green and brown plant on water

มโนมยิทธิสัมมาอภิญญา

เวลาอ่าน : 4 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569

เรื่อง มโนมยิทธิสัมมาอภิญญา

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

                กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกายเพื่อตัดวางร่างกาย กำหนดความรู้สึกผ่อนคลายทั่วร่างกายทุกส่วน ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวาง  ตัดความรู้สึกผัสสะที่เชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ ร่างกายทั้งหมด  ผ่อนคลายปล่อยวางกายเข้าสู่ความสงบ จากการสงบระงับจากสังขาร ทรงสภาวะความสงบจากความปล่อยวางผ่อนคลาย ทรงสภาวะเข้าสู่ความสงบจากการปล่อยวางทั้งปวง  ความรู้สึกปล่อยวางอารมณ์จิตที่มีการปล่อยวาง คืออารมณ์ใจที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกันกับความยึดมั่นถือมั่น ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก อารมณ์จิตเราก็มีความหนัก ยิ่งผ่อนคลายปล่อยวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปล่อยวางจากขันธ์ ๕ ปล่อยวางจากความรู้สึกในร่างกาย ทรงสภาวะความสงบจากการปล่อยวาง  กายและจิตปล่อยวาง สติจดจ่ออยู่กับความสงบ เมื่อจิตเข้าถึงความสงบระงับจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ ระงับจากความเกาะเกี่ยวในร่างกาย ระงับจากปลิโพธ คือความกังวลทั้งหลาย เราก็เริ่มต้นเดินจิตเข้าสู่ สมถสมาธิ   โดยยึดหลักที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า กรรมฐานทุกกองเราต้องเริ่มจากอานาปานสติเป็นวิหารธรรม  เป็นพื้นฐานของสมาธิไว้เสมอ อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่มีประโยชน์ มีความสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยสงบระงับจากความฟุ้งซ่านของจิต  เป็นพื้นฐานสำคัญในการน้อมจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิ  อันเป็นอารมณ์จิตสำคัญที่ก้าวเข้าไปสู่ความเป็นทิพย์ ญาณเครื่องรู้ จนไปถึงมโนมยิทธิ    กำหนดน้อมจิตจินตนาการจินตภาพให้เห็นว่า ลมหายใจเราเหมือนกับแพรวไหมเป็นประกายแก้วระยิบระยับ พลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจเข้าช้าลึกยาวละเอียดเป็นแพรวไหม ลมหายใจช้าละเอียดเบาสบาย หายใจออก   สติจดจ่อต่อเนื่องกับลมหายใจ   จุดสำคัญก็คือไม่ให้จิตคือสติของเรานั้นคลาดไปจากการกำหนดในลมหายใจ สติกำหนดรอบรู้ตลอดทั้งสาย ตลอดทั้งกองลม เมื่อสติกำหนดรอบรู้อยู่ตลอดสาย ตลอดทั้งกองลมได้ มันก็ไม่มีเวลาให้จิตของเราไปฟุ้งไปยุ่งไปคิดหรือปรุงแต่ง    ให้สติกำหนดรู้เห็นลมหายใจตลอดสาย ทั้งเห็นด้วยจินตภาพ ทั้งรู้สึกสัมผัส   ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกเป็นเพชรประกายพรึก ระยิบระยับแพรวพราว   สติกำหนดรู้ในลมหายใจขึ้นชื่อว่าทรงไว้ในกายคตามหาสติ  รู้ในอารมณ์จิต อารมณ์ที่รู้สึกสบาย ลมหายใจสบาย   ขึ้นชื่อว่าสติกำหนดรู้ในเวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน   สติกำหนดรู้ว่าจิตของเราเป็นสมาธิ กำหนดรู้ว่าจิตสงบระงับ ลมหายใจละเอียดลงเบาลงสงบลง ขึ้นชื่อว่าสติทรงไว้ในจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 

                เมื่อสติกำหนดรู้จนเกิดปัญญา รู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุข ความสงบ ความสบาย จากการเจริญสมาธิ จากการจับลมหายใจจนจิตตระหนักรู้ตื่นขึ้น ดังธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ว่า ” ความสุขเสมอด้วยความสงบนั้นไม่มี ” จิตเกิดความสุขอันเป็นองค์ของสมาธิ จิตเกิดความสุขจากความสงบระงับของใจ จิตเกิดปัญญากลายเป็นวิปัสสนาญาณ เพราะคำความหมายในธรรมของคำว่า ความสุขเสมอด้วยความสงบนั้นไม่มี    ความสงบนั้นมีตั้งแต่หยาบไปจนกระทั่งถึงละเอียด ความสงบจากลมหายใจคืออานาปานสติ  ความสงบจากจิตที่หยุดซัดส่ายฟุ้งซ่าน ความสงบที่เกิดขึ้นจากการที่จิตนั้นสงบระงับจากความโลภ โกรธ หลง ในขณะที่เราเจริญสมถสมาธิ เจริญสมาธิ เจริญพระกรรมฐาน จนกระทั่งถึงปรมัตถ์คือที่สุด คือจิตสงบ สงบจากความปรารถนาในการเกิดในภพทั้งปวง สงบจนจิตเข้าถึงวิมุตติ คืออารมณ์จิตที่ปรารถนาตั้งมั่นในพระนิพพาน   ทรงสภาวะในอารมณ์สบาย ลมหายใจละเอียดสงบระยิบระยับเป็นประกายพรึก ทรงสภาวะความสงบในอานาปานสติ ทิ้งทอดช่วงเวลาทรงอารมณ์ไว้เพื่อให้เกิดวสี   ตั้งใจว่าเราปฏิบัติเราฝึกสมาธิ  เราเพาะบ่มกำลังฌาน ตบะ เดชะ บารมี ยิ่งทรงอารมณ์ในอารมณ์สูงสุดของกรรมฐานได้ราบเรียบ สงบตั้งมั่นได้มากได้นานเท่าไหร่ จิตก็ฝึกจนเกิดวสีในฌาน จิตก็เกิดตบะคือมีกำลังในการใช้กำลังของสมถสมาธิในการตัดกิเลส   ยิ่งจิตมีกำลังมากเท่าไหร่ ใช้ร่วมกับปัญญาในการพิจารณาวิปัสสนาญาณ   สมถะอุปมาดั่งกำลัง วิปัสสนาญาณปัญญาอุปมาดังความคม ต้องใช้ร่วมกันทั้ง ๒ ส่วน ตอนนี้เราทรงตบะความสงบ ตั้งมั่น ลมหายใจละเอียดจนกระทั่งไปถึงลมหายใจที่สงบระงับดับลงเป็นฌาน ๔  ในอานาปานสติ   ลมหายใจละเอียดสงบอย่างยิ่ง   จิตสงบผ่องใสอย่างยิ่ง  เมื่อทรงอารมณ์ในอานาปานสติกระทั่งมีความตั้งมั่นแล้ว  ลำดับต่อไปก็ให้เราตั้งใจหยุดจิตนิ่งหยุด  ให้จิตมีกำลังที่สามารถกดข่มสรรพกิเลสทั้งหลาย ความฟุ้งซ่านซัดส่ายทั้งหลาย รวมจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ สงบนิ่งหยุดเป็นหนึ่งเดียว เข้าถึงเอกัคคตารมณ์ จากนั้นกำหนดจุดที่จิตหยุด  จินตภาพ คือนึกภาพให้ปรากฏเป็นนิมิต จากจุดค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงกลม จากวงกลมปรากฏขึ้นเป็นดวงแก้วสว่าง กำหนดทรงสภาวะภาพนิมิตดวงแก้วในจิตของเรา สัมผัสเห็นด้วยจิตไม่ใช่ด้วยตา   กำหนดทั้งภาพ ทั้งความรู้สึก ทั้งอารมณ์จิต ให้เข้าถึงเป็นหนึ่งเดียวในนิมิตดวงแก้วที่ใสสว่าง คืออุคคหนิมิตในกสิณ อารมณ์จิตในขณะที่เราทรงภาพกสิณก็คือ ยิ่งใสยิ่งสว่างจิตยิ่งเอิบอิ่ม จิตยิ่งมีกำลัง จิตยิ่งมีความสุข จิตยิ่งมีความผ่องใส ภาพนิมิตสัมพันธ์จิตใจ ภาพนิมิตสัมพันธ์กับอารมณ์พระกรรมฐาน ภาพนิมิตสัมพันธ์กันกับความเป็นทิพย์ของจิต ยิ่งสว่างยิ่งใส จิตยิ่งมีกำลัง จิตยิ่งมีอำนาจแห่งความเป็นทิพย์ ยิ่งสว่างยิ่งใส  ประคับประคองภาพนิมิตให้ยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น

                  การกำหนดให้ภาพสว่างขึ้นใสขึ้นก็คือ “ การกลั่นจิต ”  ภาษากรรมฐานของครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนก็คือ กลั่นให้จิตยิ่งใสขึ้น เป็นการพัฒนาในการฝึกกสิณให้มีความก้าวหน้า ดวงกสิณขยายใหญ่ขึ้น ใสขึ้น สว่างขึ้น จนไม่มีขีดจำกัดจนไม่มีขอบเขต ดวงกสิณที่เรากำหนดสามารถขยายใหญ่ขึ้นไป  ใหญ่ขึ้นไปจนคลุมบ้านทั้งหมด จนคลุมบ้านเมืองทั้งหมด จนคลุมประเทศไทยทั้งหมด จนกระทั่งดวงแก้วสว่างจากจิตของเรานี้คลุมโลกทั้งหมด คลุมจักรวาลทั้งหมด ขยายใหญ่อย่างไม่มีขอบเขต   กำหนดให้จิตยิ่งสว่างยิ่งใสขึ้น  จากนั้นฝึกย่อภาพนิมิตนั้นให้เล็กลง จากดวงที่ใหญ่คลุมจักรวาลทั้งหมดค่อยๆ เล็กลง  เล็กลงจนกระทั่งเหลือแค่ปลายเข็มหมุด ส่วนที่แหลมเหลือนิดเดียว  เมื่อเล็กเท่ากับปลายเข็มหมุดแล้ว ก็เล็กลงในระดับอะตอม ระดับโมเลกุล เล็กลงไปเรื่อยๆ เล็กลงไปเรื่อยๆจนถึงระดับควอนตัม คือเล็กถึงที่สุด   เป็นส่วนเล็กๆ อยู่ภายในอะตอม เล็กจนกระทั่งมองไม่เห็นแต่เราหยั่งรู้สึกถึงได้ เมื่อเล็กลงไปจนถึงที่สุดลงไปถึงระดับควอนตัม   เราก็กำหนดขยายขึ้นกลับมาเป็นรูปดวงกสิณที่ใหญ่ประมาณเท่ากับกำปั้นเหมือนเป็นปกติ     จากนั้นกำหนดจิตต่อไป   จากดวงแก้วใสที่เราบังคับย่อเล็กขยายใหญ่ได้ดั่งใจ แต่ยังเป็นอุคคหนิมิตก็ยังถือว่ายังไม่เป็นที่สุดของกสิณ  เราก็กำหนดน้อมจิตนึกขึ้นให้ดวงแก้วใสค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นเพชรระยิบระยับ เป็นเพชรระยิบระยับเจียระไนโดยรอบ๓๖๐องศา การเจียระไนละเอียดยิบเล่นแสงระยิบระยับแพรวพราว จนกระทั่งเปล่งแสงออกมาเป็น ๗ สี แสงทั้ง ๗ สีนั้นเป็นรัศมีของจิตแผ่ออกไปสว่างไกลอย่างไม่มีประมาณ   กำลังของจิตกำลังของกายทิพย์ มีความสัมพันธ์กันกับรัศมีกาย ยิ่งมีรัศมีกายสว่างมากเท่าไหร่ กายทิพย์นั้นดวงจิตนั้นก็ถือว่ามีบุญมีบารมี มีกำลังของบุญที่สะสมมากกว่าดวงจิตหรือกายทิพย์ที่มีรัศมีกายสั้นกว่าหรือเศร้าหมองจนไม่มีรัศมีกาย  กำหนดจิตให้ดวงจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตเปล่งประกายแสงสว่างแผ่ออกไปอย่างไม่มีประมาณ  แต่คราวนี้ที่เราเพิ่มในการฝึก  ในการเจริญพระกรรมฐาน แล้วก็เป็นอุบายในการตัดไม่ให้จิตของเรานั้น มีความหลงมีความมานะในฤทธิ์ในเดช   แทนที่เราจะกำหนดว่ารัศมีของจิตรัศมีของกายเราเป็นมานะในความเก่งในบารมี   เราก็น้อมจิตของเราให้อ่อนโยนลง กำหนดน้อมว่ารัศมีจิตของเรามีมากเท่าไหร่ ก็ขอให้เป็นรัศมีแห่งความเมตตา รัศมีจิต รัศมีแสงสว่างของรัศมีกายทิพย์ตลอดเวลาที่ปรากฏ ขอจงปรากฏจากจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยเมตตา  รัศมีจิตแผ่ออกไปเป็นกระแสของเมตตาอัปมาณฌาน  คือเมตตาอันไม่มีประมาณ ทรงสภาวะให้จิตเรานั้นเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง พร้อมกับแผ่กระแสแห่งเมตตาสว่างผ่องใสเต็มกำลัง แผ่ไปยังดวงจิตทั้งหลาย แผ่ไปยังภพภูมิทั้งหลาย ทรงสภาวะที่จิตเรามีกำลังเต็มที่ ทั้งความสว่าง ความผ่องใส ความเป็นประกายพรึก ความเปี่ยมไปด้วยเมตตาไม่มีประมาณ ทรงสภาวะนี้ไว้พร้อมกับกำหนดว่า อารมณ์จิตของเรานั้นรู้ตื่น ตื่นขึ้นสู่จิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร   ตื่นขึ้นสู่ปัญญาที่หยั่งรู้ได้ว่า เราคือจิต เราคือกายทิพย์หรืออทิสมานกาย เราไม่ใช่กายหยาบ เราไม่ใช่ขันธ์ ๕  เราไม่ใช่ร่างกายเนื้อ แต่จิตทุกดวงเพียงแต่มาอาศัยหรือเปลี่ยนรูปไปตามวาระกรรม ไม่ว่าจะเป็นบุญฝ่ายกุศลหรือบาปฝ่ายอกุศล มาปรุงแต่งให้รูปทั้งรูปที่เป็นกายเนื้อ รูปที่เป็นสัตว์ รูปที่เป็นกายทิพย์ในสุคติภูมิ อันได้แก่กายทิพย์ของเทวดา พรหม หรือกายที่เป็นกายทิพย์ของฝ่ายทุคติภูมิ อันคือกายของเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จนถึงสัตว์นรก 

                 จิตของเรานี้หรือแม้แต่จิตทุกดวงล้วนประภัสสร มีธรรมชาติแห่งการรู้ตื่นในความเป็นพุทธะ เพียงแต่บุคคลหรือดวงจิตที่ยังไม่รู้ตื่น ก็ลุ่มหลงไปในโลก ลุ่มหลงไปในกิเลส จิตของเราตอนนี้ประภัสสรเปล่งประกายสว่าง กำหนดน้อมกำหนดรู้กำหนดญาณเครื่องรู้ ผุดรู้ขึ้นในจิตว่า  ” จิตของข้าพเจ้ารู้ตื่นขึ้นสู่จิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร จิต ผ่องใสสว่าง เปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อสรรพสัตว์ เปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อสรรพดวงจิต และจิตของข้าพเจ้าถึงพร้อมความผ่องใส ถึงพร้อมสู่การเข้าถึงโลกุตตรภูมิคือพระนิพพานเป็นที่สุด ”  เมื่อกำหนดรู้ตื่นขึ้นแล้ว เราก็อธิษฐานจิตรำลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ พระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย กำหนดน้อมเอาองค์ปฐมเป็นหลักชัยเป็นพุทธนิมิต กำหนดน้อมนึกถึงสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิสว่างปรากฏขึ้นในจิต ปรากฏขึ้นสว่างใสชัดเจน  จากนั้นอธิษฐานจิตว่า ” ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์เป็นที่สุด ขอเมตตาโปรดยกจิตอทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน ปรากฏสภาวะในกายแห่งพระวิสุทธิเทพ ณ บัดนี้ด้วยเทอญ ”   จริงๆ หัวใจสำคัญของมโนมยิทธิก็คือ การอาราธนาจิตน้อมรำลึกนึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้า ขอบารมีพระพุทธเจ้าสงเคราะห์ เราอยากปรารถนาที่ไปภพใดภูมิใดด้วยกายทิพย์เราก็ขอบารมีพระ เราปรารถนาที่จะรู้ให้ปรากฏญาณเครื่องรู้คือญาณทั้ง ๘ ประการ อาทิเช่น การระลึกชาติก็ดี อนาคตังสญาณก็ดี ปัจจุบันนังสญาณ อดีตังสญาณ ยถากรรมมุตาญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ เราก็ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ให้ผุดขึ้น    ดังนั้นถ้าเราเข้าใจ ทำความเข้าใจในมโนมยิทธิ สรุปรวมโดยย่อก็คือ การที่เรามีจิตเคารพนอบน้อมในพระรัตนตรัย เราเข้าถึงความเป็นทิพย์ของจิต และเรารู้จักที่จะอาราธนาบารมีพระขอให้ท่านสงเคราะห์ โดยที่จิตของเรานั้นสิ้นจากวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัยทั้งปวง เมื่อไหร่ที่เราทำได้แบบนี้ มโนมยิทธิของเราก็มีความคล่องตัวอย่างยิ่ง ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดกายพระวิสุทธิเทพของเรานั้นปรากฏอยู่เบื้องหน้าพระรูปพระโฉมของสมเด็จองค์ปฐม   เราอธิษฐานจิตขอบารมีท่านสงเคราะห์  ขอให้ปรากฏสภาวะแห่งพระนิพพานพร้อมด้วยมหาสมาคม คืออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ เมตตาปรากฏเราอยู่ท่ามกลางทุกท่านทุกๆ พระองค์ แล้วก็น้อมจิตกราบ  น้อมจิตกราบด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ กราบด้วยอารมณ์จิตที่เราน้อมว่าใจเราถึงพระนิพพาน กราบด้วยความน้อมจิตว่าจิตของเรามีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างที่สุด สุดหัวจิตหัวใจได้  ยิ่งความนอบน้อมถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ความนอบน้อมในพระธรรม ความนอบน้อมในครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์ของเรามีมากเท่าไหร่  กระแสญาณ ความเป็นทิพย์ที่เชื่อมโยงกับจิตของเรายิ่งมีความแนบแน่นมั่นคงฉันนั้น   ดังนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งกำลังใจของเราแต่ละบุคคล ถ้าเราจับแก่นจับเคล็ดวิชาทำความเข้าใจในหลักสำคัญได้ เราก็ก้าวหน้าในการปฏิบัติ     ที่ฝึกเมตตาสมาธิกันนั้น ก็จะมีแนวทางในการปฏิบัติที่เสริมเข้ามาเพื่อเป็นอุบายในการปฏิบัติ เพื่อป้องกันเราจาก เมื่อฝึกกรรมฐานไปแล้วถูกมานะทิฐิครอบงำ ถูกมิจฉาทิฐิครอบงำ พอมีฤทธิ์มากก็รู้สึกว่ามีมานะมีความเก่ง อารมณ์จิตเช่นนี้อันที่จริงทุกคนก็ต้องผ่านเป็นปกติ แต่ถ้าเราป้องกันไว้แทนที่เราจะใช้กำลังรัศมีกาย กำลังของบุญเราไปในทางที่ผิด เราก็เปลี่ยนให้รัศมีกายของเราเป็นกระแสเมตตาที่แผ่ออกมาตลอดเวลา  ส่วนเวลาที่เราได้มโนมยิทธิแล้ว  มีญาณเครื่องรู้ต่างๆ มีความเป็นทิพย์ต่างๆ ถึงเวลาเครื่องป้องกันการปฏิบัติของเราไม่ให้เป็นมิจฉาสมาธิ  ให้เราสังเกตดูจิตของเราเอง เวลาที่เราปฏิบัติใหม่ๆ พึ่งได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีความสนุกมีความคึกคะนอง อยากไปที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง อยากไปสวรรค์ชั้นนี้บ้าง  อยากไปป่าหิมพานต์ อยากไปเมืองพญานาค อยากไปเที่ยวดาวโน้นดาวนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ   แต่จำไว้ว่าการฝึกมโนมยิทธินั้นมีการฝึกที่เป็นโลกิย อภิญญา และก็เป็นโลกุตตรอภิญญา ซึ่งอันที่จริงการที่เราจะได้โลกิยอภิญญาหรือโลกุตตรอภิญญานั้น มันขึ้นอยู่กับความตั้งมั่นความตั้งใจของเรา  ถ้าเราตั้งเป้าหมายในการฝึกมโนมยิทธิก็ดี การฝึกกรรมฐาน การฝึกจิตก็ดี เพื่อฤทธิ์เพื่อเดช เพื่อความสามารถ เพื่อความสนุก เพื่อลองของแปลก โอกาสที่จะเฝือ โอกาสที่จะผิด โอกาสที่จะถูกมารครอบงำมันก็มีสูง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราฝึกกรรมฐานฝึกมโนมยิทธิ เราฝึกเพื่อความสิ้นไปของกิเลส คือเราฝึกเราปฏิบัติเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด เมื่อไหร่ที่เราฝึกเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด เมื่อนั้นก็จะกลายเป็นโลกุตตรอภิญญา 

                  ความแตกต่างระหว่างโลกิยอภิญญา กับโลกุตตรอภิญญา ก็คือ โลกิยอภิญญานั้นมีความเสื่อม มีความไม่เที่ยง เมื่อก่อนเคยเก่งมาก คล่องตัวมาก ชัดเจนมาก ละเอียดมาก  แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกกิเลสถูกมารเข้าแทรกเข้าครอบงำ มีความเฝือ ญาณเครื่องรู้ก็มีความผิดเพี้ยนขึ้น พอเริ่มเฝือไปเรื่อยๆ ผิดไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มหลุดออกไปจากทาง  หรือบางทีบางครั้งบางบุคคลก็มีอาการที่จอดับ คือญาณเครื่องรู้มันดับ มันดำมันดับไปเฉยๆ  ส่วนใหญ่เวลาที่เสื่อมเวลาที่เฝือของมโนมยิทธิ  เมื่อไหร่ที่เสื่อม  โอกาสที่จะแก้ โอกาสที่จะดึงกลับ โอกาสที่จะกลับมาชัดเหมือนนั้นจะค่อนข้างยากมาก   จนกว่าจะตั้งกำลังใจใหม่ได้ถูก อันนี้ก็เป็นคำเตือน  ส่วนการที่เราจะปฏิบัติให้เป็นโลกุตตรอภิญญา เราตั้งใจว่าปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน   เมื่อไหร่ที่เราตั้งใจปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ให้สังเกตดูอารมณ์ใจของเรา ถึงกายทิพย์เราไปได้ทุกภพทุกดินแดนทุกภูมิ     แต่จิตมันจะมีความรู้สึกเกิดนิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ จิตเขาจะอยากไปพระนิพพานอย่างเดียว อาจารย์จึงมักจะแนะนำให้ไปพระนิพพานเป็นหลักอย่างเดียว เพื่อที่เราจะได้ฌาน ญาณ สมาธิที่เป็นโลกุตตระ พอโลกุตตรอภิญญาปรากฏ จิตไปพระนิพพานจุดเดียว และการที่เราใช้มโนมยิทธิก็ใช้เพื่อพระนิพพาน คือใช้เพื่อนำพาจิตอทิสมานกายเราขึ้นมาบนพระนิพพานบ่อยๆ  จนกระทั่งจิตเกิดความเคยชิน ทรงฌานอยู่บนพระนิพพาน คือทรงกายอทิสมานกายอยู่บนพระนิพพาน จนกระทั่งเมื่อไหร่ด้วยความเคยชินของจิต ตายเมื่อไหร่เราก็มาพระนิพพาน ที่จริงก็เรียบง่ายชัดเจนแบบนั้น ดังนั้นก็ให้สังเกตอารมณ์ใจของเรา ถ้าเราปรารถนา จิตเราใช้กำลังความเป็นทิพย์มาบนพระนิพพานบ่อยตลอดทุกวัน ทุกครั้ง  นึกถึงพระนิพพานเรียกว่าแทบไม่คลาดในแต่ละวัน ไม่มีวันใดที่ไม่ได้กราบพระพุทธองค์บนพระนิพพาน ไม่มีวันใดที่ไม่ได้ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน  ทำบุญกุศลทุกครั้ง กายเนื้อถวายบนโลกมนุษย์ กายทิพย์ถวายอยู่บนพระนิพพาน  หรือแม้แต่เราทำบุญออนไลน์กดปุ่มจะโอน ระหว่างนั้นเรารู้สึกว่ากายทิพย์ เราถวายของทิพย์ที่เราร่วมบุญด้วยนั้นตรงกับพระพุทธองค์บนพระนิพพาน พอรู้สึกสัมผัสว่า กำลังจะถวายก็กดส่งโอนเงินทำบุญ ถ้าเราทำได้แบบนี้ตลอด  ญาณ ความสามารถกำลังความเป็นทิพย์มโนมยิทธิของเราก็กลายเป็นโลกุตตรอภิญญา     ดังนั้นขอให้เราทุกคนทำความเข้าใจ ยิ่งฝึกซ้ำ ยิ่งทำยิ่งปฏิบัติซ้ำบ่อยมากเท่าไหร่ ความชำนาญเชี่ยวชาญวสีก็ปรากฏ  จำไว้ว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านดำรงธาตุขันธ์อยู่นั้น  ท่านไม่ได้พิจารณาธรรมครั้งเดียวกลายเป็นพระอรหันต์   ท่านพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นปีเป็นสิบปี  ทำเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เจริญจิตพิจารณาเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนครั้งถึงจะสิ้นอาสวะกิเลส   ของเรานี้ถือว่าปฏิบัติอย่างสบายอย่างยิ่ง ง่ายอย่างยิ่ง พูดถึงความลำบากทางขันธ์ ๕ ทางร่างกาย   ครูบาอาจารย์ท่านพากเพียรหนักกว่าเรา เราปฏิบัติเท่านี้สบายๆ  ทำตอนไหนก็ได้ก็ถือว่าสบายมาก    ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คืออย่าละความเพียร ให้จิตของเราตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพานเป็นปกติ ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดทรงสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน อธิษฐานจิตขอปักจิตตั้งกำลังใจว่า ” ชาตินี้จงเป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาธรรม ”  คือเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ปฏิบัติธรรมเพื่อพระนิพพาน เพื่อบูชาคุณความเหนื่อยยากของพระพุทธเจ้า  ความเหนื่อยยากของครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ในการพากเพียรตัดจนสิ้นอาสวะกิเลสและนำธรรมะมาสอนมาโปรดลูกศิษย์ทั้งหลาย มวลหมู่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นขอให้จิตข้าพเจ้านี้ได้สมปรารถนาดังพุทธปณิธานที่พระพุทธองค์  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงมี คือรื้อขนมวลหมู่เวไนยสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพาน   เราก็ตั้งใจเป็นเด็กดีเป็นคนดีเข้าพระนิพพาน ตามที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธประสงค์ให้เราทั้งหลายสิ้นจากความทุกข์ พ้นจากความทุกข์ สิ้นจากสรรพกิเลสทั้งปวง  กำหนดน้อมให้กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่างขึ้นใสขึ้นชัดขึ้น กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่าง  อารมณ์จิตทรงเป็นอารมณ์พระนิพพาน อารมณ์จิตที่ไม่ยินดีไม่ปรารถนาในภพใดภูมิใดสิ้นภพจบชาติ   ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพที่ชัดเจนสว่างนี้ไว้  พิจารณาว่าธรรมทั้งหลายใน ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น รวมอยู่จุดเดียวคือ การตัดกายร่างกายขันธ์ ๕    ธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น รวมอยู่จุดเดียวก็คือพระนิพพาน คือความสิ้นซึ่งอาสวะกิเลสทั้งปวง เราน้อมว่าตอนนี้กายทิพย์ของเราอยู่บนพระนิพพานแล้ว จิตเราเข้าหยั่งเข้าสู่อารมณ์แห่งอรหันตผลแม้เพียงชั่วคราว คือในชั่วขณะที่เราทรงจิตอยู่บนพระนิพพาน  แต่จิตของเราก็มีความสะอาดบริสุทธิ์ เมื่อจิตเราทรงความสะอาดบริสุทธิ์สิ้นกิเลสบ่อยครั้งขึ้น ยาวนานขึ้น กิเลสมันก็ค่อยๆ จาง ค่อยๆหาย ค่อยๆ เหือดลงไปจากจิตของเรา ความโกรธในจิตของเราก็ค่อยๆ เบาลง จนเหลือเพียงแค่ปฏิฆะมีความหงุดหงิดบ้าง ความหลงในร่างกายก็เบาลง จากเมื่อก่อนพูดถึงความตายไม่ได้ ใครด่าร่างกายขันธ์ ๕ เราไม่ได้  พอถึงตอนนี้พอมันเบาบางลง เราก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่าเราต้องตาย   ยอมรับว่าเราต้องแก่ ยอมรับว่าเราต้องเจ็บป่วยไม่สบาย มีความตายไปในที่สุด แต่สิ่งสำคัญก็คือตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพาน  พิจารณามรณานุสติควบกับนิพพานสมาธิ คือพูดกำหนดน้อมจิตคิดไว้เสมอว่า ตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพานเพียงจุดเดียวเท่านั้น   

                  จากนั้นเราก็พิจารณาดูต่อไปอีกว่า พอความหลงมันเริ่มเบาลง จางลง ความโกรธมันเริ่มบรรเทาเบาบาง ไม่มีอารมณ์โกรธรุนแรง  ไม่มีความอาฆาตแค้นพยาบาทผูกเวรจองเวรจองกรรมไม่มี  คราวนี้ก็พิจารณาว่าไอ้ตัวอยากตัวโลภมันก็เบาลง ความอยากเอาแค่ในขณะที่เรามีชีวิต อะไรที่เราอยากแต่มันเป็นการเบียดเบียน เป็นการผิดศีล เราก็ไม่เอา ไม่ละโมบโลภมากจนเกินพอดี  อันนี้ในความเป็นมนุษย์  คราวนี้ความโลภความอยาก คือความอยากในทิพยสมบัติ อยากเป็นเทวดา อยากเป็นพรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้ความโลภก็คือความอยาก ความอยากเกิดมันไม่มี เมื่อไหร่ที่ความอยากเกิดมันไม่มี ก็แปลว่าไอ้ตัวโลภมันเบาลงมันจางลงมา ดังนั้นบางทีเราปฏิบัติแต่เราลืมพิจารณาดู อันที่จริงเราปฏิบัติมาถึงจุดนี้  ความรักความโลภความโกรธความหลงมันเบาลงไปมากกว่าคนทั่วไปมาก   ก็ให้เรากำหนดรู้และค่อยๆ ปฏิบัติจนเข้าถึงความสงบระงับจากกิเลสที่มันค่อยๆ ละเอียดลงไป   ทรงสภาวะอารมณ์จิตบนพระนิพพานไว้  พิจารณาดูจิตของเราเองว่า จิตของเราเป็นไปอย่างที่อธิบายมั้ย ความโกรธมันเบาลงมั้ย ความหลงในชีวิตหลงในกายมันเบาลงมั้ย ความอยากคือความโลภมันเบาลงมั้ย กำหนดพิจารณาแล้วก็ให้จิตเราเกิดความยินดีในธรรมที่เจริญแล้วในจิตของเรานี้  ยินดีในธรรมที่เจริญยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต   ให้จิตเรายินดีในธรรม สิ่งใดที่เรายังผ่านไม่ได้ ยังสอบไม่ได้ ก็พยายามที่จะไม่ให้ใจเราไปเศร้าหมองเสียกำลังใจกับเวลาที่เราผ่านไม่ได้   ให้เรามาพิจารณาในสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราปฏิบัติแล้วก้าวหน้าขึ้น สิ่งที่ทำให้เมื่อพิจารณาแล้วจิตเกิดกำลังใจ เมื่อไหร่ที่เรามีกำลังใจ เราก็จะก้าวเดินในธรรมได้อย่างก้าวหน้า เมื่อไหร่ที่เราท้อใจ มันก็จะทำให้เราหยุดเดินในธรรม ดังนั้นให้เราพิจารณาในสิ่งที่ทำให้เราเกิดกำลังใจ ความภูมิใจที่จะเดินในธรรมต่อไป ธรรมที่เจริญแล้วดีแล้ว เราพิจารณามาเป็นกำลังใจของเรา  เอาแค่สิ่งสำคัญคือความเพียรที่เราขยันปฏิบัติสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด  อันนี้ก็ถือว่าเป็นความเพียรที่เราควรจะต้องภูมิใจ คนที่อารมณ์จิตเขาไม่แนบ คนที่เขาไม่มีปัญญาเข้าใจคุณประโยชน์ของการเจริญพระกรรมฐาน  เขามาลองดูแล้วก็เลิกปฏิบัติ แต่คนที่เขามีปัญญาในธรรม มีบารมีเริ่มเป็นปรมัตถ์ คนที่มาปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน หรือเอาง่ายๆคนที่เริ่มมาปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน  พระท่านก็สอนบอกว่าถือว่าบารมีเริ่มเป็นปรมัตถ์แล้ว   แต่ปรมัตถ์นั้นก็ยังมีความสั้นความยาวว่ายังจะต้องบำเพ็ญต่อไปอีกกี่ชาติ  แต่ถ้าเมื่อไหร่เราตั้งใจว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายได้มั่นคงเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด ก็เป็นไปตามที่จิตของเรามีกำลังใจตามนั้น   ก็คือชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของเรา   แต่ถ้าเราลังเลมันก็ตามนั้นก็อาจจะต้องทอดเวลาไปอีกหลายชาติ   ดังนั้นบารมีนั้นก็คือกำลังใจ  การปฏิบัติธรรม อุบายในการปฏิบัติคือเมื่อไหร่ที่เราสะสมเพาะบ่มตบะบารมีกำลังใจได้มากพอ เราก็ยิ่งใกล้พระนิพพาน  กำลังบุญสะสม ทาน ศีล ภาวนามากพอก็ยิ่งใกล้พระนิพพาน ขยันปฏิบัติสม่ำเสมอ มีความเพียรก็ยิ่งใกล้พระนิพพาน  จริงๆก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา  พิจารณาได้เพียงแต่ว่าเราเห็นคุณค่าของการปฏิบัติมากแค่ไหน ให้เวลากับการปฏิบัติมากแค่ไหน ถ้าจะปฏิบัติให้เร็วให้ง่ายที่สุดก็คือ ไม่ต้องไปตั้งท่ามาก กำหนดจิตนึกถึงพระกราบพระก็ยกจิตขึ้นไปเลย ยิ่งปฏิบัติโดยไม่ตั้งท่ามาก ยิ่งไม่มีข้ออ้างในการปฏิบัติ   ดังนั้นขอให้เราทุกคนนั้นทรงอารมณ์ใจผ่องใสที่สุด อธิษฐานจิตตามกำลังใจ ตามกำลังบุญ ตามกำลังบารมีของเรา คนไหนที่ตั้งใจไปพระนิพพานชาตินี้ ก็อธิษฐานปักจิตให้มีความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ทรงสภาวะให้มั่นคงเด็ดเดี่ยว อธิษฐานตรงต่อสมเด็จองค์ปฐมท่ามกลางมหาสมาคม คือมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์เป็นพยาน    

                เรื่องการปฏิบัติสำคัญก็คือ ครูบาอาจารย์ท่านก็เตือนว่า  คนไหนที่อธิษฐานเพื่อพระนิพพานแล้วก็ต้องทำให้สมกับที่อธิษฐานไว้  ทำให้สมกับอธิษฐานไว้ก็คือ เอาง่ายที่สุดไม่หนัก *** ตั้งใจเลยว่าถ้าไปนิพพานชาตินี้ ทุกวันเราจะขึ้นมากราบพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานทั้งเช้าและก่อนนอนเป็นอย่างน้อย ทำบุญทุกครั้งนึกถึงพระพุทธเจ้า ถวายตรงกับพระพุทธเจ้าทุกครั้ง   หากมีสิ่งใดกระทบแล้วสติทันก็พิจารณาให้เป็นธรรมะให้ได้ทั้งหมด  ในกฎไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พิจารณาเสมอในกฎของกรรมไว้เสมอ ไม่ว่าจะมีเรื่องราวสิ่งใดเกิดขึ้น คนนั้นตายคนนี้ตาย มันก็เป็นเรื่องกฎของกรรมเป็นธรรมดา พิจารณาเสมอว่าตัวเรานั้นมีความตายไปในที่สุด ไม่ประมาทความตาย พิจารณาให้ได้เป็นธรรมดาเป็นปกติ  ทำได้มากเท่าไหร่สม่ำเสมอได้มากเท่าไหร่  นั่นก็คือเราทำสมภูมิที่เราอธิษฐานจะไปพระนิพพานชาตินี้    สำหรับวันนี้ก็ให้เราตั้งจิตอธิษฐานให้กายทิพย์ของเราสว่างผ่องใสท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน อธิษฐานจิตขอน้อมอาราธนากระแสบุญบารมีกำลังบุญแห่งพระนิพพานทั้งหลาย รวมลงเป็นกำลังบุญใหญ่เมตตาเอ็นดูต่อมวลหมู่เวไนยสัตว์   น้อมเป็นกระแสเมตตาจากพระนิพพาน เป็นกำลังบุญแผ่ลงมายัง ๓ ภพภูมิ อันได้แก่ ภพของอรูปพรหมทั้ง ๔   พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น ภพแห่งอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น  ภพของรุกขเทวดา ภุมเทวดา ทั้งทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล  แผ่เมตตาให้กับภพกลางคือภพของมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ กายหยาบกายเนื้อทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อไปยังภพของโอปาปติกะสัมภเวสี ดวงจิตดวงวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย บรรดาดวงจิตในมิติทับซ้อน เมืองบัดบดลับแลทั้งหลาย  แผ่เมตตาให้กับภพของดวงจิตที่เป็นเปรต เป็นอสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่อยู่ในนรกภูมิทุกขุม  กำหนดน้อมจิตแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณทั้ง ๓ ภพภูมิ ขอบุญกุศลจงปรากฏ เมตตาจงปรากฏ ท่านที่เป็นสุขก็ขอให้เป็นสุขยิ่งขึ้นไป  ท่านที่เป็นทุกข์ก็ขอให้พ้นจากความทุกข์ คลายจากความทุกข์ คลายจากความเร่าร้อน ขอทิพยสมบัติบุญทั้งหลายที่ท่านพึงโมทนาได้ เปลี่ยนภพภูมิ ปรับภพภูมิได้ ก็ขอให้กระแสบุญจากพระนิพพานที่ข้าพเจ้าน้อมลงมานั้น ปรับภพปรับภูมิให้ท่านทั้งหลายได้อนุโมทนาบุญ ปรับภพภูมิสู่ภพภูมิที่เป็นสุขด้วยเถิด    เมื่อแผ่เมตตาต่อมวลหมู่เวไนยสัตว์แล้ว ต่อไปเราก็ค่อยๆ อาราธนาบารมีพระอธิษฐานคลุมโลกใบนี้ ขอให้ดับความเร่าร้อน ดับศึกสงคราม ดับความวุ่นวาย ขอให้โลกนี้จงมีสันติสุขความอุดมสมบูรณ์ สันติสุขร่มเย็น สลายเบาบางศึกสงคราม ภัยพิบัติทั้งปวง  แผ่เมตตาคลุมลงมายังประเทศไทยทั้งหมด ขอกำลังบุญให้คนดีขึ้นมาปกครองบ้านเมือง  ขอแผ่นดินไทยจงปลอดภัยจากศึกสงคราม ทุกข์ภัยพิบัติทั้งหลาย  น้อมบุญกุศลลงมาอธิษฐานขอบุญจากพระนิพพานครอบคลุมคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนา พุทธอาณาจักรทั้งหลาย วัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรม พุทธบริษัท๔   ขอจงมีสัมมาทิฐิ ขอจงมีทาน ศีล ภาวนาที่ถึงพร้อม  ขอกระแสโลกุตตรธรรมจงน้อมรวมลงสู่จิตทุกดวง ขอกำลังพุทธานุภาพจงมาสถิตรักษาในพระพุทธรูปทุกพระองค์ พระธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระบรมธาตุทั้งหลาย วัตถุมงคลทั้งหลาย ขอจงมีพุทธานุภาพสลายล้างมิจฉาทิฐิ  กระแสที่เป็นมาร เป็นลบ ของที่เป็นคุณไสยจงสลายตัวให้หมด มีแต่กำลังบุญ กำลังพุทธานุภาพคุ้มครองรักษา  

               จากนั้นอธิษฐานจิตขอกำลังบุญคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอกำลังบุญจากพระนิพพานครอบคลุมคุ้มครองพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร รักษาเทวดาที่คุ้มครองพระชนมวารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง  น้อมบุญกุศลลงมายังพระสยามเทวาธิราช ขอจงเกิดบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์เต็มกำลัง ขอน้อมบุญลงมายังพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ น้อมบุญกุศลลงมา  น้อมถวายแด่ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ บรรพบุรุษไทยที่พิทักษ์รักษาชาติแผ่นดินทุกท่าน  ขอจงมีบุญมีกุศลคุ้มครองชาติบ้านเมืองเต็มกำลัง  ขอน้อมบุญกุศลน้อมถวายยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้า เทพพรหมเทวาทั้งหลายทุกท่านทุกๆพระองค์  พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทางที่บ้านเคหสถาน ขอท่านทั้งหลายมีกำลังบุญคุ้มครองข้าพเจ้าเต็มกำลังด้วยเทอญ  ร่วมบุญกับข้าพเจ้าทุกครั้ง ขอบุญกุศลทั้งหลายน้อมส่งถึงเทวดา พรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านท้าวสหัมบดีพรหม พระอินทร์ ท่านปู่ ท่านย่า ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านอินทกะทั้งหลาย รวมไปจนถึงท่านพระยายมราช  นายนริยบาลทั้งปวง ขอได้โมทนามีส่วนร่วมในบุญกุศลทั้งทานคือมหาสังฆทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาพรหมวิหาร ๔  ตลอดรวมไปจนถึงบุญจากการเจริญพระกรรมฐาน  การปฏิบัติจิตเพื่อพระนิพพาน ขอทานศีลภาวนานี้บูชาคุณเทพพรหมเทวาที่ท่านปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าทุกท่านทุกพระองค์ด้วยเถิด    ให้ข้าพเจ้ามีแต่ความสุขความเจริญในระหว่างที่มีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ขอให้มีความคล่องตัว มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ มีบารมี มีความสุข มีความเจริญ ตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพาน 

                จากนั้นเมื่อเราอาราธนาบารมีแล้ว ใช้กำลังบุญกำลังสมาธิช่วยเหลือชาติบ้านเมืองด้วยความเป็นทิพย์ของจิตแล้ว  เราก็ถึงเวลาอันสมควรกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน กราบลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  เมื่อกราบลาแล้วก็พุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ อธิษฐานจิตขอกำลังบุญจากพระนิพพานคลุมฟอกชำระล้างธาตุขันธ์กายเนื้อกายหยาบข้าพเจ้า โรคภัยไข้เจ็บจงสลายตัว ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใสสะอาดบริสุทธิ์   โครงกระดูกทั่วร่างกาย เส้นเอ็น หลอดเลือดทั่วร่างกาย จงสะอาดใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์  เซลล์ทุกเซลล์ร่างกายทุกส่วน อาการทั้ง๓๒  อวัยวะภายในทั้งหมดทั่วร่างกาย จงสะอาดผ่องใสเป็นเพชร เกล็ดเลือดทั่วร่างกายจงเป็นแก้วเป็นเพชร  ธาตุธรรมฟอกชำระล้างเซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก ซีสต์ เซลล์ที่ผิดปกติจงสลายตัวลง จงลดขนาดลง จงหลุดออกไปจากร่างกาย  พยาธิสภาพทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บท่านหลายขอจงสลายออกไปจากร่างกายนี้ ด้วยกำลังของบุญและพระกรรมฐาน  ถ้าบุญกรรมฐานมีกำลังเกินอำนาจกฎของกรรมสามารถคลายได้ ก็ขอจงสลายออกไปให้หมด ด้วยกำลังของบุญด้วยกำลังของพระกรรมฐาน โรคภัยไข้เจ็บจงสลายตัว  ร่างกายนี้จงหล่อเลี้ยงด้วยความเป็นทิพย์  ร่างกายนี้จงหล่อเลี้ยงด้วยกำลังของบุญ  อายุขัยนี้จงปรากฏว่ามีกำลังแห่งบุญกุศลคอยหล่อเลี้ยงชีวิต  ชีวิตนี้ขอกำลังบุญส่งเสริมให้มีแต่ความคล่องตัว  จากนั้นกำหนดจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรทั้ง ๗๔ ท่านที่มาเจริญพระกรรมฐานร่วมกัน  และท่านทั้งหลายที่มาเจริญพระกรรมฐานฟังต่อ ปฏิบัติต่อในภายหลัง ก็ขอให้ได้บุญได้กุศลครบถ้วนทุกประการร่วมกันทั้งหมด   จากนั้นจึงกำหนดค่อยๆ ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิด้วยความสงบราบรื่น หายใจเข้าช้าลึกยาว หายใจเข้า “พุท” ออก “โธ” หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ 2 “ธัมโม” หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ 3 “สังโฆ” จิตผ่องใสเป็นเพชร จิตของเราภายในเห็นเป็นดอกบัวแก้วที่สว่างบาน จิตเอิบอิ่มผ่องใสสว่าง บรรยากาศรอบกายเรามีแต่ความเป็นทิพย์พร่างพรายรายรอบ กำลังบุญรักษาคุ้มครองตลอดเมื่อออกจากสมาธิแล้ว 

                เรื่องแจ้งให้ทราบ วันนี้หมู่คณะพวกเราได้ร่วมทำบุญถวายมหาสังฆทานที่บ้านสายลม เป็นจำนวนปัจจัยทั้งหมด ๓๒๕๒๐ บาท ถวายมหาสังฆทานทั้งหมด ๑๖ ชุด แล้วก็มีเจ้าภาพที่ถวายผ้าไตรใหญ่ ไตรครอง ถวายพวงมาลัย อันนี้ก็เป็นบุญเป็นกุศลที่เราได้ทำร่วมกันเป็นปกติ  ก็ให้เราทุกคนตั้งจิตโมทนาได้อานิสงส์เต็มทุกอย่างทุกประการ  จะทำมากทำน้อยก็ให้บุญนั้นปรากฏขึ้น  นอกจากนี้ยังมีหลายท่านที่ร่วมสวดคาถาเงินล้าน มีผู้ได้รางวัลแต่ยังไม่ติดต่อมา ท่านใดที่ตั้งใจสวดจนกระทั่งได้รางวัลที่ ๑  ที่ ๒  ที่ ๓  ช่วยติดต่อมาที่อาจารย์ด้วยจะได้มอบของขวัญรางวัลให้ กิจกรรมสวดคาถาเงินล้านสวดรวมกันได้ ๒๐๐๐๐๐ กว่าจบแล้ว ก็โมทนาบุญที่หลายคนสวดแล้วเกิดผล มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น หรือบางคนก็ได้งานได้โอกาสพิเศษหลายๆอย่าง หลายๆคนที่สวดก็ผ่านอุปสรรคไปได้  ก็ขอให้เราทุกคนตั้งกำลังใจสวดต่อไปเรื่อยๆ คือมีความสม่ำเสมอ สำหรับวันนี้ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี 

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้