เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
เรื่อง ภัยพิบัติแห่งวัฏฏะสงสาร
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติ ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กาย กำหนดรู้ในความรู้สึกทั่วทั้งร่างกาย เมื่อกำหนดสติ รู้สึกถึงกาย ทั้งอิริยาบถ ทั้งความรู้สึก ผัสสะทั่วทั้งกาย รู้สึกถึงกล้ามเนื้อทุกส่วน ตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจนกระทั่งถึงปลายเท้า กำหนดรู้กาย เพื่อปล่อยวางร่างกาย
เมื่อกำหนดในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกายแล้ว เราก็กำหนดผ่อนคลาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ผ่อนคลายอาการเกร็งอาการตึง ผ่อนคลายคือปล่อยวาง ปล่อยวางผัสสะความเชื่อมโยง ปล่อยวางสัมผัสทางกายทั้งหมด ปล่อยวางกาย เพื่อแยกกายแยกจิต แยกรูปแยกนาม แยกกายเนื้อกายทิพย์ ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วนจนถึงที่สุด จนจิตเข้าถึงความสงบ สงบ ปล่อยวาง ประคับประคองสภาวะ แห่งการปล่อยวางกายขันธ์ 5 อยู่กับสภาวะที่จิตสงบนิ่ง จากการตัดกายตัดขันธ์ 5 ความสงบระงับอันเกิดขึ้นจากการปล่อยวางกายสังขาร ไม่ไปเกาะ ไม่ไปยึด ไม่ไปเพ่ง ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น สงบ ปล่อยวาง จดจำสภาวธรรม จากการปฏิบัติ สภาวะที่จิตตัดร่างกาย ตัดความห่วงในกาย มีเพียงจิตที่สงบ
เมื่อจิตสงบตั้งมั่น เราก็เดินสมถะต่อไป กำหนดลมหายใจ เป็นเหมือนกับแพรไหม พลิ้วผ่านเข้าออกในกาย เห็นลมหายใจ เป็นละอองละเอียด ระยิบระยับแพรวพราว สติกำหนดดูกำหนดรู้ ในลมหายใจตลอดทั้งสาย ตลอดทั้งกองลม ต่อเนื่อง ราบรื่น สงบ กายหายไป มีเพียงลมหายใจละเอียด เหมือนแพรไหม ลมหายใจ ยิ่งละเอียด สงบ เบาสบาย ความวุ่นวาย ความฟุ้งซ่าน จิตที่ซัดส่าย สลายไป มีสติกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ ลมหายใจสบาย ลมหายใจที่เหมือนกับแพรไหม ละเอียดราบรื่นต่อเนื่อง คุมลมหายใจได้ก็คุมอารมณ์ได้ คุมลมหายใจได้ก็คุมความฟุ้งซ่านไม่ให้เกิดขึ้นได้ ลมหายใจยิ่งละเอียด สงบ จิตยิ่งเข้าถึงฌานสมาบัติ ที่สูงขึ้น ละเอียดขึ้น
เมื่อลมละเอียดจนถึงที่สุด เรากำหนดเข้าสู่ฌาน 4 ในอานาปานสติ กำหนดสงบนิ่ง หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่งทั้งหลาย หยุดอกุศลทั้งปวง สงบนิ่ง หยุด เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอุเบกขารมณ์ ประคับประคองสภาวะแห่งเอกัคคตารมณ์ ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะให้นานเท่าที่จะทำได้
เมื่อประคองสภาวะ จนจิตมีความตั้งมั่น เราก็เดินจิต ในสมถะต่อไป จากอานาปานสติ ขึ้นสู่กสิณ จากจุดที่หยุด กำหนดภาพ คือนึกขึ้น เป็นดวงแก้วสว่างใส ดวงแก้วสว่างขึ้น ใสขึ้น กลั่นจิตให้ใสขึ้น สว่างขึ้น กำหนดน้อมนึกเชื่อมโยง ภาพกสิณกับจิตของเรา ภาพกสิณมีความใส มีความสว่างเท่าไหร่ สภาวะแห่งดวงจิตของเรา ก็มีความสะอาดจากกิเลส มีความใส มีจิตตานุภาพ มีกำลังความเป็นทิพย์ มีจิตอันเป็นประภัสสร เป็นหนึ่งเดียวกับนิมิตของกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิต กำหนดสภาวะ ให้ดวงจิตของเรา เป็นแก้วสว่างขึ้น ใสขึ้น กลั่นจิตให้ยิ่งสว่างขึ้น ใสขึ้น อารมณ์จิต มีความเบา มีความสุข มีความเอิบอิ่ม มีสภาวะที่ตระหนักรู้ถึงพลังงานภายใน ยิ่งจิตสว่าง ยิ่งจิตใสเพียงใด ความรู้สึกเหมือนกับจิตเรามีพลังงาน สะสมอยู่ในดวงจิต เป็นพลังงาน ที่เปล่งประกายทำให้เกิดแสงสว่าง จิตจะเกิดแสงสว่างขึ้นมาได้ ให้เราคิดพิจารณาว่า เหมือนกับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าเมื่อมีกระแสไฟฟ้าต่ำ แสงก็ริบหรี่ ติดๆ ดับๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่จิตของเรา มีจิตตานุภาพอันเกิดขึ้นจากสมาธิ เกิดขึ้นจากบุญกุศล จิตเราก็จะมีความสว่าง มีความเสถียร คือสว่าง และสามารถคงสภาวะ ความสว่างนั้น เร่งหรี่แสงสว่างนั้นได้ ดังที่ใจเรานึก กำหนดรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง แสงสว่างของจิต ก็คือกำลังของจิต กำลังของบุญ กำลังของความเป็นทิพย์ หรือทิพยอำนาจของจิต
ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า กายทิพย์ใด มีแสงสว่างของรัศมีกายมาก กายทิพย์นั้น ก็มีบุญบารมี มากกว่ากายทิพย์ ที่มีรัศมีกายสว่างน้อยกว่า จิตก็คืออาทิสมานกาย อาทิสมานกายก็คือจิต เพียงแต่มีการแปรเปลี่ยนรูป จากดวงจิตที่เป็นแก้ว กลายสภาวะ เป็นอาทิสมานกาย คือเปลี่ยนจากดวงแก้ว ขึ้นมาเป็นรูปกาย ที่เป็นกายทิพย์ หรือกายที่เป็นแสงสว่าง
กำหนดทรงสภาวะ เปล่งประกายดวงจิตของเรา ให้สว่างที่สุด เป็นประกายพรึกที่สุด เป็นปฏิภาคนิมิตที่สุด น้อมรำลึกนึกถึง บุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา กรรมฐาน ฌานสมาบัติ เมตตาฌาน พรหมวิหาร 4 ที่เราสร้างเพาะบ่มสะสมมา รวมกันเป็นรัศมีจิต รวมกันเป็นบุญ เป็นบารมี เป็นความเป็นทิพย์ ฌานสมาบัติ รวมเป็นหนึ่งกับบุญฤทธิ์ คือบุญที่เราสร้าง บุญที่เราบำเพ็ญดีแล้ว บุญถวายมหาสังฆทาน ถวายพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ การถวายพระพุทธรูปนี้ ทำให้เกิดรัศมีกาย เป็นอานิสงส์โดยตรง เราถวายมหาสังฆทานร่วมกัน เฉพาะในส่วนที่มาเริ่มต้นในภายหลังนี้ รวมปัจจัยที่ถวายทั้งหมด ตอนนี้ก็เกือบจะเข้าสู่เขตสองล้านบาท รวมเป็นยอดทั้งหมด นับเป็นพันองค์ ไม่นับจากที่เราสร้าง จากการสร้างพระหล่อพระอีกต่างหาก กำหนดน้อมรำลึกนึกถึง ให้กำลังบุญ ส่งผลให้จิตเรา เป็นเพชรประกายพรึก สว่างเจิดจ้าที่สุด อารมณ์ใจของเรา อิ่มในบุญในกุศลมากที่สุด
จากนั้นกำหนดจิตต่อไป อธิษฐาน ขอให้ปรากฏกำลังของพุทธานุภาพ การที่เราเคยสร้างพระพุทธรูปไว้ ในพระพุทธศาสนา ถวายพระพุทธรูปไว้ในพระพุทธศาสนา ย่อมมีผลอานิสงส์ที่ทำให้เรา มีจิตรำลึกนึกถึงภาพองค์พระ เป็นพุทธนิมิตได้โดยง่าย จิตเราเชื่อมกระแสกับพระพุทธองค์ กำหนดน้อม ให้ภาพองค์พระปรากฏ อยู่กลางดวงแก้วในจิตของเรา สว่าง อาราธนาอธิษฐาน ให้จิตของเรา ที่ภายในมีองค์พระ แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณออกไป อธิษฐานจิต รัศมีจิต กระแสแสงสว่างที่แผ่จากจิต เส้นแสงรัศมีจิต ที่เป็นเส้นเป็นรุ้ง เป็นรัศมีฉัพพรรณรังสี ขอจงแผ่ไป ปรากฏเป็นกระแสแห่งความเมตตาต่อสรรพสัตว์ เมตตาต่อทุกดวงจิตทั่วสังสารวัฏ ทั้ง 3 ภพภูมิ อธิษฐานจิต รวมกำลังแห่งพรหมวิหาร 4 โดยเฉพาะอานิสงส์แห่งความเมตตา ข้าพเจ้าแผ่เมตตา กำหนดให้จิต เป็นประกายพรึกที่สุด สว่างที่สุด เมื่อแผ่เมตตาจิตสว่าง เป็นประกายพรึกที่สุด จิตเราเป็นสุข อิ่มใจ เราเป็นผู้ที่ได้รับผลแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ
เมื่อแผ่เมตตาออกไป มีผลอานิสงส์ แผ่ไปยังสรรพสัตว์ แผ่ไปยังสามภพภูมิ ผู้ที่ได้รับความสุข สงบ ชุ่มเย็น บุญกุศลปรับภพภูมิ เขาได้รับบุญจากเรา เขาก็รักเรา เราเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
แผ่เมตตา สว่าง เราเป็นที่รักของเทวดา พรหมทั้งหลาย
อธิษฐานแผ่สว่าง เราเป็นที่รักของสรรพสัตว์ คือสัตว์ทั้งหลาย หมา แมวทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ป่าทั้งหลาย สัตว์ที่มีกายเนื้อทั้งหลาย
แผ่เมตตาสว่างต่อไป อธิษฐาน เราเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือจิตดวงวิญญาณ ที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่เป็นเปรต อสุรกาย ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรก เมื่อเราแผ่เมตตา เมื่อเราอุทิศส่วนกุศล เมื่อเราปรับภพภูมิให้ ดวงจิตทั้งหลาย เขาก็นึกถึง เขาก็รักเรา เราเป็นที่รัก เราไม่เป็นเวรภัย กับดวงจิตใด แผ่เมตตา ในอานิสงส์แห่งการเป็นที่รัก
แผ่เมตตาต่อไป อธิษฐานจิต บุญกุศลอานิสงส์ แห่งเมตตานั้น ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้า มีแสงสว่าง แห่งรัศมีจิต มีกำลังบุญฤทธิ์ มีกำลังแห่งเมตตาพรหมวิหารคุ้มครอง ไปที่ใดก็ไม่เป็นอันตราย จากภัยพิบัติ จากน้ำ คืออุทกภัย ดินโคลนถล่มทั้งหลาย ไม่เป็นอันตราย ต่อธาตุดินคือดินถล่ม แผ่นดินไหว
แผ่เมตตาต่อไป กระแสแห่งเมตตา ทำให้ข้าพเจ้าปลอดภัย จากภัยพิบัติ จากอัคคีภัย วาตภัยทั้งปวง ลมพายุทั้งปวง ฟ้าผ่า ไฟไหม้ทั้งหลาย จงไม่ปรากฏ กระแสเมตตา สงบเย็น
อธิษฐานต่อไปว่า ขอให้อานิสงส์แห่งความเมตตา ทำให้ข้าพเจ้าปลอดภัย จากภัยพิบัติ จากโรคภัยไข้เจ็บ จากยาพิษ จากพิษวัคซีนทั้งหลาย จากยาอันมีโทษทั้งหลาย แผ่เมตตาต่อไป กำหนดใจ ว่าเมื่อจิตของเรามีเมตตาเต็ม เราคิดดีต่อทุกรูปทุกนาม คิดดีต่อทุกสรรพสัตว์ เราก็ย่อมไม่มีความเร่าร้อน จากความคิด ไปเบียดเบียนผิดศีล ทำให้เราเป็นบุคคลที่มีความสุขทั้งในขณะที่ยามตื่น เราเป็นสุขในขณะที่ยามหลับ เพราะใจของเราก่อนนอน ไม่ต้องมากลัดกลุ้มกลุ้มใจ ไม่ต้องมาครุ่นคิด ถึงบุคคลที่เราอาฆาตมาดร้าย เมื่อใจของเรามีแต่เมตตาสงบ เมื่อใจของเรามีแต่กุศล เราก็เป็นสุขทั้งยามตื่น มีความสุขทั้งยามหลับ เป็นที่รักของทุกภพทุกภูมิ และก็ปลอดภัย จากภัยพิบัติทั้งปวง อันนี้อานิสงส์ อยู่ในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงตรัส แต่เราปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงสภาวะ และทำให้จิตของเรามีปัญญา เกิดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ อย่างละเอียด
กำหนดจิตอธิษฐานพิจารณา ให้จิตเราประภัสสรที่สุด สว่างที่สุด องค์พระภายในสว่าง ประคับประคองสภาวะนี้ไว้ อธิษฐานจิต ให้ดวงแก้วที่เป็นเพชร องค์พระที่อยู่ภายในดวงแก้ว ปรากฏสว่าง ลอยออกจากร่างกาย คลุมบ้านทั้งหมด สถานที่ที่เราต้องการ อาราธนาขอบารมีพระ เป็นพุทธานุภาพคุ้มครองรักษา ประคองสภาวะไว้ ให้รัศมี ฉัพพรรณรังสี กำลังบุญ กำลังจิตตานุภาพ กำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ สถิต รักษาคุ้มครอง เมตตา พุทธคุณ แคล้วคลาดปลอดภัย จากภัยพิบัติทั้งปวง
จากนั้นกำหนดจิต อธิษฐาน กำหนดน้อมให้ดวงแก้ว คือจิตของเรา พุ่งขึ้นไป อธิษฐานพุ่งขึ้นไป บนพระนิพพาน เมื่อดวงแก้วพุ่งขึ้นไป บนพระนิพพาน แล้วก็อธิษฐาน ให้ค่อยๆ แปรสภาวะจากดวงกลม กลายเป็นกายพระวิสุทธิเทพ อธิษฐานว่าเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน อยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐม พรั่งพร้อมด้วยมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน กำหนดพิจารณาโดยละเอียด เห็นกายที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพเป็นแก้ว มีเครื่องประดับ มีความสว่าง มีความใส มีความชัดเจน
เมื่อสภาวะความเป็นกายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพปรากฏขึ้น เราก็ตัดกิเลส ตัดขันธ์ 5พร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาว่า เราไม่ใช่ร่างกายเนื้อขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ร่างกายเนื้อ ไม่ใช่ตัวเราของเรา เราคือดวงจิต คืออาทิสมานกาย ที่ปรากฏสภาวะ แปรเปลี่ยนไปตามกำลังบุญ เปลี่ยนไปตามกำลังของบาป จากดวงแก้ว คือดวงจิตนั้น ก็เปลี่ยนกายไปตามภพ ตามอารมณ์ ตามกำลังของบุญ คำว่าตามอารมณ์ ก็คือตามอารมณ์ของจิต ณ ขณะจิตนั้น ถ้าจิตเป็นกุศล นึกถึงบุญทาน กายของเรา ก็แปรสภาวะเป็นเทวดา เมื่อจิตของเราแผ่เมตตา ดวงแก้วก็ปรากฏ แปรสภาวะกายทิพย์ เป็นกายแห่งพรหม เมื่อจิตของเราอธิษฐาน เพื่อพระนิพพาน คือไม่ปรารถนาภพอื่นภูมิใด ปรารถนาที่จะดับไม่เหลือเชื้อ สิ้นภพจบชาติ ตัดการเกิดทั้งปวง ตัดการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารทั้งปวง จิตเราก็เป็นจิต แห่งสภาวะพระนิพพาน ก็คือเป็นกายพระวิสุทธิเทพ คำว่าพระวิสุทธิเทพ คำว่าวิสุทธิ แปลว่า บริสุทธิ์หมดจด นั่นก็คือ กายพระวิสุทธิเทพนั้น เป็นกายทิพย์ ที่สิ้นอาสวกิเลส โดยที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ เมื่อขึ้นมาบนพระนิพพาน กายที่แท้จริงที่ปรากฏ ก็จะเป็นกายพระวิสุทธิเทพด้วยกันทั้งหมด อาจจะมีความต่างกันโดยรัศมี ขนาดขององค์ ตามกำลังบุญ ของที่แต่ละพระองค์ ท่านได้สะสมเพาะบ่มบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ มามากน้อยต่างกัน เป็นเวลาที่ยาวนานต่างกัน
ตอนนี้ก็ให้เรากำหนด ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ อยู่ท่ามกลางมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ เมื่อสภาวะ ความเป็นกายพระวิสุทธิเทพปรากฏ เราก็อธิษฐาน พิจารณาตัดกิเลส ตัดสังโยชน์
ความเป็นพระอริยเจ้านั้น จุดสำคัญที่สุดก็คือ น้อมนำเอาสังโยชน์ 10 มาพิจารณาเทียบเคียงกับจิตของเราว่า จิตของเรา ได้ละสังโยชน์ในข้อใด หรือคลายตัวลงไป ในจุดใดลงไปได้บ้าง
สังโยชน์ 3 ประการเบื้องต้น ก็คือ สักกายทิฐิ ความหลงในกาย ว่าเราจะไม่ตาย หลงในรูปกาย หลงว่าเราไม่แก่
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ความเป็นมิจฉาทิฐิ ความไม่เชื่อเรื่อง บาปบุญคุณโทษ ความไม่เชื่อเรื่อง คุณพระรัตนตรัย ความไม่เชื่อเรื่อง นรกสวรรค์ ความไม่เชื่อเรื่อง มรรคผลพระนิพพานมีจริง ความไม่เชื่อว่า ตัวเองจะปฏิบัติได้ไม่ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นวิจิกิจฉาทั้งหมด ถ้าจิตเรามีความตั้งมั่น ความสงสัยว่า กฎของกรรมมีจริงไหม ไม่มีในจิตของเรา กฎของกรรมมีจริงแน่นอน นรกสวรรค์มีจริงไหม จิตเราแผ่เมตตา จิตเรายก ไปดูไปกราบ ในภพภูมิต่างๆ ครบทั้งหมด ทั้ง 3 ภพภูมิ แม้กระทั่งบนพระนิพพาน เราก็ขึ้นมา
ดังนั้นความลังเลสงสัยที่กล่าวมาทั้งหมด เมื่อปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ย่อมไม่มี มีแต่ความมั่นอกมั่นใจใน คุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ คุณประโยชน์ของพระนิพพาน ปัญญาในจิต ก็กระจ่างแจ้งว่าทำไมถึงต้องมาพระนิพพาน ทำไมถึงต้องไม่เกิด ปัญญาในธรรม ที่เรียกว่าธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม ได้เปิดขึ้นในดวงจิต ที่ปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน เห็นความทุกข์ ในสังสารวัฏ เห็นความทุกข์ จากการแปรปรวน ในการเกิด ในการเวียนว่ายตายเกิด เห็นความทุกข์ จากการพลัดพราก จากของรักของเจริญใจทั้งหลาย เห็นความทุกข์ จากความแก่ ความป่วยไข้ไม่สบาย ความทุกข์ จากความตาย เห็นความทุกข์ จากสงคราม จากการเบียดเบียน จากภัยพิบัติทั้งหลาย
ตอนนี้ก็ให้เรากำหนด น้อมจิตมองลงมา ในสภาวะของการเป็นกายพระวิสุทธิเทพ มองลงมายังโลกมนุษย์ปัจจุบัน ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเวลา ที่พระท่านใช้คำว่า ถึงช่วงกาฬผ่านยุค คำว่ากาฬนั้น ไม่ใช่เพียงคำว่ากาลเวลา คือกาลที่ลงท้ายด้วย ล แต่กาฬที่แปลว่า พระกาฬท่านมาล้างผลาญ
ตอนนี้ก็ให้เรามองลงมา ส่วนต่างๆ ของโลก เกิดภัยพิบัติเต็มไปหมด ตอนนี้ก็เป็นช่วงภัยพิบัติเริ่มเต็มรูปแบบ เพียงแต่ว่า มันไม่ได้เกิดเป็นมหาภัยพิบัติ ชนิดที่ว่าพังทั้งโลก ตายกันทั้งโลก มันเกิดจุดนั้นบ้าง เกิดจุดนี้บ้าง ตามแรงกรรม ที่จัดสรรไปตามหมู่คนที่กระทำผิด มีบาป มีกรรมเก่า ที่เห็นน้ำท่วม จากทิเบต ดินโคลนถล่มลงมา แล้วก็จะยังมีตามมาอีก สิ่งสำคัญที่ต่อไป มันจะค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้นก็คือ มวลน้ำเป็นต้นทาง แหล่งกำเนิดของแม่น้ำโขง ดังนั้นน้ำก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ตอนนี้น้ำ ทั้งน้ำจากฝน สะสมมา ทำให้ประเทศลาว ท่วมทั้งหมดแล้วตอนนี้ ดังนั้นต่อไป ริมแม่น้ำโขง ภาคเหนือ เชียงรายก็เตรียมรับ ทางนครพนม ตามจังหวัดต่างๆ ริมแม่น้ำโขงก็ต้องเตรียม ไม่นับภัยพิบัติปลีกย่อย ไฟไหม้ หรือภัยพิบัติอื่นๆ หรือแม้แต่ภัยจากพิษ ที่ทำให้คนเกิดการล้มตาย โดยที่ว่าไม่ได้ตั้งตัว เช่น อยู่ๆ สโตรก อยู่ๆ หัวใจวาย ช่วงนี้ก็เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เกิดขึ้นจนกลายเป็นปกติ จนไม่เป็นข่าว หรือแม้แต่ในบางทวีป ในฝรั่งเศส ก็เกิดภัยพิบัติ จากคลื่นความร้อน คนตายขาดน้ำ มาถึงวันนี้ ก็เปลี่ยน เกิดสภาวะ อากาศเปลี่ยนฉับพลัน เกิดความหนาวเย็นจัด ติดลบ คนตายจากร้อนจัดกลายเป็นหนาวจัด จนหิมะตกที่อินเดีย ลูกเห็บตก ขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอล ใหญ่กว่าลูกแตงโมยักษ์ ๆ ตกมาทีหลังคาบ้าน หลังคารถ พังทะลุไปหมด ตอนนี้สภาวะต่างๆ มันมีความแปรปรวนบนโลก เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลของกรรม ทุกอย่าง ภัยพิบัติทั้งหลาย เกิดขึ้นจากอกุศลกรรม ที่สะสมรวมตัว ส่วนความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข ก็เกิดขึ้นจากบุญทั้งหลาย มารวมตัวกัน
ดังนั้นหมู่ชนใด ที่หมั่นกระทำสร้างบุญ สร้างกุศลไว้ ก็ย่อมปลอดภัยจากภัยพิบัติ ถ้าหากกฎของกรรมแต่เดิมในอดีตชาติ มันไม่มาให้ผล หรือการที่เราเจริญเมตตา แผ่เมตตา ในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ นั้น จะว่าไปมันก็มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดา พรหม ที่ท่าน บางส่วนที่ท่านมีหน้าที่ ที่ล้าง เพื่อการเข้าสู่ยุคชาววิไล บางครั้งการเกิด ท่านก็ดู ตรงไหนคนรวมตัวกัน มีความมืด มีความมืดของจิตก็คือ มีความโลภ เบียดเบียน มีความโกรธ ประหัตประหารเข่นฆ่า โกรธแค้นเกลียดชังมาก มีความมืด จากความหลงในโลก ความมืดของจิตนี้ ก็เป็นตัวที่ว่าดึงดูดภัยพิบัติ ดึงภัยพิบัติดิน ดินถล่ม ไฟไหม้ พายุ น้ำท่วม วิบากกรรมมันก็เกิด แต่ถ้าจุดใดเป็นงานบุญ มารวมตัวกัน สร้างบุญสร้างกุศล รวมตัวกัน เจริญสมาธิ ถึงเวลาครูบาอาจารย์ท่านได้ขอไว้ กับเทวดาพรหมข้างบน ท่านขอไว้ตั้งแต่บุคคลใดที่เจริญพระกรรมฐาน ให้มีเทวดา พรหมมาคุ้มครอง และในขณะเดียวกัน ท่านก็ขอไว้ว่า ในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ ดวงจิตที่ปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงจิตที่มีเมตตาพรหมวิหาร 4 จะยิ่งปรากฏความสว่าง ให้เบื้องบน คือเทพ พรหม เทวาท่านมองเห็น ว่าจุดนี้ระวัง ให้หลบๆ หลีกๆ ให้แคล้วคลาด อย่าได้ไปโดนบุคคล ที่เขาไม่ได้เกี่ยว คือเป็นคนที่มีบุญ มีศีล อย่าโดนไปด้วย นอกจากอย่างที่บอกว่า มีข้อแม้จุดเดียวคือ ถ้ากรรมเก่าในอดีตชาติมันไม่มาส่งผล หรือถึงวาระที่จะไปพระนิพพานแล้ว อันนั้นก็ถึงจะถูกวาระส่งผลให้จำเป็นต้องสิ้นชีวิตไป แต่ถ้าหากยังไม่ถึงวาระที่จะต้องไป บุญยังรักษาอยู่ บุคคลที่เจริญกรรมฐาน บุคคลที่ฝึกจิต จนมีแสงสว่างรัศมีจิต ก็ย่อมปลอดภัย
ดังนั้นเราทั้งหลาย ก็อย่าได้ตระหนกตกใจไป กำหนดรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นวัฏฏะ มันเป็นธรรมชาติ มันคือความแปรปรวน ของสังสารวัฏ มันเป็นเช่นนี้มาตลอด ผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ถึงเวลาภัยพิบัติ การกวาดล้าง มันก็เกิดขึ้น ตั้งแต่โบราณกาล อาณาจักรต่างๆ เวียงต่างๆ ก็เกิดภัยพิบัติ เป็นเวียงหนองล่มบ้าง เมืองถล่มทั้งเมืองบ้าง เมืองที่ถูกภูเขาไฟ ถล่มทั้งเมืองบ้าง อันนี้มันเป็นวัฏฏะ ของมันอยู่แล้ว ตราบที่ยังเกิด เราก็ต้องพบเจอ กับภัยพิบัติเช่นนี้ แต่ภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นอันตรายที่สุด แต่คนทั้งหลาย กลับกระโจนใส่เพลิดเพลินอยู่ ก็คือภัยพิบัติแห่งสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด ต้องมาพบ มาเจอ มาพลัดพราก มาทุกข์ มาเกิดก็แปลว่าต้องมาตาย เมื่อตายก็ต้องพลัดพราก ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีการเกิด มันก็ไม่มีความตายเกิดขึ้น ไม่มีการพลัดพรากเกิดขึ้น
ดังนั้นจุดเดียวที่ปลอดภัยที่สุด จากภัยพิบัติทั้งหลาย ไม่ต้องหนีไปไหนไกล เราหนีไปพระนิพพานเพียงจุดเดียว เมื่อไหร่ที่เข้าสู่พระนิพพาน มันก็สิ้นแล้วซึ่งภัยจากสังสารวัฏ สิ้นแล้วภัยจากการเกิด สิ้นแล้วภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ให้เราพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญให้ดี และน้อมอารมณ์ใจเรา ให้เข้าใกล้ความเป็นอรหัตผล อารมณ์จิตของพระอรหันต์ เป็นอารมณ์จิตที่ไม่กลัวความตาย เหตุผลที่ท่านไม่กลัวความตาย เพราะท่านรู้ว่าตายเมื่อไหร่ ท่านไปพระนิพพาน ไปที่ที่ดีกว่า ไม่ต้องเกิดอีก จบกิจอย่างแท้จริง ไม่ต้องมาเหนื่อย ไม่ต้องมาทุกข์ ไม่ต้องมามีร่างกาย สกปรกเศร้าหมองแบบนี้ อารมณ์จิตท่านคิดไว้เช่นนี้
ดังนั้นก็ให้เราฝึกอารมณ์ วันนี้บนพระนิพพาน น้อมพิจารณา เห็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลก พิจารณาดูว่า ภัยแต่ละภัย อย่างเช่น ดินถล่มที่ทิเบต ถ้าสมมุติว่าเป็นวาระของเรา เราบังเอิญจะไปเที่ยวไหว้พระที่ทิเบต ที่เนปาล ทางขึ้นไป เขาไกรลาส ตั้งใจไป แต่ถึงเวลาโคลนมันถล่มมาเร็วขนาดนั้น คิดดูว่าเราจะหนีทันไหม วิ่งหนียังไงก็ไม่ทัน โคลนถล่มสูงขึ้นมา มีระยะเท่ากับตึก 3 ชั้น 5 ชั้น ตึกสูงๆ ขนาดใหญ่ หมู่ตึกทั้งหมด ยังถูกถล่มยับ รถปลิว เราโดนโคลนขนาดนั้นทับไปครั้งเดียว ไม่ต้องพูดถึงว่าเราจะว่าย มันไม่เหมือนกับน้ำ มันเป็นโคลน มันมีความข้น มีน้ำหนัก มีความเหนียว พอโคลนมันท่วมเต็มตัว เราหายใจเข้าไปครั้งเดียว โคลนเข้าไปเต็มปอด เราก็ไม่มีทางรอด ต่อให้ขุดร่างกายขึ้นมาได้ทันที จะเอาโคลนออกจากปอดเรายังไง ดังนั้นทางเดียว ถ้าเราเกิด เราลองคิดเอาว่าเรา จะนึกถึงพระ นึกถึงพระนิพพานทันไหม ในขณะที่ความกลัวมันถาโถม ทุกคนกรีดร้อง ความทุกข์ ความหวาดกลัว ความกลัวตาย เราคิดว่าเราจะนึกถึงพระนิพพานได้ไหม เราจะยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ไหม ถ้าเราไม่เคยซ้อมเลย นี่ไม่ต้องพูดถึง ถ้าเราเคยปฏิบัติมาบ้าง อาจจะมีบางคนนึกได้
ดังนั้นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง
ตอนนี้ก็ให้เราตั้งจิตในสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพว่า หากข้าพเจ้าตาย แล้วเกิดเหตุการณ์ ที่มีเหตุกระชั้น เหตุที่ทำให้ข้าพเจ้า ไม่ทันนึกถึงพระนิพพาน นึกถึงพระ นึกถึงพระพุทธเจ้า ยกจิตขึ้นมาไม่ทัน แต่จิตข้าพเจ้าที่ตั้งมั่น ปรารถนาปักหมุด ตั้งจิตอธิษฐานมั่นคงอยู่กับพระนิพพาน ตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพาน ถึงเวลาก็ขอให้พระ คือพระพุทธเจ้า คือหลวงพ่อ คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนพระนิพพานทุกท่านทุกๆ พระองค์ เมตตาสงเคราะห์ มารับข้าพเจ้า มีราชรถมารับข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพานด้วยเทอญ อันนี้ก็ถือว่า เราประกันชีวิตของเราอีกอย่างหนึ่ง
เราฝึกมาดีแล้ว แต่ถึงเวลาโจทย์มันยาก โจทย์มันยากจริงๆ ก็ขอให้พระท่านเมตตา เอ็นดูสงเคราะห์เป็นตัวช่วย แต่สิ่งสำคัญของคนที่อธิษฐานแล้วสำเร็จแบบนี้ได้ ก็ให้เราถามตัวเอง เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานทุกวันไหม เราอธิษฐานจิตย้ำ ‘ตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพาน ตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพาน’ ทุกวันไหม ถ้าเราทำแบบนี้ได้ทุกวัน ก็ถือว่าอารมณ์จิตมีความตั้งมั่น มีความปัก จำไว้ว่า สภาวะที่สำคัญของการฝึก ว่าทำไมต้องยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานนี้ ก็คือจิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ คือจิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระนิพพาน ไม่มีเขว ไม่มีเอนเอียง ไม่มีสงสัยว่า หรือจะไปพรหมก่อนดี หรือจะยังเกิดต่อดี หรือจะยังไปสวรรค์ดี จิตมีความปัก มีความมั่นคง เป็นหนึ่งเดียวกับพระนิพพาน รักในพระนิพพาน คือมีธรรมฉันทะในพระนิพพาน เมื่อไหร่ที่มีธรรมฉันทะในพระนิพพาน ยินดีกับพระนิพพาน จิตเป็นหนึ่งกับพระนิพพาน เมื่อนั้นยังไง ก็ขึ้นมาบนพระนิพพานได้ เมื่อนั้นยังไง ตายเมื่อไหร่ก็เข้าพระนิพพานได้
ตอนนี้ก็ให้เราตั้งอารมณ์ใจ ถ้าเราต้องตายจริงๆ หรือตายในขณะที่เกิดภัยพิบัติ หรือตายในขณะที่อยู่ๆ วูบจอดับ ไม่มีสติแล้วหัวใจวายตายเลย ยังไม่ทันที่จะเริ่มกำหนดหรือตั้งสติ หรือมีสติที่จะกำหนดได้ทัน เพราะอยู่ๆ มันดับไปเลยทันที เราจะตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ท่านมาช่วย ให้เรายกจิตเข้าพระนิพพานให้ได้ ทรงอารมณ์เราไว้ ไม่มีความลังเลสงสัย ว่าเราจะมาพระนิพพานได้หรือไม่ได้ เราปักหมุดไว้แล้ว เราตั้งจิต คืออธิษฐานบารมีเต็มอยู่กับพระนิพพาน ทรงอารมณ์เราไว้ พิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นความแปรปรวน เห็นความไม่เที่ยง เห็นโลกตามความเป็นจริง ว่าไม่มีสิ่งใดที่เราสามารถยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา เกิดมาเราก็ไม่มีอะไรติดตัวมา ไม่มีเสื้อผ้า มาแต่ตัว มาแต่กาย ออกจากท้องแม่มา เติบโตเราก็แสวงหากอบโกย สิ่งของวัตถุบนโลกมนุษย์ และพอตาย เราก็ไม่สามารถเอาสิ่งใดที่เรากอบโกยแสวงหา เป็นเจ้าของ ในขณะที่มีชีวิตบนโลกมนุษย์นี้ ไปได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว สุดท้ายการมีชีวิตในแต่ละชาติภพนั้น ถ้าบุคคลที่มีปัญญา ก็ใช้เวลานั้น สะสมบุญกุศล สะสมบุญทาน สะสมกรรมฐาน สร้างสมบารมี สำหรับบุคคล ที่เป็นอกุศลชน เป็นคนพาล เกิดมาก็กอบโกย เบียดเบียน แย่งชิง สร้างกรรม สร้างวิบาก เป็นผลกรรมที่เป็น กรรมลบกรรมชั่ว ติดตัวไปในภพต่อๆ ไป
กำหนดน้อมว่า ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ตราบจนเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เราก็จะสร้าง สะสม เพาะบ่มบุญ ตามกำลังที่เราทำได้ ไม่ต้องทุ่มหมดตัว ทำพอที่ใจเรามีกำลัง และพอสบายใจ เราทำน้อย แต่ร่วมบุญกับกองบุญ ที่เป็นกองบุญใหญ่ กำลังใจเราร่วมบุญ อาจจะแค่ 50 บาท 20 บาท 100 บาท 200 บาท แต่กำลังบุญ เราถวายมหาสังฆทาน 10 องค์ 20 องค์ ก็ให้เราน้อมไปว่า เราสร้างทั้ง 20 องค์ ตัวเงินไม่สำคัญเท่ากำลังใจ ว่าเราสร้าง ว่าเราถวาย จำไว้เช่นนี้เสมอ สะสมกำลังบุญ กำลังใจใหญ่ กำลังบุญก็มาก กำลังใจน้อย บุญก็เกิดน้อย ไม่มีทุนไม่มีเงิน ที่จะทำบุญทำทาน เราก็โมทนาบุญเอา โมทนาทุกบุญ ที่ปรากฏขึ้น ที่เราเห็น ที่เราพบ เราโมทนาบุญ ถ้าเราทำไม่ได้ ไม่มีจังหวะ เราก็โมทนา ก็ได้ทันที มากกว่าบุญที่เป็นทาน ก็คือบุญภาวนา บุญศีล บุญภาวนา บุญภาวนานี้ การที่เราภาวนา จนจิตเกิดเมตตาฌาน เกิดฌานสมาบัติ เกิดฌาน 4 ฌาน 4 ไล่ตั้งแต่ฌาน 4 ในอานาปานสติ ฌาน 4 ในกสิณ อรูปสมาบัติ อารมณ์จิตที่ยกขึ้นไปบนพระนิพพาน ทุกจุดที่เราปฏิบัตินั้น ถือว่าถึงที่สุด แห่งกำลังของภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน นั่นก็ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว เป็นเหตุอันใกล้ที่ทำให้จบกิจ ในพระพุทธศาสนา
ดังนั้นเมื่อเรามีความเข้าใจ บุญเราทำทุกวัน ภาวนาเราทำได้ทุกวัน ภาวนาเราทำได้ทุกลมหายใจ บุญเราก็สะสมเพาะบ่มตัว จนบางคนเรากลับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า บารมีเราเต็มแล้ว จะไปพระนิพพานก็ไปได้ บางคนจิตมันมีความติดอยู่นิดเดียว คิดว่าบุญเราไม่ถึง แต่อันที่จริงก็คือ ตราบที่เรามีกำลังฌานสมาบัติ ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานได้ เห็นวิมานของตัวเอง ถ้าเห็นวิมานของตัวเองบนพระนิพพาน ก็แปลว่าชาตินี้เรามานิพพานได้ เฉกเช่นเดียวกันกับ เวลาที่เราฝึกมโนมยิทธิใหม่ๆ เราไปที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปกราบท่านปู่ท่านย่า ที่พระแท่นกัมพลศิลาอาสน์ แล้วก็ขออนุญาตไปที่วิมานของตัวเอง ไปดูทิพยสมบัติ มีวิมาน มีแท่นที่นั่ง มีบริวาร อยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็แปลว่าตายมาชาตินี้ เราเกิด เรามาจุติ มาปรากฏที่นี่ได้ หรือแม้แต่พรหม เราขึ้นไปที่พรหม ไปวิมานที่พรหมโลก นั่นก็แปลว่าเราไปถึงได้ ดังนั้นการที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ อันที่จริงก็คือ การฝึกเพื่อตายเมื่อไหร่ มาพระนิพพานนั่นล่ะ ดังนั้นไอ้ความสงสัย ปฏิบัติมาถึงจุดนี้ มันควรจะต้องหมดความสงสัย ปักจิตปักใจของเราให้มั่นคง อยู่กับพระนิพพาน เพียงจุดเดียวเป็นหลัก
ตอนนี้ก็ให้เราปรับกำลังใจของเรา ยินดีในพระนิพพาน สลายล้างความหวาดกลัวในภัยพิบัติ สลายล้างความกลัวในความตาย คิดพิจารณาว่า ถ้าตายก็ดี ตายเมื่อไหร่ เรามาอยู่กับพระพุทธเจ้า บนพระนิพพาน มาอยู่กับหลวงพ่อ บนพระนิพพาน อยู่บนโลกมนุษย์ ก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย มีการเบียดเบียน ชนชาตินี้ก็จะมายึดประเทศเรา ชนชาตินี้ก็คิดว่าจะมาสร้างผลประโยชน์ มาทำธุรกิจ ผิดกฎหมายในประเทศเรา มันมีแต่ความวุ่นวาย มันมีแต่การเบียดเบียน เมื่อไหร่ที่พ้นจากโลก พ้นจากวัฏสงสาร สิ้นจากสมมุติ อารมณ์ใจเรา ก็ไม่ต้องไปทุกข์ไปร้อน ไปยินดียินร้าย กับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก เพราะความแปรปรวน วุ่นวาย เบียดเบียน อย่างที่เกิดในปัจจุบันนั้น ตลอดกาลตลอดสมัย นับตั้งแต่โบราณกาลมา หรือแม้แต่กระทั่งย้อนยาว ไปถึงยุคที่ดาวโลกนี้ยังไม่ก่อกำเนิด เราเกิดยังดาวดวงอื่น ยังโลกอื่น ผ่านไปหลายอันตรกัป มหากัป มันก็วุ่นวายแบบนี้มาตลอด เวียนว่ายตายเกิดแบบนี้มาตลอด พิจารณาให้เห็น พิจารณาว่า ภัยจากวัฏสงสารนี้ เป็นภัยพิบัติ ที่เราต้องหนีให้พ้น รอดปลอดภัยจากภัยพิบัตินี้ สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่เราได้เตรียมกันไว้ ก็คือบนพระนิพพาน
จิตเรามั่นคงแน่นหนาเท่าไหร่ วิมานบนพระนิพพาน ก็ตั้งมั่นในใจเรามากเท่านั้น จิตเรารักพระพุทธเจ้า มีธรรมฉันทะ ในพระนิพพานมากเท่าไหร่ ความมั่นคง ความแน่นอน ว่าเราจะมาพระนิพพานได้ ก็มากฉันนั้น สุดท้ายทุกอย่างอยู่ที่จิต อยู่ที่อารมณ์ใจของเรา
ดังนั้นการปฏิบัติพระกรรมฐาน จึงเป็นสิ่งที่เราทำแทนใครไม่ได้ เจ้าตัวต้องรู้ตื่นในธรรมด้วยตัวเอง เจ้าตัวต้องมีธรรมฉันทะ ยินดีในมรรคผลพระนิพพานเอง เป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะไปจุติเวียนว่ายตายเกิด ในภพใดชาติใด หรือเลือกที่จะไม่เกิดอีก บุญที่เป็นทานยังบอกบุญ ยังต่อบุญ ยังให้โมทนาบุญได้ แต่พระนิพพาน เป็นกรรมฐานที่จะต้องรู้ตื่นเข้าใจ ด้วยตัวเอง กำหนดน้อมทรงสภาวะ ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ให้ชัดเจน สว่างที่สุด อธิษฐาน ให้กายพระวิสุทธิเทพเรา ปรากฏในวิมานของตัวเรา บนพระนิพพาน อธิษฐาน พิจารณาให้ใจเรายินดี อยู่กับพระนิพพานนี้ สงบ ร่มเย็น ปลอดภัย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความเศร้าหมอง ปราศจากความพลัดพรากทั้งปวง จบกิจก็คือ การที่เราสำเร็จเข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว เข้าถึงซึ่งพระนิพพานก่อน บุคคลทั้งหลาย ทุกดวงจิตโดยปรมัตถ์ในที่สุด ก็ต้องเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน มีความเร็วมีความช้าต่างกัน แต่เราปฏิบัติมาถึงจุดนี้ เราก็อย่าได้ทิ้ง ประโยชน์ที่เราได้แล้ว ประโยชน์ที่เราพึงได้ ประโยชน์ที่เราสามารถสำเร็จได้ พิจารณาให้มั่นคงไว้
จากนั้นอธิษฐาน ให้อาทิสมานกายเรา ไปกราบลาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกท่านทุกๆ พระองค์ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เมื่อกราบลาแล้ว ก็น้อมกระแสจากพระนิพพานลงมา แผ่เมตตา ให้กับสังสารวัฏ อรูปพรหมทั้งหลาย พรหมโลกทั้งหลาย อากาศเทวดาทั้งหลาย มนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ 5 กายเนื้อ นรกภูมิ โอปปาติกะ สัมภเวสี เปรต อสุรกาย
จากนั้นอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพาน ลงมาคลุมคุ้มครองประเทศไทยทั้งหมด ให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง น้อมกระแสจากพระนิพพาน ลงมาคลุมคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนาทั้งหมด ให้สะอาดบริสุทธิ์หมดจด มีกำลังพุทธคุณคุ้มครองรักษาเต็มกำลัง อาราธนากระแสจากพระนิพพาน ลงมาคลุมคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราช ขอให้กระแสบุญจากพระนิพพาน ส่งผลให้ท่านเกิดบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ ในเทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่พิทักษ์รักษา 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอบุญจากพระนิพพาน จงส่งผลถึงเทวดา พรหมที่พิทักษ์รักษาคุ้มครอง ตัวข้าพเจ้า เคหสถานบ้านเรือน ของข้าพเจ้าโดยตรง ขอท่านทั้งหลายได้โมทนาบุญ ขอท่านทั้งหลาย จงเพิ่มพูนบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ เต็มกำลังด้วยเทอญ ขอให้ท่านดลจิตดลใจ คุ้มครองรักษา ปกป้องให้ข้าพเจ้า แคล้วคลาดปลอดภัย จากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยเทอญ ให้ข้าพเจ้ามีความคล่องตัว โชคดีทุกประการด้วยเทอญ
เมื่ออธิษฐาน กระแสบุญถึงทุกท่านแล้ว เรากราบลาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ บนพระนิพพานอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพุ่งจิตเป็นแสงสว่าง กลับลงมายังโลกมนุษย์ อธิษฐานน้อมนำกระแส จากพระนิพพาน ลงมาเป็นลำแสงสว่าง ฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท จงทะลุทะลวง คล่องตัว สะอาด พลังกระแสปราณ กระแสโลหิตไหลเวียนคล่องตัวทุกจุด ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ในขันธ์ 5 ร่างกายนี้ จงกลายเป็นแก้วใส อาการทั้ง 32 อวัยวะภายในทุกส่วนในร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้าง เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก ซีสต์ เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลาย เซลล์ที่ก่อตัวผิดปกติทั้งหลาย โรคาพยาธิสภาพทั้งหลาย สารพิษทั้งหลาย จงถูกขับออก ทางทวาร คือ อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ ลมหายใจ ขอร่างกายข้าพเจ้า จงสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ขอธาตุธรรมหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ธาตุทิพย์ไหลเวียนหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 กระแสบุญหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 ชีวิตของข้าพเจ้ามีบุญ มีกุศล มีมหากุศลหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ดำเนินอย่างราบรื่น มั่นคง คล่องตัว สำเร็จทุกประการ กายจิตประสาน อยู่ในบุญกุศล เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์ สัตว์ เทวดา พรหมทั้งหลาย
จากนั้นจึงค่อยๆ หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ 3 ครั้ง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิ ร่างกายปลอดโปร่ง สดชื่น แข็งแรง จิตผ่องใส เปี่ยมพลัง ทรงฌานสมาธิ ง่ายดาย รวดเร็ว คล่องตัว ฌานสมาบัติ มีความตั้งมั่น จิตทรงตัวอยู่กับกุศล จิตปักหมุด อยู่กับพระนิพพาน จากนั้นก็ให้เราทุกคน โมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคน ที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันในวันนี้ และที่มาฟัง มาปฏิบัติตามในภายหลัง
สำหรับวันนี้ อาจารย์ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่า กองบุญที่เราถวายมหาสังฆทาน ที่บ้านสายลม ที่เราได้ทำต่อเนื่องกันมาเป็นปกติ วันนี้ก็ได้ถวายทั้งหมด 12 ชุด แล้วก็ถวายปัจจัยวางบนองค์พระอีก 520 บาท แล้วก็มีข่าวบุญอีกข่าวหนึ่งก็คือ ในช่วงนี้ก็อยู่ในเทศกาลเข้าพรรษา ออกพรรษาก็จะเป็นเทศกาลของกฐินกาล ซึ่งปีนี้กลุ่มเมตตาสมาธิ ที่เราเจริญกรรมฐาน ก็ได้มีผู้ที่แสดงความจำนง ว่าจะช่วยเปิดกองบุญ เราก็จะเป็นเจ้าภาพ กองบุญกฐินวัดท่าซุงหนึ่งกอง ซึ่งรายละเอียดในการร่วมบุญทั้งหมด ก็จะแจ้งเลขที่บัญชี กับกำหนดเวลาต่างๆ ให้ทราบ แล้วก็ดำเนินการแจ้งไปที่ทางวัด เพื่อขอดำเนินการเป็นเจ้าภาพ ใครที่สะดวกในการตั้งกองบุญ คือรวบรวมปัจจัยจากสายบุญ เพื่อนกัลยาณมิตร แล้วก็ร่วมบุญ เป็นกองเป็นสายเข้ามา ก็เรียนเชิญได้ ตามที่เราสะดวก หรือจะถวายส่วนตัว เข้ามาเป็นกองบุญ ร่วมกับกลุ่มเราทั้งหมด ‘เมตตาสมาธิ’ ก็ได้
สำหรับช่วงสัปดาห์ต่อๆ ไปในเดือนกันยายน อาจารย์ก็อาจจะมีการติดธุระในบางวัน ซึ่งอาจจะสอนหรืออาจจะงดสอน ซึ่งจะแจ้งเป็นครั้งๆ ไป เพราะในเดือนหน้าก็จะมี ไปถวายกรรมฐานให้กับ สามเณรที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำหนดวันต่างๆ ก็จะแจ้งให้ทราบว่าวันไหนสอนทางนี้ได้ วันไหนงด
สำหรับวันนี้ ก็ขอให้เราทุกคนมีความสุข มีความเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงที่จงอย่าประมาทในกาลทั้งปวง จงอย่าประมาทในความตาย มีสิ่งใดที่เตรียมตัวได้ เตรียมใจได้ เราก็เตรียมไว้ แต่ใจเราอย่าหวาดกลัว อย่ามีอารมณ์เศร้าหมอง อย่ามีอารมณ์ใจ ที่มีความตื่นตระหนก พิจารณาให้เห็นว่าทุกสิ่ง ทุกสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นวัฏฏะของมัน แล้วก็ผ่านพ้นทุกสิ่งทุกอย่างไปได้ ด้วยกำลังของบุญ บุญนี่แหละเป็นที่พึ่ง บุญนี่แหละเป็นเครื่องอาศัยของจิตเรา
สำหรับวันนี้ ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย:รัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์





