green and brown plant on water

อรูปสมาบัติไตรลักษณ์นิพพาน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569

เรื่อง อรูปสมาบัติไตรลักษณ์นิพพาน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกายทั่วทั้งร่างกาย พร้อมกับความรู้สึก ปลดปล่อย ปล่อยวาง ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน สงบ กำหนดรู้กายเพื่อปล่อยวาง ร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปล่อยวาง ผ่อนคลาย ละวางผัสสะ ความเชื่อมโยง เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่อง เกาะเกี่ยวกับขันธ์ 5 ร่างกายทั้งหมด สงบ เพื่อปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางจิตใจของเรา ทรงสภาวะในความสงบจากการปล่อยวาง ทรงความสงบจากสภาวะที่จิตใจของเราปล่อยวางจากขันธ์ 5 วางกายเพื่อละกาย

เมื่อปล่อยวางกายแล้ว ต่อไปก็ใช้สติกำหนดรู้ อยู่กับลมหายใจ จินตภาพกำหนด น้อมนึกเห็นภาพลมหายใจเหมือนกับแพรวไหม พริ้วผ่านเข้าออกกายของเรา สติกำหนดดู กำหนดรู้ ติดตามในลมหายใจ ลมหายใจสั้นเราก็รู้ว่าสั้น ลมหายใจละเอียดเราก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม สงบ อ่อนโยน นุ่มนวล แผ่วเบา เราก็กำหนดรู้ในความละเอียดของลมหายใจ สติติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจ อยู่กับความสงบ ความละเอียด ความสบายอันปรากฏขึ้นจากความสงบ ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ ทรงฌาน ในอารมณ์จิตที่ละเอียด สงบ เบาสบาย

จากนั้น ยกกำลังใจของเราขึ้น จากลมหายใจละเอียด สงบ เบา เข้าสู่ฌาน 4 ในอานาปานสติ กำหนดในความนิ่งความหยุดของจิต นิ่งหยุดสงบ เข้าสู่เอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์ จิตระวังตั้งมั่นเป็นหนึ่ง หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่งทั้งหลาย ทรงสภาวะแห่งอุเบกขารมณ์ให้ชัดเจน จากนั้นจึงกำหนดจิต ยกกำลังใจจากฌาน 4 ในอานาปานสติ เดินจิตเข้าสู่กสิณจิต จากจุดที่หยุดกำหนดให้เห็นเป็นภาพ จากจุดกลายเป็นวงกลม จากวงกลมปรากฏเป็นทรงกลม 3 มิติเป็นดวงแก้วใส จากดวงแก้วใสค่อย ๆ สว่างขึ้น ใสขึ้น ใหญ่ขึ้น มีความสว่าง มีความใส มีความสวยงาม ทรงสภาวะแห่งกสิณ

จากดวงแก้วใส กำหนดน้อมให้เห็น กายเป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับ มีเส้นแสงรัศมีสว่างชัดเจน เชื่อมโยงภาพกสิณกับจิตของเรา จิตเป็นกสิณ กสิณเป็นจิต จิตของเราประภัสสร ดวงกสิณนิมิตที่ปรากฏก็ปรากฏความเป็นปฏิภาคนิมิตสว่างชัดเจน กำหนดน้อมให้รัศมีของจิตเป็นคลื่นกระแสของความเมตตา รัศมีจิตยิ่งสว่างไกลเพียงใด กระแสแห่งความเมตตาของเรายิ่งสว่าง ยิ่งใส ยิ่งแพรวพราวมากขึ้นเพียงนั้น ประคับประคองทรงอารมณ์ ทรงสภาวะ ทรงภาพนิมิตของกสิณที่เต็มกำลัง เป็นปฏิภาคนิมิต เป็นจิตประภัสสร เป็นจิตที่ทรงไว้ในเมตตาอัปปมัญญาฌาน กระแสคลื่นจากดวงจิตเป็นกระแสเมตตาสว่างไปทั้ง 3 ภพภูมิ จิตมีความแช่มชื่นเอิบอิ่ม มีความสุข มีความอิ่มใจ มีกำลังความเป็นทิพย์ มีกำลังแห่งฌานสมาบัติ กำลังแห่งอภิญญาเต็มกำลัง ยิ่งทรงอารมณ์ทรงสภาวะจิตอันเป็นประภัสสรปฏิภาคนิมิต และเข้าถึงพร้อมในกระแสเมตตาอันไม่มีประมาณ ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ ทรงฌาน ได้นานเท่าไหร่ กำลังแห่งฌานสมาบัติยิ่งสะสมเพาะบ่มจนเกิดวสี เกิดความเคยชิน เกิดตบะ เกิดเดชะ กำลังอภิญญาสะสมเพาะบ่มตัวมากขึ้นเพียงนั้น ทรงสภาวะไว้ ประภัสสรที่สุด สว่างที่สุด ใสที่สุด เต็มกำลังที่สุด

จากนั้นกำหนดอธิษฐานจิตอาราธนาบารมีกำลังพุทธานุภาพ กำหนดน้อมนึกให้ภายในดวงแก้วดวงจิตของเรามีองค์พระเสด็จประทับอยู่ กำหนดภาพองค์พระสมเด็จองค์ปฐมเป็นเพชรอยู่กลางจิตของเรา และทรงสภาวะ ทรงภาพพระ ทรงกำลังพุทธานุสติพุทธนิมิตไว้ จิตผ่องใสเต็มกำลัง องค์พระสว่างระยิบระยับชัดเจน รัศมีจิตยิ่งปรากฏสว่างชัดเจน ทรงสภาวะทรงภาพ ทรงภาพพุทธนิมิต ชัดเจนสว่าง

จากนั้นกำหนดน้อมจิต เดินจิตจากอารมณ์ที่เราทรงภาพพุทธานุสติพุทธนิมิตกสิณ กำหนดน้อมให้เห็นเพียงแต่ดวงจิตที่มีองค์พระอยู่ภายในสว่าง จากนั้นทำความรู้สึกว่าทุกสรรพสิ่งในโลกสลายกลายเป็นความว่าง มีแต่เพียงจิตที่ประภัสสรและองค์พระอยู่ภายใน กำหนดเห็นทุกสรรพสิ่งปรากฏเป็นความว่างไปจนหมด ทรงภาพพุทธานุสติพุทธนิมิตในอารมณ์แห่งอรูปฌาน อรูปสมาบัติเต็มกำลัง มีแต่ความว่าง มีเพียงดวงจิตที่มีองค์พระ มีสมเด็จองค์ปฐมปรากฏสว่างชัดเจน ทุกสรรพสิ่งขาวโล่งว่าง ไม่มีผนัง ไม่มีพื้น ไม่มีเพดาน กำหนดพิจารณาว่าทุกสรรพสิ่ง สลายตัวกลายเป็นความว่าง จิตเราไม่เกาะไม่ยึดอยู่กับรูป ไม่ยึดไม่เกาะอยู่กับวัตถุ ทรงสภาวะในอรูปพร้อมกับพุทธนิมิตที่สว่างเต็มกำลัง กำหนดพิจารณา กำหนดรู้ว่าจิตเราเดินในสมถะ เดินสมาธิในสมถกรรมฐานเต็มกำลังถึงอรูปสมาบัติ

จากนั้นจึงเดินจิตเข้าสู่ภูมิของวิปัสสนาภูมิ ใช้ปัญญาพิจารณาในความว่างว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกก็ดี ในจักรวาลก็ดี ในสังสารวัฏทั้งหลายก็ดี ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใน ใต้กฎแห่งอนิจจลักษณะ คือ “กฎพระไตรลักษณ์” ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อดับไปจึงปรากฏเป็นความว่าง ทุกสิ่งไร้แก่นสาร ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ จิตไปยึดเมื่อไหร่ จิตเกิดอุปาทานไปเกาะเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เป็นเชื้อแห่งการเกิด แม้สังสารวัฏทั้งหลายก็ไม่เที่ยง กำหนดพิจารณาใช้กำลังของอรูปเข้าสู่การพิจารณากฎไตรลักษณ์ พิจารณากฎไตรลักษณ์แล้วก็พิจารณาตัดภพจบชาติ พิจารณาว่าโลกไม่เที่ยง ดวงดาวทั้งหลาย โลกมนุษย์นี้ก็ไม่เที่ยง ภพภูมิทั้งหลายก็ไม่เที่ยง ความเป็นเทวดา ความเป็นพรหม ก็มีการสลายตัวของบุญของวิมาน ทุกสิ่งล้วนเป็นความว่าง ไร้แก่นสาร ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตามเวลา แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย แปรเปลี่ยนไปตามสภาวะแห่งกรรม กำหนดพิจารณาในมหาสรรพสิ่งว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงเลยแม้แต่น้อย มีเพียงอมตธรรมคือ”พระนิพพาน”เท่านั้นที่ไม่เสื่อมไม่สลายไป

กำหนดน้อมจิตพิจารณาแล้วก็ใช้กำลังของอรูปสมาบัติ กำลังของวิปัสสนาญาณ ที่เราพิจารณากฎไตรลักษณ์ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือกำลังพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เป็นธงชัย เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน พุ่งจิตของเราขึ้นไปปรากฏเบื้องหน้ามหาสมาคมอันประกอบด้วยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน กำหนดน้อมพิจารณาตั้งจิตกราบสมเด็จองค์ปฐม ท่านผู้ทรงเป็นประธานท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพานนี้ น้อมกราบลงด้วยความนอบน้อม กำหนดสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ กายที่ผ่องใส กายของพระนิพพาน ทรงสภาวะความรู้สึกว่าเราไม่มีในขันธ์ 5 กายหยาบ ร่างกาย กายเนื้อ ตอนนี้สภาวะกายทิพย์ของเราคือกายพระวิสุทธิเทพ จิตเราแนบ จิตเรามั่นคงอยู่กับพระนิพพาน ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน

พิจารณาในกฎไตรลักษณ์ ทรัพย์สินทุกอย่าง บ้านเรือน เคหสถาน ทรัพย์สิน ทรัพย์สมบัติไม่เที่ยง มีความเสื่อม มีความสลาย เงินทองทั้งหลายมีความเก่า มีความเสื่อม ธนบัตรมันก็ค่อยๆ เก่า เสื่อม เปื่อย ยุ่ย สลาย ใช้ไป หมดไป สูญหายไป บ้านเรือนทั้งหลายก็มีความเก่า ความเสื่อม จนในที่สุดก็สลาย หรือแม้แต่กระทั่งร่างกายขันธ์ 5 ที่เป็นกายเนื้อ ก็ให้เราพิจารณาเห็นกายของเราตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก มีความสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นวัยรุ่น ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากวัยรุ่นขึ้นสู่วัยหนุ่มวัยสาว จากวัยสาว ก็ค่อยๆ เสื่อม ค่อยๆ แก่ จนกระทั่งในที่สุดกายขันธ์ 5 ก็จะค่อยๆ เข้าสู่ความชรา จากความชราความแก่ก็ค่อยๆ ปรากฏสภาวะความเสื่อม เริ่มติดบ้าน เริ่มติดเตียง เมื่อเสื่อมติดเตียงก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ จนในที่สุดก็ต้องตายต้องสลายไป พอตายก็เห็นกายของเรา กายเนื้อกายหยาบมันค่อยๆ มีสภาวะเป็นซากศพ มีความเน่าเปื่อย มีความผุพัง จนกระทั่งกลายเป็นโครงกระดูก จากโครงกระดูกก็ค่อยๆ ผุกร่อนกลายเป็นผุยผง จนกระทั่งสลายตัวไปจนหมด ไม่มีสิ่งใดที่เป็นแก่นสาร สลายเป็นความว่าง ตายไปแล้วสินทรัพย์ทั้งหลายก็ตกอยู่กับลูกอยู่กับหลาน ตกอยู่กับโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สลายตัวไป เปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ สมบัติผลัดกันชม เปลี่ยนสมมติ เราก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ต่อไป

กำหนดพิจารณาให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง วิปัสสนาญาณการใช้ปัญญาพิจารณาในธรรมนั้น เพื่อให้จิตพิจารณาจนเกิดความยอมรับตามความเป็นจริงทุกประการ เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตเรายอมรับตามความเป็นจริง มันก็จะไม่มีอารมณ์ในความทุรนทุราย มันก็จะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกที่ห่วง ที่เกาะ ที่ยึด อารมณ์ใจเราก็คลายจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย นั่นก็คือความรู้สึกที่จิตเราปล่อยวางได้ ปล่อยวางได้ก็คือยอมรับตามความเป็นจริง ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปทุกข์ ไม่ไปห่วง ไม่ไปหวง บ่วงที่เคยร้อยรัดคอ รัดมือ รัดแขน รัดขา มันก็ค่อยๆ คลายตัวไป ยิ่งมัดแรงมากก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ยิ่งยึดก็ยิ่งทำให้เราต้องเกิด เมื่อไหร่ที่มันคลายไปจนหมดจากใจของเรา สุดท้ายมันก็กลายเป็นว่าเราไม่มีเครื่องที่ผูกร้อยรัดจิตเราไว้กับสังสารวัฏนี้ เราก็บรรลุธรรม บรรลุเข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน จิตของบุคคลที่ฝึกไว้ดีแล้ว จิตของบุคคลผู้ปฏิบัติและพิจารณาด้วยปัญญาไว้ดีแล้ว ก็ย่อมมีวาสนาที่น้อมพิจารณาเห็นในธรรม ก็ให้เรากำหนดรู้ว่าเราเป็นบุคคลที่มีบุญบารมี มีวาสนา เห็นกฎไตรลักษณ์ จากความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกสิ่งที่เสื่อม ทุกสิ่งที่พราก ทุกสิ่งที่จากไป ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญญาในธรรมว่า ทุกสรรพสิ่งมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เมื่อเราไปยึดมันก็เป็นทุกข์ เราปล่อยวางได้ก็ยิ่งใกล้ธรรมะ ใกล้มรรคผลพระนิพพาน ปล่อยวางเข้าสู่ความสงบ ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐม และพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน

พิจารณาในธรรมใคร่ครวญไปว่า จากความยึดมั่นถือมั่น พิจารณาดูว่ามีสิ่งใดในโลก สิ่งใดในจักรวาล สิ่งใดในอนันตจักรวาล หรือแม้แต่สิ่งใดในวัฏสงสาร ที่อยู่นอกกฎของพระไตรลักษณ์ คือทุกสิ่งมันมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พิจารณาในกายตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุด เซลล์ในร่างกายที่เป็นกายหยาบขันธ์ 5 มันมีการเกิด มีการสร้างใหม่ นั่นก็คือมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา พิจารณาลึกไปในกายที่เป็นกายเนื้อขันธ์ 5 เห็นการเกิดดับในกายอย่างละเอียดที่สุด พลังงานในเซลล์มีการเกิดดับเหมือนแสงสว่าง มีการสร้างเซลล์ใหม่ มีเซลล์เก่าเซลล์แก่ที่ดับที่ตาย เห็นการเกิดดับทั่วทั้งขันธ์ 5 ร่างกาย พิจารณาสูงขึ้นมาส่วนในสิ่งที่ใหญ่ กำหนดพิจารณาเห็นในอนันตจักรวาล เห็นดวงดาวที่แตกดับ ดวงดาวที่สลายตัว ดาวเคราะห์ที่แตกดับไป ดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างที่แตกดับคือดับพลังงานลง เห็นการเกิดคือการก่อเกิดของดวงดาว การก่อเกิดของดาวฤกษ์ การก่อเกิดของจุลจักรวาล เห็นการเกิดดับของสรรพสิ่ง

พิจารณาในมหาพิจารณา เห็นการเกิดดับจุติของดวงจิตบนสวรรค์บนพรหม ตายจากความเป็นมนุษย์ขึ้นไปเป็นเทวดา หมดบุญจากเทวดาล่วงลงมาจากสวรรค์จากพรหม ทุกสรรพสิ่งมีการเกิดดับ มีการเปลี่ยนแปลง มีความผันเปลี่ยนหมุนเวียนจึงเรียกว่า “วัฏสงสาร” เห็นวัฏสงสารในขันธ์ 5 ร่างกาย เห็นวัฏสงสารในจักรวาล เห็นวัฏสงสารเป็นมหาวัฏฏะคือสังสารวัฏในภพภูมิทั้งปวง พิจารณาว่าเราพ้นจากวัฏฏะทั้งหลาย เราเห็นธรรม เราเห็นพระนิพพานเราเข้าถึง กำหนดให้ใจเราน้อมมีกฎไตรลักษณ์ในทุกการกระทบ ในทุกการพิจารณา สิ่งใดที่มากระทบก็ให้รู้ว่ามันอยู่ในกฎไตรลักษณ์ พลัดพรากจากสิ่งใดก็ให้รู้ว่าอยู่ในกฎไตรลักษณ์ กำหนดพิจารณา กำหนดเข้าถึงมหาพิจารณา แล้วก็ให้ใจเรายิ่งน้อมบูชาในมหาปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ที่ทุกสิ่งที่ท่านตรัสไว้ เป็นความจริงยิ่งแท้ ที่ไม่มีสิ่งใดมาขัดแย้งได้แม้แต่น้อย

“ธรรมะของพระพุทธเจ้า” จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ไม่เป็นเพียงแค่ปรัชญา แต่ธรรมะของพระพุทธองค์คือสัจธรรม คือธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง และก็เป็นธรรมที่ครอบคลุมมากยิ่งกว่าเพียงปัญญาความรู้ เป็นปัญญาที่ครอบคลุมจักรวาล ครอบคลุมสังสารวัฏทั้งหมด ดังนั้นการที่เราโชคดีมาพบธรรมะ มาพบพระพุทธเจ้า เราก็พึงน้อมนำให้โอกาสนี้นำพาจิตตนพ้นจากวัฏสงสารเข้าพระนิพพานให้ได้ ทรงสภาวะที่จิต ทรงความเป็นพระวิสุทธิเทพ ตัดภพจบชาติ ตัดสังโยชน์ทั้ง 10 อยู่บนพระนิพพาน กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพสว่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง ปัญญากระจ่างอย่างยิ่ง รัศมีของจิตมีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

ทรงสภาวะไว้ พิจารณาปล่อยวาง สิ่งที่เราห่วงที่สุด รักที่สุด หวงแหนที่สุด ยึดมั่นถือมั่นที่สุด พิจารณาสิ่งที่เราห่วงที่สุด บุคคลที่เรารัก สิ่งของที่เรายึด หน้าที่เรื่องราวที่เราเกาะ เห็นทุกสิ่งเสื่อมสลายหายไป เห็นทุกสิ่งกลายเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เห็นทุกสิ่งกลายเป็นความว่าง พิจารณาและตัดความว่างหรืออรูปฌานนั้น หลวงพ่อท่านสอนว่า “พลิกจิตอีกนิดเดียว กลายเป็นกฎไตรลักษณ์ กลายเป็นวิปัสสนาญาณ มันจะเป็นตัวตัดกิเลสได้เร็วที่สุด ง่ายที่สุด”  สิ่งใดที่เรายึดมั่นถือมั่นก็ให้เห็นกลายเป็นความว่าง เห็นการสลายตัวควบไปกับกฎไตรลักษณ์ อารมณ์จิตที่เห็นวัตถุค่อยๆ สลายตัวลงกลายเป็นผุยผง จางลงหายไปเป็นความว่าง อันนี้เป็น “อารมณ์ของอรูปสมาบัติ” พอมีปัญญากำกับว่าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะทุกสิ่งมันก็ต้องแตกดับสลายตัวไป พ้นจากสมมติไป เราเห็นมันสลายตัวไปก็เท่ากับการที่เราพิจารณาตัดกิเลสโดยใช้กำลังของอรูปสมาบัติ ซึ่งเป็นบาทฐานเป็นวิสัยแห่งการเข้าถึงธรรมในแบบปฏิสัมภิทาญาณ อันมีปัญญาความรู้ยิ่งกว่าการบรรลุธรรมในวิสัยอื่น

เราก็กำหนดฝึกกำหนดซ้อม สิ่งใดมากระทบใจให้ทุกข์ก็เห็นเป็นความว่าง ภาพคนที่เขามาด่าที่มีปากเสียงกันก็เห็นภาพนั้นค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นความว่าง เห็นสิ่งของต่างๆ วัตถุต่างๆ สิ่งใดที่มันทำให้เกิดปัญหาเกิดความกระทบกระทั่งกระทบใจกัน ก็ให้เห็นวัตถุสิ่งของสถานที่เหล่านั้นมันค่อยๆ สลายตัวไป จางไป กลายเป็นความว่างไปหมด ใจเราไม่ติด ใจเราไม่เกาะ ใจเราไม่จำ ใจเราไม่อาฆาตแค้น เห็นทุกสรรพสิ่งเป็นความว่าง กรรมทั้งหลาย วิบากทั้งหลายไม่มาติดใจ อุปมาดั่งจิตของพระอรหันต์นั้นเหมือนกับใบบัวที่น้ำไม่อาจสามารถที่จะมาเปื้อน ไม่สามารถที่จะมาเปียกใบบัวนั้นได้ฉันใด จิตของเราเราก็ฝึกให้อารมณ์ใจเราไม่มีสิ่งมาเกาะมายึดได้ฉันนั้น โดยใช้กำลังของอรูปสลายเป็นความว่างให้หมด มีสิ่งใดเข้ามาในใจแล้วทำให้ใจทุกข์ ใจเครียด ใจกังวล ก็เห็นภาพนั้น สิ่งนั้น อารมณ์คิด อารมณ์วิตกนั้น สลายเป็นความว่างไปให้หมด ว่าง วาง เบา สลายเป็นความว่าง วาง เบาทั้งหมด ยิ่งวางมาก ยิ่งสลายได้มาก กายพระวิสุทธิเทพยิ่งใสสว่างปรากฏชัดเจนมากขึ้น สว่างขึ้น ใสขึ้น จิตปล่อยวางเป็นสุขยิ่งขึ้น เห็นทุกสรรพสิ่งแม้ร่างกายเราก็ต้องสลายเป็นความว่าง สมมติทั้งหลายสลายไปให้หมด ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายสลายไปให้หมด จิตของเรามีความผ่องใส มีความสว่าง ใจของเราอิ่มผ่องใส ยินดีกับพระนิพพาน

กำหนดพิจารณาทวนย้อน ขอให้เห็นภาพมหาสมุทรแห่งน้ำตาที่เราเคยร้องไห้เสียใจ แต่ละหยดน้ำตาที่สะสมจนเป็นมหาสมุทร เห็นภูเขาโครงกระดูกจากการเกิดดับ ตายซ้ำตายซ้อน เกิดมาเป็นคนตายไปเกิดใหม่ โครงกระดูกกองเป็นภูเขา พิจารณาดูว่าความทุกข์ ความหลงกาย การเวียนว่ายตายเกิดที่มันปรากฏขึ้น พิจารณาว่า เราดับ เราล้าง เรามีปัญญาเห็นโทษเห็นทุกข์แห่งการเกิด เห็นโทษเห็นทุกข์แห่งวัฏสงสาร ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า จากนั้นกำหนดภาพให้เห็นทะเลมหาสมุทรแห่งน้ำตานั้นสลายไปให้หมด ภูเขาโครงกระดูกทั้งหลายสลายไปให้หมด กำหนดทรงสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพให้ชัดเจนสว่าง จิตตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน จิตทรงสภาวะอยู่กับพระนิพพาน ปัญญาพิจารณาสว่างรอบครอบคลุมทั้งวัฏสงสาร ไม่มีภพใดไม่มีภูมิใดที่เราไม่เคยเกิด เราเที่ยวมาครบ เราจบการเกิดมาทุกประเภทแล้ว เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตกนรกไปทุกขุมลองมาหมด เคยเป็นเทวดาพรหมมาทุกชั้น เคยเกิดมาเป็นมนุษย์ มียศฐาบรรดาศักดิ์ ตายแล้วตายอีกในหลายดวงดาว ในหลายสมัยของพระพุทธเจ้าที่ผ่านมาแล้วหลายพระองค์ เราพิจารณาให้เห็นว่าในที่สุดก็ไร้แก่นสาร ชีวิตในความเป็นมนุษย์บางช่วง แม้แต่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มันก็หายไปหมดแล้ว เก่าแก่ลึกจนไม่มีเหลือประวัติศาสตร์ ไม่เหลืออะไรให้คนจดจำ เพราะทุกสรรพสิ่งนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พิจารณาจนจิตเราเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายคลายความอยากความปรารถนาในการเกิด เบื่อการเกิด เบื่อวัฏสงสาร เบื่อความไม่เที่ยง เบื่อความแปรปรวน มีแต่จิตผ่องใสยินดีอยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว จนจิตเราสว่างที่สุด ใสที่สุด กายทิพย์สว่างที่สุด กายพระวิสุทธิเทพสว่างเป็นเพชรระยิบระยับ กำหนดน้อมว่าในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เราจะตายจากความเป็นมนุษย์ เราเข้าสู่พระนิพพาน ดับไม่เหลือเชื้อแห่งการเกิด ดับซึ่งอาสวกิเลสทั้งปวง สังโยชน์ทั้ง 10 เครื่องร้อยรัดดวงจิตขาดสะบั้นไปจนหมด จิตมีพระนิพพานเป็นที่สุด กำหนดน้อมให้เห็นภาพจิตเราเคลื่อนขึ้นสู่พระนิพพานในวาระก่อนตาย ซ้อมตายก่อนตาย จิตยินดีที่สุด ผ่องใสที่สุด ยินดีในพระนิพพานที่สุด

เมื่ออธิษฐานพระนิพพานแล้ว เราก็น้อมจิต ว่าธรรมะปฏิบัติที่เราเจริญวิปัสสนาญาณ เจริญทั้งสมถะจนถึงสุดกำลังคืออรูปสมาบัติ จนกระทั่งการพิจารณาในวิปัสสนาญาณถึงพระนิพพาน เราน้อมขอบุญกุศลที่ปรากฏขึ้น ตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ ขออาราธนากระแสจากพระนิพพานเป็นกำลังบุญ น้อมเป็นกระแสแผ่เมตตาจากพระนิพพานลงมายังภพภูมิทั้งหลาย ยังดวงจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอบุญจากพระนิพพานน้อมถึงทุกดวงจิต นับลงมาตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดา ทุกพระองค์ ทั้งโลกและทุกดวงดาวในจักรวาล แผ่เมตตาให้กับพวกเราที่มีกายเนื้อขันธ์ 5 คือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เดรัจฉานที่มีกายหยาบ ทั้งโลก ทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่เสวยวิบากอยู่ เป็นอุปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย ข้องอยู่ในความหลง ติดอยู่ในภพ หลงในมิติที่ทับซ้อน หลงอยู่ในจุดต่างๆ บังบด ลับแล ภพภูมิต่างๆ ที่ทับซ้อน แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตที่เสวยวิบากเป็นเปรต เป็นอสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาน้อมกระแสจากพระนิพพานไปยังสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุม ลึกไปถึงที่สุดคือโลกันตมหานรก น้อมกระแสอาราธนาบารมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก เปิด 3 ไตรภูมิภพภูมิ แผ่เมตตาถึง 3 ภพภูมิ ขอจิตเราได้น้อมกระแสเมตตาถึงทั้ง 3 ภพภูมิ กระแสเมตตาของข้าพเจ้าครอบคลุมด้วยกำลังพุทธานุภาพถึงทุกภพทุกภูมิทั้งสังสารวัฏทุกดวงจิตด้วยเทอญ

เมื่อทรงอารมณ์แผ่เมตตาแล้ว เราก็น้อมจิตอาราธนาบารมีพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ เทวดานุภาพ กำลังบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาลงมาคลุมคุ้มครองโลกใบนี้ให้เกิดความสุข สงบ สันติ ร่มเย็น ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ทั้งภัยธรรมชาติ ทั้งภัยสงคราม ทั้งโรคระบาดทั้งหลาย ภัยทั้งหลาย ความอดอยากยากจนทั้งหลาย ความแห้งแล้งกันดารทั้งหลายจงสลายตัว ขอจงปรากฏความสุข สงบ สันติ ร่มเย็น สันติภาพขอจงปรากฏ ความอุดมสมบูรณ์ ความสุข คุณธรรม ศีลธรรม จงปรากฏบนโลกใบนี้ ขอกุศลบุญความดีจงเข้าถึงดวงจิตของสรรพสัตว์ ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

จากนั้นน้อมจิตอาราธนาบารมีลงมาคลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอให้ประเทศไทยแผ่นดินไทยจงมีกระแสแห่งบุญกุศล คุณธรรม ศีลธรรม เกิดความอุดมสมบูรณ์ สันติสุขร่มเย็น ขอให้คนชั่วแพ้ภัยตนเองเป็นไปตามกฎวาระกฎแห่งกรรม ขอให้คนดีได้มีบุญบารมีเกิดขึ้น ขึ้นมาดูแลคุ้มครองรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองเข้าสู่ยุคชาววิไล ขอบุญกุศลน้อมรวมลงมาปกป้องแผ่นดินนี้จากภัยพิบัติภัยธรรมชาติทั้งหลาย จากภัยศึกสงครามทั้งหลาย โรคระบาดทั้งหลาย ภัยจากคนชั่วทั้งหลาย ภัยจากศัตรูทั้งภายในประเทศและศัตรูทั้งภายนอกประเทศ ขอบุญกุศลจงน้อมรวมลงมาคุ้มครองในเขตพระพุทธศาสนา วัดวาอารามทุกวัด สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกพระองค์ทุกรูป พระธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอจงมีกำลังพุทธานุภาพมาสถิตสถาพร ขอกระแสสัมมาทิฏฐิ ขอกระแสมรรคผลพระนิพพาน ขอจงคลุมคุ้มครองให้เขตพระพุทธศาสนามีความสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ขออลัชชีทั้งหลาย ขอคนชั่วทั้งหลายจงสลายตัวไป แพ้ภัยตัวเอง พลิกจิตกลับใจจากมิจฉาเข้าสู่สัมมาทิฏฐิด้วยเทอญ

จากนั้นน้อมบุญกุศลจากพระนิพพานคุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบุญบารมีทั้งหลายจงปรากฏคุ้มครององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ให้มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีพระบารมีที่ปรากฏยิ่งไปทั่วดินแดนทั้งปวงทั่วโลก ขอบุญบารมีน้อมรวมส่งผลถึงองค์พระสยามเทวาธิราช ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง เทวดาผู้พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอจงมีกำลังแห่งบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ คุ้มครองรักษาให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เกิดความวัฒนาสถาพรรุ่งเรืองขึ้นเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ด้วยเทอญ

จากนั้นเมื่อแผ่เมตตาแล้ว เมื่อคลุมบุญใช้กำลังบุญ กำลังกรรมฐาน กำลังสมาธิ กำลังแห่งพุทธานุภาพมาช่วยภาคทิพย์คุ้มครองรักษา โลกใบนี้ก็ดี ประเทศชาติแผ่นดินก็ดี พระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ เราก็น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านทุกๆ พระองค์บนพระนิพพานด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ กายพระวิสุทธิเทพค่อยๆ กราบลา จากนั้นพุ่งจิตของเรากลับลงมายังกายเนื้อ อธิษฐานน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมบ้านเรือน เคหสถานของเรา กิจการงาน บริษัท ห้างร้าน กายเนื้อ ขันธ์ 5 น้อมกระแสจากพระนิพพานเป็นลำแสงคลุมลงมาสีขาว อธิษฐานจิตธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง สะอาดบริสุทธิ์หมดจดเป็นแก้วสว่าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนังสว่างเป็นแก้ว โครงกระดูกทั่วร่างสว่างใสเป็นแก้วบริสุทธิ์ หลอดเลือด เส้นเอ็น สะอาดใสเป็นแก้วบริสุทธิ์ อาการทั้ง 32 อวัยวะภายในทุกส่วนสะอาดใสเป็นแก้ว เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายสะอาดใสเป็นแก้ว กล้ามเนื้อทุกส่วนสะอาดใสเป็นแก้ว กระแสโลหิตทั่วร่างกายจงมีกระแสธาตุธรรม ธาตุความเป็นทิพย์หล่อเลี้ยง ไหลเวียน กระแสปราณจากอานาปานสติจงไหลเวียนหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 ร่างกายนี้ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์สลายล้างเซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก ซีสต์ เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลายจงสลายตัวไปให้หมด เซลล์ที่เสื่อมเซลล์ที่ผิดปกติจงสลายไปให้หมด ขอร่างกายนี้จงหล่อเลี้ยงด้วยธาตุธรรม ขอขันธ์ 5 ร่างกายนี้จงหล่อเลี้ยงด้วยภาคทิพย์ ความเป็นทิพย์ไหลเวียนทั่วขันธ์ 5 ร่างกาย บุญกุศลหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ 5 ตราบที่ข้าพเจ้ายังสร้างบุญสร้างกุศลสร้างประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ ยังประโยชน์ต่อโลกใบนี้ ก็ขอให้เทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์สงเคราะห์ให้ข้าพเจ้ามีอายุวัฒนะที่ยืนยาว พร้อมทั้งสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ สร้างประโยชน์ใช้งานขันธ์ 5 ร่างกายได้ และสำคัญที่สุดก็คือมีโภคทรัพย์หล่อเลี้ยง มีความคล่องตัวในการสร้างประโยชน์ ยังประโยชน์ต่อโลก ยังประโยชน์ต่อธรรม ยังประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ยังประโยชน์ต่อ 3 สถาบันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้เต็มกำลัง มีความคล่องตัวด้วยเทอญ

จากนั้นจึงค่อยๆ น้อมจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรทั้ง 56 ท่านและที่มาฟังในภายหลัง หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ภาวนา “พุทโธ” หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ภาวนา “ธัมโม” หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ภาวนา “สังโฆ” ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิด้วยอารมณ์จิตอันผ่องใส เป็นสุข ปราณีต จิตเอิบอิ่ม แช่มชื่น เบิกบาน

ประกาศข่าวสารงานบุญประชาสัมพันธ์

สำหรับวันนี้ก็ขอแจ้งให้ทราบในเรื่องของ “คอร์สเมตตาสมาธิ” ในครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นที่ สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เดิม ใน วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ซึ่งการลงทะเบียนจะได้ประกาศต่อไป

ซึ่งครั้งนี้ ในภาคบ่ายก็จะมีโอกาสพิเศษ คือการน้อมจิตเจริญวิปัสสนาพร้อมกับการเชิญโบว์ในช่วงบ่ายเพื่อทั้งบำบัดโรคและก็เข้าถึงธรรม ก็จะมีการเชิญโบว์ทั้งหมด 2 วง และก็จะมีแขกรับเชิญ เป็นการเชิญขันทิเบตอีก 1 วง ดังนั้นครั้งนี้ก็จะเป็นโอกาสที่พิเศษ มีพลังที่ช่วยเสริมคลื่น เสริมกำลัง ในการช่วยบำบัดเยียวยาทั้งกายและจิต ซึ่งครั้งนี้ก็คาดว่าจะรับได้ประมาณ 100 ท่าน

เดี๋ยวถึงเวลาที่จะประกาศคอร์ส ก็ขอให้เราทุกคนฝากช่วยประชาสัมพันธ์ และคนไหนที่สะดวกก็มา มาฝึก ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ว่ามีการวางมัดจำเพื่อป้องกันไม่ให้จองที่แล้วไม่มา ตามกฎกติกาเหมือนเดิม ขอให้ช่วยฝากประชาสัมพันธ์ไปด้วย สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่ในวันอาทิตย์หน้า สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วันดี กมลพนัส

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้