green and brown plant on water

อตีตังธรรม ณ พระธาตุจอมกิตติ

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

เรื่อง อตีตังธรรม ณ พระธาตุจอมกิตติ

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกปล่อยวางความเกาะเกี่ยวความยึดมั่นถือมั่น ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับขันธ์ห้าร่างกาย ผ่อนคลายคือปล่อยว่าง ปล่อยวางเพื่อเข้าสู่ความสงบ ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง สงบ ผ่องใส คลายความเกาะเกี่ยว ความยึด ความห่วง  ความกังวลใดๆออกไปจากใจ ออกไปจากความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับผัสสะ ผ่อนคลายปล่อยวาง สงบ เบาสบาย ทรงอารมณ์ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวางไว้

จากนั้นจึงกำหนดใช้สติกำหนดดูกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจละเอียดเบาสงบ เชื่อมโยงลมปราณสัมพันธ์จิตใจ ลมหายใจยิ่งละเอียด อารมณ์จิตยิ่งเบาสบาย สงบ อยู่กับลมหายใจสบาย อยู่กับสภาวะที่จิตเข้าถึงความเบาสบายของลม ประคองสภาวะความสบายในอานาปานสติวิหารธรรม อยู่กับลมสบาย จิตจดจำอารมณ์สบายลมหายใจสบายไว้ และตั้งว่าในยามปกติในระหว่างวัน เราจะทรงอารมณ์ของเราอยู่กับอารมณ์ที่มีความเบาสบายเช่นนี้ มีความละเอียด มีความเบาเป็นปกติเป็นฐานของจิต เป็นอุปจารสมาธิที่เป็นพื้นแห่งความเป็นทิพย์ของจิต

ลมหายใจละเอียดเบาสบาย ลมหายใจสงบ สะอาดจากกิเลส ลมหายใจละเอียด จิตเบาสบายสงบ

จากนั้นกำหนดยกกำลังใจ จากลมหายใจสบายเข้าสู่ฌานสี่ในอานาปานสติ กำหนดจิตนิ่งหยุด หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดกิเลส หยุดความโลภโกรธหลง หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดจนเข้าสู่เอกัคคตารมณ์ รวมจิตนิ่งหยุด ปักจิตมั่นคงไว้ในเอกัคคตารมณ์ ทรงสภาวะแห่งอุเบกขารมณ์ วางเฉยต่อการกระทบทั้งปวง วางเฉยสงบจากกิเลสทั้งปวง นิ่งหยุด สงบ เราเป็นผู้หยุดแล้ว หยุดอกุศล หยุดการปรุงแต่งทั้งปวง

จากนั้นเดินจิตต่อ จากฌานสี่ในอานาปานสติ ขึ้นสู่ฌานในกสิณอันเป็นกำลังแห่งอภิญญาจิต

กำหนดจากจุดจินตภาพที่จุด จากจุดที่จิตนั้นปัก ค่อยๆขยายเปลี่ยนสภาวะจากจิตเป็นเส้นวงกลมสองมิติ จากเส้นวงกลมสองมิติ ปรับสภาวะจากสองมิติกลายเป็นสามมิติ กลายเป็นลูกทรงกลม ดวงแก้วทรงกลมใส

จากดวงแก้วใสจงปรากฏแสงสว่าง ปรากฏแสงสว่าง ดวงจิตดวงกสิณขยายใหญ่ขึ้นใสขึ้นสว่างขึ้น กลั่นจิต กลั่นดวงกสิณ ยิ่งใสขึ้นสว่างขึ้น ยิ่งใสขึ้นใจเรายิ่งยิ้มใจเรายิ่งเป็นสุข ยิ่งสว่างยิ่งเปี่ยมพลัง ยิ่งสว่างจิตของเรายิ่งสว่างไสว เชื่อมโยงจิตกับนิมิตของกสิณให้เป็นหนึ่งเดียวกัน กสิณคือจิต จิตคือกสิณ

จากดวงแก้วใส กำหนดให้กลายเป็นเพชรระยิบระยับ เพชรทรงกรมเจียระไนละเอียด มีประกายแวววาว มีรัศมี มีแสงสว่างเปล่งประกายออกมาจากดวงจิต จิตเป็นประกายสว่างระยิบระยับสว่างไสวแพรวพราว

กำหนดทรงสภาวะในปฏิภาคนิมิตของกสิณจิต กำหนดในสภาวะปฏิภาคนิมิต จิตประภัสสรที่สุด สว่างที่สุด เปล่งประกายระยิบระยับผ่องใสที่สุด ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรที่สุดเต็มกำลัง หากภาพหากสภาวะของจิตกสิณที่เป็นเพชรประกายพรึกนี้ มันยังมีความมัวหมองมันยังไม่สว่าง เราก็กำหนดกลั่นจิตให้ใสขึ้นสว่างขึ้นไปตามลำดับ จนสุดอารมณ์ที่เราสามารถทำได้ เมื่อเต็มกำลังเมื่อไร ผ่องใสที่สุดเมื่อไร จิตเป็นสุขแย้มยิ้มเบิกบานเปล่งประกาย รู้สึกถึงกำลังของจิตตานุภาพที่อัดแน่นอยู่ในจิตอยู่ในดวงกสิณ เมื่อถึงสภาวะเต็มกำลังแล้ว จงประคองสภาวะให้เนิ่นนานยาวนานขึ้น ให้เสถียรภาพของจิตที่เต็มกำลังนั้นทรงสภาวะอยู่ได้นานเท่านาน เท่าที่เราตั้งใจไว้ สว่างขึ้นอีก ใสขึ้นอีก ระยิบระยับขึ้น เปล่งประกายขึ้น ทรงสภาวะไว้ จิตสว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์มารวมกันร้อยดวงพันดวง เปล่งประกายขึ้นอีก สว่างขึ้นอีก จิตเป็นสุขขึ้นอีก ยิ่งทรงสภาวะนานเท่าไร จิตเปล่งประกายสว่างเต็มกำลังมากเท่าไร ตบะเดชะกำลังแห่งอภิญญาจิตก็สะสมเพาะบ่มเพิ่มพูนขึ้นยิ่งขึ้นไป บารมีก็เพิ่มพูนขึ้น หรือแม้แต่กำลังบุญจากการเจริญพระกรรมฐาน ยิ่งสว่างมากเท่าไร ยาวนานมากเท่าไร ตั้งมั่นมากเท่าไร กำลังของกรรมฐานที่เป็นบุญกุศลในภาวนามัยก็ยิ่งเพิ่มพูนสะสมมากขึ้นสูงขึ้น

ทรงสภาวะไว้และกำหนดควบเป็นวิปัสสนาญาณในสมถะว่า “ในทุกลมหายใจ ในทุกวินาทีที่จิตเราทรงสภาวะในฌานสี่ก็ดี ในสภาวะที่จิตประภัสสรผ่องใสเช่นนี้ก็ดี จิตเราว่าง จิตเราสะอาด จิตเราสงบ จากสรรพกิเลสทั้งปวง เราว่างเว้นจากความโลภโกรธลงทั้งปวง จิตยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นสว่างขึ้นใสขึ้น ใช้วิปัสสนาญาณกำกับสมถะเพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์แห่งจิต ฌานสมาบัติกรรมฐานทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอจงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด” ทรงสภาวะจิตประภัสสรที่สุดแล้ว เราก็กำหนดอาราธนาบารมีรำลึกนึกถึงพระพุทธองค์ ขอพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ทรงมาปรากฏกลางจิตกลางใจของเรา องค์พระเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง พุทธานุภาพของพระพุทธองค์เสด็จมาปรากฏยังจิตของข้าพเจ้า กำลังแห่งพุทธานุภาพคุ้มครองรักษากายวาจาใจของข้าพเจ้า ให้อยู่ในกุศล ให้อยู่ในมงคล ให้อยู่ในศีลในธรรม ทรงสภาวะทรงความผ่องใส ภาพองค์พระสว่าง ภาพพระทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น ทั้งพระพุทธรูปที่เห็นตรงด้วยตาเนื้อ หรือแม้แต่ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นตามสื่อต่างๆ ขอให้ภาพพุทธนิมิตทั้งหลาย บันทึกอยู่กลางจิตกลางใจของข้าพเจ้า ให้จิตข้าพเจ้าเกาะอยู่กับพระพุทธองค์ เกาะอยู่กับภาพพระ เกาะอยู่กับพระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ ของพระพุทธองค์ จิตเอิบอิ่ม ในยามที่เราทรงภาพพระ มีภาพพระพุทธเจ้าเป็นพุทธนิมิต สิ่งที่เป็นกำลัง พิจารณาต่อไปว่าการที่เราทรงภาพพระนั้น เราอยู่กับพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน จิตของเราอยู่กับพระพุทธองค์บนพระนิพพาน จิตเราถึงซึ่งพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าไว้เสมอเป็นปกติ ทรงสภาวะกำหนดทรงภาพพระไว้และก็กำหนดน้อมรำลึกนึกถึงบุญที่เราเคยสร้างเคยร่วมสร้างพระพุทธรูปพระพุทธปฏิมา บุญกริยาวัตถุที่เราร่วมบูรณะปิดทองซ่อมพระพุทธรูปด้วยมือของเราเอง กำหนดน้อมให้จิตนั้นบันทึก จิตเราเชื่อมโยงถึงพระพุทธองค์ รักษาพุทธานุภาพของพระพุทธองค์เชื่อมโยงถึงจิตเรา

จากนั้นกำหนดอธิษฐานขอบารมีพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้ารวมถึงกำลังของครูบาอาจารย์ทุกท่านทุกๆพระองค์เป็นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นสู่พระนิพพาน ขออทิสมานกายของข้าพเจ้านี้ จงปรากฏขึ้นเป็นกายพระวิสุทธิเทพ สว่างผ่องใสอยู่กับพระพุทธองค์บนพระนิพพาน

จากนั้นกำหนดจิตใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่ท่านเสด็จมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า เป็นมหาสมาคมอันมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธานพรั่งพร้อมด้วยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ขีนาสพ พระพุทธสาวกของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ที่ผ่านนานแล้วจนกระทั่งพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปัจจุบันองค์ พระสมณโคดมพระพุทธเจ้ากำหนดใช้กายพระวิสุทธิเทพค่อยๆกราบลง ใจเราน้อมรำลึกนึกถึงว่าเรากราบถึงทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน ทุกท่านบนพระนิพพานกำหนดน้อมรับรู้กระแสจิตของเรา กำหนดรู้ในทุกบุญกุศลที่เราสร้างที่เราสะสม จิตเราถึงพระ พุทธานุภาพของพระถึงจิตเรา การที่เราน้อมใจของเราถึงพระท่านได้ท่านก็ย่อมสงเคราะห์เราได้มากกว่าคนที่เขาปรามาสพระรัตนตรัย คนที่เขาไม่เชื่อว่ากำลังของพุทธานุภาพ กำลังพุทธบารมีนั้นมีจริง ย่อมมีกำลังที่เราปฏิบัติ ย่อมสูงกว่าบุคคลที่ยังมีวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยในใจว่า ใช่ ไม่ใช่ ได้ ไม่ได้ จริง ไม่จริง เมื่อไรที่จิตเราสิ้นซึ่งวิจิกิจฉาอันเป็นสังโยชน์ข้อสำคัญอันเป็นองค์แห่งพระโสดาบัน จิตเราก็จะมีความแนบมีความศรัทธา มีความมั่นคงไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า ไม่สงสัยในการปฏิบัติ ดังนั้นจิตที่เรากำหนดน้อมถึงพระพุทธองค์ก็ดี จิตอทิสมันกายที่เรากำหนดน้อมกราบน้อมยกกำลังใจขึ้นมาบนพระนิพพานก็ดี ย่อมปราศจากความลังเลสงสัยทั้งปวง มีความตั้งมั่น มีความมั่นคงเต็มกำลัง

ให้เราในขณะที่ปฏิบัตินี้ กำหนดจิตให้ตั้งมั่น ปักจิตปักใจ ตัดวิจิกิจฉาออกไปจากจิตใจของตนเอง คำถามที่จะมาถามว่า หนูขึ้นมาได้หรือยัง ผมทำได้หรือเปล่า ที่เห็นนี่จริงไม่จริง ที่รู้สึกว่ากราบพระอยู่นี่ได้กราบจริงหรือไม่ จะไม่มีคำถาม ไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อีกต่อไป กราบถึงก็คือถึง กล่าวว่าใช่ก็คือใช่ ทำได้ก็คือทำได้ อยู่ที่จิตของเรา ความมั่นคงในจิตของเรา ความศรัทธาในจิตของเรา ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา เกิดขึ้นจากการฝึกซ้ำ ทำซ้ำ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำจนกระทั่งจิตหมดความลังเลสงสัย ความเพียรปรารภเต็ม บารมีเต็ม วิริยบารมีเต็ม เห็นชัดไม่ชัดไม่สำคัญ ใช้ความรู้สึกของจิตคลำเอา คลำเอาว่าได้สัมผัสฝ่ามือทั้งสองแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธองค์ ถึงเห็นไม่ชัดแต่รู้สึกว่าเราได้กราบสัมผัสถึง จิตก็มั่นใจมั่นคงว่าเราถึงพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน แต่ถ้ายิ่งดีเท่าไรก็คือ จิตมีความผ่องใส จิตมีความชัดเจน ญาณทัศนะมีความแจ่มใสอย่างยิ่ง ก็ทั้งเห็นภาพชัดเจนสว่าง จิตเราเองชัดเจนสว่าง รวมถึงสามารถสัมผัสและรู้สึกได้ด้วยกายทิพย์ว่ากายทิพย์นั้นสัมผัสกับสิ่งที่จับต้องได้ รู้สึกได้ อันนี้ก็ยิ่งดีมาก ยิ่งทำได้ชัดเจนหมดความสงสัย ความสิ้นสงสัยมันก็คลายไปจนหมดจากใจ

ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดความรู้สึกว่ากายพระวิสุทธิเทพของเรานั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน จากนั้นกำหนดจิตว่าการที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ เรามีกายเนื้อ เราอยู่ในภพที่เป็นภพกลาง ระหว่างภพที่เป็นสุคติภูมิและภพที่อยู่เบื้องล่าง ทุกข์ ภพที่เสวยวิบากกรรมเป็นทุคติ การที่เราอยู่เป็นมนุษย์ดินแดนมนุษย์เป็นที่จารึกเขตของพระพุทธศาสนา เราตราบที่ยังมีชีวิต เราก็ตั้งใจว่าเราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สิ่งใดที่เราทำได้เราก็ทำ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่เป็นผู้ที่ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง อะไรที่ได้ชื่อว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา อะไรที่ได้ชื่อว่าเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ศาสนาอยู่ที่วัตถุหรือศาสนานั้นอยู่ที่ใจ ถ้าใจคนตราบที่ยังมีผู้ปฏิบัติธรรม ตราบที่ยังมีผู้ที่ให้ทาน ตราบที่ยังมีผู้รักษาศีล ตราบที่ยังมีผู้ภาวนา ตราบที่ยังมีผู้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ตราบนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ตราบที่ยังมีผู้ปฏิบัติธรรม ตราบนั้นโลกย่อมไม่สิ้นจากพระอรหันต์” ให้เรากำหนดไว้เช่นนี้ วัดวาอารามต่างๆ วัตถุ ศาสนสถานทั้งหลายใหญ่โต แต่หากไม่มีผู้กราบไหว้ ไม่มีผู้ศรัทธา หรือไม่มีผู้ปฏิบัติ ตราบนั้นก็ถือว่าศาสนาไม่ปรากฏ ปรากฏเพียงรูปลักษณ์ที่เป็นเครื่องเคารพ แต่ไม่มีผู้ปฏิบัติธรรม

ดังนั้นหากเราจะเอาถึงแก่น เรามุ่งที่แก่นธรรมก็คือการเจริญพระกรรมฐานการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างที่สุดก็คือตั้งใจเอายอดที่สุดของการปฏิบัติคือปฏิบัติเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ตั้งใจไว้เช่นนี้ และในขณะเดียวกันที่กล่าวไว้ว่าแก่นจริงๆคือจุดนี้ แต่การที่จะปรากฏให้เกิดเป็นป่าได้ก็ต้องมีต้นไม้ ต้นไม้ก็จำเป็นก็ต้องมีหลายต้น และในต้นไม้ก็มีทั้งเปลือก มีทั้งเนื้อไม้ มีทั้งแก่น มีทั้งกระพี้ มีทั้งใบ มีทั้งราก มีทั้งกิ่งก้านสาขา ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบกันถึงจะเป็นต้นไม้ ต้นไม้หลายๆต้นก็คือ อุบาสก อุบาสิกา พุทธบริษัทสี่ รวมกันมากมายก็เป็นต้นไม้ในป่า มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป ตัวเราเองเรากำหนดใจว่าเราจะเป็นต้นไม้ที่อยู่ยงเป็นต้นไม้ยืนต้นอายุเป็นร้อยปีพันปีแห่งป่านี้ เราก็ต้องมีความตั้งมั่น ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ปฏิบัติเพื่อความสิ้นซึ่งอาสวะกิเลสทั้งปวง ต้นไม้ต้นอื่นที่เค้าไม่มีความมั่นคงแข็งแรง พบเจอแรงกระทบ พบเจอเรื่องราวข่าวสารที่ทำให้เสื่อมให้สิ้นศรัทธาก็ตายไป คือต้นไม้นั้นเน่าตายไปผุพังไป เลิกปฏิบัติออกจากศาสนาไป การที่เราทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เราวางกำลังใจให้มันมีความมั่นคงในการปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน และในขณะเดียวกัน เราก็ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร น้อมนำให้ผู้ที่ปฏิบัติธรรมท่านอื่นอยู่ในบุญกุศลความดี ทาน ศีล ภาวนา สัมมาทิฐิ ไม่ทำลายศรัทธา ไม่ทำลายความสามัคคี ตรงจุดนี้สำคัญที่สุด เป็นเหตุผลว่า ทำไมการทำสังฆเภท ถึงเป็นกรรมหนัก เป็นครุอาบัติถึงขนาดที่ถ้าหากบุคคลนั้นเป็นสงฆ์ ทำสังฆเภท ก็ถือว่าปาราชิก คือขาดจากความเป็นสงฆ์ อย่าทำลายความดีของบุคคลอื่น อย่าทำลายความดีหรืออย่าทำให้เกิดความแตกความสามัคคีในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม อย่าทำให้เกิดความแตกสามัคคีของคนในชาติ อย่าทำให้แตกความสามัคคีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน การที่เราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เราต้องเข้าใจในพุทธประวัติ ในภูมิประวัติ แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เป็นพุทธประเพณี เป็นอริยประเพณี เป็นสังฆประเพณี เป็นอาจาริยประเพณี

ให้เราตอนนี้ทรงอารมณ์ใจ ทรงอารมณ์ที่มีความสว่างในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพานนี้ อธิษฐานจิต ขอบารมีสมเด็จองค์ปฐม ขอบารมีพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และขอบารมีครูบาอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ขอสงเคราะห์ให้กายพระวิสุทธิเทพของข้าพเจ้า เดินทางย้อนไปในอดีต ไปในยุคที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จมา ณ ดินแดนที่เรียกว่า “ดอยพระธาตุจอมกิตติ” ในปัจจุบัน กำหนดจิตให้เห็นภาพ ตอนนั้นพระราชบิดาและพระเจ้าพรหมหาราช ได้เสด็จมาพบพระพุทธเจ้าที่อาณาบริเวณแห่งนี้ และพระพุทธองค์ทรงถอนเส้นพระเกศาออกสามเส้นและอธิษฐานจิต ประกาศต่อพระบิดาและพระเจ้าพรหมหาราชว่า ตถาคตขอฝากดินแดนแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่จะสามารถจารึกพระพุทธศาสนา ให้มั่นคงอยู่ได้ตาม 5,000 ปี คือในดินแดนอื่น พระพุทธศาสนาอาจจะมีความเสื่อม เสื่อมทั้งความเจริญ เสื่อมทั้งการปฏิบัติ แต่ดินแดนนี้จะเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาจะเจริญมั่นคง มีการสืบต่อพระอรหันต์มรรคผลต่อไปได้จนถึง 5,000 ปี แม้ในช่วงปลายจะมีจำนวนน้อยลงลดลงก็ตาม

จากนั้นเราก็พิจารณาดูอยู่ในอดีตังสญาณ พระเจ้าพรหมมหาราชในกาลต่อมาก็คือ มาเกิด มาช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ชาติภพแล้วชาติภพเล่า จนกระทั่งมาปรากฏในชาติสุดท้าย ท่านก็จุติมาเป็นหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ในสมัยพระเจ้าพรหม หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานจิตมอบเส้นพระเกศาให้ พระเจ้าพรหมท่านก็ทรงสร้างพระธาตุจอมกิตติ อธิษฐานไว้ เหตุการณ์ในครานั้นให้เราดูด้วยความเป็นทิพย์ เป็นการเชื่อมโยงระหว่าง1พระพุทธเจ้าคือพระพุทธศาสนา พระเจ้าพรหมมหาราชคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งในยามที่เสด็จมาพบพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้เสด็จมาเพียงพระองค์เดียว มีข้าราชบริพาร ให้เราน้อมจิตดูว่าพวกเราเองเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นไหม เคยตามเสด็จมาเป็นลูกเป็นหลาน เป็นพระราชโอรสพระราชธิดา หรือเป็นพสกนิกร เป็นบ่าวไพร่ เป็นทหาร และในการครั้งนั้นที่ท่านอธิษฐาน ฝากดินแดนนี้ไว้ เป็นการประกาศว่า พระพุทธศาสนาจะลงหลักปักฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตทางล้านนา สองเชียงสองลำนี้ และสิ่งสำคัญที่สุด ส่งผลเชื่อมโยงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันก็คือ การที่พระพุทธองค์ท่านทรงฝากไว้ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นองค์เอก ที่อนุรักษ์รักษายอยกพระพุทธศาสนา ไม่มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดเลยที่นับถือศาสนาอื่น ไม่มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดเลยที่ไม่อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา ให้เราสังเกตว่า นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นสิ่งที่ทุกอย่างถูกกำหนดในภาคความเป็นทิพย์ ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย และในขณะเดียวกันก็ให้เราเข้าใจรู้ซึ้งถึงแก่น ว่าทำไมครูบาอาจารย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ถึงมีการสืบต่อสืบทอดประเพณีที่ต้องไปสักการะ พระธาตุจอมกิตติที่จังหวัดเชียงราย ก็เพราะสิ่งนี้เป็นเครื่องตอกย้ำแรงอธิษฐาน เราอธิษฐานกันมาตั้งแต่ยุคนั้น ร่วมสร้างพระธาตุจอมกิตติกันมาตั้งแต่ตอนนั้น และถ้าเราดูด้วยความเป็นทิพย์ต่อ เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานฝากไว้ เทวดาพรหมจำนวนมากมายมหาศาล พญานาคจำนวนมากมายมหาศาล พญาครุฑหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รุกขเทวดาภูมิเทวดาในอาณาเขตแถบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่อธิษฐานที่จะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ครบ 5,000 ปี หรือแม้แต่เราเอง คำพูดประโยคสำคัญที่มันกระตุ้น ต่อมความซาบซึ้งตรึงใจในจิตว่า ชาตินี้หรือบุญที่เราทำในแต่ละครั้ง เราทำเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองตราบ 5,000 ปี ถ้าใครเคยอธิษฐานมาในกาลก่อน จิตก็จะมีความรู้สึกซาบซึ้ง เข้าอกเข้าใจ หรือแม้แต่บางคนนั้น มีความผูกพันอย่างยิ่ง ก็ไปเกิดไปรักษาอยู่ในเขตอยู่ในดินแดนแถบนั้น เป็นชาวเหนือ เป็นชาวเชียงใหม่บ้าง ชาวลำพูนบ้าง ลำปางบ้าง เชียงรายบ้าง ตามความผูกพันของจิต

ตอนนี้ก็ให้เราน้อมจิตใช้กายทิพย์ของเรา กำหนดให้กายพระวิสุทธิเทพของเรา เวียนเทียน เจริญพระกรรมฐาน รอบพระธาตุจอมกิตติ อธิษฐานจิตว่า เราจดจำคำอธิษฐาน เราอยู่ในเขตแห่งพระพุทธศาสนา เราจะรักษาความมั่นคงสามัคคีของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราจะรักษาทำนุบำรุงทั้งในธรรมคำสอนการปฏิบัติ การเจริญพระกรรมฐานทั้งละเอียดทั้งหยาบ รวมไปถึงการช่วยทำนุบำรุงรักษาศาสนวัตถุ พระพุทธรูป พระธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ ให้มีความสวยงามมั่นคง ในอนาคตกาลอันใกล้ ซึ่งน่าจะทันในยุคที่พวกเรามีชีวิตอยู่ ต่อไปบนพระธาตุองค์สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ คือเจดีย์หลวงของเชียงใหม่นั้น ต่อไปก็จะถูกบูรณะให้เต็มองค์อีกครั้ง และพระพุทธศาสนาก็จะกลับมาเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นในดินแดนล้านนา

ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดจิต น้อมใจของเราให้มั่นคงชัดเจนว่า จิตของเรานี้มีความมั่นคง จิตของเรานี้เข้าใจลึกซึ้งถึงความสำคัญ ทำไมพระพุทธเจ้าต้องฝากดินแดนสุวรรณภูมิประเทศไทยนี้ เป็นที่จารึกพระพุทธศาสนา ทำไมเราถึงช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะถ้าพระพุทธศาสนาขาดตอนไปเสื่อมไปหรือแม้แต่สิ้นสูญไป ประโยชน์ของดวงจิตที่จะมาปฏิบัติในกาลต่อไปภายภาคหน้าหลังจากชาติภพของเรานี้แล้ว โอกาสที่เขาจะได้มรรคผล โอกาสของผู้ที่จะได้ความเป็นพระอรหันต์ความเป็นพระอริยเจ้าก็จะหายไปเสียประโยชน์ พอเสียประโยชน์ไม่มีดวงจิตที่เข้าถึงซึ่งอรหัตผลหรือเข้าถึงอริยจิต ภายหลังจากที่ศาสนาเสื่อม ผลก็คือจิตที่เขาควรจะต้องบรรลุธรรมก็ไม่พบพระพุทธศาสนาหาไม่เจอ หลงวนเวียนเวียนว่ายตายเกิด อาจจะมีบางดวงจิตที่หลุดไปจากพระพุทธศาสนา กว่าจะเขากลับเข้ามาใหม่ กว่าจะพบพระพุทธศาสนาอีกครั้ง พระพุทธเจ้าอาจจะมาจุติแล้วเป็นร้อยเป็นพันองค์ก็ได้ เรารักษาพระพุทธศาสนาไว้เพื่อการภายหน้า จะเป็นประโยชน์ได้เป็นอริยผลอริยมรรคกับบุคคลทั้งหลายดวงจิตทั้งหลายในอนาคตกาล ใน 5,000 ปี ให้ดวงจิตทั้งหลายได้เก็บเกี่ยว เพื่อให้เขตพระพุทธศาสนานี้มีศักยภาพในการรื้อขนดวงจิตเข้าสู่พระนิพพานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เราน้อมใจทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง น้อมใจถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า น้อมใจของเราให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกๆพระองค์ ที่ทำนุบำรุงอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนาไว้ ให้เรานอบน้อมซาบซึ้งกับบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่สืบต่อ สืบทอดธรรม ตราบจนมาถึงเราในยุคปัจจุบัน ที่ทำให้เราสามารถเข้าใจธรรมปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงขั้นนี้ เข้าถึงผลแบบนี้ จนจิตเรามีกำลังใจที่จะไปพระนิพพานชาตินี้

ถ้าศาสนาสิ้นก่อนขาดตอนก่อน เราก็อดไปพระนิพพาน เราก็ไม่พบพระพุทธศาสนา เราก็อาจจะเถลไถล เพลิดเพลินอยู่กับโลกจนกระทั่งล่วงหล่นไปจุติในภพที่เป็นทุคติภูมิ ให้เราพิจารณาน้อมกลับไปในอดีต พิจารณาชัดเจนในปัจจุบัน และพิจารณาให้ญาณเครื่องรู้นั้นหยั่งไปในอนาคต มองเห็นกาล ปัญญามีความฉลาด ปัญญามีความเข้าใจทั้งธรรมทั้งเหตุทั้งผลทั้งสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างลึกซึ้ง และวันนี้ก็ให้เราพิจารณาต่อไป ว่าเหตุที่ครูบาอาจารย์ท่านทำพิธีใหญ่ในการไปบวงสรวงกราบไหว้กราบสักการะ ที่พระธาตุจอมกิตติในปีนี้ หลายคณะมาก เดินทางกันไปกราบสักการะเป็นคณะใหญ่มาก เนื่องจากจุดนี้ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยน จุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ หากมีบุคคลที่เขาคิดร้ายต่อชาติ สร้างความแตกแยกให้กับประชาชนในบ้านเมือง ใส่ร้ายป้ายสีคนดี ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ใส่ร้ายป้ายสีสถาบันให้เกิดความเกลียดชังในสถาบัน หรือแม้แต่ทำร้ายทำลายธรรมะ ทำลายความเชื่อ ทำลายคุณธรรมศีลธรรมความดี ทำลายพระพุทธศาสนา ถ้าบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งถึงไม่ต้องเอ่ยนามไม่ต้องเอ่ยชื่อ เราก็พอจะทราบพอจะนึกออกว่าเป็นกลุ่มใด เป็นเรื่องใด ถ้าคนเหล่านี้มีอำนาจจะเกิดความเสียหายอย่างหนักกับชาติบ้านเมือง พระพุทธศาสนาถูกทำลาย ประเทศไทยก็จะสูญสิ้นจากสถาบันพระมหากษัตริย์จากการถูกทำลายของคนพวกนี้ แต่ถึงเวลาเทวดาพรหมท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ เหตุการณ์ต่างๆท่านช่วยคุ้มครองอยู่ ท่านรู้ว่าใครเป็นคนดีใครเป็นคนชั่ว และในขณะเดียวกัน กรรมทั้งหลายสำเร็จไปแล้ว กรรมที่เป็นกรรมทางสายอนันตริยกรรม กรรมที่มันเป็นกรรมหนักก็คือ 1_กรรมที่ทำพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิตก็คือทำร้ายพระพุทธเจ้า กรรมที่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ กรรมที่ฆ่าพระอรหันต์ กรรมที่ทำสังฆเภท ทั้งห้าสิ่งนี้เรียกว่า “อนันตริยกรรม”

นอกเหนือจากตัวกรรมที่เป็นอนันตริยกรรมตัวหลัก ก็ยังมีกรรมสายอนันตริยกรรมคือเป็นความผิดความรุนแรงส่งผลใกล้เคียงในทิศทางผลของกรรมก็รองลงมาจากอนันตริยกรรม ทำสังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกแยก ทำให้ประชาชนในชาติแตกแยก ทำร้ายใส่ร้ายป้ายสี กษัตริย์พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินประเทศไทยนี้มีความพิเศษ คือต้องเป็นบุคคลที่มีบุญญาธิการ เป็นพระโพธิสัตว์มาจุติ จึงจะมีบุญบารมีพอที่จะขึ้นมามีอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ในดินแดนนี้ได้ เพราะการที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ มีความเชื่อมโยงผูกโยงว่า พระโพธิสัตว์ท่านช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนั้นจุดนี้บุคคลที่ทำร้ายใส่ร้ายป้ายสีกล่าวโทษท่านที่เป็นพระโพธิสัตว์คืออนาคตท่านจะเป็นพระพุทธเจ้า กรรมมันก็แรงรองลงมาจากการทำร้ายพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่สถานะของพระมหากษัตริย์พระราชินี ในหลวงพระราชินีถือว่าเป็นพ่อเป็นแม่ คือ เป็นบิดามารดาของคนทั้งชาติ การไปทำร้ายใส่ร้ายบุคคลที่ท่านยังประโยชน์ความดีต่อคนหมู่มากทั้งชาติทั้งแผ่นดิน ในยามเกิดภัยพิบัติก็ดูแลความเดือดร้อน ในยามทหารบาดเจ็บก็ทรงรับไว้ในพระอนุเคราะห์ ในพระราชูปถัมภ์ ดูแลประเทศไทยในยามเกิดภัยพิบัติทั้งปวง ดังนั้นกรรมที่สำเร็จแล้วของบุคคลคณะที่เขาทำลายชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ กรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็บอกได้คำเดียวว่า เป็นครุกรรม เป็นกรรมหนัก เราไปนับถือไปยกย่องไปชอบพอไปส่งเสริมให้เขามีอำนาจ เราก็ร่วมกรรมกับเขาด้วย กรรมนี้ส่งผลให้หมู่คณะนี้เกิดแลนสไลด์แน่นอน แต่แลนสไลด์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดี แลนสไลด์นั้นก็คือธรณีนั้น ต่อไปกรรมหนักในระดับที่ธรณีสูบลงสู่นรกขั้นลึกแน่นอน ด้วยอกุศลกรรมที่ทำไว้กับสถาบัน กับประเทศชาติ กับดินแดนที่จารึกพระพุทธศาสนา ดังนั้นให้เราห่างไว้ “อเสวนา จะ พาลา-นัง” อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร อย่ายกย่องให้คนชั่วมามีอำนาจในบ้านเมือง ส่งเสริมคนดีให้คนดีได้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง ตามพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงตรัสไว้

ให้เราตั้งกำลังใจอธิษฐานต่อพระธาตุจอมกิตติ ต่อเทวดาพรหม ณ สถานที่แห่งนี้ ต่อพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพานมหาสมาคมว่า ขอกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ บุญบารมีของเทพพรหมเทวาทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญบารมีของพระโพธิสัตว์เจ้า ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกๆพระองค์ ขอทรงเมตตาปกปักรักษา ให้ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ มีคนดี บุคคลที่ทรงศีลทรงธรรมทรงบารมี มีกำลังบุญกำลังใจเป็นพระโพธิสัตว์ มีกำลังบุญกำลังใจเป็นพุทธภูมิ ได้ขึ้นมาช่วยเหลือพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในกาลต่อไปอันใกล้นี้ด้วยเถิด ขอผู้มีบุญ ขอให้คนดีศรีอยุธยาจงปรากฏ ขอท่านทั้งหลายจงปรากฏ บารมีทั้งหลายของท่าน บุคคลที่ยังประโยชน์ด้วยเจตนาอันเป็นกุศลต่อส่วนรวมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างแท้จริงจงปรากฏ จงขึ้นมามีอำนาจ บารมีจงเปิด เทพพรหมเทวาจงเกื้อกูลสงเคราะห์ช่วยเหลือด้วยเถิด

กำหนดน้อมจิต ขอคนดีทั้งหลาย บุญจงส่งผล ขอคนดีจงเข้ามาปกครองบ้านเมือง ใครที่คิดร้ายต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ขอจงเกิดสภาวะแห่งมหาสะท้อนย้อนกลับ เป็นไปตามกฎแห่งกรรม เราอธิษฐานด้วยจิตอันเป็นอุเบกขา สงบนิ่ง เคารพในกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมยุติธรรมที่สุด มหาสะท้อนย้อนกลับไป

จากนั้นเราตั้งกำลังใจ ขอบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยเจ้า ทรงสงเคราะห์ ขอกระแสจากพระนิพพานแผ่เมตตาลงมายังสรรพสัตว์ทั้งสามภพภูมิ ขอกระแสเมตตาแผ่ลงมายังอรูปพรหมทั้งสี่ พรหมโลกทั้งสิบหกชั้น อากาศเทวดาทั้งหกชั้น รุกขเทวดาภูมิเทวดาทั่วโลกทั่วจักรวาล มนุษย์และสัตว์ที่มีกายเนื้อขันธ์ห้าทั่วอนันตจักรวาล ดวงจิตดวงวิญญาณของโอปปาติกะสัมภเวสี ดวงจิตดวงวิญญาณของท่านที่ติดค้างอยู่ในภพอยู่ในมิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย ดวงจิตของเปรตอสุรกายทั้งหลาย ดวงจิตของสรรพสัตว์ในนรกภูมิทั้งหลาย ขอกระแสบุญ กระแสพระนิพพาน กระแสกุศล กระแสสัมมาทิฐิ จงน้อมรวมลงสู่จิตสู่ใจ ท่านใดอยู่ในวิสัยที่ปรับภพภูมิได้ก็ขอให้ปรับภพภูมิขึ้น ดีขึ้น สุขขึ้น สว่างขึ้น สวยงามขึ้น อิ่มเต็มขึ้น ดวงจิตใดที่เสวยบุญอยู่แล้วก็ขอให้เพิ่มพูนทิพยสมบัติขึ้นไป สุขแล้วสุขอีก เจริญรุ่งเรืองแล้วเจริญรุ่งเรืองอีก ดวงจิตใดที่ประสบความทุกข์ก็ขอให้พ้นทุกข์ คลายจากความทุกข์ คลายจากความเร่าร้อน คลายจากกิเลส คลายจากอวิชชา คลายจากมิจฉาทิฐิทั้งปวง และขอให้จิตข้าพเจ้ารู้ตื่นรู้แจ้งรู้กระจ่างชัดในพระนิพพาน จิตผ่องใส สว่าง จิตเป็นสุข จิตน้อมเมตตาจากกายพระวิสุทธิเทพ น้อมกระแสจากพระนิพพานลงไป แผ่สว่างยังทุกภพทุกภูมิ จิตเอิบอิ่มผ่องใส ดวงจิตใดกลับตัวได้ก็ขอจงกลับตัวกลับใจ จิตดวงใดเป็นมิจฉาทิฐิก็ขอจงถอดถอนความมิจฉาสู่สัมมาทิฐิ จิตดวงใดหยาบก็ขอให้พลิกฟื้นสู่ดวงจิตอันละเอียด

จากนั้นให้เราน้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้าทุกท่านบนพระนิพพานทุกๆพระองค์ อธิษฐานจิตขอครูบาอาจารย์ท่านมาคุ้มครองรักษา ครูบาอาจารย์ที่ท่านเคยสอนธรรมเคยบอกกล่าวธรรมะให้ข้าพเจ้าเข้าถึงทานศีลภาวนา ขอเมตตาจงปรากฏให้ข้าพเจ้าได้กราบ ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายขอจงปรากฏให้ข้าพเจ้าได้กราบ

เมื่อน้อมจิตกราบแล้ว เราก็อธิษฐานพุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ กายทิพย์กลับลงมายังกายเนื้อ น้อมกระแสจากพระนิพพานกระแสบุญลงมาคลุมกายเนื้อคลุมจิต ชำระล้างอวิชชาคุณไสยทั้งปวง ชำระล้างธาตุทั้งสี่ในขันธ์ห้านี้ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วใสสว่าง ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใสสว่าง ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ เซลล์ทุกเซลล์อาการทั้งสามสิบสอง อวัยวะทุกส่วนทั่วร่างกาย กลายเป็นแก้วใสสว่าง ธาตุทั้งสี่กลายเป็นแก้วใสสว่าง เซลล์ผิดปกติ เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง เชื้อโรคทั้งหลาย พญาธิสภาพที่ผิดปกติทั้งหลาย จงสลายตัวไปให้หมด โรคภัยไข้เจ็บสลาย ร่างกายแข็งแรงสดชื่น ธาตุธรรมหล่อเลี้ยงขันธ์ห้า ธาตุธรรมภาคทิพย์หล่อเลี้ยงกายวาจาใจ เซลล์ทุกเซลล์กลายเป็นแก้วกลายเป็นเพชรสว่าง กายเนื้อหล่อเลี้ยงด้วยธาตุธรรมธาตุทิพย์ธาตุอภิญญารักษากายสังขารขันธ์ห้า ธาตุธรรมสลายล้างโรคภัยไข้เจ็บอวิชชาคุณไสยไปจนหมด ใครที่มีเคราะห์ใครที่โดนของ ขอกระแสบุญแห่งการเจริญพระกรรมฐาน ขอกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กระแสบุญจากพระนิพพาน สลายล้างอวิชชาโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง คุณผีคุณคนคุณไสยทั้งหลายสลายตัวไปให้หมด สลายตัวไปให้หมด สลายออกไปเหลือแต่เพียงธาตุธรรมเข้าครองร่างกายธาตุขันธ์ ธาตุธรรมธาตุทิพย์ธาตุอภิญญาขอจงสถิตรักษา เห็นเซลล์ทุกเซลล์เป็นวงกลม เซลล์ทุกเซลล์มีองค์พระทั่วร่าง ภาคกายหยาบของข้าพเจ้ามีองค์พระอยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ เปล่งประกายองค์พระออกมาพร้อมกัน สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บออกไปให้หมด สลายล้างสิ่งที่เป็นมลทินเครื่องเศร้าหมอง อกุศลจิตสลายล้างออกไปให้หมด องค์พระที่สถิตอยู่ทั่วเซลล์ทุกเซลล์เปล่งประกายสว่าง วิบากกรรมที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ขอจงคลายขอจงสลายไป ดับไปด้วยอโหสิกรรม ดับไปด้วยกำลังของพุทธานุภาพ เซลล์ทั่วร่างสว่างใส กายเนื้อกลายเป็นกายแก้วระยิบระยับสว่าง ใจเอิบอิ่มเบิกบานมีกำลัง

จากนั้นหายใจเข้าช้าๆลึกๆสามครั้ง หายใจเข้าภาวนาพุทธ หายใจออกโธ ครั้งที่สองหายใจเข้าธัม หายใจออกโม หายใจเข้าช้าๆลึกๆครั้งที่สาม หายใจเข้าสัง หายใจออกโฆ

จากนั้นถอนจิตช้าๆออกจากสมาธิพร้อมกับโมทนาบุญเพื่อนๆกัลยาณมิตรที่ร่วมปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานทั้งห้าสิบเก้าท่านและที่จะมาฟังมาปฏิบัติมาเจริญพระกรรมฐานต่อในภายหลัง ขอให้ได้บุญกุศล ขอให้ได้ความผ่องใส ขอจงปรากฏความรู้ตื่นในธรรมในจิต

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน มีข่าวแจ้งให้ทราบ

ข้อที่หนึ่ง คือให้เราทุกคนได้โมทนาในบุญกุศลที่อาจารย์เป็นตัวแทนไปกราบสักการะ พระธาตุเจ้าจอมกิตติ ที่จังหวัดเชียงราย แล้วก็เดินสายไหว้พระในภาคเหนือทั้งสี่จังหวัด ก็ขอให้เรามีส่วนร่วมในบุญกุศลทุกประการ รวมถึงบุญสอนพระกรรมฐานให้กับลูกศิษย์ที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วก็ที่จังหวัดเชียงราย

ข้อที่สองก็คือ ขออนุญาตประกาศคอร์สเมตตาสมาธิ ในครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ยี่สิบสอง วันอาทิตย์ที่ยี่สิบสอง กุมภาพันธ์เดือนนี้ ซึ่งจะได้ประกาศให้เริ่มลงทะเบียนสมัครได้ภายในสัปดาห์นี้ ดังนั้นก็ขอให้เราทุกคนที่สนใจมาปฏิบัติ มาปฏิบัติกันให้สม่ำเสมอให้เข้มข้น เจอปฏิบัติพบเจออาจารย์แล้วฝึกแล้วปฏิบัติมีผลมากกว่าฟัง ไม่ว่าจะฟังจากYouTubeก็ดี หรือฟังที่อาจารย์สอนสด ณ ปัจจุบันก็ดี คือมากกว่าฟังYouTube แต่ให้ดีที่สุดก็คือพบเจอกัน ได้พบได้เจอได้ถ่ายทอดกระแสได้ดีที่สุดตรงที่สุดเกิดผลที่สุด ก็จะมีเมตตาสมาธิในวันที่ยี่สิบสองกุมภาพันธ์นี้ วันอาทิตย์พยายามทำตัวให้ว่าง เพื่อไปให้ได้เต็มวัน

ส่วนอีกข้อหนึ่งก็คือ การประกาศกิจกรรมที่เราสวดคาถาเงินล้าน พระคาถาเงินล้าน 100,000 จบ ขอชี้แจง ประการที่1ก่อนก็คือ เราจะสวดเท่าไรก็ได้ตามกำลัง แต่เราใช้การสะสมคือลงทะเบียนสวดได้เท่าไรเราก็สะสมนับรวมไว้ในระบบ เพื่อที่จะได้รวมเป็นบุญที่เราเป็นอภิจิตรวมมีผล ล่าสุดนี้ในหมู่คณะที่ช่วยกันสวดก็ครบ 200,000 จบไปเรียบร้อย ซึ่งต่อไปหนึ่งล้านจบก็ไม่ไกลเกินเอื้อม บางท่านก็สวดกันสองเดือนที่ผ่านมา สวดกันเป็นหมื่นจบ

ดังนั้นการที่เราร่วมกิจกรรมนี้

  1. กำลังบุญเพิ่มขึ้น
  2. ผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติชัดเจน จากการทำอภิจิต
  3. กำลังใจในการปฏิบัติที่เราตั้งใจไว้ว่าเราจะต้องสวดเท่านี้เท่านี้ มันก็กลายเป็นสัจจะวาจาสัจจบารมี แล้วก็เป็นอธิษฐานบารมีสำคัญ ทำให้เกิดผล

การสวดพระคาถาเงินล้านนั้น ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่าถ้าจะให้เกิดผลดีก็ต้องสวด 30 จบต่อวันขึ้นไป สวดต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป จะเกิดผลชนิดที่อัศจรรย์ อย่างที่บอกว่า หลายคนก็มีผลที่อัศจรรย์แล้ว ซึ่งบางคนก็สวดมีความเข้มแข็งช่วงแรกตอนนี้ก็แผ่ว ขอให้เราทุกคนมีความสม่ำเสมอ กิจกรรมนี้สร้างมาเพื่อให้สม่ำเสมอ แล้วก็รางวัลสำหรับ 3 รางวัลแรกในแต่ละเดือน คนที่สวดได้เยอะที่สุด ซึ่งทั้ง 3 รางวัลนี้ก็มีการเปลี่ยนบุคคล เดือนที่แล้วก็ 3 คนชุดหนึ่ง เดือนนี้ก็ 3 คนที่ได้รางวัลก็เป็นอีกชุดหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงได้ว่า เราถึงมาเริ่มที่หลังก็สามารถที่จะได้รับรางวัลเป็นกำลังใจในความเพียรของเราได้ ตรงนี้ก็ฝากไว้

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญ

พบกันใหม่ ฝึกสมาธิเจริญพระกรรมฐานต่อไปในวันอาทิตย์หน้าเวลา 21:00 น. ที่ห้อง Facebook นี้เช่นเดิม

สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณวิลาวัลย์ วลีเดช

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้