เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2569
เรื่อง ศีลานุสติเพื่อพระนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ทั่วร่างกาย กำหนดรู้เพื่อปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ ๕ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปลดปล่อยความเชื่อมต่อในผัสสะที่เชื่อมโยงกับร่างกายขันธ์ ๕ ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางกาย เข้าสู่ความสงบจากการปล่อยวางกาย ทรงสภาวะจากการปล่อยวางทั้งกายและจิต ประคับประคองความสงบ เมื่อทรงสภาวะความสงบจนจิตสลายร้างนิวรณ์และความกังวลทั้งปวงออกไป เราก็ใช้สติทรงสภาวะสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย สติกำหนดดูกำหนดรู้ในลมตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม สติตามดูติดตามรู้ตลอดต่อเนื่อง เรากำหนดดูกำหนดรู้ไม่ต้องไปบังคับลมหายใจ ติดตามดูติดตามรู้ลมหายใจ เห็นลมหายใจเป็นแพรวไหม เห็นด้วยความรู้สึกของใจ เห็นด้วยความรู้สึกของความเป็นทิพย์ ลมหายใจละเอียด ละเอียดอ่อน ปราณีต ลมหายใจยิ่งสงบราบรื่น อารมณ์จิตยิ่งมีความรู้สึกถึงความสุขความสบายจากความสงบของสมาธิ ทรงสภาวะความสงบในอานาปานสติอยู่กับลมหายใจที่ละเอียดสงบเบาสบายนี้ เพื่อให้จิตเกิดความชินเป็นฌาน สะสมเพาะบ่มจนเป็นวสีในการเข้าฌานเข้าสมาธิ ลมหายใจสบาย อารมณ์จิตเบาสบาย ปฏิบัติจนสามารถทรงฌานทรงอารมณ์ได้จนเป็นปกติ จิตสงบ ลมหายใจละเอียดเบาสบาย เมื่อทรงอารมณ์จนจิตมีความตั้งมั่นดีแล้ว เราก็เดินจิตเข้าสู่ฌาน ๔ ในอานาปานสติ หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอุเบกขารมณ์ ทรงสภาวะแห่งอุเบกขารมณ์ วางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้งหลาย อุเบกขาต่อสังขารร่างกายความเป็นไปความรู้สึกทางกายทั้งหมด อุเบกขาต่อโลกธรรมที่มากระทบ อุเบกขาต่อกระแสของความโลภ โกรธ หลง ที่เข้ามากระทบ สงบนิ่งตั้งมั่นเป็นหนึ่ง หยุดการปรุงแต่ง หยุดโลภ โกรธ หลง หยุดอกุศลหยุดกระทำบาปทั้งปวงทางกาย วาจา ใจ หยุดเป็นตัวสำเร็จ สงบนิ่งหยุด ในสมถะมีวิปัสสนา ในวิปัสสนาเอื้อสมถะ
การเจริญกสิณและบาทฐานแห่งมโนมยิทธิ
จากจิตที่หยุดนิ่งเป็นหนึ่ง เดินจิตจากอานาปานสติขึ้นสู่กสิณ กำหนดจุดที่หยุดปรากฏภาพนิมิตที่กำหนด น้อมนึกขึ้นมาในจิตของเรา นึกเป็นภาพดวงแก้วสว่างขึ้นใสขึ้น ขยายขนาดจากจุดให้ใหญ่ขึ้น กำหนดนิมิตที่เป็นดวงแก้วยิ่งสว่างขึ้น ใสขึ้นจนปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือดวงแก้วสว่าง อารมณ์จิตมีความสุขมีความสว่างมีความเอิบอิ่ม เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวระหว่างดวงจิตเรากับกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิต จิตยิ่งผ่องใส ภาพกสิณยิ่งผ่องใส ภาพกสิณยิ่งสว่างผ่องใสจิตเราก็ยิ่งมีความสุข อารมณ์จิตที่เป็นสุขนั้นก็คืออารมณ์จิตที่เป็นทิพย์ สภาวะจิตที่เป็นทิพย์เกิดขึ้นได้จากแสงสว่าง แสงสว่างของจิตเกิดขึ้นได้จากกำลังบุญที่เราปฏิบัติ ในทานก็ดี ในศีลก็ดี ในการภาวนาก็ดี ในการเจริญพรหมวิหารก็ดี ในการยังความบริสุทธิ์ของจิตขจัดกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ตัดนิวรณ์ ๕ ประการ ตัดสังโยชน์ ๑๐ ยิ่งจิตมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ จิตก็ยิ่งมีกำลังของความเป็นทิพย์ กำหนดน้อมรำลึกนึกถึงบุญทั้งหลายจากทาน ศีล ภาวนา จากสมถะจากวิปัสสนามารวมกัน กำหนดน้อมให้จิตของเราสว่างเป็นเพชรประกายพรึก สว่างผ่องใสเป็นปฏิภาคนิมิต กำหนดน้อมให้จิตของเราตอนนี้ประภัสสรสว่างที่สุด เป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราว กำหนดตั้งใจว่าจิตของเราสว่างผ่องใสที่สุดเต็มกำลังเข้าถึงฌาน ๔ ของกสิณ และขอให้กำลังของฌาน ๔ ในกสิณ อันเป็นบาทฐานสำคัญแห่งอภิญญาสมาบัติ จงส่งผลถึงความชัดเจนแจ่มใสในกำลังแห่งมโนมยิทธิด้วยเทอญ เมื่อเราขึ้นกำลังของมโนมยิทธิด้วยกำลังของฌาน ๔ ความผ่องใสความชัดเจนจากมโนมยิทธิครึ่งกำลังก็เป็นเต็มกำลัง กำหนดน้อมให้จิตเราเป็นเพชรสว่างที่สุด สว่างจนคลุมโลกคลุมจักรวาล จากนั้นอธิษฐานขออาราธนาบารมีสมเด็จพระจอมไตรศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออาราธนาปรากฏเป็นพุทธนิมิตในจิตของข้าพเจ้า ขอจงปรากฏองค์พระองค์ใหญ่เป็นเพชรละเอียดเจียระไนระยิบระยับสว่างอยู่กลางจิตของข้าพเจ้า ความสว่างความผ่องใสขององค์พระยิ่งกว่าดวงจิตที่ข้าพเจ้าประภัสสรเมื่อสักครู่ องค์พระสว่าง ใสอย่างยิ่ง สว่างอย่างยิ่ง กำหนดน้อมตั้งจิตว่าเราน้อมอาราธนาเชื่อมกระแสพุทธานุภาพของพระพุทธองค์มายังจิตของเรา เพื่อให้เราใช้กำลังของมโนมยิทธิได้อย่างเต็มกำลัง ภาพองค์พระสว่างผ่องใส สถานที่ ห้องที่เราเจริญพระกรรมฐานปฏิบัติสมาธิอยู่สว่างผ่องใสเต็มที่เต็มกำลัง ทรงสภาวะที่องค์พระชัดเจน อธิษฐานจิตในขณะที่เราทรงภาพพระว่า “ ขอให้ภาพพุทธนิมิตของพระพุทธเจ้าสถิตกลางใจของข้าพเจ้า ไม่ว่ายามหลับตาก็ดี ลืมตาก็ดี ในระหว่างวันก็ดี ในระหว่างที่ทำอิริยาบถใด ๆ ทำการงานทั้งหลายหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เดินทาง ขับรถ ออกกำลังกาย เจรจางานก็ดี หรือกำลังสวดมนต์ไหว้พระต่าง ๆ ไม่ว่าทำสิ่งใดก็ขอให้ภาพพระติดตราตรึงใจของข้าพเจ้าเป็นปกติ การน้อมรำลึกนึกถึงองค์พระนึกถึงบารมีพระเป็นเรื่องปกติ ”
การยกจิตสู่พระนิพพานในความเป็นพระวิสุทธิเทพ
เมื่อกำหนดน้อมนึกเชื่อมกระแสพุทธานุภาพพุทธนิมิตของพระพุทธองค์แล้ว เราก็ตั้งจิตอธิษฐานยกจิตขึ้นสู่กำลังของมโนมยิทธิ ตั้งจิตขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน อยู่ท่ามกลางมหาสมาคมคือห้อมล้อมด้วยพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ บนพระนิพพาน มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธานอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า ณ บัดนี้ด้วยเถิด จากนั้นกำหนดจิตให้กายของเราปรากฏสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐม พร้อมกับเราน้อมกายที่เป็นกายแก้วค่อย ๆ กราบลงแทบเบื้องพระบาทของสมเด็จท่าน กราบด้วยความเคารพ กราบด้วยความนอบน้อม กราบด้วยจิตที่มีความผ่องใส ความรู้สึกในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพชัดเจน ความใสของกายแก้วของเราชัดเจน เครื่องประดับเครื่องทรงต่าง ๆ แสงสว่างรัศมีกายของเราสว่างออกมาชัดเจน ความรู้สึกของเราในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพนั้นชัดเจนจนกระจ่างแจ้งกับใจว่า เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ กายเนื้อกายหยาบ กายเนื้อกายหยาบไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเหมือนกับเปลือกที่เรามาอาศัยอยู่ กำหนดน้อมจิตทรงสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพนั้น เมื่อกราบแล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานให้กายพระวิสุทธิเทพนั่งขัดสมาธิบนรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้ว มีอาสนะที่เป็นดอกบัวแก้วรองรับ นั่งขัดสมาธิตั้งใจว่าเราเจริญพระกรรมฐานอยู่บนพระนิพพานท่ามกลางทุกท่านทุก ๆ พระองค์
วิปัสสนาญาณ การพิจารณาตัดภพชาติและคุณธรรมแห่งพระโสดาบัน
กำหนดจิตพิจารณาในธรรม กำหนดจิตพิจารณาตัดชาติภพว่า กรรมทั้งหลายที่ทำให้ข้าพเจ้าไปจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี มาเกิดเป็นเทวดาก็ดี มาเกิดเป็นพรหมก็ดี หรือแม้แต่อรูปพรหมก็ดี เราขอตั้งจิตตั้งใจไม่ปรารถนาในการเกิดอีก และขอตั้งจิตให้ศีลที่ข้าพเจ้ารักษา ศีล ๕ ที่ข้าพเจ้ารักษาไว้เป็นเครื่องกั้น เป็นเครื่องปิดอบายภูมิ ขอให้การเกิดมาในภพที่ต่ำนับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย โอปปาติกะ สัมภเวสี หรือสัตว์นรกทั้งหลาย ขอจงไม่ปรากฏกับข้าพเจ้าอีกต่อไป ด้วยอำนาจด้วยกำลังแห่งศีลที่ข้าพเจ้ารักษา ปิดอบายภูมิ ตัดภพจบชาติ จากนั้นก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อไป น้อมจิตรำลึกถึงศีล พิจารณาดูว่าเหตุใดเราจึงต้องรักษาศีล ศีลนั้นเป็นเครื่องกั้นเป็นเครื่องปิดอบายภูมิ ดังนั้นการที่เราจะเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นพระโสดาบัน เราจำเป็นที่จะต้องรักษาศีล รักษาศีลเป็นอธิศีลสิกขา รักษาศีลด้วยความมั่นคง รักษาศีลด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าศีลเป็นเครื่องปิดอบายภูมิ คือปิดภพภูมิในการเกิด เป็นเครื่องตัดภพคือภพที่เป็นอบายภูมินี้เป็นตัวตัด ไม่ให้จุติอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้บุคคลที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันก็จะไม่ตกนรกอีกต่อไป ด้วยความที่เข้าถึงศีลมีความบริสุทธิ์มีความตั้งใจในการรักษาศีลยิ่งชีพ ศีลของพระโสดาบันนั้นมีความสำคัญ
ส่วนใหญ่บุคคลที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบันก็เพราะว่าติดในข้อเรื่องศีล อันนี้เป็นเรื่องที่ยังติดกันอยู่ทั้ง ๙๕ % ถ้าจะสอบผ่านได้ก็ต้องมาพิจารณาในเรื่องศีล เอาละเอียดตามที่หลวงพ่อท่านสอนก็คือ*** ไม่ละเมิดศีลด้วยตัวเอง ไม่ยินดีที่ผู้อื่นละเมิดศีล และท้ายที่สุดก็คือไม่ใช้ไหว้วานคนอื่นให้ทำผิดศีล ไม่ทำด้วยตัวเอง ไม่ใช้คนอื่นไปผิด แล้วก็ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นที่เขาละเมิดหรือไปทำผิด *** ดังนั้นใจของเรานั้นต้องทรงไว้ในพรหมวิหาร ๔ ไปพร้อมกันกับการที่เรารักษาศีล ศีลนั้นวิธีการเริ่มต้นก็คือ ถ้าใครที่ยังคิดว่ารักษาศีล ๕ ไม่ได้ ก็จงคิดซะว่าในศีลทั้ง ๕ ข้อ ข้อหนึ่งข้อใดที่เรายังพอรักษาได้ เราก็ตั้งมั่นไว้ให้เป็นสำคัญ เช่นเราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราจะไม่ลักทรัพย์ เราจะไม่ประพฤติผิดในกาม เราไม่พูดจาโกหก หรือไม่ดื่มสุรา จะข้อใดข้อหนึ่ง ข้อ ๑ได้เราก็ลองดูว่าสัก ๒ ข้อได้ไหม ๒ ข้อได้ก็ค่อย ๆ ลองไปเพิ่มเป็น ๓ ข้อได้ไหม ค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย ๆ จนครบทั้ง ๕ ข้อ อันนี้คือจำนวนข้อศีลที่เราถือ คำว่าศีลนั้นคือจิตมีเจตนางดเว้นที่จะไม่ล่วงละเมิดไม่ทำผิด สำคัญที่เจตนาที่จะไม่ทำผิดที่ไม่ล่วงในศีลให้ขาด ไม่ล่วงให้ศีลมันเกิดความด่างพร้อย ไม่ล่วงหรือไม่ตั้งใจที่จะทำให้ศีลนั้นเกิดความเศร้าหมอง
ต่อมาก็คือกาลหรือเวลา ถ้าถือศีลตลอดทั้งวันไม่ได้ ก็ลองดูว่าถือศีลตั้งแต่หลับยันตื่น อันนี้คิดว่าทุกคนถือได้แน่นอน ต่อมาก็ค่อย ๆ เพิ่มชั่วโมงว่าตั้งแต่อยู่ในบ้านจนออกจากบ้านอย่างน้อยที่สุดศีลเราบริสุทธิ์ จากเข้าบ้านจนถึงก่อนนอนศีลเราบริสุทธิ์ อยู่คนเดียวเมื่อไหร่ศีลเราบริสุทธิ์ ค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งใจว่าตั้งแต่หลับยันตื่น อย่างน้อยเรานอนอยู่กับตัวเราเอง เริ่มนอนจนตื่น ๘ ชั่วโมง ๗ ชั่วโมง เราก็มีศีลที่บริสุทธิ์อย่างแน่นอน ๕ ข้อนี้บริสุทธิ์ ดังนั้นก็ตั้งใจไว้แบบนี้ก่อน จนกระทั่งในที่สุดศีลบริสุทธิ์ แต่คราวนี้เมื่อศีลบริสุทธิ์ขึ้น ภูมิจิตเริ่มสูงขึ้น ศีล ๕ ที่คนปกติถือ บางคนก็ถือหยาบ ๆ หรือบางคนก็ถือแบบมีการเลี่ยงบาลี อย่างที่อาจารย์เองเคยเจอก็มี อย่างตั้งใจในเรื่องของสุรา บอกว่าไม่กินเหล้าแต่กินเบียร์หรือกินไวน์ โดยอ้างว่าไม่ใช่เหล้ามันเป็นเบียร์หรือว่าเป็นไวน์ ก็อ้างว่าตรงนี้มันเป็นไวน์มันไม่ผิด แต่ตรงนี้มันก็ถือว่าผิด ดังนั้นถ้าใครที่ยังถือศีลแบบเลี่ยงบาลีนั้นก็ยังถือว่าศีลมันยังผิดอยู่ยังขาดอยู่ หรืออย่างศีลข้อที่ ๑ การฆ่าสัตว์ ฆ่าสัตว์นั้นเป็นตัวที่ศีลขาดเต็มๆ แต่ถ้าสมมุติเราบอกเราไม่ได้ฆ่าแต่เราใช้ไม้เรียวตี ใช้ปืนยิงไม่ให้ตาย บอกก็ไม่ได้ฆ่า แต่เอาแค่การทำร้ายก็ถือว่าเป็นการเบียดเบียนในศีลข้อที่ ๑ เช่นกัน ทำร้ายเพื่อความสะใจ ทำร้ายเพื่อสนองความโกรธ ทำไปด้วยโทสะ ทำไปเพื่อความสนุก พวกนี้ก็ถือว่าศีลขาดทั้งนั้น ดังนั้นข้ออื่นก็เหมือนกันทุกสิ่งทุกอย่าง ศีลยิ่งเป็นศีลพระอริยเจ้าก็จะมีความละเอียดขึ้นตามลำดับมากกว่าปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเราทั้งหลายปฏิบัติธรรมเพื่อมีพระนิพพานเป็นที่ไป เราก็ต้องระมัดระวังค่อย ๆ ขัดเกลาเราในเรื่องของศีล
กฎแห่งกรรมและการพิจารณาด้วยจิตอุเบกขา
อย่างวันนี้การสอนสมาธิ ถามพระท่านก็ให้เน้นในเรื่องของศีลานุสติ คือให้มาเน้นในเรื่องศีล อันนี้ท่านก็เตือนมา ตอนนี้ก็ให้เราพิจารณาทบทวนในศีล ศีลมีผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเจตนา ถ้าเจตนาทำก็ถือว่าผิดศีล แต่ถ้าบางครั้งเราไม่เจตนา ไม่เจตนาก็ถือว่าไม่ผิดศีล เช่นเดินไปไม่ตั้งใจจะเหยียบมด แต่บังเอิญมันไม่เห็นจริงๆ ไปเหยียบมดเข้า ถามว่าผิดศีลไหม เราไม่มีเจตนาที่จะตั้งใจเหยียบ ไม่มีเจตนาที่จะแกล้งเหยียบ ศีลมันก็ไม่ขาด แต่ถามว่าเกิดกรรมไหม ก็เกิดกรรมในข้อที่เป็นกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา ถามว่าเกิดเจ้ากรรมนายเวรได้ไหม ก็เกิด ถ้าเกิดมดตัวนั้นหรือสัตว์ตัวนั้นมันมีความอาฆาตพยาบาท และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็ขออนุญาตเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ที่น่าสลดใจที่ปรากฏขึ้น ในกรณีที่ว่ามีเด็กชายขับรถชนพระธุดงค์จำนวน ๓๐ รูป จนเกิดการมรณภาพถึง ๑๐ รูป บาดเจ็บสาหัสหลายรูป และก็บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก อันนี้ถามว่ามันก็เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม ท่านทั้งหลายเคยมีวาระกรรมต่อกัน ถึงเวลาก็มีผล บางครั้งเด็กเขาก็ไม่เจตนา แต่มันเป็นเหตุที่มันปรากฏขึ้น เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นอยู่ในจิตใต้สำนึก บันทึกอยู่จากความอาฆาตพยาบาทจากเหตุการณ์เก่าที่เคยกระทำกันมา พอถึงเวลาถึงวาระที่ประจวบเหมาะ มันก็เกิดปรากฏการณ์ขึ้นโดยที่เด็กก็ไม่ได้ตั้งใจ ถามว่าบาปไหม ถามว่าผิดไหม ถามว่าเกิดกรรมไหม ก็ตอบว่าเกิดกรรม เกิดขึ้นจากความอาฆาตแค้นพยาบาทจองเวรของเด็กที่มีต่อพระธุดงค์ในอดีตชาติ คราวนี้สิ่งที่มันปรากฏขึ้น เด็กไม่ได้มีเจตนา แต่ความอาฆาตแค้นที่ฝังอยู่ในจิตมันปรากฏให้เกิดกรรม อันนี้มันเลยเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่ากลัวอย่างไร น่ากลัวสำหรับเราบางคน บางครั้งเราไม่คิดว่าเราจะไปทำร้ายหรืออะไรใคร แต่ในอดีตชาติของเรามันเคยมีความอาฆาตแค้นพยาบาทรุนแรงอยู่ พอถึงเวลาที่มันไปเจอบุคคลที่เราแค้น มันก็อาจจะเกิดวาระกรรมที่ปรากฏขึ้นโดยที่เราไม่เจตนาหรือไม่ตั้งใจ ดังนั้นเหตุผลหนึ่งในการฝึกในเมตตาสมาธิ ในการที่เราแผ่เมตตาอัปมาณฌาน แผ่เมตตาอย่างไม่มีประมาณ และตั้งจิตอธิษฐานอโหสิกรรมต่อสรรพสัตว์ เป็นมหาอโหสิกรรมกับทุกดวงจิต อันนี้คนที่เคยทำคนที่เคยอธิษฐานก็ถือว่าโชคดี พอเราอธิษฐานว่าขอไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของใครผู้หนึ่งผู้ใด ขออโหสิกรรมทั้งหมด กรรมที่มันปรากฏ อารมณ์จิตอาฆาตแค้นที่มันฝังอยู่ในจิตมันถูกถอน มันถูกคลาย มันดับไปแล้ว โอกาสที่เราจะไปทำกรรมกับคนอื่นเหมือนเด็กคนนี้โดยที่ไม่เจตนามันก็จะไม่มี มันก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะเราถอนอนุสัยในความอาฆาตแค้นพยาบาทไปแล้ว
ดังนั้นการที่เราปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน แต่ถ้ามันเกิดมีวาระกรรมมาตัดรอนให้เราต้องไปทำแบบคนนั้น ความเศร้าหมองในจิตมันปรากฏขึ้น มันก็เป็นข้อที่ตัดรอนการปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางครั้งถ้ากรรมที่มันปรากฏขึ้น เกิดขึ้นกับบุคคลที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า กรรมอันนั้นมันก็มีโทษมีความรุนแรง หรือหากบุคคลนั้นท่านเป็นพระอรหันต์ ขับรถไปชนท่านเสียชีวิตมรณภาพขึ้น อันนี้ก็กลายเป็นอนันตริยกรรม หรือพลั้งมือกระทำต่อพ่อแม่ อันนี้ก็กลายเป็นอนันตริยกรรม ดังนั้นการที่เราถอดถอนไม่ให้มีอนุสัยจิตในความอาฆาตแค้น ความเป็นเจ้ากรรมนายเวรจากใจของเราให้หมด สุดท้ายมันช่วยคลายปม มันช่วยปลดปล่อยจิตเราจากวาระที่อาจจะพลั้งไปทำกรรม ไปผิดศีล ไปล่วงละเมิดเหมือนอย่างกรณีที่ปรากฏขึ้น สำหรับเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นในเรื่องของพระธุดงค์ ทุกอย่างก็เป็นเรื่องกฎของกรรม ท่านก็เดินธุดงค์อยู่ด้วยความตั้งใจดี ด้วยการปฏิบัติ บางองค์ก็ภาวนาตั้งใจภาวนา พุทโธอยู่ บางองค์ก็ทรงอารมณ์ บางองค์ก็ทรงจิตพิจารณาตัดกาย บางรูปถึงท่านมรณภาพท่านก็เข้าถึงมรรคผลพระนิพพาน บางรูปท่านก็เข้าถึงความเป็นพรหม บางรูปท่านก็เข้าถึงความเป็นอากาศเทวดา ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดเรามองด้วยจิตอุเบกขา เราพิจารณาให้เห็นตามกฎของกรรม ตามความเป็นจริงว่ากรรมนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน บางครั้งเราไม่ตั้งใจจะทำ แต่เหตุการณ์มันปรากฏขึ้นโดยที่เราไม่เจตนา ด้วยเหตุของกรรมจากอดีตชาติ เราก็พึงพิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณบนพระนิพพานนี้ ว่าตราบใดที่ยังมีการเกิด ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ตราบนั้นมันก็มีการกระทบกระทั่งมีความวุ่นวาย กรรมที่ปรากฏขึ้นจะเป็นกรรมโดยเจตนาก็ดี กรรมโดยไม่เจตนาก็ดี ถึงเราไม่เจตนาแต่ก็อาจจะมีเจ้ากรรมนายเวร เราไม่ได้ตั้งใจก็อาจจะมีเจ้ากรรมนายเวร หรือยิ่งเราตั้งใจก็ยิ่งมีเจ้ากรรมนายเวร ไม่ว่าจะอย่างไรก็ดี การกระทบกระทั่งการเบียดเบียนกันมันย่อมก่อเวร หรือแม้กระทั่งเราทำตัวของเราดี ๆ มันก็เกิดมีคนหมั่นไส้ มีคนอิจฉาริษยา มันก็เป็นเรื่องความวุ่นวายของปุถุชนของโลกมนุษย์ที่ปรากฏเป็นธรรมดา พระพุทธองค์ดีแสนดีก็ยังมีคนใส่ร้าย มีคนอิจฉา มีคนหวังทาบบารมี อันนี้เป็นเรื่องปกติ ตัวเราเป็นมนุษย์เป็นคนธรรมดาเป็นคนทั่วไป มันก็ย่อมไม่พ้นคนนินทาคนอิจฉาคนริษยาหมั่นไส้ เราก็พึงเมตตาอโหสิกรรมปล่อยวาง และก็อย่าไปทุกข์กับเรื่องที่ปรากฏขึ้น พิจารณาแต่เพียงว่าเราจะหมั่นสร้างแต่กรรมดี กุศล กรรม ชั่วบาปอกุศลเราก็ละเว้น และรักษาจิตของเราให้ผ่องแผ้วเบิกบานไว้ให้เป็นปกติ
การตั้งมั่นในศีลและการอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาทั่วอนันตจักรวาล
เมื่อพิจารณาแล้วเราก็กำหนดพิจารณาในเรื่องศีลของเรา ศีลข้อใดที่เรารักษาไว้ดีแล้ว เราก็จะรักษาให้ดียิ่งขึ้น ศีลข้อใดที่เรายังรักษาไม่ได้เราก็จะค่อย ๆ เพิ่มเวลา ช่วงเวลาที่เรารักษาศีลข้อนี้ได้ เชื่อเถอะว่าคนเรามันไม่ได้ทำผิดศีลอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางครั้งศีลที่เราทำผิดมันเป็นแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น บางทีมันช่วงแค่นาทีเดียวหรือวินาทีเดียวด้วยซ้ำ ถ้าคนเรามันทำผิดศีลกันทั้งวันทั้งคืน มันก็ค่อนข้างจะชั่วเต็มที ดังนั้นให้เราพิจารณาว่าอย่างน้อยที่สุดช่วงเวลาอีกมากมาย ศีล ๕ ของเราก็บริสุทธิ์ ตั้งใจว่าช่วงเวลาที่ศีล ๕ ของเราบริสุทธิ์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ให้เราตั้งใจไว้เช่นนี้ พิจารณาไว้แบบนี้ เราจะพบว่าใน ๒๔ ชั่วโมงหรือวันนี้ทั้งวันศีล ๕ ของเราบริสุทธิ์ ให้ลองพิจารณาเพื่อเป็นกำลังใจในการรักษาศีล ถ้าเราคิดแบบนี้พิจารณาแบบนี้ กำลังใจในการรักษาศีลเราก็จะเพิ่มขึ้น วันนี้ทั้งวันศีล ๕ ของเราบริสุทธิ์ไหม บริสุทธิ์ หรือบางคนรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์มาติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง หลายเดือนบ้าง หรือหลายปีบ้าง หรือตั้งแต่ตั้งกำลังใจปฏิบัติเพื่อพระนิพพานมาศีล ๕ เราบริสุทธิ์ตลอดก็มี ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามั่นใจมั่นคงได้ว่าศีล ๕ ของเราบริสุทธิ์หมดจด และไม่มีเจตนา ไม่มีความคิดที่จะไปละเมิดศีลเลย ถ้าอารมณ์เช่นนี้ก็ใกล้ความเป็นพระโสดาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ฝึกจนได้มโนมยิทธิ คือมีความมั่นคงในพระรัตนตรัย มีความมั่นคงในพระนิพพานแล้ว เหลือติดอย่างเดียวก็คือเรื่องศีล อันนี้พระท่านก็เลยเตือนมาเป็นพิเศษ ให้เรากำหนดในเรื่องของช่วงเวลาในช่วงของวันไปจนในที่สุดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เมื่อกำหนดพิจารณาแล้วก็ตั้งจิตบอกกับพระท่าน อธิษฐานกับพระท่านว่า “ ข้าพเจ้าจะระมัดระวังในเรื่องของศีลให้สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เพิ่มเวลาให้มากขึ้น หมั่นพิจารณาทุกวันมากขึ้น เพื่อเป้าหมายในการปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอริยเจ้า เพื่อมรรคผลพระนิพพาน เพื่อความเป็นพระโสดาบัน ”
เมื่อกำหนดน้อมจิตไว้ในกุศลแล้ว เราก็น้อมบุญกุศลอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพาน ตั้งจิตอุทิศให้กับพระธุดงค์ที่มรณภาพทุกรูป ขอท่านมาปรากฏรับบุญจากการถวายมหาสังฆทานในวันนี้ บุญจากการเจริญพระกรรมฐาน บุญจากการพิจารณารักษาศีล บุญทาน ศีล ภาวนา ถึงพร้อม น้อมจิตอุทิศถวายท่าน เมื่อถวายบุญให้ท่านแล้ว ต่อไปก็อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งสังสารวัฏ ขอบุญบารมี ทาน ศีล ภาวนา บารมี 30 ทัศ ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยเจ้า พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ น้อมเป็นกระแสบุญใหญ่ลงมาถึงท่านทั้งหลาย ดวงจิตทั้งหลายบน อรูปพรหม ดวงจิตทั้งหลายบนพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น บุญจงส่งผลถึงท่านทั้งหลายที่เสวยบุญเป็นอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น น้อมกระแสบุญกุศลถึงท่านที่เป็นรุกขเทวดาทุกรูปทุกนามทุกดวงจิต ทั่วทั้งดวงดาว ทั่วทั้งอนันตจักรวาล น้อมบุญกุศลถึงพระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทางทุกเขตทุกแคว้นทุกแดนทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับภพที่มีกายหยาบกายเนื้อมนุษย์ทั้งหลายทั้งโลกทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล สรรพสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ กายเนื้อกายหยาบที่เป็นสัตว์เดรัจฉานทั่วดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ทั้งหลาย ดวงจิตที่เสวยวิบากเป็นเปรต อสูรกาย ทั้งหลาย ดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุมจนลึกที่สุดถึงโลกันตมหานรก ขอสรรพดวงจิตทั้งหลายจงเข้าถึงบุญกุศลเข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพานด้วยเถิด
การอธิษฐานจิตคุ้มครองโลก ประเทศชาติ และการชำระธาตุขันธ์
จากนั้นอธิษฐานจิตนะ ขอน้อมอาราธนาบารมีบุญกุศลแห่งการปฏิบัติ บุญกุศลทั้งหลายกระแสบุญจากพระนิพพาน น้อมรวมลงมาคุ้มครองโลกใบนี้ให้เกิดสันติสุขร่มเย็น สลายคลายภัยพิบัติทั้งปวง ทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติ ทั้งศึกสงคราม ทั้งโรคระบาด น้อมกระแสลงมาจากพระนิพพานคลุมคุ้มครองประเทศไทยทั้งหมด เกิดแสงสว่างทเกิดกระแสบุญ เกิดความสุขสงบร่มเย็นเข้าสู่ยุคชาววิไล น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนาทั้งหมด วัดวาอารามทุกแห่ง สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย วัตถุมงคลทั้งหลาย ขอมีกระแสพุทธานุภาพกระแสพุทธคุณบริสุทธิ์เต็มกำลัง สลายล้างอลัชชี สลายล้างอวิชชา สลายล้างคุณไสยมนต์ดำทั้งหลาย ขอจงสลายตัวไป สิ่งใดที่ก่อให้เกิดความโลภ โกรธ หลง ในดวงจิตของพุทธบริษัท ๔ จงสลายตัวไป ขอกระแสมรรคผลพระนิพพาน ขอกระแสธรรมอันบริสุทธิ์จงหลั่งไหลลงสู่ดวงจิตของสาธุชนทั้งหลายพุทธบริษัท ๔ ขอบุญจงปรากฏผลแห่งการปฏิบัติ จงกระจ่างแจ้งมรรคผลพระนิพพานจงเปิดขึ้นในจิตทั้งหลายด้วยเทอญ จากนั้นจึงค่อย ๆ น้อมจิตอธิษฐาน น้อมอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ บุญจงมารักษาพระชนมวารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุก ๆ พระองค์ ตลอดรวมจนถึงบุคคลที่ทำคุณูปการประโยชน์สุขให้กับประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ขอบุญกุศลทั้งหลายน้อมถวายเป็นกำลังในความเป็นทิพย์ยังดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ทุกราชวงศ์ ขอเกิดกำลังเทพฤทธิ์ยังพระสยามเทวาธิราชเจ้า พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี พระคลังมหาสมบัติ ตลอดจนเทพยดาทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดวงพระวิญญาณของบรรพบุรุษไทยทั้งหลาย ให้มีกำลังบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ มีกำลังที่สามารถปกปักรักษาคุ้มครองชาติ ศาสนา แผ่นดิน ได้เต็มกำลัง และขอให้เทวดาพรหมที่ท่านพิทักษ์รักษาผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เทวดาพรหมท่านผู้มีพระคุณที่พิทักษ์รักษาดูแลข้าพเจ้าผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ขอท่านได้โมทนาในบุญในกุศลร่วมด้วยทุกประการ ขอท่านมีบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ เกื้อกูลสงเคราะห์ข้าพเจ้าได้ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะอาราธนาหรือไม่อาราธนา ไม่ว่าข้าพเจ้าบอกกล่าวหรือไม่ก็ตาม หากข้าพเจ้าเดือดร้อน หากข้าพเจ้าประมาทพลั้ง เผอเรอ อันตรายใดก็ตาม วาระที่ท่านสงเคราะห์ได้ ขอให้ท่านเมตตาสงเคราะห์ทันที เต็มกำลังทันใจด้วยเถิด
จากนั้นก็ให้เราค่อย ๆ น้อมจิตทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพให้สว่างผ่องใสที่สุด ตั้งจิตพิจารณาว่าการปฏิบัติที่เราปฏิบัติกันทุกวันนี้ เรามีเป้าหมายสำคัญคือปฏิบัติมุ่งผลคือพระนิพพาน กำหนดพิจารณาให้จิตเราตั้งมั่นมั่นคงอยู่กับพระนิพพานเป็นอารมณ์ สภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพชัดเจน เครื่องทรงเครื่องประดับความสว่างความใส รู้สึกว่ากายเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพสว่างชัดเจน ความลังเลสงสัยว่าเราจะมาพระนิพพานชาตินี้ได้หรือไม่ได้ไม่มีในจิตของเรา มีเพียงอย่างเดียวคือเรามั่นคงว่าอย่างไรก็ตามเรามาได้แน่นอน กายพระวิสุทธิเทพสว่างใสอย่างยิ่ง ตั้งจิตบริกรรม “ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ” ตายเมื่อไหร่ข้าพเจ้าขอตั้งจิตเพื่อพระนิพพาน พิจารณาว่าถ้าเราตายไปนาทีนี้ เราก็เข้าถึงซึ่งพระนิพพานเลย เราไม่มีห่วงเราไม่มีความอาลัย เราไม่มีความลังเลสงสัย และตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ เราก็ปฏิบัติตามแก่นของพระพุทธศาสนา มีศีลมีธรรม ละสิ่งที่เป็นอกุศลทั้งปวงทางกาย วาจา ใจ ยังกุศลทั้งหลายทางกาย วาจา ใจ ทาน ศีล ภาวนา ให้ปรากฏให้ยิ่งขึ้น อยู่อย่างยังประโยชน์ต่อโลก อยู่เพื่อยังประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตายเมื่อไหร่เราก็ไปพระนิพพาน จากนั้นใช้กายทิพย์ค่อย ๆ น้อมกราบลาทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพานด้วยความนอบน้อม กราบให้ถึงแทบพระบาทของสมเด็จองค์ปฐม ของพระพุทธเจ้า ของหลวงพ่อ ของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือและเรานึกถึง และท่านมาปรากฏต่อหน้าเราในจิตความเป็นทิพย์ เมื่อกราบลาแล้วเราก็พุ่งจิตของเรากลับลงมายังกายเนื้อบนโลกมนุษย์ กำหนดน้อมให้เป็นลำแสงสว่างเป็นกระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมกาย อธิษฐานให้กระแสบุญจากพระนิพพาน บุญจากการเจริญพระกรรมฐาน บุญจากการพิจารณาตัดขันธ์ ๕ ร่างกาย สลายล้างฟอกธาตุขันธ์ให้กรรมฐานฟอกธาตุขันธ์ สลายล้างธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในกาย ให้เส้นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นแก้วใส กระดูกทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายเป็นแก้วใส อาการทั้ง ๓๒ เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย อวัยวะภายในทุกส่วนกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ชำระล้างทั่วกาย เห็นร่างกายภายในใส อวัยวะภายในทั้งหมดใส สลายร้างโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรค เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย พยาธิสภาพ เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก สลายตัวหายไปหมด ธาตุธรรมฟอกสลายล้าง วาระกรรมทั้งหลายที่สลายลงด้วยอโหสิกรรม วาระกรรมทั้งหลายที่สลายลงด้วยกำลังของบุญฤทธิ์ วาระกรรมทั้งหลายจงสลายตัวไปจนบรรเทาเบาบางไปในที่สุดด้วยเทอญ ขอให้บุญหนุนนำชะตาชีวิตของเราให้รุ่งเรืองขึ้นคล่องตัวขึ้น บุญทั้งหลายจงส่งผลทันใจ บุญใหญ่ทั้งหลายจงส่งผลก่อน ขอกำลังบุญกำลังพระกรรมฐานกำลังภาวนากำลังบุญสังฆทาน เปิดสายบุญ เปิดสายทรัพย์ เปิดสายสมบัติของข้าพเจ้าให้คล่องตัวขึ้นด้วยเทอญ
จากนั้นตั้งใจนะ โมทนาบุญกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกันในวันนี้ทั้ง ๖๐ ท่าน ตั้งจิตโมทนาบุญกับบุญถวายมหาสังฆทานทั้ง ๑๔ ชุด กายเนื้อเราถวายท่านเจ้าอาวาส กายทิพย์เรายกถวายสังฆทานทิพย์บนพระนิพพาน จิตเราเป็นกุศล บุญเราเป็นกุศล บุญส่งผล บุญประคับประคองชีวิตเราทุกคนให้เจริญรุ่งเรือง เมื่อโมทนาบุญแล้ว กุศลได้สำเร็จแล้ว จิตเป็นสุขแล้ว ค่อย ๆ ถอนจิตช้า ๆ จากสมาธิ หายใจเข้าช้า ๆ ภาวนา พุท ออก โธ ครั้งที่ 2 ภาวนา ธัมโม ครั้งที่ 3 ภาวนา สังโฆ ตั้งใจว่าจิตเราเข้าถึงไตรสรณคมน์ กำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองกาย วาจา ใจ จิตของเรา รักษาพระกรรมฐานของเราให้เป็นสัมมาสมาธิ ให้เป็นสัมมาอภิญญา ให้เป็นโลกุตตรอภิญญา ให้เป็นโลกุตตรสมาธิ สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญทั้งทางโลกทางธรรมยิ่งขึ้นไปมากขึ้นไป สำหรับวันนี้ก็ยังไม่มีข่าวอย่างไร พบกันใหม่สัปดาห์หน้าฝึกสมาธิกัน สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ




