เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569
เรื่อง เทวดารักษาผู้ประพฤติธรรม
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน ปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 ผ่อนคลายคือปล่อยวางกำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดสติรู้ละ รู้ปล่อยวาง จนจิตเข้าถึงความสงบจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ร่างกาย ผ่อนคลายพร้อมกับการปล่อยวาง ทรงสภาวะความสงบ จิตกำหนดรู้ความเบา ความสบายจากการปล่อยวาง ทรงสภาวะที่จิตเราปล่อยวางจากความยึดมั่นถือท่านทั้งหลาย ปล่อยวาง ว่าง วางเบา
กำหนดรู้ในลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวใหม พลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจราบรื่นต่อเนื่อง สติกำหนดรู้ตลอดทั้งสาย ตลอดทั้งกองลม สติไม่มีสะดุด ไม่มีคลาดจากกระแสของลมหายใจ ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม เป็นละอองละเอียดระยิบระยับ ไหลเวียนราบรื่นต่อเนื่อง ลมหายใจยิ่งละเอียดจิตยิ่งละเอียด ลมหายใจหยาบจิตก็ย่อมหยาบ กำหนดดู กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ ลมหายใจสบาย จิตสบาย สติจดจ่ออยู่กับลมหายใจสบาย ลมหายใจละเอียด ลมหายใจยิ่งละเอียดจิตก็ยิ่งละเอียด จิตยิ่งละเอียดก็ยิ่งพิจารณาธรรมะที่ละเอียดได้ลึกซึ้งแตกฉาน จิตหยาบย่อมไม่สามารถเข้าถึงธรรมที่ละเอียด กำหนดสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจที่ละเอียด สงบ เบาสบาย
จากนั้นกำหนดยกกำลังใจของเราขึ้น กำหนดหยุดจิต หยุดความคิด สงบนิ่ง หยุด หยุดจิต หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศล หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดจนเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ อุเบกขา จิตสงบนิ่ง จากนั้นกำหนดจากจุดที่จิตหยุด จากจุดจินตภาพให้เห็นกลายเป็นวงกลม จากวงกลมค่อยๆ ปรากฏมิติกลายเป็นทรงกลม กลายเป็นดวงแก้ว จากดวงแก้วปรากฏเป็นดวงแก้วสว่างมีรัศมี จากดวงแก้วที่สว่าง มีรัศมีจนปรากฏกายเป็นเพชรประกายพรึก เป็นปฏิภาคนิมิต ทรงสภาวะที่จิตเป็นปฏิภาคนิมิต มีความสว่างไสว แพรวพราว จิตปรากฏปฏิภาคนิมิต
กำหนดน้อมเชื่อมนิมิตกับจิตของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เอกัคคตารมณ์เป็นหนึ่งเดียวกับนิมิต
นิมิตคือจิต กสิณคือจิต จิตคือกสิณ ภาพกสิณสว่างไสวเป็นประกายพรึกเพียงใด จิตเรามีจิตตานุภาพ อภิญญาจิตแห่งกสิณสว่างไสวแพรวพราวฉันนั้น ทรงสภาที่จิตเป็นปฏิภาคนิมิตสว่าง ประคองจิต ทรงกำลัง ทรงภาพ ทรงความสว่าง ทรงความผ่องใส ทรงความประภัสสรของจิตให้นานเท่านานเท่าที่ทำได้ ประคองไว้ สว่างไว้ ประภัสสร ใจเป็นสุขเอิบอิ่ม ถึงพร้อมทั้งอารมณ์พระกรรมฐาน ถึงพร้อมทั้งภาพนิมิต ถึงพร้อมทั้งอารมณ์ใจเอิบอิ่มผ่องใสเป็นสุข สว่างประภัสสร เป็นทิพย์เต็มกำลัง จิตเป็นทิพย์มากเท่าไหร่ สว่างมากเท่าไหร่ นานมากเท่าไหร่ กำลังตบะอานิสงส์แห่งการเจริญสมถะพระกรรมฐานก็ยิ่งสูงมากขึ้นเพียงนั้น สะสมเพราะบ่มเป็นตบะเดชะบารมีของเราเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น
กำหนดรำลึกไว้เสมอว่า เมื่อไหร่ที่จิตเราผ่องใสประภัสสร กำลังของบุญกุศลมารวม มาหล่อเลี้ยง เมื่อจิตมีแต่กุศลมารวม มาหล่อเลี้ยง ในยามที่เราทรงฌานทรงสมาบัติ เมื่อนั้นจิตของเราย่อมปราศจากอกุศลจิต ย่อมสะอาดจากกิเลส ย่อมสะอาดจากความเศร้าหมองมลทิน คือ ความโลภ โกรธ หลง ทั้งหลาย ทรงสภาวะความประภัสสรของจิตไว้ให้เต็มกำลัง ให้สว่างที่สุด ให้จิตเป็นสุขที่สุดสว่างที่สุด ผ่องใสที่สุด พร้อมกับกำหนดว่ารัศมีความสว่างของจิต แผ่กระจายออกไปเป็นกระแสแห่งเมตตา กระจายรายรอบจากจิตของเราออกไปในทุกทิศทุกทางอย่างไม่มีประมาณ แผ่กระแสของเมตตาไปพร้อมกับทุกครั้งเวลาที่เราทรงจิตประภัสสร เมื่อเราทรงกำลังใจไว้เช่นนี้ก็เท่ากับในยามที่เราทรงฌาน 4 คือจิตเป็นปฏิภาคนิมิตในกสิณ เราก็ทรงอารมณ์ในพรหมวิหาร 4 ในเมตตาอัปปมาณฌานไปพร้อมกัน
เมื่อเราทรงฌานสมาบัติไปพร้อมกับพรหมวิหาร 4 กำลังของฌาน กำลังของสมาธิก็ยิ่งมีเพิ่มพูนแก่กล้า มีอานิสงส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เรากำหนดรู้ว่าอานิสงส์ในการที่เราฝึกแบบนี้ สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ก็คือเมื่อเราแผ่เมตตาออกไปอย่างไม่มีประมาณ มันก็เป็นการชำระล้างจิตของเราจากความโกรธ จากความโหดเหี้ยม จากความโหดร้าย เป็นจิตที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ซึ่งเป็นกระแสธรรมที่ขัดเกลาจิตใจของเราจากหยาบให้เป็นละเอียด จากโหดเหี้ยมให้เป็นจิตเมตตา จิตเรายิ่งสว่างผ่องใส กำลังบุญยิ่งเพิ่มพูน ให้เรากำหนดรู้ว่าอันมงคลทั้งหลายจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นจากกำลังบุญที่เราทำ หากคนเราอันได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เราทำบาปหยาบช้า เบียดเบียนผู้อื่น แต่ไปทำพิธีกรรมใดก็ตามมาเสริมสิริมงคลให้กับตัวเอง บาปกรรมนั้นก็ไม่อาจหายไปได้ พิธีกรรมนั้นก็ไม่อาจจะช่วยบรรเทาเบาบางหรือละเว้นกฎของกรรมได้ แต่บุคคลที่ทำกุศล ทำความดี สิ่งที่เป็นสิริมงคลสูงสุด สิ่งที่เสริมโชคลาภวาสนาสูงสุดก็คือ กำลังบุญ กำลังพระกรรมฐาน ต่อให้เป็นคนที่เกิดปีชงในปีนี้ แต่ด้วยกำลังของบุญกุศลกำลังที่เราเจริญกรรมฐาน กำลังที่เราแผ่เมตตา เจริญเมตตามาดีแล้ว ช่วยสงเคราะห์เกื้อกูลสรรพสัตว์มาดีแล้ว ถึงเวลาเทวดาพรหมก็ดี บรรดาท่านที่เป็นอมนุษย์ทั้งหลายก็ดี ก็ล้วนแต่ช่วยเหลือเมตตา คอยปกป้อง ปกปักรักษาคุ้มครองเราจากพยันอันตราย จากวิบาก จากอุปสรรคทั้งหลาย
ให้เรากำหนดรู้ ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร และแผ่กระแสเมตตาอันไม่มีประมาณ พร้อมกับกำหนดรู้ว่าขอให้จิตอันฝึกไว้ดีแล้ว จิตอันขจัดขัดเกลาสรรพกิเลสไว้ดีแล้ว จิตอันฝึกให้ละเอียดเปี่ยมไปด้วยเมตตานี้ ขอจงเป็นแสงรัศมี เป็นเกราะแก้วคุ้มกันเราจากพยันอันตรายจากวิบาก จากบาปเคราะห์ จากปีชง จากอกุศลทั้งหลายนับตั้งแต่บัดนี้ด้วยเทอญ
กำหนดแผ่เมตตานะ กำหนดให้จิตประภัสสรที่สุด แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณ สิ่งใดที่เป็นความกังวลในใจ กำหนดว่าเรามีบุญรักษาเรามีบุญคุ้มครอง เราปฏิบัติ เราเจริญพระกรรมฐานสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ละทิ้งการเจริญพระกรรมฐาน กำลังของความดี กุศลที่เราสร้างเพราะบ่มสะสมไว้นั้น เป็นเกราะแก้วคุ้มกันเราได้เสมอ เราไม่มีวันตกตามโลก เรามีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจนถึงซึ่งพระนิพพาน วิบากใดก็ตามก็ขอให้ผ่านพ้น บุญใดก็ตามขอจงมาส่งผล เคราะห์ร้ายจงหายไป จงไปไกลๆ จงสูญสลายไป ส่วนผลบุญกุศลจงหนุนนำต่อเนื่องสู่ชีวิตข้าพเจ้า ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรสว่าง ให้จิตเราประภัสสรที่สุด สว่างที่สุด กำหนดว่ายิ่งเราทรงอารมณ์สว่างไสวเพียงใด แผ่กระแสเมตตาออกไปสว่างเพียงใด กำลังบุญคุ้มครองชีวิต คุ้มครองกายวาจาใจ คุ้มครองจิต จิตเรายิ่งเพิ่มพูนขึ้นยิ่งสว่างไสวแพรวพราว ยิ่งเป็นบุญกุศล ยิ่งใจเป็นสุขเอิบอิ่มใจยิ่งเป็นบุญกุศล ทรงสภาวะความผ่องใสไว้
จากนั้นกำหนดจิตน้อมรำลึกนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำหนดน้อมให้พุทธนิมิตปรากฏขึ้นกลางจิตกลางใจของเรา องค์พระเป็นเพชรสว่างพุทธานุภาพมาสถิตในจิตของเรา องค์พระสว่างเป็นเพชรประกายพรึก จิตเรายิ่งเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พระพุทธองค์เป็นธงชัย เป็นแสงสว่างเป็นประทีปแก้วในจิต กำลังของจิตเราเพิ่มพูนขึ้น กำลังบุญเราเพิ่มพูนขึ้น กำหนดน้อมรำลึกนึกถึงว่าสรณะที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีนอกจากพระพุทธเจ้า สรณะที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีนอกจากพระธรรม สรณะที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีนอกจากพระอริยสงฆ์ ขอให้จิตข้าพเจ้ามั่นคงในพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ทรงสภาวะที่จิตเราประภัสสร ชีวิตของเรามีอุปสรรคใดก็ตาม มีความรู้สึก มีความหวั่น มีความหวาดหรือตัดสินใจในสิ่งใดที่ไม่ได้ก็ดี ให้เรากำหนดน้อมรำลึกนึกถึงจิตอันประภัสสรและมีพระพุทธองค์ทรงปรากฏประทับเป็นหลัก เป็นธงชัยของจิต ขอกับพระพุทธองค์ให้เราผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลาย วิบากทั้งหลายให้ผ่านพ้นไปได้ทุกครั้งอย่างอัศจรรย์ด้วยกำลังพุทธานุภาพ ให้เราทุกคนจำไว้นะ ให้ทำแบบนี้เป็นกำลังบุญพระกรรมฐาน เป็นกำลังที่เราอาราธนากำลังพุทธานุภาพมาช่วยมาสงเคราะห์ตัวเราเอง แก้วิบากอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตด้วยการเจริญพระกรรมฐาน ด้วยกำลัง ด้วยเหตุที่เราทำไว้ดีแล้ว คือเจริญพระกรรมฐาน เมื่อเรามีเชื้อมีทุนที่เราทำมา พระท่านก็ย่อมสงเคราะห์เราได้ ให้เรากำหนดไว้เช่นนี้เป็นปกติ
จากนั้นตอนนี้ก็ให้เรากำหนดอธิษฐาน ให้จิตเราประภัสสรที่สุด สว่างที่สุด เป็นเพชรประกายพรึกที่สุด จากนั้นอาราธนาบารมีพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพานอยู่ท่ามกลางมหาสมาคม มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน พรั่งพร้อมด้วยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ขีณาสพทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน ขอเมตตาปรากฏให้ข้าพเจ้าได้กราบ ได้สักการะ ใช้กายพระวิสุทธิเทพกำหนดกราบลงแทบเบื้องพระบาทของทุกท่านทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน กราบด้วยความเคารพ ด้วยความนอบน้อม กราบด้วยความรู้สึกว่าจิตเราถึงซึ่งไตรสรณคมน์ จิตเราถึงพระพุทธองค์อย่างแท้จริง และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ กำหนดว่าเรากราบพระเรากราบจิตเราถึงซึ่งพระนิพพานจริงๆ คำว่าจริงๆ นี้หมายความว่าให้จิตเราตัดวิจิกิจฉาออกจากจิตเราให้หมด ความรู้สึกลังเลสงสัยไม่มี ว่าเราทำได้ ทำไม่ได้ ขึ้นมาบนพระนิพพานได้หรือไม่ได้ กราบถึงพระพุทธเจ้าได้หรือไม่ได้ ไม่มีความสงสัย ตัดวิจิกิจฉาได้ อารมณ์จิตก็ตรัสสังโยชน์ข้อสำคัญได้
ดังนั้นปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ ความสงสัยว่าเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้หรือไม่ ต้องไม่มีในจิตอีกต่อไป จิตเรากราบถึงพระพุทธเจ้าได้หรือไม่ ไม่มีในจิตของเราอีกต่อไป เมื่อไหร่กำหนดถึงจิตถึง เมื่อไหร่กำหนดกราบจิตกราบถึงเมื่อใจเราเด็ดเดี่ยวมั่นคงรวมสู่พระพุทธองค์ได้ฉันใด พระพุทธองค์ก็ทรงสงเคราะห์เราได้เต็มกำลังฉันนั้น อุปสรรคจริงๆ อยู่ที่จิตของเรา พุทธานุภาพนั้นไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ อยู่ที่จิตของเราจะเก็บจะรับได้มากน้อยเพียงใด ประดุจฟ้าประทานหยาดฝนลงมาในบ้านเรือนทั้งหลาย ตกลงมาให้กับหมู่สัตว์เสมอกันทั้งหมด แต่บุคคลใดจะมีภาชนะ คือจิตที่สามารถรองรับน้ำฝนได้มากน้อยต่างกันเพียงใด บุคคลที่ศรัทธาน้อยมีวิจิกิจฉามาก ก็เหมือนกับมีเพียงจอกเล็กๆ ใบเดียว แต่บุคคลที่มีภาชนะใหญ่ เช่นชาม ก็รับกระแสพุทธานุภาพได้มากกว่า แต่หากบุคคลใดมีศรัทธาเต็ม 100% ตัดวิจิกิจฉาได้หมดสิ้น ภาชนะหรือจิตที่รองรับก็เหมือนกะละมังใบใหญ่หรือโอ่งใบใหญ่ สามารถน้อมรับกระแสพุทธานุภาพลงมาได้มากกว่า ฝนหยาดในสถานที่เดียวกันแต่บุคคลสามารถรับน้ำฝนได้ต่างกันฉันใด บุคคลฟังธรรมพร้อมกันแต่รับกระแสธรรมกระแสพุทธานุภาพได้ต่างกัน ก็ด้วยภาชนะคือจิตของเรานั้นมีศรัทธา มีความตัดในวิจิกิจฉาได้มากน้อยเพียงใด
ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดนะ ปรับใจของเรา ปรับภาชนะคือจิตของเรา ให้เป็นประดุจโอ่งใบใหญ่ กะละมังใบใหญ่ รับกระแสพุทธานุภาพ กำหนดจิตว่าเรากราบถึงพระพุทธองค์ได้อย่างแท้จริง สิ้นสงสัย กราบจนสัมผัสได้ถึงพระบาท กราบได้ถึงสัมผัสที่สัมผัสได้ถึงนิ้วพระบาทของพระพุทธองค์ ภาษาก็คือพระองค์คุลีพระบาทว่านิ้วพระบาทของพระพุทธองค์นั้นเรียบเสมอกัน กำหนดกราบ กราบจนสัมผัสได้ รู้สึกได้ เข้าถึงได้อย่างแท้จริง แล้วก็สัมผัสได้ว่าในยามที่เรากราบพระพุทธองค์ต้องการให้กำลังใจ ท่านก็ลูบศีรษะ ท่านก็พยายามเมตตา แผ่พุทธานุภาพ แผ่กระแสพระเมตตาธิคุณ ถ่ายทอดลงมายังกายพระวิสุทธิเทพของเรา ให้เราน้อมจิตซึมซับรับกระแสพุทธานุภาพ เพื่อให้จิตเรามีความมั่นคงในพระนิพพาน มั่นคงในไตรสรณคมน์ เข้าถึงกระแสแห่งโลกุตระได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างสมบูรณ์
กำหนดปรับจิตของเรานะ ปรับภาชนะคือจิตของเราให้เปิดรับกระแสธรรม กระแสพุทธานุภาพ กระแสธรรมานุภาพ กระแสสังฆานุภาพของพระพุทธองค์ ของพระธรรม ของครูบาอาจารย์ พระอริยสงฆ์ ได้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง พอเราปรับจิตของเรา ตัดวิจิกิจฉาออกไป ตอนนี้อธิษฐานขอครูบาอาจารย์ที่เป็นอริยสงฆ์ ที่ท่านเกี่ยวเนื่องกับเรา ขอเมตตาปรากฏองค์ขึ้นเบื้องหน้าอทิสสมานกายข้าพเจ้าบนพระนิพพานด้วยเทอญ กำหนดจิตดูนะ ท่านมาไหม คราวนี้ชัดเจนขึ้นกว่าในหลายๆ ครั้งไหม อย่างวันนี้ที่ท่านมาเป็นพิเศษ ปรากฏชัด ก็จะมีท่านจิตโตนะ หลวงพี่สมปอง หลวงพ่อฤาษีท่านมาอยู่แล้ว ให้เรากำหนดนะ กำหนดน้อมจิตกราบ น้อมจิตกราบถึงท่าน น้อมจิตเปิดใจของเราฟังกระแสธรรมที่ท่านจะเมตตาสอน ตอนนี้ท่านเมตตาสอนหมู่คณะเราโดยตรง ให้เรากำหนดจิตนะกำหนดรู้ด้วยญาณเครื่องรู้ บางคนก็อาจจะรับรู้แตกต่างกันเป็นปัจจัตตัง ธรรมเวลาที่เรารับทางทิพย์ก็จะเป็นธรรมที่จำเพาะเจาะจงกับจิตแต่ละดวง รับรู้ในธรรมที่ต่างกันที่เหมาะกับจริตที่ต่างกัน ที่เหมาะกับวิสัยที่ต่างกัน กำหนดรู้ของเรานะ
จากนั้นให้เราทรงสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพานนี้ พิจารณาปล่อยวางในสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นที่สุด รักที่สุด ห่วงใยที่สุดบนโลกมนุษย์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุสิ่งของ คน บุคคลหรือแม้แต่สิ่งที่เป็นหน้าที่ภารกิจ หรือสิ่งที่เราอธิษฐาน สิ่งที่เรายึดไว้ กำหนดจิตปล่อยวางจากบนพระนิพพานแห่งนี้ พิจารณาว่าหากเราตายไปแล้ว เราจะยึดมั่นถือมั่นต่อไปไหม พิจารณาปล่อยวางด้วยตัวเอง แต่ละคนมีสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นที่สุดแตกต่างกัน สิ่งใดที่ถือว่ามากสิ่งนั้นก็มีแรงดึงดูดเรากับวัฏสงสารมาก สิ่งใดที่รักมากก็ยิ่งมัดเราแน่นไว้ สิ่งใดที่สำคัญมากก็ยิ่งมัดเรา สิ่งใดที่ห่วงมากก็ยิ่งมัดเรา ปล่อยวางใช้วิปัสสนาญาณคลายเครื่องร้อยรัดจิตเราออกจากสังสารวัฏให้หมด กำหนดน้อมจิตพิจารณาตัดสิ่งที่เราห่วงที่สุด สิ่งที่เราหวงที่สุด สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นที่สุด กำหนดให้เห็นภาพพร้อมกับปล่อยวาง ทำความรู้สึกกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน ขัดสมาธิบนรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ตัดห่วง ตัดความอาลัย ตัดโลก ตัดชาติภพทั้งหลาย ตั้งมั่นอยู่กับบนพระนิพพานเพียงจุดเดียว ทรงสภาวะพระนิพพานไว้ พิจารณาตัดไว้ ค่อยๆ ปลดเปลื้องเครื่องร้อยรัดของจิต ค่อยๆ ปล่อยวาง
กำหนดดูใจของเราตอนนี้ ว่าการปล่อยวางของเรา การพิจารณาตัดละวาง ตัดห่วง ตัดอาลัย ตัดสิ่งที่รักที่สุดของเรา ทำได้ง่ายหรือยาก มันมีเยื่อใยไหม คำว่าเยื่อใยนั้นเป็นคำอุปมามาจาก การที่เราหักก้านดอกบัวมันจะมีเส้นใยอยู่ก็คือยังมีใยมีเยื่อใยที่ยังห่วง ยังตัดไม่หมด แต่คำว่า สมุจเฉทปหาน แปลว่า การตัดสะบั้นโดยไม่มีเยื่อใยเหลืออยู่อีกต่อไป อารมณ์ใจของบุคคลที่ยังเป็นปุถุชนอยู่นั้น มันก็ย่อมอาจจะยังมีเยื่อใย มีความอาลัยหลงเหลืออยู่แต่ เมื่อไหร่ที่เราตัดบ่อยเข้า มากเข้า จนกระทั่งเป็นปกติ การปล่อยวาง การตัดมันก็จะเป็นไปโดยหมดสิ้นไม่เหลือเยื่อใยสิ่งใดอีกต่อไป ให้เรากำหนดขยันที่จะปล่อยวาง พิจารณาทุกวัน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคคลที่เจริญพระกรรมฐาน เพื่อมรรคผลพระนิพพาน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเจริญทุกวัน พิจารณาให้บ่อยพิจารณา 10 ครั้งแรกก็อาจจะยังมีเยื่อใย พิจารณาต่อไปเป็นร้อยครั้ง พันครั้ง ในที่สุดมันก็เห็นความเป็นธรรมดาในที่สุด ก็เห็นความไม่เที่ยงในที่สุด ก็เข้าใจในสมมติ ในที่สุดก็เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงแค่มายา
กำหนดพิจารณา เราเปลี่ยนสมมติมากี่ชาติกี่ภพ บางชาติภพเราเป็นพ่อแม่ บางชาติพบเรากลับไปเกิดเป็นหลาน บางชาติภพก็เป็นสามีภรรยา บางชาติภพก็เป็นเพื่อน มันเปลี่ยนสมมติมาเท่าไหร่ พอสมมติในชาตินั้นเราก็ไปยึด ยึดแน่นพอเกิดชาตินี้มันเปลี่ยนสมมติ สถานะมันห่าง ไอ้ความยึดมันก็คลาย
ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เกิดจากการที่เราไปยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นส่วนใหญ่ ห่วงที่มันตัดยากที่สุดมันก็คือเรื่องของบุคคล ทรัพย์สิน สมบัติมันเป็นของนอกกาย บางคนอาจจะมีความยึด มีความหวงแหน แต่สำหรับในเรื่องของบุคคลแล้วมันย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นสูง จากสภาวะของการที่จิตมันเกาะเกี่ยวมา มันมายึดโยงกัน ให้เรากำหนดคลายความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่ง คลายความยึดมั่นถือมั่นในทุกอย่าง ความยึดมั่นถือมั่นอันที่จริงที่มันมัดแน่นที่สุดก็คือ รัก รักพ่อรักแม่ รักลูก รักสามี รักภรรยา ความรักนี่แหละเป็นด่านสุดท้ายของสังสารวัฏที่สำคัญ กำหนดคลายจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง รักจริงต้องปรารถนาให้คนที่เรารักไปพระนิพพาน ฟังคำอาจารย์ไว้นะ รักจริงต้องรักที่จะปรารถนาให้ไปพระนิพพาน ไม่อย่างนั้นพระพุทธองค์ไม่ทรงสอนว่าการตอบแทนพระคุณพ่อแม่ที่ตอบแทนพระคุณได้หมด ก็คือทำให้พ่อแม่ได้ดวงตาเห็นธรรม นั่นก็คือคำเข้าสู่อริยมรรค อริยผล ถ้าเราแนะนำชักจูงให้พ่อแม่ไปพระนิพพานได้นี่ก็ถือว่าใช้พระคุณได้หมดอย่างแท้จริง
ดังนั้นเรารักใครก็จงรักให้เขาไปพระนิพพาน ให้เรากำหนดรู้ไว้เช่นนี้ ถ้าเรารักเขาเราก็ย่อมไม่อยากเห็นเขามาทุกข์ในสังสารวัฏ ไม่อยากเห็นเขาลำบากในสังสารวัฏ แต่ถ้าหากเรารักเขาจริง เราก็อยากให้เขาเข้าถึงเอกบรมสุข ไม่ต้องเจอวิบากกรรม ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องไปพัดหลงล่วงหล่นอยู่ในภพที่เป็นทุคติภูมิ หากประมาทพลาดพลั้งไป
ดังนั้นให้เรากำหนดน้อมพิจารณาเข้าถึงกระแสของธรรม เข้าถึงกระแสของพระนิพพานอย่างแท้จริง แล้วเราก็จะเข้าใจว่าทำไมพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ถึงมีพุทธกิจที่จะต้องรื้อขนมวลสรรพสัตว์เข้าถึงพระนิพพาน พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ล้วนแล้วแต่รักเอ็นดู ในมวลหมู่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้เราน้อมพิจารณาละจากสมมติทั้งปวง เพื่อเข้าสู่วิมุตติ คือมรรคผลพระนิพพาน เห็นทุกสิ่งที่เป็นความเกาะเกี่ยว ร้อยรัดเชื่อมโยง ผูกมัดเราไว้กับสังสารวัฏนี้ มันเป็นเพียงแค่สมมติที่เราพบกับอวิชชาจึงไปหลง ไปยึด ไปดึง ไปรั้งให้เชือกมันมัดแน่นกับจิตเรา บัดนี้ปัญญาเราเกิด คลายจากเครื่องร้อยรัดแห่งสังสารวัฏทั้งหลาย คลายปมคลายเชือกตัดสายโยงใย ตัดสังโยชน์ที่ร้อยรัดจิตเรา เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงสมมติ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยกำลังของกฎแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เป็นแรงที่พัดพาจิตชีวิตดวงนั้นให้พัดลอยเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ยามกุศลให้ผลก็พัดพาให้ชีวิตรุ่งเรือง หนุนนำให้ชีวิตสูงส่ง บุญกุศลส่งผลก็ดำเนินให้ชีวิตราบรื่นเป็นสุข ยามใดที่กระแสแห่งอกุศลกรรมให้ผล ชีวิตก็ประสบกับกรรม ประสบกับวิบาก ประสบกับอุปสรรค ดังนั้นทางเดียวที่จะพ้นจากสภาพนี้ก็คือออกจากสังสารวัฏและในขณะเดียวกัน ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลก มีชีวิตอยู่ในสังสารวัฏ มีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ เราก็สร้างสมเพาะบ่มแต่กุศลความดี ให้มีแต่กุศลนำพาหนุนนำเราไป หากเราทำดีจนถึงที่สุดแล้วยังมีวิบากอกุศลเข้ามาจรบ้าง ก็จงเคารพตามกฎของกรรม ว่าเพราะกรรมเก่าที่เราทำมาจึงเป็นเศษกรรมให้เราต้องพบประสบ แต่เราจะไม่ห่างหาย จะไม่เสื่อมถอยจากกุศล จากความดีไปได้ เราจะทำความดีสม่ำเสมอ สร้างกุศลสม่ำเสมอ เจริญพระกรรมฐานสม่ำเสมอ แผ่เมตตาสม่ำเสมอด้วยจิตที่มั่นคง เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ชีวิตเราก็จะมีแต่ความรุ่งเรืองตลอดไปจนถึงซึ่งพระนิพพาน
ให้เราตั้งใจไว้เช่นนี้เป็นปกติ และการที่เราปฏิบัติเราเจริญพระกรรมฐาน การที่เราเจริญพระกรรมฐานก็จะมีเทวดาพรหมมาคุ้มครองรักษาดูแล ยิ่งเราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานในกำลังใจ ในความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นเพียงใด เทพพรหมเทวาที่มารักษาก็สูงขึ้นเพิ่มขึ้นมากขึ้นเท่านั้น เวลาที่เทวดาพรหมท่านมาคุ้มครองรักษาเพิ่มขึ้น มากขึ้น ท่านก็ช่วยคุ้มกันคุ้มภัย สิ่งใดที่เป็นวิบาก สิ่งใดที่เป็นกรรมที่อาจจะประสบพบเจอ สิ่งใดที่พอปัดเป่าได้ท่านก็ปัดเป่าให้แคล้วคลาดปลอดภัย สิ่งใดที่เป็นกำลังเกินก็คือเป็นกรรมที่มันให้ผลเกิน ต้องพบต้องเจอสิ่งใดที่ต้องเจอจากหนักท่านก็ช่วยผ่อนให้เป็นเบา
ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ เราต้องอธิษฐานขอบคุณเทวดาพรหมที่รักษาพร้อมกับกราบกราบเรียน กราบทูลท่านว่าให้ท่านหมดกับทุกบุญกุศลของเรา ไม่ว่าจะเป็นทาน ไม่ว่าจะเป็นศีลที่เรารักษา ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์บริกรรม ไม่ว่าจะเป็นการภาวนาเจริญพระกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งจิตอยู่บนพระนิพพาน ให้ทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ที่คุ้มครองรักษาข้าพเจ้าได้โมทนาบุญ ได้มีส่วนร่วมในบุญในกุศลทุกอย่างทุกประการทุกครั้งนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน แม้ข้าพเจ้าจะลืมบอกกล่าวแต่ขอให้ในครั้งนี้ ทุกท่าน ทุกภพ ทุกภูมิได้รับรู้หรือแม้แต่เทวดาพรหมท่านอื่นที่ท่านจะมาเพิ่ม ที่ท่านจะไม่ให้ตามมาพิทักษ์รักษาข้าพเจ้าในอนาคต ก็ขอให้อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ด้วยเช่นกัน ขอจงมีส่วนร่วมในบุญในกุศลกับข้าพเจ้าทุกอย่างทุกประการตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในทาน ศีล ภาวนา ในการบำเพ็ญบารมีทุกอย่างทุกประการด้วยเทอญ
จากนั้นก็ให้กำหนดจิตดูว่า เทวดาพรหมท่านมารักษามากน้อยแค่ไหน อันนี้บังเอิญมีคนถามมาว่า เรามีเทวดาคุ้มครองการที่มีเทวดาคุ้มครองนั้น เปลี่ยนเทวดาคุ้มครองได้มั้ย จริงๆ แล้วก็ขอเล่าเป็นเกล็ดเคล็ดเพิ่มเติมไปด้วยทีเดียว ในยามที่เราเกิดมานั้น บางคนก็มีบุญมากบุญน้อยแตกต่างกัน ในยามที่เราเกิดมาเป็นเด็กแรกเกิดบ้าง เป็นทารกบ้าง เราอาจเคยได้ยินคนโบราณเเรียกว่ามีพ่อซื้อแม่ซื้อ นั่นก็คือบุญเก่าของเรา มีเทวดามาดูแลรักษา ซึ่งเทวดาที่มาดูแลรักษานั้นก็คือส่วนใหญ่แล้วท่านก็เป็นอดีตเป็นพ่อเป็นแม่ของเรามาในกาลก่อน ท่านเห็นเรามาเกิด มาจุติ ท่านก็ห่วงก็มาช่วยคุ้มครองรักษาดูแล เป็นบุญเก่าของเรา เราเกิดมาชาติใหม่ยังไม่ได้สร้างบุญใหม่ จนกระทั่งเราโตรู้ความ เราเริ่มสร้างบุญบ้าง สร้างกุศลบ้างไปตามประสา จนกระทั่งโตก็มีเทวดาดูแลอยู่บ้างตามกำลังบุญเก่าของเรา ตามความดีที่เราทำ คราวนี้หากเราเติบโตขึ้นมาแต่เราทำตัวไม่ดี ประพฤติชั่ว ทำชั่ว คบคนชั่ว คราวนี้เทวดาท่านเอือมระอา ก็มีแต่เสื่อมเทวดาดีท่านก็ไป คราวนี้ที่มาก็คือเป็นผีบ้าง เป็นผีที่เป็นผีพนันบ้าง เป็นผีที่เมาสุราบ้าง เป็นเปรตบ้าง ก็เข้ามาสิงจิตเข้ามาอยู่ด้วย มาชักนำมาชักจูงให้ทำชั่ว อันนี้ก็บุคคลนั้นก็มีแต่ทางเสื่อมไป อันนี้เป็นเรื่องปกติ
ส่วนหนึ่งของบุคคลบางครั้งมันก็มาจากสิ่งนี้ เหตุที่ตนทำชั่วมากเข้าก็มีผล แต่สำหรับบางบุคคลจิตใจมีพื้นเดิมเป็นกุศล ก็เป็นคนที่ทำดีสร้างกุศล ไปทำบุญ พ่อแม่ให้สอนให้นั่งสมาธิ ให้สวดมนต์ ทุกครั้งที่สวดมนต์ก็เริ่มมีเทวดามารักษาเพิ่มตอนแรกก็สวดมนต์ไปบ้าง นั่งสมาธิไปบ้าง เรื่องฌานไม่ต้องพูดถึงอาจจะยังไม่ได้ แต่แค่ตั้งใจทำกุศลความดี ใส่บาตรทำบุญไหว้พระยังไม่ประสีประสา แต่ก็เริ่มมีเทวดาที่ท่านมารักษาเพิ่ม มาโมทนาเพิ่ม ซึ่งบางครั้งก็เป็นเทวดาที่ท่านยังมีฤทธิ์ ยังมีบารมีไม่สูงมาก เห็นว่าเป็นเล็กเป็นน้อยเป็นบุญไม่มากแต่ก็ขอรับไว้ก่อน จนกระทั่งบุคคลนั้นเข้าถึงกุศลมากขึ้น เข้าถึงความดีมากขึ้น ยิ่งปฏิบัติจิตสุขขึ้น ทำสมาธิได้ฌานสูง ถวายทำบุญก็เริ่มฉลาด ทำบุญถวายสังฆทาน ถวายมหาสังฆทานบุญใหญ่ขึ้น กองใหญ่ขึ้น แสงสว่างของจิตจากบุญของบุคคลนั้นเพิ่มขึ้น ก็มีเทวดามารักษามากขึ้น เมื่อจิตบุคคลนั้นเจริญพระกรรมฐานเริ่มได้ฌาน คราวนี้แสงสว่างก็เพิ่มขึ้น เริ่มรู้จักแผ่เมตตาก็แสงสว่างมากขึ้น เพิ่มขึ้นไปอีก เทวดาที่มาจากการที่เราเจริญพระกรรมฐานก็จะเริ่มมีพรหมมาคุ้มครองรักษาเพิ่มขึ้น ยิ่งแผ่เมตตาพรหมท่านยิ่งชอบ อันนี้จำไว้เลยนะ พรหมท่านเมตตา มาจากการเมตตา มาจากการเจริญพรหมวิหาร 4 เห็นบุคคลที่เจริญพรหมวิหาร 4 พรหมท่านยิ่งเมตตายิ่งมาสงเคราะห์มาก คราวนี้ถึงเวลาที่เริ่มเจริญวิปัสสนาญาณเข้าสู่เขตที่เริ่มปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนาญาณได้มากได้น้อย แต่เทวดาพรหมที่ท่านยินดีกับบุคคลที่ขัดเกลากิเลส ท่านก็ศรัทธา ท่านก็นับถือ เริ่มมาให้กำลังใจ เริ่มมาโมทนาเพราะท่านเห็นว่าเป็นเนื้อนาบุญ แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นฆราวาสก็ดี เป็นผู้ชายก็ดีเป็นผู้หญิงก็ดี จนกระทั่งบุคคลนั้นเจริญวิปัสสนาญาณเริ่มเข้าเขตของความเป็นพระอริยเจ้า เช่นพระโสดาปัตติมรรค เทวดาพรหมที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านยิ่งเห็น ท่านยิ่งมาคุ้มครองรักษา
ดังนั้นอันที่จริงแล้ว สิ่งที่กำลังจะบอกทั้งหมดก็คือ ยิ่งเราเจริญพระกรรมฐานมากเท่าไหร่ ยิ่งเราทรงฌานสมาบัติสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งเราเจริญจิตให้บริสุทธิ์ คือขัดเก่ากิเลสได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานมากเท่าไหร่ เทวดาพรหมท่านยิ่งเมตตาสงเคราะห์คุ้มครองเรามากเท่านั้น ให้เราเอาคิดกันง่ายๆ ว่ากรรมฐานที่เราเจริญกันในเมตตาสมาธิเรายกจิตขึ้นมากราบทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนนิพพาน เอาเป็นว่าสิ่งนี้ทำให้ทุกท่านบนพระนิพพานเห็นหน้าเราทั้งหมด พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เห็นหน้าเราขึ้นมาปฏิบัติ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เห็นหน้าเราขึ้นมาปฏิบัติพระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เห็นหน้าเราขึ้นมาปฏิบัติ แล้วถึงเวลาท่านจะไม่สงเคราะห์เราหรือ ให้เราคิดให้ได้ว่านัยยะความลึกซึ้งในการปฏิบัติที่เรามีนั้น ให้เราเห็นค่าและกระทำพากเพียรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับวันนี้ก็ขอให้เรากำหนดจิต อาราธนากราบขอบคุณทุกท่านทุกๆ พระองค์โดยเฉพาะบนพระนิพพาน มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน เทพพรหมเทวาในทุกชั้นพร้อมกับน้อมกระแส กระแสจากพระนิพพานลงมาแผ่เมตตาลงมายัง 3 ภพภูมิ ตั้งแต่อรูปพรหม พรหมโลก อากาศเทวดาทุกชั้น ลงไปถึงรุกขเทวดา ภูมิเทวดาแผ่เมตตาลงไปยังมนุษย์ภพกลางที่มีขันธ์ 5 กายเนื้อ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายในทุกทั่วทั้งโลก ทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาไปยังดวงจิตดวงวิญญาณโอปปาติกสัมภเวสีทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณที่เป็นเปรตอสูรกายทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณที่เป็นสัตว์นรกทั้งหลาย น้อมจิตแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณ น้อมกระแสบุญจากการเจริญพระกรรมฐานบนพระนิพพานลงไป จิตเราเป็นกุศล จิตเราส่องใส จิตเราบริสุทธิ์ในอารมณ์พระนิพพาน กำลังบุญยิ่งแรง กำลังบุญยิ่งสูง แผ่เมตตาสว่าง
จากนั้นอธิษฐานจิตให้กำลังบุญนี้แผ่ปกคลุมคุ้มครองให้ประเทศชาติ แผ่นดิน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุ้มครองให้แผ่นดินนี้แผ่ไพศาล อาณาเขตของแผ่นดินไทยให้กลายเป็นมหารัฐ พระพุทธศาสนาขอจงเจริญรุ่งเรืองดั่งสมัยพุทธกาล ขอให้เขตพระพุทธศาสนานั้นมีความบริสุทธิ์ด้วยกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ขอให้อรัชชีแพ้ภัยตัวเองและก็ขอน้อมกระแสลงมาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอแผ่พระบารมีปกเกล้าคุ้มครองผสกนิกรปวงชนชาวไทยให้เข้าสู่ยุคชาววิไล น้อมจิตด้วยกำลังแห่งความกตัญญูกตเวทิตาต่อชาติบ้านเมือง แผ่นดิน พระพุทธศาสนา ขอความเจริญสวัสดีจงมีแต่ข้าพเจ้า ขอกำลังบุญจงส่งผลถึงองค์พระสยามเทวาธิราช ดวงวิญญาณของบูรพระมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณบรรพบุรุษไทย วีรชนทุกท่าน ทุกๆ พระองค์ บุญกุศลจงส่งผลถึงเทวดาเทพพรหมเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครอง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ ขอบุญกุศลจงส่งผลถึงเทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าทุกท่านทุกๆ พระองค์ บุญจงสำเร็จ บุญจงสำเร็จ บุญจงสำเร็จ
จากนั้นกำหนดนะ ให้กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่างผ่องใสที่สุด กำหนดรู้ในเทวดาพรหมที่คุ้มครองรักษา จากนั้นกำหนดจิตกราบลาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ บนพระนิพพาน กราบด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ เมื่อกราบแล้วก็กำหนดจิตให้อาทิตสมานกายกลับลงมายังโลกมนุษย์ เป็นแสงสว่างบุญหลั่งไหลลงมา กระแสจากพระนิพพานหลั่งไหลลงมาเป็นลำแสงสว่าง คุมกายเนื้อทั้งหมด คุมบ้านเรือนเคหะสถานที่เราอาศัยอยู่ บุญส่งผลทันใจ บุญใหญ่ส่งผลก่อน บุญทั้งหลายจงส่งผล ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้างขันธ์ 5 ของข้าพเจ้า ให้สะอาดบริสุทธิ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูก หลอดเลือด เส้นเอ็น จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ อาการทั้ง 32 ทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายจงกลายเป็นแก้วใส เป็นเพชรประกายพรึก โรคภัยไข้เจ็บจงสลายหายไปจนหมด เซลล์ที่ผิดปกติ เนื้องอกทั้งหลายจงสลายหายไปจนหมด ร่างกายหล่อเลี้ยงด้วยธาตุธรรม ร่างกายหล่อเลี้ยงด้วยธาตุทิพย์ ร่างกายหล่อเลี้ยงด้วยลมปราณ พลังชีวิตหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 นี้ เพื่อสร้างบุญกุศลความดีไว้ ร่างกายบริสุทธิ์หมดจดแข็งแรง มีราศีสว่างผ่องใส สายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติ หลั่งไหลพรั่งพรูมากมายมหาศาล บุญจงส่งผล กุศลจงส่งผล ขอจงเกิดปรากฏเป็นมนุษย์สมบัติอันจับต้องได้ ใช้สร้างบารมีตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานด้วยเถิด
จากนั้นกำหนดจิตนะ โมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันทั้ง 69 คน ในห้องเมตตาสมาธิ และที่มาฟังต่อ ปฏิบัติต่อในภายหลัง
จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 หายใจเข้าพุทธ -ออกโท
ครั้งที่ 2 ธัมโม
ครั้งที่ 3 สังโฆ
จากนั้นกำหนดจิตค่อยๆ ถอนจากสมาธิช้าๆ ด้วยจิตอันเป็นสุข ใจผ่องใส จิตยิ้มแย้มเบิกบาน บุญญราศีปรากฏทั้งกายทั้งจิต จิตเอิบอิ่มผ่องใส บุญปรากฏ เทพพรหมเทวาคุ้มครองรักษาทุกครั้งที่เจริญพระกรรมฐาน ยิ่งยกดวงจิต ยิ่งยกบุญ บุญกุศลยิ่งหนุนนำชีวิต
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องให้แจ้งให้ทราบสำคัญก็คือ ในสัปดาห์หน้าก็จะเป็นสัปดาห์ที่ครบรอบของการถวายมหาสังฆทานที่บ้านสายลม แต่เนื่องจากสัปดาห์หน้าวันที่ 1 มีนาคม ทางศูนย์พุทธศรัทธาเชิญอาจารย์ไปสอนกรรมฐาน ดังนั้นก็ขออนุญาตขาด 1 วัน รวมทั้งการถวายมหาสังฆทานก็จะกำหนดเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คือวันเสาร์แทน อันนี้ก็แจ้งให้ทราบก่อน
สำหรับงานเมตตาสมาธิที่สมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ซึ่งกำลังจะประกาศการรับสมัครในโอกาสต่อๆ ไป อันใกล้นี้ ก็ขอให้ใครที่สามารถมาได้ก็พยายามมา เพราะว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์กับตัวเราเอง การมาเจริญพระกรรมฐานกับการมาพบปะ การมาพบเจอ การสัมผัสการปฏิบัติ อย่างเจอครูบาอาจารย์ก็เกิดผลมากกว่าการที่เราฟังแบบนี้ ฟังแบบนี้เกิดผลแล้วพบเจอตัวยิ่งเกิดผลเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้นมีโอกาสก็ให้มาสำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่ในโอกาสต่อไปซึ่งจะประกาศต่อไป ส่วนวันนี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณสิริญาณี แลบัว




