เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569
เรื่อง สรงสงกรานต์ทิพย์พระนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมกำหนดรู้ในกายเพื่อปล่อยวางร่างกาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วนพร้อมกับความรู้สึกปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ปล่อยวางกายปล่อยวางผัสสะที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกเกี่ยวเนื่องกับร่างกาย อยู่กับความสงบปล่อยวางร่างกายปล่อยวางจิตใจ ปล่อยวางเพื่อเข้าสู่ความสงบระงับในขันธ์ ๕ นี้ จิตไม่มีความอาลัยความห่วงใยในขันธ์ ๕ นี้ จิตไม่รู้สึกถึงความมีขันธ์ ๕ นี้ ปล่อยวางกายปล่อยวางเรื่องราวทุกอย่างในใจ ปล่อยวางภาระทั้งหลาย สงบเป็นสุขผ่องใส ทรงสภาวะความสงบแห่งการปล่อยวางไว้ ให้อารมณ์แห่งการปล่อยวางมีความตั้งมั่นจนกระทั่งกลายเป็นวสี ปล่อยวางก่อนความฟุ้ง ปล่อยวางเพื่อความสงบ ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นฐานปัญญาให้กับวิปัสสนาญาณ ยิ่งปล่อยวางยิ่งทำให้ฐานของสมถะมีความตั้งมั่นมีความกล้าแข็ง เพราะเมื่อเราปล่อยวางกายแล้วย่อมทำให้จิตของเราสงบจากความวุ่นวาย จากความเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องความอยาก อันได้แก่กามราคะทั้ง ๕ ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะไม่มีกาย ก็ไม่มีอายตนะ ไม่มีกายก็ไม่มีตัวกูของกู เมื่อไม่มีกายก็ไม่มีเวทนาอันเกิดขึ้นจากขันธ์ ๕ ปล่อยวางกายเพื่อเข้าถึงความสงบ ยิ่งปล่อยวางได้ง่ายได้เร็วมากเท่าไหร่ก็คือผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติ ผลลัพธ์แห่งการเจริญพระกรรมฐาน ปล่อยวางตั้งแต่แรก สงบ ปล่อยวาง ทรงสภาวะในความสงบของขันธ์ ๕ ไร้ร่างกาย ไร้ขันธ์ ๕ ไร้เวทนา แยกกายแยกจิตแยกรูปแยกนาม เมื่ออารมณ์จิตของเรามีความทรงตัวในความสงบ มีปัญญารู้ประโยชน์แห่งการตัดร่างกายขันธ์ ๕ เราเดินจิตเข้าสู่สมาธิในสมถะเพื่อไล่เพื่อเดินกรรมฐานให้ครบจนถึงอารมณ์สูงสุดของอารมณ์สมถะ ซึ่งกรรมฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเจริญพระกรรมฐานทุกกองก็คือ จุดเริ่มต้นจากอานาปานสติ อันนี้ครูบาอาจารย์ท่านกำชับไว้เสมอ
เรากำหนดรู้ในลม ทรงสภาวะจินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม ลมหายใจพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย การที่เรากำหนดจิตเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านละเอียด อันนี้จริงๆแล้วก็เป็นวิชาขั้นสูงในการกลั่นลมหายใจให้จากลมหยาบกลายเป็นลมละเอียดทันที จากลมหายใจจากอากาศทั่วไปธรรมดาให้กลายเป็นปราณ กำหนดจินตภาพเห็นลมหายใจเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกาย สติจดจ่อกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจตลอดเวลา ตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม เชื่อมโยงต่อเนื่องราบรื่น ลมหายใจลมปราณปราศจากความติดขัด ลมหายใจยิ่งกลั่นจนเข้าถึงความละเอียด ลมนั้นก็กลายเป็นปราณที่มีพลังซึ่งเมื่อสะสมเพาะบ่มในอานาปานสติให้เป็นปราณมากเข้านานเข้า จากลมปราณก็สามารถเป็นพลังทางร่างกายได้จริงๆ เป็นพลังที่ใช้ในการเดินธาตุ ในการเดินลมปราณ ใช้ในการเยียวยารักษาร่างกายทั้งตัวเราและบุคคลอื่น กำหนดจิตกำหนดรู้ในคุณประโยชน์จากการเจริญพระกรรมฐานที่สอนให้เป็นพิเศษไว้ ในอนาคตในยามที่เกิดภัยพิบัติ ถึงเวลาไม่มียาไม่มีหมอ มีความขาดแคลนหรือแม้กระทั่งในยามที่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดการใช้อาวุธชีวภาพ เกิดรังสีต่างๆ คนที่มีพลังปราณก็มีความแข็งแรงของร่างกายขันธ์๕ มากกว่าคนอื่น รวมถึงมีพลังที่จะต้านทานต่อภัยต่อโรคต่อพิษที่รับมาได้มากกว่าคนอื่น กำหนดจดจ่อทรงอารมณ์อยู่กับสภาวะที่เห็นลมหายใจกลั่นละเอียดเป็นแพรวไหมระยิบระยับพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจยิ่งละเอียดยิ่งสงบ ลมหายใจละเอียดเรารู้ ลมหายใจหยาบเรารู้ ยิ่งจิตสงบทรงเป็นฌานมากเท่าไหร่ลมหายใจก็ยิ่งละเอียดเบาทรงสภาวะสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจละเอียด ลมหายใจเป็นแพรวไหมระยิบระยับนี้อารมณ์จิตสงบระงับจากความวุ่นวายอยู่กับลมหายใจ ทรงสภาวะไว้ จิตสงบเบาสบาย ลมหายใจสบายอารมณ์จิตเบาสบายลมหายใจละเอียดจิตยิ่งสงบลงเข้าถึงความสงบระงับ เข้าถึงความสงบของจิต ประคับประคองสภาวะอารมณ์พระกรรมฐานแต่ละจุดที่เราฝึก พยายามทรงสภาวะให้มีความเสถียรตั้งมั่นราบรื่น อย่างน้อยที่สุดเป็นเวลาแต่ละจุด ๓๐วินาทีหรือครึ่งนาทีขึ้นไป เมื่อไหร่ที่เราทรงสภาวะกรรมฐาน อารมณ์พระกรรมฐานแต่ละจุดได้อย่างตั้งมั่นมีความเสถียรก็คือไม่กวัดแกว่ง จิตยังสงบลมหายใจยังละเอียดเบาอยู่ ทรงสภาวะความสงบของลมหายใจลมหายใจละเอียดสงบเบาสบายนี้ จากนั้นกำหนดเดินจิตต่อ ยกจิตเข้าสู่ฌาน ๔ ในอานาปานสติ กำหนดจิตหยุดจิต นิ่งหยุดจนอารมณ์จิตทรงตัว จากนั้นจึงเดินเข้าสู่ฌานในกสิณ กำหนดจากจุดที่หยุดจินตภาพให้เห็นจากจุดกลายเป็นดวงแก้วใสสว่างขึ้น แล้วก็จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เราเคลื่อนจิตเดินพระกรรมฐานเข้าสู่กสิณ การจับลมหายใจไม่ต้องไปสนใจ เราย้ายจากการจับลมความรู้สึกของลมหายใจมาที่การกำหนด สติจดจ่ออยู่กับภาพของกสิณ ลมหายใจปล่อยมันไม่ต้องสนใจทั้งสิ้นเพราะถ้าเมื่อไหร่เราเดินจิตเข้าสู่กสิณ แล้วไปสนใจลมหายใจมันก็จะกลายเป็นว่าเราถอยหลังลง เพราะกำลังของกสิณนั้นอันที่จริงแล้วสูงกว่าอานาปานสติ กสิณเป็นบาทฐานของอภิญญา อานาปานสติเป็นบาทฐานของกรรมฐานทั้งหมด และนัยหนึ่งก็คือเป็นบาทฐานของสุขวิปัสสโก แต่กสิณเป็นบาทฐานของเตวิชโช ฉฬภิญโญขึ้นไป ส่วนอรูปสมาบัติเป็นบาทฐานของปฏิสัมภิทาญาณ ดังนั้นเมื่อเราเดินจิตเข้าสู่กสิณ กำหนดเห็นจิตเป็นดวงแก้วแล้วปล่อยวางไม่ต้องไปสนใจลมหายใจจดจ่ออยู่กับภาพ ** สิ่งสำคัญก็คือการที่เราฝึกจับภาพให้เป็นดวงแก้ว เพราะดวงแก้วนี้จะมาเชื่อมโยงกับจิตของเรา ภาพนิมิตที่เห็นก็ให้เราเห็นเป็นจิตของเราเอง ดังนั้นเมื่อไหร่ที่จิตเราใสแพรวพราวเป็นเพชรประกายพรึก เมื่อนั้นจิตของเราก็สะอาดจากกิเลส ถ้าจิตเราไม่สามารถทรงสภาวะความเป็นประกายพรึกสว่างได้ ก็แปลว่าจิตของเราตอนนั้นมันมีกำลังไม่ถึงฌาน มีกำลังร่วงลงหรือมีกิเลสเข้ามาจร
ตอนนี้ให้เราทรงอารมณ์ฝึกไว้อันที่จริงเวลาที่ฝึกกสิณ นิมิตของกสิณนี้จริงๆแล้ววิธีดูมันก็มีง่ายๆ ๒ ระดับ ๓ ระดับ ระดับแรกก็คือการเห็นกสิณต้น กสิณต้นก็คือเห็นเป็นก้อนดิน เห็นเป็นภาพนิมิตของน้ำ เห็นนิมิตของไฟ เห็นนิมิตของวรรณกสิณ ก็คือทรงกลม สีต่างๆ หรือเห็นเป็นดวง แสงสว่างก็คืออาโลกสิณ หรือเห็นเป็นที่ว่างโล่งทะลุไปเป็นที่ว่างๆก็คืออากาศกสิณก็คือที่ว่าง รวมเป็นทั้งหมด ๑๐ คือ ธาตุ ๔ วรรณะ ๔ อาโล อากาศรวมเป็น ๑๐ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ยาก แต่เวลาที่เราฝึกพอฝึกจริง เอาให้เร็วใช้งานจริง ถ้าฝึกเองทรงอารมณ์เองก็ไม่ต้องไปไล่ตั้งแต่เป็นใส กำหนดปุ๊บเห็นจิตเราเป็นเพชรประกายพรึกผนึกว่าภาพนิมิตที่เห็นจิตเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง มีรัศมีก็คือจิตของเราก็คือดวงกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อไหร่ที่ฝึกแล้วภาพกสิณคือความประภัสสร มันมีความเต็มกำลัง ก็ให้เราจำอารมณ์จำสภาวะจำกำลังใจที่เราตั้งไว้ในระดับนี้ให้ได้ ถือว่าเป็นฐานเป็นมาตรฐานของเรา คำว่าฐานหรือมาตรฐานที่เราทำที่เรากำหนดภาพ จำไว้ว่าเราสามารถยกกำลังให้สูงขึ้นไปอีก ก็คือใสแล้วใสขึ้นไปอีก สว่างแล้วสว่างขึ้นไปได้อีก แพรวพราวระยิบระยับแล้วก็แพรวพราวระยิบระยับขึ้นไปได้อีก แต่ฐานที่ว่านี้ก็คือเราทำให้ได้เป็นมาตรฐานเป็นกำลังของเรา ตามกำลัง หมายความว่ากำลังบุญ กำลังจิต กำลังทักษะ กำลังบารมีที่เราฝึกฝนแต่ละคนเต็มกำลังมันทำได้ไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเราทำได้เต็มที่เท่าไหร่ ทำได้เต็มที่เท่าไหร่เวลาฝึกฝนอย่างน้อยพอเราขึ้นในอีกวันใหม่หรือครั้งต่อไป เราตั้งกำลังใจไว้ว่าเราจะต้องทำให้ได้เท่าเดิมแบบนี้เสมอ นอกจากมันเกิดอุปสรรคเช่นวันนี้ป่วย วันนี้เหนื่อยมาก วันนี้เพลียมากไม่ไหวจริงๆมันอาจจะดรอปไปบ้าง อาจจะตกลงไปบ้าง อันนี้ยอมรับว่าเป็นไปตามสภาพของขันธ์ ๕ แต่ถ้าในยามที่ร่างกายเราปกติแข็งแรง เราฝึกทุกครั้งต้องให้ได้ตามมาตรฐานเช่นนี้ทุกครั้งถือว่าเป็นเต็มกำลังของเรา แล้วก็ถ้าเราฝึกเอาดีเต็มที่ การที่เราฝึกเราได้เต็มกำลังของเราเท่านี้ก็จงอย่าพอใจ เราจงคิดพิจารณาว่าเรายังสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ ให้ใสได้ยิ่งกว่านี้สว่างได้ยิ่งกว่านี้แพรวพราวได้ยิ่งกว่านี้ รัศมีจิตระยิบระยับได้ยิ่งกว่านี้ ถ้าเมื่อไหร่เราคิดได้แบบนี้ การปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของเราก็จะมีความก้าวหน้าขึ้นจิตตานุภาพเพาะบ่มสะสมมากขึ้น และการที่เราฝึกความระยิบระยับของจิตที่เราเห็นที่เราทรงอารมณ์ได้นั้นมันจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการที่เราฝึกมโนมยิทธิ จิตเราใสจิตเราสว่างแพรวพราวมากเพียงใดเวลาที่เรากำหนดยกจิตขึ้นไปกราบพระ องค์พระก็สว่างแพรวพราวมากขึ้นดังที่เราสามารถทรงอารมณ์ที่จิตประภัสสรเช่นนั้นได้เช่นกัน
ดังนั้นบางคนที่เขาเต็มกำลังตลอดเวลาก็คือ ฝึกแบบนี้ ฝึกให้กรรมฐานการทรงภาพ การทรงสภาวะมีฐานที่มันเต็มกำลังของตัวเอง แล้วก็มีความเพียรมีความวิริยะที่จะพัฒนาให้ใสขึ้นสว่างขึ้นชัดเจนขึ้น ยิ่งทำแบบนี้สะสมไปนานเข้า ๑ปี ๒ปี ๕ปี ๑๐ปี กำลังฌานสมาบัติมันก็มีความทรงตัว มโนมยิทธิเพียงแค่กำหนดปุ๊บก็สามารถยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานได้ ถึงเวลาจริงคนที่เขาฝึก คนที่เขาปฏิบัติ คนที่เขาทรงอภิญญา ถึงเวลาแทบไม่ต้องตั้งท่า กำหนดนึกปุ๊บถึงเลยไม่ต้องไปรอ คำว่าไม่ต้องไปรอหมายความว่า ไม่ต้องไปรอเวลาค่ำ เวลาที่เราเจริญกรรมฐานเป็นปกติ อยู่ที่ใดอยู่ที่ไหนฝึกได้ตลอดทันที ดังนั้นก็จะสัมพันธ์กันกับที่สอนว่าต้องเข้าฌานให้เร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวเพราะถึงเวลาที่จริงคนที่เขาทรงมโนมยิทธิที่มีความคล่องตัว เขาก็จะยกจิตขึ้นไปเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวเช่นกัน ดังนั้นทุกอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน เราสามารถปฏิบัติ สามารถพิสูจน์ สามารถปฏิบัติตามจนเห็นผลได้จริงและถึงเวลาเมื่อไหร่ที่เราทรงมโนมยิทธิ เราสามารถที่จะกราบทูลกราบเรียนถามกับพระพุทธองค์ท่านโดยตรง แล้วก็จำไว้เสมอว่าเราฝึกมโนมยิทธิเพื่ออะไร เราเจริญพระกรรมฐานเพื่ออะไร ให้เราตั้งใจไว้ดังคำที่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสถามเวลาที่พระภิกษุบวชพรหมจรรย์หรือการเจริญพระกรรมฐานของเรานั้น เป็นไปเพื่อลาภยศ เป็นไปเพื่อให้คนสรรเสริญ เป็นไปเพื่อฤทธิ์เดช หรือเป็นไปเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ถ้าเมื่อไหร่ที่เราใช้กำลังของมโนยิทธิเพื่อเป็นบาทฐานเพื่อเจริญพระกรรมฐานเจริญสมถะ เจริญวิปัสสนาญาณเพื่อมรรคผลพระนิพพานเป็นที่สุด เมื่อนั้นการปฏิบัติของเรามโนมยิทธิเป็นโลกุตตรอภิญญา ถ้าเราใช้เพื่อลาภสักการะเพื่อให้คนยกย่องสรรเสริญอันนั้นก็กลายเป็นโลกิยอภิญญา ซึ่งก็มีความเสื่อมไปในที่สุด มโนหายไปได้ในที่สุดแต่ถ้าเมื่อไหร่เราฝึกเพื่อมรรคผล พระท่านก็จะสงเคราะห์เราเสมอสงเคราะห์เราตรง ดังนั้นให้เราสังเกตดูคนอื่นที่เขาฝึกมโนมยิทธิ ถ้าเขายังขยันไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ไปดูจิตคนนั้นคนนี้ไปวุ่นวายเรื่องต่างๆจนเกินไปเกินพอดีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของมรรคผล ไม่เกี่ยวกับเรื่องของปฏิปทาสาธารณประโยชน์อันนั้นสุดท้ายก็ยังมีโอกาสเสื่อม หรือมีโอกาสที่ญาณเครื่องรู้มันมีความผิดพลาดมันไม่แม่นยำ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราใช้เป็นโลกุตตรอภิญญา โลกุตตรญานคือเวลาที่เรากราบทูลกราบเรียนสนทนากับพระท่าน ถามธรรมะพระท่านไม่ว่าจะเป็นพระที่เป็นพระใหญ่คือพระพุทธเจ้า หรือพระที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าพระอรหันต์หรือแม้แต่การที่เราได้สนทนาธรรม สอบถามข้อธรรมจากพระอรหันต์ในยุคพุทธกาล เช่นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอุปคุตเป็นต้น มีหลายคนที่ปฏิบัติก็เป็นลูกศิษย์สายตรงกับพระโมคคัลลานะ หลายคนก็เจริญธรรมสอบถามข้อธรรมโดยตรงกับหลวงพ่อท่าน บางคนก็สอบถามข้อธรรมโดยตรงกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน บางคนก็สอบถามข้อธรรมโดยตรงกับสมเด็จองค์ปฐม อันนี้ล่ะก็คือประโยชน์สูงสุดของการที่เราฝึกมโนมยิทธิ ดังนั้นคำทำนายที่กล่าวไว้ว่าในอนาคตเข้าสู่ยุคชาววิไลพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองดั่งสมัยพุทธกาล เหตุผลก็ทำไมถึงเจริญดังสมัยพุทธกาลก็เพราะพุทธบริษัท๔ มีกำลังใจตรงในมรรคผล ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานอันนี้คือข้อแรก ส่วนข้อที่สองก็คือทำไมจะไม่เหมือนพุทธกาล ในเมื่อพุทธบริษัท๔ จำนวนมากสามารถยกกำลังใจทรงอภิญญาจิต ยกจิตไปกราบทูลไปสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าได้ ตรงนี้คนที่ปฏิบัติถึงก็จะเข้าใจ คนที่ปฏิบัติไม่ถึงก็ย่อมมีวิจิกิจฉามีความสงสัยเป็นปกติ แต่ในพ.ศ.นี้ช่วงเวลานี้ถ้าเราสังเกตดูในสังคมโดยเฉพาะยิ่งในหมู่ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะที่เป็นสายหลวงพ่อฤาษี สายอื่นที่ปฏิบัติธรรมก็ประกาศชัดเจนว่าการปฏิบัติของเธอของเขา เขาปฏิบัติเพื่อพระนิพพานทั้งนั้น ขอนิพพานชาตินี้กันเป็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติ จากที่เมื่อก่อนไม่มีใครกล้าพูด การพูดการโพสต์ว่าตั้งใจปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้นก็เพราะจิตของบุคคลนั้นเมีความมั่นใจมีความมั่นคง คนที่ไม่มั่นใจคนที่ไม่มั่นคงคนที่ยังละวิจิกิจฉาในตัวเองไม่ได้ ก็ย่อมไม่สามารถที่จะประกาศตัวอย่างนั้น ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคำทำนายมันเริ่มเป็นจริงชัดขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นก็ให้เราลองพิจารณาดู
กำหนดจิตทรงอารมณ์ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน อธิษฐานจิตขอสภาวะบนพระนิพพานนั้นขอจงปรากฏมหาสมาคมดังยุคที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มีพระพุทธเจ้าสมเด็จพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่งเป็นประธาน มีพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรอยู่ซ้ายขวา มีพระอานนท์นั่งอยู่ใกล้ๆพระพุทธเจ้า รายล้อมห้อมล้อมด้วยพระอรหันต์สาวก มีพระอสีติมหาสาวกอยู่ด้านหน้าและพระอรหันต์องค์อื่นๆก็อยู่ตามลำดับตามอาวุโส กำหนดจิตน้อมจิตว่า “ จิตข้าพเจ้าได้สัมผัสดังยุคสมัยพุทธกาล ธรรมนั้นเป็นอกาลิโก ธรรมะของพระพุทธเจ้าแม้ท่านทรงสอนตรัสมา ๒๕๐๐ ปีเศษแล้วก็ตาม แต่ธรรมอันเป็นอกาลิโกนั้นก็คงอยู่สภาวธรรมก็ยังคงอยู่ ผลแห่งธรรมในการปฏิบัติก็ยังคงอยู่ มรรคผลพระนิพพานก็ยังคงอยู่ ตั้งจิตตั้งใจว่าแม้ข้าพเจ้ามาเกิดในภายหลังมาสัมผัสมาปฏิบัติในภายหลังแต่ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสแห่งพระธรรม ได้ลิ้มรสแห่งกระแสโลกุตตรธรรม ” กำหนดจิตนะตอนนี้เรานั่งอยู่ท้ายๆเพราะตามอาวุโสเราอยู่ท้าย ภูมิธรรมเรายังอยู่ท้าย แต่เรายังอยู่ในหมู่แห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย อยู่ในกระแสดุจดั่งสมัยพุทธกาล ดังนั้นการที่เราทรงมโนมยิทธิได้ จุดใดก็ตามข้อธรรมใดก็ตามที่เราติดขัด เราสามารถกราบทูลกราบเรียนถามท่านได้ทั้งนั้นความรู้สึกความเชื่อมั่นความมั่นคงในธรรมย่อมเต็มอยู่ในจิตใจของเรา ให้เรากำหนดจิตขอยกกำลังใจยกอทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน ในวาระนี้วันนี้ก็ขอให้จงปรากฏสภาวะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ ขอจงปรากฏเต็มกำลังสว่างแพรวพราวชัดเจนให้จิตข้าพเจ้าสัมผัสได้ถ้วนทุกพระองค์ จากนั้นกำหนดจิตน้อมกราบอทิสมานกายจงปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพ จากนั้นกำหนดจิตว่าวันนี้เป็นการปฏิบัติพระกรรมฐานในคืนก่อนวันเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของไทยก็คือวันมหาสงกรานต์ เราก็ได้โอกาสพิเศษ ปกติเราสรงน้ำพระพุทธรูป สรงน้ำครูบาอาจารย์ สรงน้ำพ่อแม่ วันนี้เราใช้กำลังพระกรรมฐานเราขึ้นมาสรงน้ำถือว่าท่านเป็นพ่อแม่ของเรา อธิษฐานจิตขออทิสมานกายจงปรากฏสังข์อันเป็นแก้ววิเศษ เป็นมหาสังข์ที่ใสสว่างมีการแกะสลักวิจิตรบรรจงปรากฏขึ้นบนมือของเรา เราประนมสังข์นี้ขึ้นมาตรงอกของกายพระวิสุทธิเทพ อธิษฐานว่าขอกำลังบุญทานศีลภาวนา กำลังพระกรรมฐาน บุญที่เราสร้างสะสมไว้ขอจงปรากฏเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่เราขอน้อมเป็นพุทธานุญาต ธรรมานุญาต สังฆานุญาตบรรจงสรงบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย อธิษฐานจิตนะคราวนี้เราขออนุญาตค่อยๆบรรจงไปจัดการสรงของเราเองนะ ค่อยๆสรงน้ำที่เป็นน้ำทิพย์จากสังข์ที่พระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า เริ่มจากสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์ไหนที่เราเคารพนับถือเป็นพิเศษนะ เราสรงน้ำบนพระนิพพานก่อนนะกำหนดจิตว่าเรารำลึกเรากตัญญูเรามาสรงน้ำทุกท่านทุกๆพระองค์ ยามที่สรงน้ำหยาดไป ใจเราก็เอิบอิ่มชุ่มฉ่ำ สรงด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพอย่างแท้จริง หลวงพ่อท่านมาเราก็สรงนะ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรองค์ไหนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ใดที่ท่านมีวาระเกี่ยวพันกับเรา เราก็สรงครูบาอาจารย์ในยุคเก่ายุคโบราณ องค์ไหนที่เกี่ยวเนื่องกับเรา เราก็สรงน้ำด้วยความเคารพ วันนี้มีพิเศษนะครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกกับหลวงพ่อท่านมาด้วย เราอธิษฐานสรง สรงจนรู้สึกว่าใจเราเอิบอิ่ม สรงด้วยความรู้สึกกตัญญูความขอบคุณที่ท่านดูแลอบรมสั่งสอน จนกระทั่งรู้สึกว่าสรงบนพระนิพพานได้ครบทุกพระองค์
จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไปนะ กำหนดพิเศษยกจิตขออนุญาต ขอพุทธานุญาตพระพุทธเจ้า ขออนุญาตหลวงพ่อสงเคราะห์ขอพาอทิสมานกายเราไปที่พรหมโลก อธิษฐานขอให้เห็นเศียรแห่งท้าวมหาพรหมที่อัญเชิญในวาระสงกรานต์ กำหนดจิตอธิษฐานหยาดน้ำทิพย์จากสังข์แห่งบุญนี้ลงที่พานที่เทิดเศียรของท้าวมหาพรหมไว้ พรมนางมหาสงกรานต์ จากนั้นกำหนดขออนุญาต ขออนุญาตพรมน้ำสรงให้กับท่านท้าวสหัมบดีพรหมท่านผู้เป็นใหญ่บนพรหมโลก จากนั้นกำหนดจิตต่อไปว่าท่านพรหมองค์ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันเป็นพ่อแม่เป็นครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้ามาในกาลก่อนก็ขอให้ปรากฏองค์ขึ้น ให้ข้าพเจ้าได้สรงน้ำทิพย์ในวาระสงกรานต์ ขอความเป็นมงคลความกตัญญูกัตตเวทิตาจงเป็นคุณ จงเป็นบุญ จงเป็นกระแสความสว่างคุ้มกายคุ้มจิตข้าพเจ้า อำนาจแห่งความกตัญญูกัตเวทิตานี้เป็นธรรมที่คุ้มครองเรา เมื่อถึงพรหมโลกสรงครบทุกองค์ ก็อธิษฐานจิตต่อไป ไปที่ดินแดนอากาศเทวดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปที่พระแท่นไปกราบท่านปู่ท่านย่า ขอสรงท่านแต่โดยดี คราวนี้เมื่อสรงแล้วเป็นไงบ้างท่านดีใจมั้ย ท่านกอดท่านลูบหน้าลูบหลังเรามั้ย สรงท่านปู่ท่านย่า ขออนุญาตสรงท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านมเหสักขาพี่ๆทั้งหลายเพื่อนๆทั้งหลายแล้วก็อธิษฐานขอให้ปรากฏพ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์ที่อยู่ในอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น มีท่านใดบ้างก็ขอเมตตามาปรากฏ สรงน้ำคุณพ่อคุณแม่ของเรา บางคนเสียไปแล้วเราก็สรงท่าน ท่านอยู่ดาวดึงส์ก็ดี อยู่ดุสิตก็ดี อยู่จาตุมก็ดี อยู่ยามาก็ดีหรือชั้นใดก็ดี อยู่นิมมาน อยู่ปรนิมเราก็สรงว่า ความกตัญญูนี้เราขอน้อมกราบถึงพ่อแม่ถึงปู่ย่าตายายของเราญาติทั้งหลาย ขอบุญจงถึงท่านทุกพระองค์ จากนั้นกำหนดจิตต่อไปนะขออนุญาตสรงพระภูมิเจ้าที่เจ้าที่เจ้าทางที่บ้านเรือนของเรา ขอท่านมาปรากฏกายทิพย์เรามาปรากฏที่บ้าน ขอเจ้าที่ท่านมา บอกขอให้ท่านโมทนาในทุกบุญกุศลของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าร่วมบุญมหาสังฆทานทุกครั้งให้ท่านมีส่วนร่วม ข้าพเจ้าเจริญกรรมฐานทุกครั้งขอให้ท่านมีส่วนร่วม ข้าพเจ้าสร้างกุศลใดขอให้ท่านโมทนามีส่วนร่วมทุกประการ ให้บุญท่านมากขึ้น แสงสว่างมากขึ้น มีกายใหญ่ขึ้น บารมีสูงขึ้นมีเทพฤทธิ์มากขึ้น จากนั้นกำหนดจิตขออนุญาตสมเด็จองค์ปัจจุบัน หลวงพ่อขอให้ข้าพเจ้าได้ไปสรงที่สำนักพยายมไปกราบลุงพุฒิ ไปกราบนายนิรยบาลทั้งหลาย หลายท่านก็เมตตาสงเคราะห์มาเตือน มาเตือนทั้งตัวเรามาเตือนทั้งญาติพี่น้อง มาเตือนพ่อแม่เราก่อนถึงวาระให้เตรียมตัว เป็นพยานบุญให้กับตัวเราให้กับญาติของเรา เรากำหนดจิตสรงน้ำทิพย์จากสังข์อันเป็นทิพย์เป็นแก้ววิเศษ สรงบูชาคุณท่าน ขอท่านปรากฏกายเป็นกายสวยๆ ขอลุงพุฒิปรากฏกายเป็นกายของพรหม พยายมราชปรากฏเป็นกายแห่งพรหม แล้วเราสรงด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ ขอให้ท่านเป็นพยานบุญของเรา
จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐานขอสมเด็จองค์ปัจจุบันสงเคราะห์ ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปสรงไปกราบพ่อธาตุแม่ธาตุทั้ง ๔ มีแม่พระธรณี แม่พระคงคา พ่อพระเพลิง พระพาย กำหนดสรงกราบท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่พระธรณีท่านเป็นพยานบุญทั้งหลายของเรา แม่พระคงคาเป็นพยานบุญทั้งหลายจากหยาดน้ำที่เรากรวดน้ำ สรงท่านแล้วก็ขอให้ท่านเมตตาคุ้มครองเราจากภัยพิบัติทั้งปวง ให้ข้าพเจ้าปลอดภัยจากภัยพิบัติทางดินน้ำลมไฟทั้งปวง เคมีรังสีทั้งหลายพิษทั้งหลายไม่อาจกล้ำกายข้าพเจ้าได้ จากนั้นกำหนดจิตนะกายทิพย์เราแยกอทิสมานกายไปสรงที่ศาลหลักเมือง ที่วัดพระแก้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาสำคัญก็คือพระสยามเทวาธิราช ท่านอยู่หรือรวมหรือประชุมกันอยู่ เรื่องราวเกี่ยวกับชาติแผ่นดิน ประชุมกันอยู่ที่วัดพระแก้ว กำหนดขออนุญาตสรงน้ำทุกท่านทุกๆพระองค์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี พระสยามเทวาธิราช พระคลังมหาสมบัติ ดวงจิตดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ เทวดาที่รักษาเสวตฉัตร อธิษฐานจิตสรงน้ำถวายทุกท่านทุกๆพระองค์ เมื่อสรงน้ำครบหมดแล้วเราก็อธิษฐานนะ กำหนดจิตขออาทิสมานกายของเราจงปรากฏพร้อมด้วยสังข์แก้วปรากฏลอยอยู่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองใกล้กับวัดพระแก้ว อธิษฐานจิตว่าขอให้บุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้ากระทำบำเพ็ญนี้ ทานศีลภาวนาการเจริญพระกรรมฐาน ขอรวมตัวเป็นบุญ บุญที่ตกหล่นทั้งหลาย ลืมหยาดน้ำ ลืมกรวดน้ำ ลืมอธิษฐานข้าพเจ้าขอให้บุญทั้งหลายจงมารวมตัวกัน จากนั้นหยาดน้ำลงสู่ปฐพีบริเวณเสาแห่งศาลหลักเมืองอันเป็นหลักชัยของแผ่นดิน ขอบุญนี้จงหล่อเลี้ยงลงสู่ปฐพีบ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้า ขอบุญทั้งหลายหล่อเลี้ยงลงให้ผืนแผ่นดินสยามประเทศนี้จงรุ่งเรืองขึ้นสู่ยุคชาววิไลในที่สุดด้วยเทอญ บุญจงเกิดผลสว่างเมื่อหยาดน้ำลงสู่ปฐพีแล้วก็ให้ดูว่าเกิดแสงสว่างขึ้นกับแผ่นดินมั้ย ผืนแผ่นดินใสสว่างเป็นแก้ว อธิษฐานจิตขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ ขอบารมีพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองพระหลักเมืองที่ดูแล เมื่อผืนแผ่นดินสว่างใสขอให้ข้าพเจ้ามองทะลุลงไปเห็นทรัพย์แผ่นดิน ปรากฏทรัพย์แผ่นดินปรากฏขึ้นกับจิตกับความเป็นทิพย์ของเรา ขอให้ทรัพย์แผ่นดินจงปรากฏขึ้นผุดขึ้นในยามเข้าสู่ยุคชาววิไล ทองเพชรแร่ใสพลังงานต่างๆจงปรากฏขึ้น บุญทั้งหลายจงปรากฏขึ้น บุญที่เราตั้งจิตหยาดลงสู่ปฐพีนั้นมีผล แรงอธิษฐานที่เราทำนี้มีผลมากกว่าอามิสบูชาเพราะเป็นปฏิบัติบูชา บูชาด้วยกรรมฐานเต็มกำลัง บูชาด้วยความเป็นทิพย์เต็มกำลัง เมื่อเราอธิษฐานเปิดพระธรณีเปิดแผ่นดินเปิดด้วยบุญแล้ว เราก็ยกจิตกลับขึ้นไปบนพระนิพพาน ขึ้นไปกราบสมเด็จองค์ปฐม กราบพระพุทธเจ้าแล้วก็อธิษฐานจิตนะ ขอดวงพระวิญญาณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระพันปีหลวงเมตตาปรากฏ อธิษฐานจิตขออนุญาตที่จะหยาดน้ำสรงถวายทั้ง ๒ พระองค์ สรงพระบาททั้งสองพระองค์ จากนั้นกราบด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อมด้วยความกตัญญูต่อท่านแล้วก็กราบทูลถามท่านว่า ท่านทราบถึงกำลังใจที่ข้าพเจ้าทำให้กับบ้านเมืองมั้ย ท่านรับรู้รับทราบในกุศลความดีที่เราทำถวายให้กับชาติศาสนาพระมหากษัตริย์มั้ย ให้เราได้มีความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ให้เราซาบซึ้งที่ท่านทรงทราบ แล้วก็กราบทูลถามว่าท่านเมตตาคุ้มครองเราทุกคนหรืออยู่ในสายพระเนตรเสมอมั้ย ให้เรากำหนดรู้ของเรานะ เป็นความปลื้มปิติของเรา การเจริญพระกรรมฐานของเรานั้นเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนคือมรรคผลพระนิพพาน ทั้งต่อปฏิปทาสาธารณประโยชน์ คือช่วยเหลือชาติช่วยเหลือศาสนาช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ช่วยเหลือโลกใบนี้ สังสารวัฏนี้ด้วยกำลังของบุญด้วยความเป็นทิพย์ เราได้ทำประโยชน์ ชีวิตของเรามีประโยชน์ การเกิดของเรานี้คุ้มแล้วที่ได้เกิดมาได้สร้างคุณประโยชน์ แม้ว่าทางวัตถุทางโลกเราอาจจะเหมือนกับทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในทางจิตในทางพระกรรมฐานในทางบุญในทางทิพย์เราได้สร้างบุญกุศลมากมายมหาศาลมากกว่าผู้ที่เขาร่ำรวยมั่งคั่งกว่าเราอีกหลายๆคน ตรงนี้ก็ให้เราจดจำเอาไว้เป็นปฏิปทาว่า การเจริญพระกรรมฐานของเรานั้นยังประโยชน์คุ้มค่าแห่งการปฏิบัติแล้ว มีผลจริงเกิดประโยชน์จริง ยังประโยชน์ต่อตนต่อส่วนรวมได้จริง จากนั้นกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์ กราบลาสมเด็จองค์ปฐม กราบลาทุกท่านบนพระนิพพาน กราบลาเทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบลาบูรพกษัตราธิราชเจ้า กราบลาพ่อแม่ในอดีตชาติทุกๆพระองค์ กราบด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ ตั้งใจว่าสงกรานต์ปีนี้มหาสงกรานต์ปีนี้เราได้เฉลิมฉลองมหาสงกรานต์ทิพย์บนพระนิพพาน ได้มีโอกาสใช้กายทิพย์สรงหยาดน้ำทิพย์ถวายทุกท่านทุกๆพระองค์ ในกำลังใจที่สูง ซึ่งบางครั้งบางเวลาที่เราสรงน้ำพ่อแม่เราด้วยกายเนื้อก็อาจจะไม่มีความซาบซึ้ง สัมผัสเข้าไปได้ลึกซึ้งอย่างที่เราใช้กำลังความเป็นทิพย์มาสรงด้วยกายทิพย์เช่นนี้ พ่อแม่เราที่อยู่สวรรค์อยู่บนพรหมก็พลอยได้รับกระแสบุญจากน้ำที่เราหยาดก็คือบุญที่เราตั้งจิตอุทิศจากสังข์แก้วนี้
ตอนนี้ก็ให้เรายกจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์ อธิษฐานขอให้เกิดกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมกายเราทั้งหมด กายทิพย์รวมกับกายเนื้อสมบูรณ์ กำลังบุญจากการเจริญกับพระกรรมฐานส่องลงมาคลุมกายฟอกธาตุขันธ์ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์ โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์ เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอาการ ๓๒ อวัยวะภายในทุกส่วนกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์ กระแสบุญกุศลไหลเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ บุญหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์สลายร้างโรคภัยไข้เจ็บสลายออกไปจนหมด มีแต่บุญหล่อเลี้ยงคุ้มครองชีวิตของเรา มีแต่กุศลหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา มีแต่กระแสความเป็นทิพย์พระนิพพานหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ ๕ ของเรา จิตสว่างผ่องใส กายสว่างผ่องใส กายจิตสะอาดใจเอิบอิ่มเบิกบาน บุญกุศลเราได้สร้างสำเร็จ บุญจากการเจริญพระกรรมฐานเป็นบุญสูงสุดยิ่งกว่าทานและการรักษาศีล เราครบทั้งทานศีลภาวนานะในกำลังพระกรรมฐานสูงสุดเสมอ ใจเรามีความอิ่มยินดีในธรรมที่ได้เจริญไว้ดีแล้ว ยินดีในจิตแห่งความกตัญญูกัตตเวทิตาที่เราได้ปรากฏได้ทรงสภาวะได้ทรงอารมณ์ดีแล้ว ความสุขความเจริญย่อมปรากฏขึ้นกับเราตลอดไปจนถึงพระนิพพาน จากนั้นอธิษฐานจิตค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิ ตั้งจิตโมทนาสาธุกับทุกท่านทุกคน กัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานในวันนี้ กัลยาณมิตรทั้งหลายที่มาเจริญพระกรรมฐานในภายหลัง และค่อยๆหายใจเข้าช้าๆลึกๆพุทโธ ธัมโม สังโฆ ถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยจิตเอิบอิ่มเป็นสุข สำหรับวันนี้ก็ขอเป็นวโรกาสที่ขออำนวยอวยพรอาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้ามีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีเป็นที่สุดอำนวยอวยพรให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญแคล้วคลาดจากภัยพิบัติ จากอุบัตวเหตุภยันตราย ศึกสงครามทั้งหลาย มีความคล่องตัวแม้คนอื่นเขามีความยากลำบากแต่ก็ขอให้เราทุกคนมีกำลังบุญคุ้มครองรักษานำพาตัวรอดไปได้
อันนี้ก็ขออนุญาตเตือนต่อไปสำหรับลูกหลานหลวงพ่อที่อยู่ต่างประเทศ หลวงพี่เล็กท่านก็เมตตาเตือนว่าถ้าเป็นไปได้ก็ให้กลับมาได้แล้วอย่างน้อยก็ให้คิดซะว่ากลับมาเที่ยวประเทศไทยช่วงนี้ พอถ้าช้ากว่านี้ก็มีโอกาสที่จะกลับมาได้ยากเนื่องจากต่อไปมันจะมีความบีบคั้นในเรื่องของความขาดแคลนน้ำมันที่จะเติมเครื่องบินในการเดินทางดังนั้นถึงมีเงินก็ไม่อาจจะหาซื้อตั๋วที่จะบินกลับได้ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ก็สำหรับจะอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทยหรือต่างประเทศเตรียมอาหารแห้งไว้บ้างพอสักเดือน ๒ เดือน น้ำดื่มพยายามเตรียมไว้บ้าง ถ้ามีเครื่องกรองน้ำที่บ้านได้ก็ดีมีวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ใช้ถ่านหรือใช้มือหมุนเพื่อฟังข่าวในกรณีที่ฉุกเฉิน ตอนนี้เขาก็พักเป็นการชั่วคราวเดี๋ยวก็ค่อยๆติดตามดูต่อไป ให้เราดูฟังข่าวสารด้วยสติไม่ตื่นตระหนก ตระหนักแต่อย่าไปตื่นตระหนกเตรียมตัวไว้แต่อย่าหวาดกลัวเกินไปไม่ต้องกลัวเกินไป ถึงเวลามันมีเหตุการณ์มีกำลังบุญที่มันมาเปลี่ยนแปลงไม่ให้เกิดเหตุ เหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างที่เราคิด เหตุการณ์มันอาจจะจบเร็วมากกว่าที่เราคิด เหตุการณ์อาจจะพลิกผันมากกว่าที่เราคิดก็ได้แต่เหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องเตรียมอาหารอยู่ให้ได้ ๑ เดือน น้ำพลังงานให้พออยู่ได้บ้างอันนี้ยังถือว่ายังไงก็เกิดแน่นอนจำเป็นต้องเตรียม อันนี้ก็เตือนไว้ใครที่ป่วยเจ็บไข้ได้ป่วยก็พยายามเก็บยาไว้ได้ก็พยายามเก็บยาไว้บ้าง เตรียมไว้ก่อนเผื่อมันมีความขาดแคลน สำหรับวันนี้ก็ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญในช่วงสงกรานต์ตลอดไปจนถึงยุคชาววิไลให้มีความเพียรมากขึ้นในการเจริญพระกรรมฐาน อย่าประมาท อย่าละ อย่าวางที่จะฝึกที่จะปฏิบัติแม้แต่วันเดียว ปฏิบัติให้เข้มข้นขึ้นตั้งฐานความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้เพิ่มขึ้นทุกคน สำหรับวันนี้ขอโมทนาบุญกับทุกคนพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : ธรรมฉันทะ





