เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568
เรื่อง วิปัสสนาญาณนิพพานเพื่อความเจริญในธรรม
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วร่างกาย กำหนดรู้ความรู้สึกผ่อนคลายปล่อยวาง ทำความรู้สึกผ่อนคลายร่างกาย กล้ามเนื้อทุกส่วน ยิ่งผ่อนคลายยิ่งปล่อยวาง ยิ่งปล่อยวางยิ่งสงบเบา ผ่อนคลายปล่อยวางผัสสะ ความรู้สึก ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับขันธ์ 5 ร่างกาย ยิ่งสงบระงับปล่อยวางจากร่างกายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าถึงความสุข ความสงบแยกรูปแยกนาม แยกกายแยกจิต สงบ ปล่อยวาง ทรงสภาวะในความรู้สึกตัดร่างกายและปล่อยวาง ทรงความรู้สึกที่สงบเบา วางร่างกาย วางขันธ์ 5 วางกายสังขารนี้สู่จิตที่มีความสงบ สงบเบา
จากนั้นจึงมากำหนดรู้กับลมหายใจ เมื่อเราปล่อยวางกายแล้วจิตสงบลง ลมหายใจเราก็พลอยสงบลงตามไปด้วย จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกายของเรา รู้ในลมตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลมนั้น กำหนดรู้ในความเชื่อมโยง ลมปราณสัมพันธ์จิตใจ ลมหายใจยิ่งละเอียดอ่อนยิ่งสงบ จิตเราเข้าถึงความสงบเบาสบาย ลมหายใจยิ่งละเอียดสงบ จิตยิ่งเข้าถึงฌาน คือระดับของสมาธิที่สูงขึ้นไป ลมหายใจเป็นเหมือนกับมาตรวัดระดับของฌานสมาธิ กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจที่ละเอียด เบาสงบ จดจ่อซึมซับความรู้สึก ความสุขของความสงบ ลมหายใจยิ่งละเอียดจิตยิ่งสงบ จิตยิ่งสงบใจเรายิ่งเป็นสุข เมื่อจิตเราชินอยู่กับความสงบ ชินกับความสุข จิตก็ไม่อยากจะไปเสวยอารมณ์ที่เป็นความวุ่นวาย ความเร่าร้อน จิตก็มีความฉันทะความพึงพอใจกับความสงบร่มเย็น จากความวุ่นวายของโลก จิตก็ค่อยๆ ห่างจากกิเลส จืดจากกิเลส เบาบางจากกิเลสลง
สมถะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับวิปัสสนาญาณวิปัสสนาญาณส่งเสริมสมถะ
กำหนดใช้ปัญญาพิจารณาควบคู่และรู้จักที่จะใช้กำลังของฌานสมาบัติ ฌานสมาธิมาเป็นเครื่องหนุนนำ มาเป็นกำลังในการตัดกิเลส เราปฏิบัติธรรมโดยมีความชัดเจนในเป้าหมายของการปฏิบัติ เราปฏิบัติธรรมเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง การที่เราได้ฌาน ได้อภิญญาสมาบัติ เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้จากการปฏิบัติ แต่เป้าหมายสูงสุดของเราให้เราชัดเจนในตัวเรา ว่าเราปฏิบัติเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เดินตามรอยครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นที่สุด
เมื่อไหร่ที่เราปฏิบัติโดยตั้งเป้าหมายใช้กำลังอภิญญาสมาบัติ กำลังมโนยิธิเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง มโนมยิทธิก็จะไม่กลายเป็นญาณที่เฝือ หรือกลายเป็นอภิญญาที่เป็นโลกิยอภิญญา แต่กลายเป็นโลกุตตอภิญญา
ดังนั้นเราชัดเจนในตัวเราเอง พึงเตือนจิตของเราไว้เสมอในเรื่องนี้เป็นปกติ ทรงอารมณ์ความผ่องใสปล่อยวาง น้อมจิตให้มีความยินดีในความสงบ น้อมจิตของเราให้ยินดีกับการตัดร่างกายขันธ์ 5 เห็นตามสภาวะความเป็นจริง ตามกฎพระไตรลักษณ์ เห็นทั้งร่างกายในสภาวะที่เป็นรังของโลก มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีความความเสื่อมอยู่กับทุกอวัยวะทุกส่วน เป็นปกติเป็นเรื่องธรรมดา เห็นกายนี้ในสภาวะของความเป็นธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
สิ่งที่มีลักษณะแข็งก็คือธาตุดิน สิ่งที่มีลักษณะเป็นของเหลว ก็คือธาตุน้ำ
สิ่งที่มีลักษณะเป็นการพัดพาก็คือธาตุลม สิ่งที่มีความร้อนมีอาการของการเผาผลาญก็คือธาตุไฟ
ซึ่งธาตุทั้ง 4 นั้น มาประชุมรวมตัวเป็นกายสังขาร กลายเป็นขันธ์ 5 นี้ และจิตของเรานั้นเข้ามาครองในขันธ์ 5 เราไม่ใช่เจ้าของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา ร่างกายขันธ์ 5 เป็นเพียงธาตุ 4 ของโลก เป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของโลกใบนี้ เมื่อเราตายไปจากขันธ์ 5 ร่างกายนี้ภายในที่สุด ธาตุทั้ง 4 ก็กลับคืนสู่โลกนี้ ดินก็กลับคืนสู่ธาตุดิน น้ำก็กลับคืนสู่ธาตุน้ำ ลมก็กลับคืนสู่ธาตุลม ไฟก็กลับคืนสู่ธาตุไฟ
พิจารณาให้เห็นว่าขันธ์ 5 ร่างกายนี้ไร้แก่นสาร พิจารณาเห็นขันธ์ 5ร่างกายนี้ในสภาวะ สถานะ ของความแปรปรวนความเสื่อม เห็นขันธ์ 5 ร่างกายนี้ ในสภาวะในความเป็นรังของโลก เห็นขันธ์ 5 ร่างกายนี้ในสภาวะของสิ่งที่เป็นปฏิกูลคือเป็นของโสโครก มีอุจจาระ ปัสสาวะ มีเมือกคราบใคล มีความสกปรกออกจากทวารทั้ง 5 ทุกส่วน กำหนดน้อมจิตปล่อยวางจากร่างกาย น้อมจิตพิจารณาให้เห็นขันธ์ 5 ร่างกายตามความเป็นจริง
จากนั้นเมื่อเราปล่อยวางจากกายขันธ์ 5 ทรงอารมณ์ในอารมณ์สบายในอานาปานสติ ลำดับต่อไปเราก็เจริญกำลังสมาธิสมถะในกสินจิต กำหนดน้อมเต็มกำลัง เดินจิต เห็นจิตกลายเป็นดวงแก้วสว่างเป็นเพชรประกายพรึกทันที ไม่ต้องตั้งท่าเป็นอุคหนิมิต ทรงสภาวะให้เห็นจิตเป็นเพชรประกายพรึก เป็นเพชรประภัสสร มีประกายระยิบระยับ มีเส้นแสงรัศมีสว่าง สว่างและมีขนาดใหญ่เต็มกำลัง ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรนี้ไว้ เดินจิตให้เกิดวสีในการทรงอารมณ์ทรงสภาวะ ในขณะที่จิตเปล่งประกายมีรัศมีความสว่าง ก็กำหนดน้อมควบให้อารมณ์จิตแผ่กระแสรัศมีของความสว่างของจิต เป็นคลื่นกระแสของเมตตา กระแสเมตตากระจายสว่าง อารมณ์จิตผ่องใส จิตแผ่เมตตาสว่างออกไปอย่างไม่มีประมาณ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ ปรารถนาดีต่อทุกดวงจิตในสังสารวัฏ แผ่กระแสแห่งบุญกุศล ความสุข ความผ่องใสความปรารถนาให้ทุกดวงจิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปรารถนาให้ทุกดวงจิตเสวยผลแห่งบุญกุศล จิตอยู่ในความผ่องใสในความสุข ในฝ่ายแห่งกุศล ในฝ่ายแห่งสัมมาทิฏฐิ แผ่เมตตาสว่าง คลื่นกระแสจิตของเราที่เป็นกระแสแห่งกุศลความผ่องใส ความเมตตา คลื่นจิตเราเป็นอย่างไร คลื่นเราเป็นบุญก็ดึงดูดให้เทวดาที่ท่านมีบุญกุศล พรหมที่ท่านเจริญเมตตาพรหมวิหาร 4 กระแสแห่งสัมมาทิฏฐิก็ดึงดูดส่งเสริมซึ่งกันและกัน ท่านก็มาคุ้มครองจิตของเรา คุ้มครองกายของเราคุ้มครองวาจาของเรา
กำหนดน้อมจิตให้เชื่อมกระแสกับเทพพรหมเทวา พระโพธิสัตว์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อมกระแสกับครูบาอาจารย์ พระอริเจ้า พระอริยสงฆ์ พระสุปฏิปันโน พระโพธิสัตว์ จิตเราน้อมเชื่อมบุญถึงทุกท่านทุกๆ พระองค์ ขอให้จิตของข้าพเจ้านี้อยู่ในกระแสแห่งมรรคผลพระนิพพาน อยู่ในกระแสแห่งโลกุตตรธรรม ขอไม่ให้ฟั้นเฝือ บิดเบือน หลุดออกไปเป็นจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือจิตที่เป็นอกุศลจิต ขอจิตของข้าพเจ้านี้มีแต่บุญกุศล ความผ่องใส ความสว่าง ความรัก ความปรารถนาดี เมตตาพรหมวิหาร 4 และจิตที่สะอาดปราศจากอาสวกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ทั้งปวง ปราศจากสังโยชน์10 อันเป็นเครื่องรักร้อยรัดจิตไว้กับวัฏสงสาร ขอจิตข้าพเจ้ามีความผ่องใสจนถึงที่สุด คือวิมุตติจิต วิมุตติญาณทัศนะจงปรากฏรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวงด้วยเทอญ กำหนดให้จิตเรายิ่งเปล่งประกายผ่องใสขึ้นไปอีก สว่างขึ้นไปอีก กลั่นจิตของเราให้เป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับ สว่างยิ่งขึ้นไปอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ
จากนั้นจึงน้อมจิตรำลึกนึกถึงว่าความผ่องใสของจิตนี้ ข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาคุณพระรัตนตรัย กำหนดน้อมจิตทรงอารมณ์ ทรงภาพพระ ขอองค์พระปรากฏเป็นพุทธนิมิต สมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลกสว่าง กระแสแห่งพุทธานุภาพมาสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธนิมิต สมเด็จองค์ปฐมทรงเสด็จมาปรากฏประทับอยู่ในจิตของข้าพเจ้า ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะความนอกนอบน้อม ความเคารพเชื่อมกระแส เชื่อมจิต จิตถึงพระรัตนตรัย จิตถึงสมเด็จองค์ปฐม จิตถึงพระพุทธองค์ จิตถึงพระนิพพาน ความลังเลสงสัยทั้งหลายไม่มีในจิตของเรา เราปฏิบัติเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด ดังนั้นจิตของเราเชื่อมถึงพระนิพพาน เมื่อเชื่อมถึงพระนิพพานจิตของเราก็เชื่อมถึงพระพุทธองค์ เชื่อมถึงพระปัจจกพุทธเจ้า เชื่อมถึงพระอรหันต์พระขีณาสพทั้งหลายที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ไม่ว่าท่านองค์ใดจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าในอดีตกาลผ่านล่วงมาแล้ว จำนวนมากมายเท่าไหร่ก็ตาม จิตเราถึงทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ กระแสของทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ เมตตาสงเคราะห์ถึงข้าพเจ้า
จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน ขอบารมีพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ เมตตาสงเคราะห์ให้จิตข้าพเจ้าจงปรากฏสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ปรากฏขึ้นบนพระนิพพาน อยู่เบื้องหน้าทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ มีสมเด็จอปฐมเมตตาทรงเป็นประธาน ท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพานนี้
จากนั้นเรากำหนดน้อมจิต บรรจงกราบเบญจางคประดิษฐ์ กราบทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ด้วยความนอบน้อม กราบให้ถึงด้วยจิต กราบให้ถึงด้วยศรัทธา กราบให้ถึงด้วยปัญญา กราบให้ถึงด้วยสภาวะจิตที่วิมุตติและยินดีอยู่กับพระนิพพาน น้อมจิตกราบ กายพระวิสุทธิเทพเอิบอิ่ม กายพระวิสุทธิเทพผ่องใสขึ้นสว่างขึ้น กำหนดเมื่อเรากราบเสร็จแล้ว ก็มาพิจารณากาย คือ กายพระวิสุทธิเทพ การพิจารณาในกายพระวิสุทธิเทพนี้เพื่อเป็นการย้ำตัดขันธ์ 5 ร่างกาย เพื่อให้จิตเราจดจำและกำหนดรำลึกรู้ว่าเราไม่ใช่ขันธ์ 5 ร่างกาย ที่เป็นกายหยาบ กายเนื้อเราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราคือจิตอาทิสมานกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเราปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลพระนิพพาน
ดังนั้น จิต กายทิพย์นั้น จะปรากฏตามสภาวะอารมณ์ ตามสภาวะของจิต เมื่อจิตเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ก็หมายความว่าในขณะจิตที่กายเราทรงตัวในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพนั้น จิตเราเข้าถึงอารมณ์แห่งพระอรหันตผลชั่วคราว จิตสะอาดจากกิเลส จิตสะอาดจากความรัก โลภ โกรธ หลง จิตปลดเปลื้องตัดสังโยชน์ทั้ง 10 จิตมีความยินดีในพระนิพพาน เราพิจารณาดูสภาวะของกายพระวิสุทธิเทพของเราเองแต่ละบุคคล ตอนนี้ไม่มีเพศ เป็นแก้วใสสว่าง ใสสว่างลึกอย่างยิ่ง มีรัศมีสว่าง แสงสว่างจากภายในกายอย่างยิ่ง มีเครื่องประดับ คือ ชฎา มงกุฎ อุนาโลม เครื่องทรง เสื้อที่เป็นเพชร เป็นแก้ว มีอินทรธนู หน้าอกมีอุบะที่เป็นแก้วเป็นเพชรมณีโชติปรากฏอยู่ตรงกลางอก ต้นแขนก็มีกำไรแขนที่เป็นแก้วเป็นเพชร ข้อมือก็มีธารพระกรมีกำไรข้อมือที่เป็นแก้วเป็นเพชร นิ้วก็มีแหวนทั้ง 10 นิ้ว
เรากำหนดรู้ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพและก็น้อมจิตพิจารณาดูว่า เรามีความยินดีกับการที่เรามีกายพระวิสุทธิเทพหรือเรายินดีกับการที่เรามีกายเนื้อ เป็นมนุษย์ เรามีความอาลัยในความเป็นกายเนื้อ ความอาลัยในการเป็นมนุษย์ ความอาลัยในบุคคลที่ยังอยู่บนโลก ทรัพย์สินที่อยู่บนโลกไหม และให้เราพิจารณาต่อไปว่าระหว่างมนุษย์สมบัติก็ดี คือทรัพย์สินเงินทอง บ้านเรือนเคหะสถาน รถยนต์ เงินทอง เครื่องประดับ ของมีค่าทั้งหลาย ที่ทางโลกนั้นยกย่องว่ามีค่า มีราคา เป็นของสูงต่างๆ มาพิจารณาเทียบกับพระนิพพานสมบัติ พิจารณาชีวิตของการเป็นมนุษย์ที่มีความวุ่นวาย พิจารณาชีวิตของความเป็นมนุษย์ที่มีเรื่องดราม่า มีการเบียดเบียน มีการคดโกง มีการผันแปร ผันผวน จากรวยเป็นจน หรือจากอยู่ดีๆ ชีวิตก็มีความทุกข์ มีการหักมุมของชีวิต มันไม่ได้มีความสุขตลอดไปเสมอไป ทรัพย์ที่ปรากฏในความเป็นมนุษย์ก็มีความทุกข์ยากในการแสวงหา มีความยากในการรักษา มีการถูกลักขโมย เอารัดเอาเปรียบ ถูกคดโกงไป สูญหายไป หาก็ยาก รักษาก็ยาก
เรากำหนดพิจารณาดูว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทรัพย์สินบนโลก หรือแม้กระทั่งร่างกายขันธ์ 5 การมีร่างกายขันธ์ 5 นั้น สุดท้ายแล้วเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ จริงตามที่พระพุทธองค์ ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนหรือไม่ เราน้อมจิตพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง กำหนดว่าเรามีกำลังอภิญญา เป็นอภิญญาใหญ่ คือกำลังของมโนมยิทธิ มีกำลังของกายทิพย์เราก็พิจารณาด้วยกำลังของกายทิพย์บนพระนิพทาน ตัดกิเลสโดยยกจิตขึ้นมาพิจารณาธรรมอยู่บนพระนิพพานนี่แหละ ยิ่งพิจารณาอยู่บนพระนิพพาน มันจะเห็นความแตกต่าง เห็นตามความเป็นจริงได้ชัดเจนมากกว่าการที่เราอยู่กับกระแสของโลก อยู่กับความคิดแบบโลก การที่เราจะเห็นความจริงมันเหมือนเราจมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ ลอยคออยู่ในความทุกข์ บางทีก็จมลงไปอยู่กับความทุกข์นั้นๆ มันไม่อาจที่จะเงยหน้า ไม่อาจที่จะโผล่ขึ้นมาหายใจ ไม่อาจที่จะหาหนทางปลดเปลื้อง หรือหาหนทางออกจากทุกข์ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายกจิตให้สูงขึ้นพ้นจากโลก ซึ่งศัพท์อันนี้ก็เรียกว่าโลกอุดร พ้นจากโลก เหนือโลก พ้นจากกิเลส พ้นจากความรู้สึกว่าเราเป็นกายเนื้อ พอพ้นขึ้นมามันก็มองเห็นเหมือนเรามองจากที่สูงมองเห็นภาพรวม มองเห็นความจริง ยิ่งพิจารณาให้เห็นวัฏฏสงสารใน 3 ภพภูมิก็ดี เห็นทะเลแห่งความทุกข์บนโลกโดยที่เรามองจากบนพระนิพพานลงมา เราก็จะเห็นว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายตะเกียกตะกาย เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนแย่งชิง ใส่ร้ายป้ายสี เบียดบังคดโกง นินทาว่าร้ายเร่าร้อนต่อกัน เราจะไปเกลือกกลั้วกับความทุกข์ กับการถูกเปียดเบียน กับการถูกอาฆาตพยาบาทจองเวรแบบนั้นอีกหรือไม่ เราน้อมจิตพิจารณาดูอยู่บนพระนิพพาน พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยจิตที่สว่างผ่องใส ด้วยจิตของการเป็นผู้ดู แม้ว่าเราดูชีวิตของเราเองก็ตาม แต่เราแยกจิตออกมาอยู่บนพระนิพพาน ทานเป็นผู้ดู ดูให้ลึกในหลากมิติ คำว่าลึกในหลากมิติ ก็คือไม่ใช่ว่าเพียงเราจะดูเพียงสิ่งที่เห็น แต่เราดูย้อนไปว่าเหตุการณ์ที่เราพบเจอ วาระที่เราประสบมันมีเหตุจากกรรมที่เราเคยทำมาในกาลก่อน กรรมที่เราเคยทำมาในอดีตชาติอย่างไร แล้วก็พิจารณาต่อด้วยปัญญาเป็นวิปัสสนาปัญญา พิจารณาว่าแล้วถ้าเราตอบโต้เช่นนี้เราทำเช่นนี้ จะมีผลในอนาคตังสยาน คืออนาคตนั้นจะเกิดผลอย่างไร ทั้งผลในปัจจุบันชาติ และผลถ้าเรายังต้องเกิดอีกมันจะเกิดกรรมเกิดผลส่งผลไปยังภพหน้าภูมิหน้าต่อไปอย่างไร ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ครอบคลุมทั้งหมด เราก็จะพบได้ว่า อะไรปล่อยวางได้ก็จงปล่อยวาง อะไรอโหสิกรรมได้ก็จงอโหสิกรรม อะไรคลายจากความยึดมั่นถือมั่นได้ก็จงคลาย และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเมื่อมีปัญญาที่เรายังรวมลงสู่ธรรม มีความเข้าใจ มีญาณเครื่องรู้ที่ได้สัมผัสถึงขนาดนี้แล้ว ถึงจุดนี้แล้ว เราจะละทิ้งโอกาสที่จะไปพระนิพพาน ให้เรากำหนดนะพิจารณาถามจิตตอบจิตของเราเองว่า เราตั้งใจอย่างไร เราคิดอย่างไร เราจะวางอารมณ์ใจอย่างไร ทรงอารมณ์ทรงสภาวะของเราตัดสินใจ จิตมีความมั่นคงในการปฏิบัติขึ้น มีจิตมีความมั่นคงในพระนิพพานขึ้นไหม จิตละวิจิกิจฉาได้หมดจากใจไหม ถ้ายังตัดวิจิกิจฉาไม่ได้การปฏิบัติก็ยากที่จะก้าวหน้า วิจิกิจฉาเกิดญาณเครื่องรู้ก็มีโอกาสที่จะเฟือวิจิกิจฉาเกิดก็แปลว่าเรายังศรัทธาในพระรัตนตรัยน้อยไป วิจิกิจฉาเกิดก็แปลว่าเรายังศรัทธาในการปฏิบัติ เชื่อมั่นในจิตของเราน้อยไป บุคคลที่มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยนั้น ถึงเวลาจิตไม่มีความลังเลสงสัยว่า พระพุทธองค์ท่านมีพุทธานุภาพที่จะสงเคราะห์เราได้หรือไม่ มีความสงสัยว่าถ้าท่านจะไม่สามารถโปรดเราได้หรือไม่ ไม่มีความลังเลสงสัยว่าท่านจะไม่มาคุ้มครองเราได้หรือ จิตถึงพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ท่านก็สงเคราะห์เราได้เต็มกำลัง จิตถึงกระแสธรรม กระแสธรรมก็หลั่งไหลลงมา เกิดเป็นปัญญาความเข้าใจความรู้แจ้งแทงตลอดมายังจิตของเรา จิตถึงพระอริยสงฆ์ กำลังแรงครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นอริยสงฆ์ ท่านก็เมตตาสงเคราะห์เรา
ดังนั้นวางกำลังใจเราให้หนักแน่นมั่นคงในการปฏิบัติ วางกำลังใจของเราให้หนักแน่นมั่นคงอยู่กับพระนิพพาน กำหนดน้อมจิตนะ ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพานไว้ กำหนดน้อมให้กายสว่างที่สุด ผ่องใสที่สุด จากนั้นอธิษฐานขอให้กระแสจิต ญาณเครื่องรู้ของเรานั้นจงปรากฏรู้ในกระแสบุพเพนิวาสานุสติญาณ ในเรื่องกฎของกรรม กำหนดอธิษฐานว่าสิ่งใดที่เป็นกรรมที่เราสามารถอโหสิกรรมได้ ปล่อยวางกรรมนั้นได้ เช่นจิตที่เคยอาฆาตพยาบาทจองเวร เราสามารถให้อภัยได้ ที่มันเหลือ ที่มันตกหล่น ที่มันตกค้างอยู่ในจิตของเรา ที่บางทีบางครั้งเราลืม ลืมอภัยทาน ลืมอโหสิกรรม ลืมปล่อยวาง หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่าเรามีกรรมที่เราเคยอาฆาตแค้นพยาบาทจองเวรกับใครไว้ เราลืมไปแล้ว เลยไม่ได้อโหสิกรรม เราก็กำหนดน้อมอธิษฐานบนพระนิพพานต่อหน้าสมเด็จปฐมนะ ขอคลาย ขอถอน ขอให้อภัยทานในทุกวาระ ทุกบุคคล ทุกเหตุการณ์ ในสิ่งที่ท่านทั้งหลายเคยเบียดเบียน เคยกระทำให้ข้าพเจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ เคยเข่นฆ่าประหัสประหาร เคยเบียดเบียนล่วงเกิน เคยทำร้ายจิตใจข้าพเจ้า ขอให้อภัยทานหรือแม้แต่บาปอกุศลจิต มลทินเครื่องเศร้าหมองจากการที่ข้าพเจ้าไปหมั่นไส้เขาเอง ไปอิจฉาเขาเอง ไปขัดหูขัดตาเขาเอง ก็ขอสลายล้างกระแสอกุศลจิตนี้ที่มีต่อทุกคน มีต่อทุกชาติภพ ขอสลายล้างออกไปให้หมด สิ่งที่หมั่นไส้ สิ่งที่ไปใส่ร้ายป้ายสี สิ่งที่ไปตู่ สิ่งที่ไปกล่าวโทษ สิ่งที่ไปโจท์ด้วยความอิจฉาริษยา ด้วยความหมั่นไส้ ด้วยความเคืองใจ ขอสลายไปให้หมดจากจิต ขออโหสิกรรม ขออภัยให้จิตของเรานี้มีความสะอาดสว่าง และเมื่อเราล้างจิตของเราจากอกุศลทั้งหลายแล้ว ก็ให้เราคิดพิจารณาเสมอว่าเมื่อจิตของเราสะอาดผ่องใส อุปมาดั่งบุคคลที่ได้อาบน้ำอาบท่า ชำระล้างร่างกายทุกส่วน ปะแป้งแต่งตัวจนมีความผ่องใสสะอาด มีความหอม มีความสดชื่นย่อมไม่ปรารถนาที่จะไปเกลือกกลั้วกับโคลนตม คืออกุศลความเศร้าหมองอีก ก็ให้เราหมั่นพิจารณาว่าเราพอกันทีกับอกุศลทั้งหลาย พอกันทีกับความวุ่นวายทั้งหลาย พอกันทีกับความเร่าร้อนทั้งหลาย ความสกปรกของความโลภ โกรธ หลง ที่กลายเป็นมลทินเครื่องเศร้าหมอง ทำให้จิตเราเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทำให้กายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพของเรามีมลทิน ทำให้จิตของเราเร่าร้อน ทำให้จิตของเราหมดความสุข หมดความสบายใจ เราไม่เอาทั้งสิ้น อารมณ์ที่เราพิจารณาเช่นนี้ก็คืออารมณ์ที่เราตัดกิเลส อารมณ์ที่เลิกยินดีกับเรื่องราวที่เป็นดราม่า เลิกยินดีกับอารมณ์ความเร่าร้อนของความอิจฉาริษยา ความอิจฉา ความสะใจทั้งหลายพิจารณาคลายออกไปสลายออกไป แล้วก็กำหนดพิจารณาด้วยจิตด้วยปัญญาของเรานะ ว่าคราวนี้เรายินดีกับอารมณ์แบบไหน อารมณ์พระกรรมฐาน อารมณ์ของการทำบุญ อารมณ์ของการสร้างกุศลความดี อารมณ์ที่จิตมีความสงบระงับจากกาย จากจากขันธ์ 5 อารมณ์ที่สงบจากกิเลส อารมณ์ที่ผ่องแผ่วเบิกบานจากการแผ่เมตตา อารมณ์จิตที่เป็นสุขเอิบอิ่มจากความนอบน้อมเคารพในพระรัตนตรัย อารมณ์ที่สะอาดจากสรรพกิเลสทั้งปวง กำหนดรู้ว่านับแต่นี้เรายินดีอยู่เพียงแค่อารมณ์ทั้งหลายฝ่ายกุศลเท่านั้น ขอสติจงกำหนดรู้ทันการกระทบ ทันการปรุงแต่งไม่ให้กุศลและจิตกำเริบหรืองอกงามในจิตของเราได้อีกต่อไป มีสติรู้ สติละ สติดับอกุศล เมื่อพิจารณาจนเกิดปัญญา พิจารณาเห็นเข้าใจสภาวะธรรม เข้าใจสภาวะจิต รู้ว่าธรรมใดควรละ อกุศลที่ควรละมีอะไรบ้าง ธรรมะที่ควรส่งเสริมให้งอกงามในจิตมีอะไรบ้าง ควรยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานบ่อยขึ้นไหม ควรอยู่กับพระทรงภาพพระบ่อยขึ้นไหม ควรมีอารมณ์พิจารณาในกุศล ในบุญ ในทานให้บ่อยขึ้นไหม ควรที่จะละวาง อโหสิกรรมปล่อยวางให้ง่ายเร็วขึ้นไหม เราพิจารณาของเราแต่ละบุคคลตอนนี้นะ อะไรที่เมื่อก่อนเราปล่อยวางได้ช้า เราจะทำให้ดีขึ้นไปอีก ธรรมใดที่มีการรำลึกรู้เท่าทันในสติ ในการกระทบแล้ว เราก็จะยิ่งทำให้ดีขึ้นไปอีกด้วยเช่นกัน วางลงให้หมด วางและลืม วางและให้ดับ ปล่อยวางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่เก็บมาคิด ไม่ไปเก็บไว้ในเป็นอนุสัยจิต สลายดับออกไปให้หมด กำหนดพิจารณาของเราเองนะทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ การกระทบต่างๆ ให้ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นเป็นครูของเรา ให้เรายิ่งดีขึ้นผ่องใสขึ้น เจริญในธรรมยิ่งขึ้น น้อมจิตพิจารณาในแต่ละบุคคลหน้าพระ เมื่อพิจารณาธรรมไว้ดีแล้ว พิจารณาการพัฒนาตน การพัฒนาจิตไว้ดีแล้ว ก็ขอให้พระพุทธองค์เมตตาสงเคราะห์ คุ้มครองกาย วาจา ใจ ของเราให้อยู่ในขอบเขตของกุศล ขอบเขตของบุญ ขอบเขตแห่งความเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยเทอญ
จากนั้นนะให้เราอธิษฐาน อาราธนากระแสจากพระนิพพาน พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กราบบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน อาราธนาแผ่รวมลงมาโปรดสงเคราะห์สรรพสัตว์ใน 3 ไตรภูมิ กระแสบุญจากพระนิพพานขอแผ่เป็นกระแสเมตตาลงมายังอรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น รุกขเทวดา ภูมิเทวดาทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล ภพกลางคือภพที่มีกายหยาบขันธ์ 5 ของมนุษย์และสัตว์ทั้งโลกใบนี้ และทุกดวงในจักรวาลน้อย จักรวาลใหญ่ทั่วอนันตจักรวาล ขอกระแสบุญจงส่งผลถึง แผ่เมตตาต่อไปยังภพของทุกคติภูมิทั้งปวง อันได้แก่ภพของโอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย เป็นอสูรกายทั้งหลาย มิติที่ทรัพย์ทับซ้อน เมืองบังบดลับแลทั้งหลาย ไล่ลึกลงไปจนถึงที่สุดคือนรกภูมิทุกขุม ลึกที่สุดคือโลกันตมหานรก ขอกระแสบุญกุศล ขอกระแสสัมมาทิฏฐิ กระแสของคุณธรรม ศีลธรรม จงน้อมรวมลงสู่ทุกดวงจิต แผ่เมตตาสว่าง
น้อมกระแสจากพระนิพพานลงมา จากนั้นตั้งจิตอธิษฐาน ขอบุญกุศล กระแสจากพระนิพพานแผ่คุม คุ้มครองลงมายังโลกใบนี้ ยังประเทศไทย ขอจงเข้าสู่ยุคชาววิไล ความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์ มีความร่มเย็น กระแสแห่งคุณธรรม ศีลธรรม จิตสำนึกที่รำลึกถึงคุณประโยชน์ต่อส่วนรวมจงปรากฏชัดเจนขึ้นในจิตของคนทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลาย ขอความอุดมสมบูรณ์ สันติสุขร่มเย็น จงเกิดขึ้นต่อดินแดนสุวรรณภูมินี้ ขอน้อมกระแสบุญกุศลจากพระนิพพานน้อมรวมลงยังพุทธอาณาจักรเขตของพระพุทธศาสนาทั้งหลาย อันได้แก่ วัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรม ขอทุกแห่งจงมีกระแสแห่งสัมมาทิฏฐิ ความเชื่อที่เป็นสัจธรรม กฎของกรรม การเวียนว่ายตายเกิด คุณธรรม ศีลธรรม หิริโอตปะ พรหมวิหาร 4 คุณธรรมทั้งหลายจงปรากฏ กระแสบุญทั้งหลายจงปรากฏ กระแสกุศลทั้งหลายจงปรากฏ ขอจงดับล้างบรรดาอลัชชีทั้งหลายที่เข้ามาแอบแฝง คนพาลทั้งหลายที่เข้ามาแอบแฝงอยู่ในเขตพระพุทธศาสนา ขอให้กระแสมิจฉาทิฏฐิในธรรมจงสลายตัวไป ขอจงมีแต่กระแสธรรมที่เป็นธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐิธรรม อันเป็นเครื่องหลุดพ้น ธรรมอันเป็นเครื่องสร้างส่งเสริมคุณธรรม ศีลธรรม ให้ปรากฏขึ้น ขอกระแสธรรมอันยังให้เกิดสามัคคีธรรม จงปรากฏต่อทั้ง 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอพุทธานุภาพจงน้อมรวมลงยังพระพุทธรูปทุกพระองค์ พระธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์ทุกแห่ง วัตถุมงคล พระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ทั้งหลาย ขอจงมีแต่กระแสพุทธานุภาพอันบริสุทธิ์ ธรรมานุภาพอันบริสุทธิ์ สังฆานุภาพอันบริสุทธิ์ ขอน้อมกระแสบุญจากพระนิพพาน กระแสกุศลทั้งหลายจากเทพพรหมเทวา พระโพธิสัตว์ รวมสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ กระแสบุญใหญ่จงคุ้มครองอภิบาลอองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมจนบุคคลทั้งหลายที่มีจิตเสียสละช่วยเหลือชาติบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ จงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป ขอกระแสบุญส่งเสริมเพิ่มกำลังบุญฤทธิ์ ให้กับองค์พระสยามเทวาธิราชทุกๆ พระองค์ ดวงพระวิญญาณแห่งบูรพากษัตริย์ทุกพระองค์ ดวงพระวิญญาณของบรรพบุรุษไทยที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง มีความรักชาติรักแผ่นดิน ขอเทวดาพรหมที่อภิบาลรักษาชาติบ้านเมือง ศาสนา เทวดาที่รักษาพระพุทธศาสนา เทวดาที่รักษาพระมหากษัตริย์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกรอง พระหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอจงปรากฏเทพพฤทธ์ บุญญฤทธิ์เต็มกำลัง ในการนำพาชาติศาสนาให้ขึ้นสู่ยุคชาววิไล พระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ปรากฏขึ้นในวาระนี้แล้ว ถึงเวลาที่จะนำพาเข้าสู่ยุคชาววิไลขอให้ประชาชนทั้งหลาย สาธุชนทั้งหลาย ชาวธรรมทั้งหลาย จงรู้ตื่นขึ้นในบุญกุศล บุญจงส่งผล จงปรากฏนำพาปรากฏให้ทรัพย์แผ่นดินจงปรากฏขึ้น ความเจริญรุ่งเรืองของยุคชาววิไลจงปรากฏขึ้นและต่อเนื่องเชื่อมโยงจนถึงยุคไทยมหารัฐสืบต่อไปอย่างรวดเร็วด้วยเทอญ ในยุคเราทันนะจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เวลาของยุคชาววิไลถึงเวลาที่ปรากฏก็จะรวดเร็วเพราะทุกอย่างมันล่าช้ามานาน พอเมื่อชาววิไลปรากฏขึ้นอีกไม่นานก็จะปรากฏเหตุการณ์ที่กลายเป็นไทยมหารัฐ คือมีดินแดน มีความเจริญทั้งภาษาก็ดี ทั้งค่าเงินก็ดีก็ จะเป็นหลักของโลก เป็นสากล ให้เราดูเหตุการณ์ไป ทรัพย์แผ่นดินก็จะปรากฏ รวมถึงสิ่งที่หลวงพ่อท่านพยากรณ์ไว้ว่า ต่อไปชาวนาอาหารทั่วโลกมีการขาดแคลน คนที่ทำเกษตรมีที่ดินก็กลายเป็นว่ารวยเป็นเศรษฐี เป็นชาววิไลก็ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้ก็ถึงวาระปรากฏแล้ว ดังที่เราเห็นว่าราคาข้าวมันมีราคาสูงขึ้นซึ่ งต่อไปก็จะสูงขึ้นไปอีก เกษตรกรก็จะร่ำรวยขึ้น รวมถึงทั้งคน ทั้งประเทศก็จะรวยทุกๆ คน มีเงินแสนเงินล้านกันหมด อันนี้คือตามที่หลวงพ่อท่านกล่าวถึง แต่เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะปรากฏเป็นไปตามที่ท่านพยากรณ์ ตอนนี้ก็ให้เราน้อมจิตนะ ช่วยกันน้อมบุญกุศล ช่วยกันอธิษฐาน เราใช้กำลังกรรมฐานสูงสุดคืออารมณ์พระนิพพาน อารมณ์จิตที่สะอาดจากกิเลส อารมณ์ที่มีความเคารพนอบน้อมในพระรัตนตรัย มาช่วยชาติบ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นปฏิปทาสาธารณประโยชน์ที่เราทำ เพื่อดำรงคงความดีตามคำที่หลวงพ่อท่านสั่งไว้ให้เรา ทำไว้ให้เป็นปกติ
ตอนนี้เมื่อเราตั้งจิตอธิษฐานไว้ดีแล้ว วางกำลังใจไว้ดีแล้ว สมควรกับเวลาเราก็น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระทุกๆ พระองค์ เทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คุ้มครองรักษาตัวเรา กราบลาท่านด้วยความเคารพนอบน้อม มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน เมื่อกราบลาแล้วเราก็พุ่งจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์ เป็นแสงสว่างคุมกายเนื้อทั้งหมด อธิษฐานจิต ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ กระแสพระนิพพานฟอกชำระธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ขันธ์ 5 ผม ขนเล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใสสว่าง โครงกระดูกทั่วร่างกายเป็นแก้วใสสว่าง หลอดเลือด เส้นเอ็น สะอาดผ่องใส อาการทั้ง32 กล้ามเนื้อทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์กลายเป็นแก้วใส สลายล้างดับล้างโรคภัยไข้เจ็บ เซลล์ที่ผิดปกติ เซลล์มะเร็ง เนื้อ งอก โรคร้ายทั้งหลาย เชื้อร้ายทั้งหลาย เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลาย วัตถุธาตุ สิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย จงสลายตัวไป จงขับออกไปเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ สลายออกไปให้หมดกลายเป็นเหงื่อใคลออกไปให้หมด ขอมลทินทั้งหลาย สิ่งที่เป็นมลทินธาตุก่อโรคทั้งหลาย จงสลายตัวไป ร่างกายนี้จงมีแต่กระแสของธรรมธาตุหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ พลังชีวิตหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ กำลังบุญหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 นี้ ขอบุญญราศีจงปรากฏเกิดกับกายนี้ ให้ข้าพเจ้าใช้กายนี้เพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างกุศล เพื่อสร้างความดี กำหนดน้อมให้จิตผ่องใส กายจิตผ่องใส บุญหล่อเลี้ยงกายนี้ กุศลหล่อเลี้ยงกายนี้มี แต่สิ่งดีๆทรัพย์อันปรากฏขึ้นจากบุญทานที่เราสร้างไว้ดีแล้ว จงปรากฏเป็นมหาโภคทรัพย์นับอนันต์ หลั่งไหลเข้ามาทรงเสริมสนับสนุนให้ชีวิตเราเจริญรุ่งเรืองขึ้น เหตุการณ์ที่ร้ายก็ขอให้กลายเป็นดี สิ่งใดที่จะประสบพบเจอวิบากทั้งหลายจงสลายตัวไป ที่เป็นไปตามกฎของกรรมก็ขอจงบรรเทาเบาบางด้วยกำลังของบุญหนุนนำ ที่แคล้วคลาดก็จงแคล้วคลาด ที่ยังต้องประสบก็ขอจงบรรเทาเบาบาง จากหนักก็จงกลายเป็นเบา จากเบาก็จงหาย กลายเป็นแคล้วคลาดปลอดภัย มีแต่บุญรักษา มีแต่เทวดาพรหมที่มีบุญญฤทธิ์ เทพฤทธิ์เต็มกำลังคุ้มครองด้วยเทอญ
กำหนดนะ หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ 3ครั้ง พุทโธ ธัมโม สังโฆ มีบุญรักษา เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตลอดเวลา ทั้งยามหลับยามตื่น จากนั้นน้อมจิตโมทนาสาธุกับกัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้ง 60 ท่าน รวมทั้งที่มาปฏิบัติ มาฟังในภายหลัง ขอให้มีส่วนในบุญในกุศลกับข้าพเจ้า ขอโมทนาบุญกับกุศลและจิตกับความผ่องใส กับจิตที่สะอาดจากกิเลส จากจิตที่ตั้งใจเพื่อพระนิพพาน จากจิตที่เข้าถึงโลกุตตรธรรมของทุกดวงจิต แล้วก็ถอนจิตช้าๆ ด้วยจิตอันผ่องใสเป็นสุข
สำหรับสัปดาห์หน้า ก็จะเป็นสัปดาห์ที่เป็นการทำบุญสร้างกุศลในวันเสาร์ เราก็จะถวายมหาสังฆทาน ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย จากวันอาทิตย์มาเป็นวันเสาร์ ถวายมหาสังฆทานที่บ้านสายลมในวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายนเนื่องจากวันที่ 30 พฤศจิกายน จะเป็นวันที่เรามีการปฏิบัติเมตตาสมาธิที่สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเต็มวัน สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ยังสามารถลงทะเบียนได้ รวมทั้งท่านที่ลงทะเบียนไว้แล้วแต่ยังจะได้โอนเงินมัดจำก็ช่วยโอนเงินมัดจำด้วย จะได้เตรียมอาหารให้พอดีกับคนที่ลงทะเบียนและได้โอนเงินมัดจำไว้ ส่วนเงินมัดจำในการลงทะเบียนนั้นก็จะคืนให้ในการลงทะเบียนหน้างานนะครับ
ดังนั้นไม่ต้องห่วงยังไงก็ยังถือว่าเป็นคอร์สปฏิบัติธรรมที่มีแต่ให้ คือฟรีทั้งการเลี้ยงอาหาร ทั้งการให้ธรรมทาน สงเคราะห์เยียวยาทั้งจิตคือการปฏิบัติธรรม แล้วก็ทางร่างกายก็คือมีการอัญเชิญคริสตัลโบว์ลเพื่อช่วยบำบัด ช่วยเยียวยากายและจิต ซึ่งครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ปีใหม่ ก็อยากให้เราทุกคนตั้งใจมากัน ยังมีที่ว่างอีกอยู่บ้างอีกพอสมควร ยังสมัครทัน ดังนั้นใครที่ดูเวลาแล้วสามารถมาได้ก็รีบสมัครกันมาได้
แล้วก็มีเรื่องที่แจ้งให้ทราบเรื่องของงานสร้างพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ซึ่งจะมีงานสมโภชซึ่งระยะเวลางานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ไปจนถึงเช้าวันที่ 18 มกราคม ใครที่ตั้งใจจะเดินทางไปร่วมงานด้วย เดี๋ยวอาจารย์ก็จะให้ข้อมูลกำหนดการต่างๆ ที่พระอาจารย์หลวงพ่อหนุน ท่านเมตตาได้บอกมา จากการที่ไปประชุม ไปกราบเรียนท่านดังนั้นอย่างไรก็ตามถ้าเรามีโอกาสไปงานสมโภชได้ก็เป็นบุญเป็นกุศลกับตัวเราเอง เพราะว่าเราได้อธิษฐานจิตเพื่อพระนิพพานแล้ว ครั้งนี้ท่านก็ตั้งใจเต็มที่ คือท่านก็มีการสวดถอน สวดล้างสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นอวิชชา สิ่งที่เป็นอัปมงคลจากการปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานในช่วงสวดปริวาส แล้วการสมโภชพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานครั้งนี้ หมู่คณะเราก็จะเลี้ยงพระที่มาร่วมงานปริวาสทั้งหมด 400 รูปถือว่าเป็นมหาทานครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน ซึ่งงานสมโภชนี้เป็นผล เป็นบุญที่จะช่วยยอยกให้ประเทศชาติ รวมถึงเราแต่ละบุคคลนั้น พลิกชีวิตขึ้นรุ่งเรืองขึ้นสู่ยุคชาววิไล ใครไปได้ก็จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกที สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่ คือวันที่ 30 พฤศจิกายน สำหรับวันนี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณสิริญาณี แลบัว





