล ต้องสลายตายไปในที่สุด ปล่อยวางร่างกายขันธ์๕ ผ่อนคลายปล่อยวางเพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบ สงบระงับจากความข้องแวะความยึดติดในร่างกายขันธ์๕นี้ สงบ ผ่อนคลาย ปล่อยวางร่างกาย
ทรงสภาวะกำหนดรู้ในความสงบจากการปล่อยวางกาย
ประคับประคองสภาวะอารมณ์จิตไว้ ตัดร่างกาย ตัดความยึดมั่นถือมั่น ทรงสภาวะอยู่กับความสงบ
เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบ ปล่อยวางจากความยึดความห่วงในขันธ์๕ร่างกาย ปล่อยวางภาระความห่วงความกังวล อันเป็นปลิโพธและนิวรณ์๕ประการออกไปจากใจของเรา มาใช้สติกำหนดดูกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งลม กำหนดภาพ เห็นภาพลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออก กระแสมวลอากาศหลั่งไหลราบรื่นเข้าออกจากกายนี้ ต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ทั้งลมหายใจเข้าจนถึงลมหายใจออก กำหนดรู้กับลมหายใจ ลมหายใจยิ่งละเอียดจิตยิ่งสงบ ลมหายใจยิ่งเบายิ่งละเอียด ลมหายใจยิ่งราบรื่น สบาย อารมณ์จิตยิ่งเบาสบาย
เชื่อมโยงลมหายใจ เชื่อมโยงลมปราณ เชื่อมโยงสมาธิจิต สามประสานเป็นหนึ่งเดียว
ลมหายใจปรากฏเป็นแพรวไหมละเอียดระยิบระยับ ลมปราณไหลเวียนราบรื่นต่อเนื่อง ลมปราณปราศจากการติดขัด อารมณ์จิตมีความสบายความสงบ ปราศจากอารมณ์ที่มีความสะดุด ปราศจากอารมณ์ที่มีความหงุดหงิด ปราศจากอารมณ์ที่มีความฟุ้งซ่าน ลมหายใจลมปราณอานาปานสติของเรา สงบ ราบรื่น ต่อเนื่อง เบาสบาย ลมหายใจยิ่งละเอียด จิตยิ่งเบาสบาย สงบ ทรงสภาวะที่ลมหายใจของเรานั้นสงบเบาสบายไว้ ประคับประคองอารมณ์จิต ทรงไว้ในอานาปานสติ ลมหายใจละเอียดเบาสบาย
จากนั้นเดินจิตต่อไป กำหนดหยุดจิต หยุดจิต หยุดความคิดเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ จิตรวมเป็นหนึ่ง นิ่ง หยุด จนลมหายใจสงบระงับ จุดที่ลมหายใจมันหยุดคือเอกัคคตารมณ์ สงบนิ่ง ประคับประคองสภาวะไว้สักครู่หนึ่ง
จากนั้นเดินจิต กำหนดในสมาธิสมถะต่อไป จากจุดเรากำหนดนึก น้อมนึกกำหนดให้เป็นภาพ จากจุดปรากฏเป็นดวงแก้วสว่างขยายขึ้นจากจุด ดวงแก้วสว่างขึ้นใสขึ้น กำหนดรู้ว่าจิตเราย้ายจากการจับลมหายใจในอานาปานสติ มาจับเป็นภาพนิมิต ก็คือทรงสมาธิจากภาพของกสิณ ย้ายจากลมมากำหนดจับสติกำหนดอยู่ที่ภาพ ลมหายใจเราปล่อยวาง ไม่ต้องไปสนใจ มากำหนดที่ภาพอย่างเดียว
จากดวงแก้วสว่างยิ่งสว่างยิ่งใสใจยิ่งเป็นสุข จากดวงแก้วที่สว่างใส กำหนดรู้ว่าคือ อุคคหนิมิต
กำหนดเดินจิตต่อในกสิณ จากดวงแก้วที่ใส กำหนดให้กลายเป็นเพชรประกายพรึกทั้งลูก มีความสว่างมีความเข้มข้นของพลังงานของแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นจากจิต จิตประภัสสรสว่างเป็นเพชรประกายพรึก สว่างขึ้น ใสขึ้น ระยิบระยับขึ้น เปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ทุกดวงในจักรวาลมารวมกัน ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายสว่าง
กำหนดให้จิตเราเปล่งประกาย อารมณ์จิตเป็นสุข อารมณ์จิต ความรู้สึก เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับจิตภาพกสิณ
ภาพนิมิตจิตเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เปล่งประกายสว่างระยิบระยับ ทรงสภาวะจิตอันเป็นทิพย์ไว้ ประคับประคอง ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะให้จิตเราเปล่งประกายเจิดจรัส เป็นอุคคหนิมิต เป็นปฏิภาคนิมิต เต็มกำลัง
กำหนดว่าเราสามารถที่จะทรงสภาวะ จิตที่ประภัสสรเต็มกำลังนี้ได้ทุกครั้งทุกเวลาทุกสถานที่ทุกอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน จิตอันประภัสสร จิตอันเป็นเพชรประกายพรึก ถือว่าเป็นปกติ เป็นฌานที่เราสามารถกำหนดขึ้นได้ทรงขึ้นได้เต็มกำลังเป็นปกติ ทรงกำลังได้เป็นธรรมดา
กำหนดให้ปรากฏสภาวะผ่องใสนี้ทุกวัน เราก็ทำได้ทั้งเช้าทั้งเย็น 3เวลาก็ทำได้ ไม่ใช่ของที่เกินกำลังของผู้ที่มีความพากเพียรฝึกฝน ฝึกสม่ำเสมอ ปฏิบัติสม่ำเสมอ จนกลายเป็นปกติ สิ่งที่ยากสำหรับผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งที่ยากสำหรับบุคคลที่มีความเพียร เรามีความเพียร เรามีความตั้งมั่น เรามีความตั้งใจ เราพบเจอครูบาอาจารย์ที่สามารถทรงอารมณ์นี้ได้ ถ่ายทอดประสิทธิ์ประสาทได้ เราก็ทรงได้เป็นปกติ
ทรงสภาวะจิตประภัสสร สว่าง ตามคำสอนที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ปาน เราทรงอารมณ์จิตประภัสสรสว่างไว้ให้เป็นบาทฐาน เป็นกำลังของการฝึกมโนมยิทธิ
จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน ขอบารมีพระพุทธองค์เมตตาปรากฏ ขอพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏในจิต ในกลางดวงจิตของข้าพเจ้า องค์พระอยู่ในดวงจิตที่ประภัสสร สว่างเป็นเพชรประกายพรึก สมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ วิจิตบรรจง ทรงขัดสมาธิอยู่ภายในจิตของเรา
กำหนดน้อมจิตให้จิตของเราเปล่งประกายสว่าง กระแสธรรมะ84,000พระธรรมขันธ์ หลั่งไหลลงมาสู่จิตของเรา กระแสญาณแห่งปฏิสัมภิทาญาณ กระแสญาณแห่งฉฬภิญโญญาณ กระแสญาณแห่งวิชชา3 เตวิชโชญาณ กระแสธรรมแห่งสุขวิปัสโกญาณ รวมถึงอาสวคญาณ ญาณอันเป็นเครื่องส่งเสริมเครื่องรู้ให้จิตเข้าถึงกระแสแห่งความวิมุตติหลุดพ้น ญาณเครื่องรู้ทั้งหลายขอจงปรากฏขึ้นในจิตของข้าพเจ้า ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความใคร่ ความปรารถนา ความอยากทั้งหลายในโลกมนุษย์ก็ดี ในความเป็นเทวดาพรหมทั้งหลายก็ดี ขอจงค่อยๆสลายเหือดแห้งหายไปจากดวงจิตของข้าพเจ้า ความโลภโกรธหลงทั้งหลายอันเป็นความเร่าร้อนเป็นไฟเผาจิต จงค่อยๆดับมอดลงจากใจของข้าพเจ้า
ดวงตาปัญญาในธรรมขอจงตื่นขึ้น ดวงตาเห็นธรรมจงเข้าใจในธรรมได้อย่างกระจ่างแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง
สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ รูปทั้งหลายเป็นทุกข์ ภาระทั้งหลายเป็นทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายเป็นทุกข์ แม้ความเป็นไปในความเป็นเทวดาความเป็นพรหมก็ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ มีความไม่เที่ยง มีความสลายหมดบุญไปในที่สุด
ดังนั้นจิตของเราเกิดปัญญา เห็นแจ้ง เข้าใจในภัยแห่งสังสารวัฏนี้ กระแสจิตเปิดรับรู้ถึงญาณที่พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายเมตตาเกื้อกูลสงเคราะห์ช่วยเหลือมวลหมู่เวไนยสัตว์ กระแสจิตกระแสญาณหยั่งถึงพระเมตตาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ที่ทรงเสด็จตรัส ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง สืบต่อมาจากสมเด็จองค์ปฐม เรากำหนดจิต น้อมรำลึกนึกถึงพระคุณท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ พระอรหันต์ขีณาสพทุกๆพระองค์ พระอริยเจ้าทั้งหลายทุกๆพระองค์ น้อมรวมลงสู่จิตของเรา ขอกระแสบุญกระแสกุศลกระแสบารมีของทุกท่าน ญาณบารมีธรรมของทุกท่าน ได้ซึมซับถ่ายทอดรวมลงสู่จิตของข้าพเจ้า ให้เข้าใจในธรรม เข้าใจในความเป็นสัมมาทิฐิ พบเจอแต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฐิ ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนตรงสู่มรรคผลพระนิพพาน
จากนั้นกำหนดจิต ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ขอยกจิตอทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน
ขอจิตข้าพเจ้าจงแปรรูปทรงสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ปรากฏอยู่เบื้องหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ บุญพระนิพพานมีสมเด็จองค์ทรงเป็นประธาน ท่ามกลางมหาสมาคมนี้
จากนั้นเรากำหนดจิต ใช้กายพระวิสุทธิเทพ น้อมกราบท่านด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ เมื่อกราบแล้วก็กำหนดจิตว่า เราเจริญสมาธิอยู่บนพระนิพพาน ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพนั่งขัดสมาธิ เจริญพระกรรมฐานอยู่บนรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้วบนพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่างผ่องใสเป็นเพชร จิตสงบร่มเย็นอย่างยิ่ง จิตเอิบอิ่มในกุศลในธรรมอย่างยิ่ง
จากนั้นพิจารณาในมรณานุสติสัญญาว่า ตอนนี้เรายังมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์บนโลก แต่กายทิพย์อทิสมานกายเรา ยกจิตด้วยกำลังของมโนมยิทธิ ซึ่งก็คือฤทธิ์ทางใจ ขึ้นมาปฏิบัติ ขึ้นมาเจริญพระกรรมฐาน อยู่บนพระนิพพาน เราพิจารณากายดูว่า กายขันธ์๕ที่เป็นกายหยาบกายมนุษย์ กำหนดใช้กายพระวิสุทธิเทพมองลงมายังกายบนโลกมนุษย์ พิจารณาดูความไม่เที่ยง เมื่อก่อนร่างกายของเรามีความหนุ่มสาว มีความสดใส ผิวพรรณวรรณะมีความสดชื่นเปล่งปลั่ง ผมดำขลับ ถึงเวลาตอนนี้มันก็มีความชรา มีความเสื่อม มีอาการมีร่องรอยของความชราปรากฏขึ้น ใบหน้าเส้นผมผิวพรรณผิวกายมันก็มีการเปลี่ยนแปลงไป รูปทรงรูปร่างของร่างกายมันก็มีความเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่มันแปรเปลี่ยนปรวนแปรไม่มีความเที่ยงนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า มนุษย์เรามันก็ปรารถนาอยากสวย อยากหล่อ อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดกาล แต่ธรรมชาติของขันธ์๕มันบังคับ มันเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือทุกสิ่งเกิดขึ้น มีความเสื่อม มีความสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายขันธ์๕นี้ก็เช่นเดียวกัน เราพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ถึงความอนิจจังไม่เที่ยงในขันธ์๕ร่างกายของเรา ความไม่เที่ยงในขันธ์๕ร่างกายของบุคคลอื่น
ให้เราพิจารณาดูว่า ทุกสิ่งนั้นมันเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้พระพุทธเจ้าท่านมีบารมีสูงกว่าเรา มีอภิญญา มีความเป็นเอกเป็นมหาบุรุษยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งปวง ท่านยังไม่อาจพ้นซึ่งความตายไปได้ แม้พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่ผ่านมา หลายพระองค์ที่ปรากฏขึ้น ท่านก็ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว แม้แต่สมเด็จองค์ปฐมท่านก็ยังปรินิพพานก็คือตาย เราเป็นใคร เราเป็นมนุษย์ธรรมดา อภิญญาสมาบัติเราก็ถือว่าขี้เล็บอย่างยิ่ง เราไม่อาจเอื้อมเทียบเท่าแม้ท่านที่เป็นพระอรหันต์องค์ใด เราไม่อาจเทียบกับพระพุทธเจ้าได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเราจะเก่งเราจะไม่ตายมันจะเป็นไปได้ไหม ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เราก็พิจารณาด้วยปัญญาว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ยอมรับนับถือตามความเป็นจริงว่า อย่างไรก็ตาม เราต้องตาย คือขันธ์๕นี้มันต้องแตกดับ เราต้องเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิไปในที่สุดแน่นอน
แต่คราวนี้คนที่เขาไม่ได้เจริญพระกรรมฐาน ความตายมันก็เป็นไปตามยถากรรมก็คือเป็นไปตามเวรตามกรรม ตามแต่คลื่นของกระแสกรรมจะพัดพาให้เปลี่ยนภพภูมิไปอย่างไร ถ้าวิบากกรรมเข้าอกุศลเข้า ตายไปจิตดวงสุดท้ายก็นำพาไปจุติยังทุคติภูมิ เป็นเปรตเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นอสุรกายหรือเป็นสัตว์นรกเป็นต้น แต่ถ้ายถากรรมนำพาฝ่ายกุศลให้ปรากฏ นึกถึงบุญ นึกถึงกุศลได้ จิตมีความผ่องใส จิตมีความตั้งมั่น กระแสกรรมฝ่ายบุญกุศลก็นำพาให้จิตไปจุติยังภพภูมิที่เป็นสุคติภูมิ อันได้แก่รุกขเทวดา ภูมิเทวดา อากาศเทวดา หรือพรหม อันนี้เป็นไปตามยถากรรม ก็คือบุญและบาปที่มาให้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตสุดท้ายก่อนตาย กรรมที่มาให้ผลในกรรมที่เป็นอาจิณกรรม ทำบาปหยาบช้าเป็นอาจิณ ทำบ่อยทำซ้ำทำหนัก กระแสกรรมมันก็พัดพาไปฝ่ายอกุศล ทำทานสร้างกุศลเป็นปกติ สวดมนต์ไหว้พระเป็นปกติ คิดดีพูดดีทำดีเป็นปกติ กระแสบุญก็นำพาพัดพาให้ไปจุติยังภพที่ดี เป็นเทวดาพรหม แต่สำหรับคนที่เจริญพระกรรมฐาน มีความเข้าใจในเรื่องจิตดวงสุดท้ายก่อนตายก็ดี มีความเข้าใจความเชื่อในเรื่องกรรมและกฎของกรรมก็ดี มีความเข้าใจ มีปัญญาเข้าใจในเรื่องอาจิณกรรม เข้าใจในเรื่องของกรรมที่มีกำลังก็คือบุญก็บุญใหญ่หรือกรรมก็เป็นกรรมฝ่ายอนันตริยกรรม มีความเข้าใจ ก็เลยสามารถที่จะทรงอารมณ์รักษาอารมณ์ก็คือ ทรงฌานบ้าง เจริญพระกรรมฐานบ้าง พิจารณาธรรม รักษาจิตรักษาใจเราให้ผ่องใส รักษาใจเราให้คิดถึงแต่กุศล รักษาจิตโดยเฉพาะอารมณ์จิตสุดท้ายก่อนตายให้เป็นกุศล บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ฝึกฝนจิตไว้ดีแล้ว จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วย่อมนำประโยชน์สุขมาให้
พระพุทธวจนะประโยคนี้มีความหมายว่า เมื่อเราฝึกเรามีความเข้าใจ สุดท้ายสิ่งที่เราปฏิบัติ สิ่งที่เราฝึก เราก็สามารถใช้งาน ก็คือกรรมฐานนำมาใช้งาน ใช้ประโยชน์จนเกิดผล จิตดวงสุดท้ายเรานึกถึงสวรรค์ นึกถึงบุญ นึกถึงทาน นึกถึงฌานสมาบัติ นึกถึงจิตเมตตาไปยังพรหมหรือแม้กระทั่งที่สุดก็คือมีปัญญาความฉลาด มีปัญญาเห็นธรรม บารมีเต็มถึงพร้อม กำหนดพิจารณาว่า จิตเราฝึกไว้ดีแล้ว คือฝึกขึ้นมาบนพระนิพพาน จิตดวงสุดท้ายก่อนตาย ก็ตั้งใจว่า ตายเมื่อไรเราจะไปพระนิพพาน จิตที่ฝึกมาดีแล้วก็คือยกจิตใช้กำลังมโนมยิทธิเอากายทิพย์ขึ้นมาบนพระนิพพาน เมื่อเราฝึกไว้ดีแล้ว ย่อมนำประโยชน์สุขมาให้ นั่นก็คือ เราสามารถใช้กำลังของฌานสมาบัติ กำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กำลังบารมีความเพียรที่เราฝึกฝนทำซ้ำฝึกซ้ำ ย้ำไว้จนกระทั่งเมื่อถึงวาระที่แท้จริงที่เราจะต้องตาย เราก็สามารถยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ อารมณ์จิตสุดท้ายก็เข้าถึงอรหัตผล ก็คือบรรลุเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
เมื่อเรามีความเข้าใจ เราก็ยังความเพียรให้ถึงพร้อม ไม่ประมาทในการทั้งปวง ตามปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งจิตนึกถึงกุศลตน นึกถึงพระนิพพานเป็นปกติ ใช้ปัญญาอุบายในการปฏิบัติ ผูกจิตอยู่กับพระนิพพาน คือหาเหตุหาวาระเป็นอุบายในการปฏิบัติ ทำทานถวายทานก็ถวายบนพระนิพพาน ตื่นเช้ากราบพระก็กราบบนพระนิพพาน กราบพระที่ใดเราก็ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน กินข้าวกินอาหารเราก็ถวายข้าวพระบนพระนิพพานก่อน สรุปรวมแล้วเราก็มีอนุสติรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า สติรำลึกนึกถึงพระนิพพาน นึกถึงพระธรรม พระอริยสงฆ์ ถ้าเมื่อไรที่เรามีกำลังใจที่จะปฏิบัติให้ได้เข้มข้นเป็นปกติเช่นนี้ก็ดี มีปัญญาเข้าใจเหตุผล ปัญญาเข้าใจว่าเราปฏิบัติเช่นนี้ทำไม เพราะอะไรอย่างชัดเจนชัดแจ้ง นั่นก็คือบารมีทั้ง30ทัศเราเต็มแล้ว อยู่ในวิสัยว่าเป็นบุคคลที่สามารถบารมีเต็ม มีความเพียรที่จะสามารถเข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เราจะต้องระมัดระวังก็คือ ตั้งจิตอธิษฐาน หมั่นกราบขอขมาพระรัตนตรัยไว้ทุกวันเสมอ หมั่นตั้งจิตอธิษฐานระมัดระวังในเรื่อง “ครุกรรม” ก็คือระมัดระวังไม่ให้เราไปทำผิดหรือพลาดพลั้งไปผิดไปทำในครุอาบัติก็คือ อนันตริยกรรม รวมทั้งตั้งจิตรักษาศีล๕ให้ได้ ให้มีความละเอียด ให้เป็นเครื่องกั้นเป็นเครื่องปิดอบายภูมิ ถ้าศีลเราบริสุทธิ์ ศีลเราสะอาด พรหมวิหาร๔เราเต็ม เรามีกำลังใจมีความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง มีความแนบตั้งจิตหมั่นขึ้นมาบนพระนิพพาน จิตเริ่มเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับพระนิพพานเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะไม่คลาดจากพระนิพพานไปในที่สุด
กำหนดน้อมใจของเราตอนนี้ พิจารณาไว้ พิจารณาในจิตของเราอยู่บนพระนิพพาน ค่อยๆปล่อยวางความห่วงทั้งหลาย กำหนดว่าสิ่งใดที่เรารักที่สุด ห่วงที่สุด หวงแหนที่สุด ยึดมั่นถือมั่นที่สุด เรากำหนดจิต ผ่อนคลาย คลายออกไปจากใจของเรา บุคคลลูกสามีภรรยาเป็นห่วงรัดคอรัดมือรัดขามัดตัวมัดใจของเรา เมื่อไรตัดพันธนาการทั้งหลาย จิตก็คลายจากอาสวะกิเลส ถ้าไม่เคยฝึกปล่อยวางเลย ก็อย่าได้คิดว่าถึงเวลาจะตายเราจะสามารถปล่อยวางได้ แต่ถ้าเมื่อไรเราฝึกปล่อยว่าสิ่งที่รักเอาไว้ทุกวันทุกคืน พอถึงเวลาใกล้จะตายจริง มันก็ปล่อยวางได้ ถ้าปล่อยวางสิ่งที่รักที่สุดได้ ไอ้สิ่งที่เราไม่ค่อยรักเท่าไร ไม่ค่อยชอบเท่าไร มันก็ยิ่งปล่อยวางง่าย ดังนั้นการที่เราฝึกปล่อยวางสิ่งที่รักที่สุด หวงแหนที่สุด ห่วงที่สุด มันก็เท่ากับว่าเราตัดสิ่งที่มันเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นเล็กมันก็กลายเป็นเรื่องง่าย นึกภาพบุคคลที่เรารักที่สุดแล้วปล่อยวาง พิจารณาว่าทุกคนมีทางของตัวเอง ทุกคนมีกรรมของตัวเอง ดังนั้นเราอยากไปพระนิพพาน แต่เขาอาจจะไม่ได้อยากไปกับเรา เรามัวไปห่วงเขา สุดท้ายก็ไปไม่ได้ทั้งสองคน กำหนดรู้ไว้เช่นนี้ กำหนดพิจารณาไว้เช่นนี้ หรือแม้แต่ผู้ที่เรารัก เป็นลูก ลูฏหลานของเรา สุดท้ายเราเลี้ยงได้แต่ตัว แต่ใจมันก็เป็นของของเขา สมบัติของเขา จิตใจเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องจิตของเขา ถ้าบุญเขาเปิดบุญมีเขาน้อมมาในกุศล น้อมมาในธรรม ทางแห่งกุศล ทางสวรรค์ ทางพรหม ทางนิพพานก็เปิด แต่ถ้าจิตเป็นอกุศลจิตเป็นบาป จิตปรามาสพระรัตนตรัย ทางแห่งอบายภูมิก็เปิดสำหรับเขา ดังนั้นทุกคนมีทางของตัวเอง เราไม่ต้องไปห่วงใคร สุดท้ายถ้าเราปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน เรามุ่งมั่นที่มรรคของเราเอง ก็คือเราจะเดินไปทางไหน เราจะไปพระนิพพาน เราจะก้าวเดิน เราจะปฏิบัติ เราจะวางกำลังใจ เราจะวางจิต เราจะหาอุบายในการสลายล้างสรรพกิเลสของเราอย่างไร เราจะพิจารณาตัดร่างกายตัดกิเลสตัดภพจบชาติของเราอย่างไร ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งสำคัญ แต่ถ้าหากเป็นวิสัยของพุทธภูมิ วิสัยของพระโพธิสัตว์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นหัวจักรใหญ่ ต้องช่วยรื้อขนมวลหมู่สรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพาน
ดังนั้นท่านที่เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านก็ต้องมาช่วย ช่วยให้แสงสว่าง ช่วยให้กระแสธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลประโยชน์ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขั้นแรกก็คือ คลายจากความทุกข์ทางกาย สงเคราะห์เกื้อกูลสรรพสัตว์ที่ยากลำบาก จนถึงที่สุดก็คือให้แสงสว่างในธรรม ให้เส้นทางแห่งธรรมคือพ้นความทุกข์ จากทุกข์ของสังสารวัฏก็คือ สงเคราะห์เกื้อกูลให้ดวงจิตอื่นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ไปสวรรค์ไปพรหมไปจุติยังภพที่เป็นสุข ไม่ล่วงลงสู่อบายภูมิ จนถึงที่สุดก็คือพ้นทุกข์จากสังสารวัฏ ดังนั้นความทุกข์ทั้งหลายที่พระโพธิสัตว์ท่านช่วยท่านเกื้อกูลก็คือ ความทุกข์ทางกาย ความทุกข์ทางใจ ความทุกข์จากภัยของสังสารวัฏ ก็คือไม่ตกสู่อบายจนถึงขั้นปรมัตถ์ก็คือเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน แต่หากเราไม่ใช่พุทธภูมิหรือพระโพธิสัตว์หรือลาพุทธภูมิแล้ว สิ่งสำคัญที่เราจะต้องจดจ่อตั้งมั่นก็คือ ทางของเรา มรรคของเราชัดเจนหรือไม่ เรารู้สึกว่าเส้นทางธรรมของเราชัดเจน เราปฏิบัติเช่นนี้ เราไปพระนิพพานได้แน่นอน ทางเราชัดเจนไหม 2_ปณิธานเราชัดเจนไหม เราไปพระนิพพานแน่หรือยังมีความเสียดาย หรือยังมีความอยากเกิด หรือยังมีความห่วงในบุคคลอื่น เราก็ต้องพิจารณาของเรา คนที่บารมีเต็มก็คือคนที่เขาไม่ห่วงแล้ว จิตมีความตั้งมั่นไม่มีความลังเลสงสัยในพระนิพพาน จิตจดจ่ออยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เปลี่ยนใจได้ อันนี้อารมณ์ก็เข้มข้นเข้าสู่เขตของความเป็นพระอริยเจ้า แต่บุคคลที่ยังถอยหน้าถอยหลัง ไห้กำลังใจอยู่อันนี้ก็ถือว่ายังๆแตะๆแต่ยังไม่เข้าสู่กระแสของความเป็นพระอริยเจ้า ดังนั้นเราก็กำหนดรู้ในจิตของเรา ประเมินในจิตของเราให้ได้ เข้าใจของเรา ศีลบริสุทธิ์หรือยัง ความตั้งมั่นความศรัทธาในพระรัตนตรัยเต็มเที่ยวหรือยัง ถ้าความศรัทธาในพระรัตนตรัยเต็มที่สิ้นวิจิกิจฉา อันนี้ก็เริ่มเข้าเขตแต่ความเป็นอริยเจ้า ดังนั้นให้เราคิดดูว่าจิตของท่านเหล่านั้นเวลาที่อธิษฐานจิต เวลาที่อาราธนาบารมีพระ ท่านที่ตั้งมั่นอยู่กับพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคง ก็ย่อมอธิษฐานและมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคนที่เขายังมีความลังเลสงสัย จิตยิ่งก้าวขึ้นละเอียดขึ้น สะอาดขึ้นบริสุทธิ์ขึ้น ตามภูมิจิตตามภูมิธรรมที่เราก้าวข้ามไปได้
น้อมใจของเราให้มั่นคงในพระรัตนตรัย น้อมใจของเราให้มั่นคงในพระนิพพาน
จากนั้นทุกคนอธิษฐานจิต “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” ทาน ศีล ภาวนา ของข้าพเจ้าที่บำเพ็ญมา ขอจงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด บุญกุศลที่ข้าพเจ้าไปกราบสักการะ กราบพระพุทธรูป กราบพระโพธิสัตว์ กราบรอยพระพุทธบาท เมื่อกราบแล้วก็ขอให้เกิดปัญญาธรรม พิจารณาเข้าใจเชื่อมโยงถึงพระนิพพานเสมอ ไปกราบพระแท่นดงรัง ก็กำหนดน้อมจิตเห็นภาพพระพุทธองค์เมื่อยามดับขันธ์ปรินิพพานเราก็พิจารณา พระพุทธเจ้าท่านก็ยังต้องตาย แต่เมื่อท่านตายก็คือเสด็จดับขันธ์แล้ว ท่านเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เราก็ก้าวเดินตามก็คือตายเมื่อไรไปพระนิพพานด้วยเช่นกัน พิจารณาให้เห็นธรรมเช่นนี้เสมอ
เมื่อพิจารณาดีแล้วจิตเป็นกุศลแล้วก็กำหนดให้กายพระวิสุทธิเทพของเราเปล่งประกายสว่างผ่องใส อารมณ์จิตมีความปราโมทย์คือความเอิบอิ่มยินดีในพระนิพพาน จิตมีความผ่องใสสว่าง กายพระวิสุทธิเทพมีความผ่องใสสว่าง
จากนั้นอธิษฐานจิต ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า กระแสบุญกุศลของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน รวมเป็นกำลังเมตตาเป็นกำลังบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน ขออาราธนาแผ่ลงมาโปรดยังมวลหมู่เวไนยสัตว์ทั่วสามไตรภูมิ ไล่ลงมาเป็นกระแสบุญถึงทุกดวงจิต นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง4 พรหมโลกทั้ง16ชั้น อากาศเทวดาทั้ง6ชั้น รุกขเทวดาทั้งหลายทั่วทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล ภูมิเทวดาทั้งหลายทั่วทุกดวงดาวทั่วทั้งอนันตจักรวาล
แผ่เมตตาลงมายังดวงจิตของสรรพสัตว์ที่มีขันธ์๕กายเนื้อกายหยาบ ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั่วจักรวาล
แผ่เมตตาต่อไปยังภพภูมิที่เป็นทุคติภูมิ อันได้แก่โอปปาติกสัมภเวสีดวงจิตที่หลงอยู่ในภพภูมิต่างๆ ดวงจิตที่อยู่ในมิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณในเมืองบางบังบดลับแลทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณที่เสวยวิบากเป็นเปรตอสุรกายทั้งหลาย ดวงจิตที่เสวยกรรมอยู่ในนรกขุมต่างๆ ลึกที่สุดจนถึงโลกันตมหานรก ขอกระแสบุญกุศลจงเปิดทางสว่าง ขอบุญกุศลจงนำพาความสุขความร่มเย็น ความเย็นกายเย็นใจเย็นจิต ขอบุญกุศลจงปรากฏอาภรณ์ความเป็นทิพย์ทั้งหลาย อาหารอันเป็นทิพย์ทั้งหลาย วิมานอันเป็นทิพย์ทั้งหลาย
มนุษย์มีความต้องการปรารถนาพื้นฐานในปัจจัย4 กายทิพย์ทั้งหลายมีความปรารถนาในปัจจัย3 ก็คืออาภรณ์เสื้อผ้า อาภรณ์ความเป็นทิพย์ เครื่องนุ่งห่มอันเป็นทิพย์ อันเนื่องส่งผลให้ปรากฏแสงสว่างของกายทิพย์ อาหารอันเป็นทิพย์ยังให้เกิดอารมณ์ความแช่มชื่นเอิบอิ่มกับกายทิพย์ และท้ายที่สุดก็คือวิมาน คือเครื่องที่อยู่อาศัยที่อยู่ของความเป็นทิพย์ ปัจจัย3ของกายทิพย์ทั้งหลาย ขอจงสำเร็จประโยชน์ต่อเธอทั้งหลายทุกดวงจิตทั้งสามภพภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภพภูมิที่มีไม่มีขันธ์๕กายเนื้อ ภพที่อยู่ในอกุศลก็ขอให้โมทนาบุญ ปรับภพภูมิสู่ภพภูมิที่เป็นทิพย์ อันมีปัจจัย3ที่เป็นทิพย์ปรากฏ
- ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข
- ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากความทุกข์
- ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากอกุศลอวิชชา บาปเวรกรรมทั้งหลายจงคลายทั่วไป
จากนั้นอธิษฐานจิต ขออาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานรวมเป็นกำลังบุญเป็นแสงสว่าง น้อมรวมลงมาคุ้มครองยังโลกมนุษย์นี้ ขอกระแสบุญจงดับภัยจากความขัดแย้งศึกสงคราม ภัยธรรมชาติทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย จงสลายคลายตัวไป บุญกุศลจากพระนิพพาน ขอน้อมลงมายังโลกมนุษย์นี้ ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สันติสุขร่มเย็น
ขอน้อมอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองประเทศไทย ดินแดนสุวรรณภูมิ สยามประเทศนี้ ให้ปรากฏความสงบสุขร่มเย็นสันติ
ขอผู้ที่ทรงความดีทรงคุณธรรมเป็นพุทธภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ที่เป็นสัมมาทิฐิ มามีกำลังมีอำนาจปกครองบริหารชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
ขอบุญกุศลน้อมรวมลงมาให้คนในชาติในแผ่นดินเกิดความสามัคคี
ขอบุญกุศลกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานน้อมรวมตัวลงมา คุ้มครองรักษาชำระล้างเขตพระพุทธศาสนา พุทธอานาจักร วัดวาอารามทั้งหลาย สถานปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ขอจงมีกระแสพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กระแสสัมมาทิฐิเต็มกำลัง สลายล้างอลัชชีทั้งหลายออกไปจากเขตพระพุทธศาสนา สลายล้างอวิชชาคุณไสยและมิจฉาทิฐิทั้งหลายออกไปจากเขตพระพุทธศาสนาและดวงจิตของพุทธบริษัท4ทั้งปวง
ขอกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองรักษาพระพุทธรูปทุกๆพระองค์ พระธาตุ พระบรมธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระบาท พระเครื่อง วัตถุมงคล ผ้ายันต์ แผ่นยันต์ ผ้าประเจียดทั้งหลาย ขอจงมีกำลังพุทธานุภาพ มีความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ด้วยเถิด
จากนั้นน้อมกระแสบุญกุศล กระแสบุญจากพระนิพพาน ขออาราธนารวมลงมาพิทักษ์รักษาพระชนม์วารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกๆพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่เป็นคนดี ตั้งจิตตั้งใจที่จะช่วยทำนุบำรุงชาติบ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เจริญรุ่งเรืองร่มเย็นอย่างแท้จริง ขอกำลังบุญทั้งหลายน้อมรวมลงมาจากพระนิพพาน ถวายรวมลงสู่ดวงจิตของพระสยามเทวาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงพระวิญญาณของบูรพระกษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงจิตเทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอจงมีกำลังบุญฤทธิ์ เทพฤทธ์ อิทธฤทธิ์ คุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างอัศจรรย์ด้วยเทอญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาพรหมที่ท่านสงเคราะห์ช่วยเหลือปัดเป่าเหตุร้ายให้กระจ่างแจ้งก่อน จนบ้านเมืองปลอดภัยในทุกวาระทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันก่อน
ขอให้ผู้ใดที่คิดร้าย เทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านดลจิตดลใจ ปัดป้อง ป้องกัน ปัดเป่าภัยพิบัติทั้งปวง ให้แคล้วคลาดปลอดภัยไปได้ด้วยเถิด
จากนั้นอธิฐานจิต ขอกำลังจิตอันเป็นกุศลที่ข้าพเจ้าใช้กำลังพระกรรมฐาน และการที่ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีคุณพระรัตนตรัยมาเกื้อกูลสงเคราะห์สรรพสัตว์ สงเคราะห์สังสารวัฏนี้ ขอบุญกุศลอันเกิดขึ้นจากกุศลและเจตนาของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้านี้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกทางธรรม ปรารถนาสิ่งใดก็ขอจงสมปรารถนาในสิ่งที่ชอบประกอบไปด้วยบุญกุศล สามารถเข้าถึงพระนิพพานชาตินี้ได้ สามารถปฏิบัติบารมีในการเกื้อกูลมวลหมู่เวไนยสัตว์ได้เต็มกำลัง หากบุคคลนั้นเป็นพุทธภูมิ และขอให้บุญกุศลของข้าพเจ้ายิ่งเปล่งประกายเฉิดฉายเป็นที่ประจักษ์ต่อเทวดาพรหมทั้งหลาย ขอให้บุญกุศลของข้าพเจ้าเป็นที่ประจักษ์ต่อบรรดามนุษย์ ต่อบรรดาผู้ที่เป็นสัมมาทิฐิ ครูบาอาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฐิทั้งหลาย ขอให้บุญบารมีราศีของข้าพเจ้าเป็นที่ประจักษ์ กับบรรดาสรรพสัตว์คือสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย อมนุษย์ทั้งหลาย
ขอแสงสว่างขอบุญราศรีรัศมีกำลังบุญข้าพเจ้าเมื่อไปที่ใดก็ขอให้กระจ่างสว่างอย่างยิ่ง จนไม่มีสิ่งใดที่เป็นอวิชชาอกุศลมากล้ำกรายมาทำอันตรายใดๆได้
ขอบุญจงกระจ่างจงประจักษ์แจ้งสว่าง จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว ขอจงนำประโยชน์สุขมาให้
จากนั้นกำหนดจิตกราบลาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ น้อมจิตกราบลาด้วยความเคารพ ตั้งใจว่าเราถวายการปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของเราเป็นปฏิบัติบูชาทุกครั้ง จิตมีความกตัญญู จิตมีความสำนึกถึงพระคุณท่าน
จากนั้นเมื่อกราบแล้วก็จึงถอยจิตพุ่งกลับลงมายังกายเนื้อบนโลกมนุษย์ และอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมา ส่องตรงลงมาเป็นลำแสงคลุมกายเนื้อ กระแสบุญชำระล้างฟอกธาตุขันธ์ สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ธาตุทั้ง๔ดินน้ำลมไฟจงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นจงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วน อาการทั้ง32 อวัยวะภายในทุกส่วน จงเป็นแก้วใส เนื้องอกเซลล์มะเร็งซีดทั้งหลาย อาการที่เป็นโรคภัยทั้งหลาย พยาธิสภาพทั้งหลาย เชื้อโรคเชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรียทั้งหลาย ขอจงสลายตัวไป โรคภัยไข้เจ็บจงสลายตัวไปจงคลายตัวออกไป ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ เลือดทั่วร่างกายเม็ดเลือดทั่วร่างกายจงกลายเป็นแก้วเป็นเพชร กำลังบุญกุศลไหลเวียนหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์๕ของข้าพเจ้า กำลังฌานสมาบัติ กำลังความเป็นทิพย์ของจิต กระแสความเป็นทิพย์ไหลเวียนหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ธาตุทั้ง๔ของข้าพเจ้า กายเนื้อกายทิพย์ผนึกรวมตัวกันสมบูรณ์ส่งเสริม จิตมีกำลังอยู่เหนือกายเนื้อ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตกำหนดสั่งกาย จิตกำหนดให้ร่างกายนี้สลายล้างจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง
จากนั้นอธิษฐานขอกำลังบุญที่เราเจริญพระกรรมฐาน สายบุญสายทรัพย์สายสมบัติ จงปรากฏเปิดประตูทรัพย์เปิดประตูสมบัติ บุญกุศลความเป็นทิพย์ จงปรากฏเป็นมนุษย์สมบัติในชาติภพสุดท้ายของข้าพเจ้า ขอจงหลั่งไหลลงมาเป็นความคล่องตัว เป็นกำลังให้ข้าพเจ้าใช้สร้างบุญสร้างบารมีสร้างความดี สงเคราะห์เกื้อกูลโลก สงเคราะห์เกื้อกูลตน สงเคราะห์เกื้อกูลครอบครัวและบุคคลทั้งหลายอันเป็นปิยชน เกื้อกูลสงเคราะห์พระพุทธศาสนา ขอสายทรัพย์สายสมบัติจงปรากฏจงเปิดขึ้นปรากฏขึ้น สายสมบัตินับอนันต์จงปรากฏ จากนั้นอธิษฐานจิต
บุญจงสำเร็จทันใจ บุญใหญ่ส่งผลก่อน
บุญจงสำเร็จทันใจ บุญใหญ่จงส่งผลก่อน
บุญทั้งหลายจงสำเร็จทันใจ บุญใหญ่จงส่งผลก่อน
จากนั้นตั้งจิตอธิษฐาน ถอนจิตช้าๆจากสมาธิ หายใจเข้า ช้า ลึก ยาว พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ถอนจิตช้าๆจากสมาธิ อารมณ์จิตผ่องใส บุญส่งผลหล่อเลี้ยงกายและจิต ราศีปรากฏสว่าง
จากนั้นโมทนาบุญกับกัลยาณมิตรทุกท่านทั้ง66ท่านและที่มาปฏิบัติมาฟังมาฝึกในภายหลัง
ขอโมทนาบุญกุศลทุกท่าน
ขอโมทนาในบุญพระนิพพานของทุกท่าน
ขอโมทนาบุญในพระโพธิญาณของทุกท่าน
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญ ให้บุญกุศลทั้งหลายที่สำเร็จดีแล้ว จงเกิดผล ประจักษ์แจ้งทั้งรูปธรรมและนามธรรม
สำหรับวันนี้อาจารย์ก็ได้เดินทางไปทำบุญ ทั้งที่เมืองพระนิพพาน แล้วก็วัดเมตตาโพธิญาณ ก็ขอน้อมบุญมาถึงเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเครื่องรำลึกนึกถึงพระนิพพาน ให้บุญทั้งหลายสำเร็จประโยชน์กับเรา
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : วิลาวัลย์ วลีเดช





