เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569
เรื่อง เมตตาวิปัสสนาญาณ
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกาย กำหนดความรู้สึกทั่วทั้งร่างกาย ค่อยๆ ทำความรู้สึกผ่อนคลายร่างกาย กล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกที่พิจารณาว่าเราผ่อนคลายเพื่อปลดวางผัสสะความรู้สึก ความข้องแวะ ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ ร่างกาย ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางตัดขันธ์ ๕ ตัดผัสสะในกาย แยกกายแยกจิต ผ่อนคลายร่างกายปล่อยวาง กำหนดว่าเมื่อผ่อนคลายปล่อยวางร่างกายแล้ว กำหนดสติอยู่กับความสงบจากการปล่อยวางร่างกาย ทรงสภาวะความสงบไว้ เมื่อจิตตัดร่างกายปล่อยวางจนเข้าถึงความสงบ ตัดความห่วงในร่างกาย ตัดความห่วงในกิจการงาน ความกังวลทั้งหลาย ปล่อยวาง ปล่อยวางทั้งกายและใจ ทรงสภาวะความสงบ จากนั้นจึงค่อยๆใช้สติมากำหนดรู้ในอานาปานสติ กำหนดรู้ในลม จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกาย สติติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจ ลมละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจมีความสงบเบาก็กำหนดรู้ว่าขณะนี้ลมหายใจมันมีความสงบเบา เราเป็นผู้ติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจ ทรงสภาวะที่สติเต็มรอบติดตามรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสาย ตลอดทั้งกองลม รู้ลมหายใจคือสติรู้ในกายคตา รู้ในความรู้สึกในลมหายใจสบายอารมณ์จิตที่สบาย กำหนดรู้ติดตามในลม ทรงสภาวะแห่งอารมณ์จิตที่สบาย สงบ เบา เมื่อลมหายใจมันมีความเบา มีความละเอียด มีความสงบ เราก็กำหนดรู้ว่าอารมณ์จิตที่สงบเป็นสมาธิ กำลังของฌานสมาธิในสมถะที่เราต้องการก็คือฌาน ๔ เรายกกำลังใจจากอารมณ์ที่สงบเบาสบาย ลมหายใจละเอียดมากำหนดความนิ่งสงบ หยุดจิต นิ่งหยุดหยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศลทั้งหลาย หยุดความคิด จดจ่ออยู่กับอุเบกขารมณ์และเอกัคคตารมณ์ ทรงสภาวะความนิ่งหยุดสงบเป็นเอกัคคตารมณ์ไว้ชั่วอึดใจหนึ่ง
จากนั้นจึงค่อยๆ เดินจิตจากอานาปานสติขึ้นสู่กสิณ จากจุดกำหนดพิจารณานึกภาพให้กลายเป็นเส้นวงกลม ๒ มิติ จากเส้นวงกลม ๒ มิติค่อยๆ กำหนดพิจารณาภาพขึ้นเป็นรูป ๓ มิติ จากวงกลมกลายเป็นทรงกลม กลายเป็นดวงแก้ว กำหนดทรงสภาวะภาพนิมิตของดวงแก้วไว้ จากดวงแก้วใสๆ ค่อยๆกำหนดให้สว่างขึ้นใสขึ้น กำหนดรู้ว่าเป็นอุคคหนิมิต เชื่อมโยงจิตกับภาพนิมิตของกสิณ ภาพกสิณมีความใสมีความสว่างเพียงใดหมายความว่าจิตเราใสจิตเราสว่างฉันนั้น ภาพนิมิตสัมพันธ์จิตใจ ภาพนิมิตเป็นหนึ่งเดียวกับจิต เอกัคคตารมณ์จิตเป็นหนึ่งเดียวกับกสิณ จากดวงแก้วใสสว่าง ค่อยๆ กำหนดเปล่งประกายขึ้นจนผิวนอกของภาพกสิณที่เป็นทรงกลมดวงแก้ว ค่อยๆ ปริกลายเป็นเพชระยิบระยับเปล่งประกายออกมา พลังงานของดวงจิต พลังของกสิณเปล่งประกายฉัพพรรณรังสีรัศมีของจิต จิตเป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราวส่องสว่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง ทรงสภาวะที่จิตใสสะอาดเป็นปฏิภาคนิมิต จิตประภัสสรสว่าง ย่อเล็กขยายใหญ่ ขยายให้จิตของเราคลุมจักรวาล คลุมทั้ง ๓ ภพภูมิ สว่างเปล่งประกายออก กำหนดว่าจิตคือกสิณ กสิณคือจิต ดวงจิตของข้าพเจ้ามีกำลังอภิญญาจิตแห่งกสิณ กำหนดเปล่งประกายของดวงจิตให้สว่างประภัสสรไปทั่วจักรวาล พร้อมกับน้อมจิตเชื่อมโยงกับกระแส ว่าคลื่นกระแสแสงสว่างรัศมีจิตที่แผ่ออก แสงสว่างที่แผ่ออก คลื่นกระแสพลังงานที่แผ่ออก จิตที่ประภัสสรเป็นกระแสของเมตตาอัปปมัญญาฌาน คือเมตตาอันไม่มีประมาณ เมตตาออกจากดวงจิตข้าพเจ้าแผ่สว่างไพศาลไปทั่วทั้ง ๓ ภพภูมิ กำลังของจิตกำลังของกสิณ กำหนดจิตขอเป็นสัมมาอภิญญา กำลังแห่งฌานสมาบัตินี้จงเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวกิเลสทั้งหลาย ความผ่องใสของจิตอันประภัสสรนี้ขอจงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ทุกวินาทีที่ข้าพเจ้าทรงอารมณ์อันประภัสสรสว่างผ่องใส จิตของข้าพเจ้าสะอาดสงบระงับจากสรรพกิเลสทั้งปวง ความโลภ โกรธ หลง ทั้งหลายไม่มีในจิตของข้าพเจ้า มลทินเครื่องเศร้าหมองไม่มาปรากฏ มาบดบังจิตของข้าพเจ้า เปล่งประกายจิตอันประภัสสรเจิดจ้าเจิดจรัสเปล่งประกายสว่างไว้ ทรงสภาวะที่จิตมีกำลัง มีแสงสว่าง มีอารมณ์จิตที่เป็นสุข มีอารมณ์จิตที่ผ่องใส จิตผ่องใส จิตคือพุทธะ จิตสะอาดจากกิเลส จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตอันเป็นประภัสสรสว่าง ทรงไว้ในญาณเครื่องรู้ ตัวรู้ผุดรู้ปรากฏขึ้น กำหนดน้อมให้ปรากฏภาพองค์พระค่อยๆ ผุดเกิดขึ้นกลางจิตอันประภัสสรของข้าพเจ้า เมื่อองค์พระผุดปรากฏขึ้นในจิต รัศมีของจิตยิ่งเปล่งประกายสว่างขึ้น กำหนดรู้ดูองค์พระที่ปรากฏผุดขึ้นในจิตของเราแต่ละคน บางคนองค์พระเป็นพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิ บางคนปรากฏเป็นสมเด็จองค์ปฐมทรงซุ้มเรือนแก้วเหมือนพระพุทธชินราช บางคนปรากฏขึ้นเป็นสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ บางคนก็ปรากฏองค์พระภายในเป็นกายพระวิสุทธิเทพเป็นองค์พระนั่งห้อยพระบาท กำหนดรู้ของเราเอง ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรที่สุด มีองค์พระอยู่ภายใน จิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธะ กระแสของพุทธะคือกระแสของพุทธานุภาพของพระพุทธองค์เชื่อมโยงกับจิตข้าพเจ้า ญาณเครื่องรู้ทั้งหลาย ตัวรู้ทั้งหลาย ความรู้ตื่น กระแสธรรมะของพระพุทธองค์เชื่อมโยงตรงกับจิตของข้าพเจ้า ทรงสภาวะไว้ จิตที่ประภัสสรสว่างนี้กำหนดทรงสภาวะไว้ให้สว่างที่สุด
เมื่อทรงอารมณ์จนมีความทรงตัวแล้ว ก็กำหนดน้อมอธิษฐานจิตขออาราธนาบารมีพุทธานุภาพของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ กระแสแห่งพระธรรมอันไม่มีประมาณ กระแสครูบาอาจารย์ พระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ พระอรหันต์ พระสุปฏิปันโน พระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ขอเมตตายกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปยังพระนิพพาน ท่ามกลางมหาสมาคมมีทุกท่านทุกๆ พระองค์ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน โดยมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน ขอกายข้าพเจ้าจงปรากฏในสภาวะแห่งกายพระวิสุทธิเทพ ขอให้เห็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ กำหนดความรู้สึกว่าเราอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ กำหนดในสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ *** จำไว้เสมอว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรายก อทิสมานกายขึ้นมาบนพระนิพพาน ให้เราตั้งกำลังใจ พิจารณาตัดกายที่เป็นกายเนื้อ พิจารณาว่าเราไม่ใช่ร่างกายที่เป็นขันธ์ ๕ กายเนื้อกายหยาบอันประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง ๔ อาการทั้ง ๓๒ เราคือจิตอทิสมานกาย ซึ่งยกมาด้วยกำลังที่ตัดกิเลส จึงปรากฏกายทิพย์อทิสมานกายในสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ เมื่อกำหนดขึ้นมาบนพระนิพพานให้เราค่อยๆ ทำความรู้สึก ยกมือขึ้นมา ยกแขนขึ้นมา ค่อยๆ ยกมือทั้งสองจับที่ใบหน้า จับที่มงกุฎ จับที่หน้าอก เครื่องทรง แขน หน้าตัก ทำความรู้สึกว่าตอนนี้กายเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพ จุดนี้เป็นจุดสำคัญ ยิ่งความรู้สึกของเรามีความรู้สึกว่ากายนี้เป็นกายพระวิสุทธิเทพอย่างแท้จริง มันจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เรายกกายขึ้นมาด้วยกำลังของอภิญญาใหญ่ ไม่ใช่ว่าเราไปเห็นกายที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพ ถ้าเห็นกายเป็นกายพระวิสุทธิเทพ แปลว่าเป็นทิพจักขุญาณที่เราไปเห็นกายพระวิสุทธิเทพที่อยู่บนพระนิพพาน แต่ถ้ามาคือกายนั้นยกขึ้นมาบนพระนิพพาน ความรู้สึกที่เรายกแขนยกขาขึ้นมาก็เป็นการยกกายพระวิสุทธิเทพ มือมีกำไล มีพระธำมรงค์คือแหวนทั้ง ๑๐ นิ้ว กายเป็นเนื้อแก้วใสสว่าง ความรู้สึกของเราที่ยกแขนขาขึ้นมา ขยับตัว ลูบดูตัว ความรู้สึกว่ากายของเราตอนนี้เป็นกายพระวิสุทธิเทพอย่างแท้จริง ทำความรู้สึกไว้เช่นนี้ตลอดเวลาที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกชัดเจนมากเท่าไหร่ จิตก็มีสภาวะที่แยกกายเนื้อจากกายทิพย์ กายเนื้อไม่ต้องไปสนใจมัน มันอยู่บนโลกมันจะเป็นอย่างไรช่างมัน เรารู้สึกแต่สภาวะของความเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพานเป็นสำคัญ เมื่อไหร่ที่เราทรงอารมณ์ได้ชัดเจน รู้สึกชัดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ความรู้สึกมีความสว่างมากใสมาก ทำได้บ่อยครั้งขึ้น การยกจิตขึ้นมาด้วยกำลังมโนมยิทธิของเราก็จะทรงตัวกลายเป็นมโนมยิทธิเต็มกำลัง ถ้าทำได้ทุกครั้งมีความชัดเจนทุกครั้ง วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยในการปฏิบัติก็จะสิ้นไป ความแนบแน่นในพระนิพพาน ความรู้สึกชัดเจนในสภาวะพระนิพพานก็จะยิ่งกระจ่างแจ้ง ดังนั้นกระบวนการที่เราฝึกยกกายขึ้นมาทำความรู้สึกถึงความเป็นกายพระ วิสุทธิเทพจึงมีนัยยะและมีความสำคัญอย่างยิ่ง กำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพไว้ จิตแนบอยู่กับพระนิพพาน อันนี้คือสภาวะ
ส่วนต่อไปก็เป็นความรู้สึกที่จะก่อเกิดขึ้นจากการเจริญปัญญาบนพระนิพพาน เจริญวิปัสสนาญาณบนพระนิพพาน พิจารณาว่าเมื่อจิตเราอทิสมานกายมาปรากฏอยู่บนพระนิพพาน จิตเราตัดกาย ตัดความเป็นมนุษย์ ตัดความห่วงความอาลัยในการเป็นมนุษย์ ตัดความห่วงความอาลัยความใยดีในขันธ์ ๕ ร่างกาย ตัดความห่วงใยหวงแหนยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สินสมบัติบุคคลทั้งหลายบนโลกมนุษย์ พิจารณาตัด เมื่อตัดไปก็เป็นการตัดภพของการเป็นมนุษย์ พิจารณาตัดภพอื่นในสังสารวัฏ เราก็พิจารณาตัด แม้ความเป็นเทวดา ความเป็นพรหม ความเป็นอรูปพรหม เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ยินดี ไม่ได้พึงพอใจ จิตเราปรารถนาในความไม่เกิด จิตเราปรารถนาในพระนิพพาน ไม่ต้องไปพูดถึงภูมิที่เป็นทุคติภูมิ อันได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรก ภพภูมิที่เป็นทุกข์ ทุกดวงจิตนั้นย่อมไม่ปรารถนา ดังนั้นเราตั้งจิตว่าเราจะรักษาศีล ๕ เป็นเครื่องปิดอบายภูมิ เหตุนี้พระโสดาบันมีศีลที่บริสุทธิ์เพราะไม่ปรารถนาในการเกิดในภพภูมิที่เป็นอกุศล ภพภูมิที่เป็นทุคติภูมิ ดังนั้นศีล ๕ ของพระโสดาบันจึงมีความบริสุทธิ์เป็นอธิศีลสิกขา เราก็กำหนดพิจารณาว่าเราไม่ปรารถนาในการเกิดในภพ ตัดภพแห่งทุคติภูมิทั้งปวง กำหนดพิจารณาว่าในขณะที่เราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน ศีล ๕ ของข้าพเจ้าบริสุทธิ์อย่างยิ่ง เมตตาพรหมวิหาร ๔ ของข้าพเจ้าทรงไว้ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ ปรารถนาดีต่อสรรพชีวิต ข้าพเจ้าแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณไปยังทุกดวงจิต จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ถึงพร้อม ทรงไว้ในศีล ๕ ทรงไว้ในปัญญาอันเป็นอธิปัญญา พระอรหันต์มีอธิปัญญาคือมีปัญญาที่ฉลาดยิ่งอย่างแท้จริง เห็นว่าภพทั้งหลายเป็นทุกข์ การเกิดเป็นทุกข์ การแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นทุกข์ ความตายความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจ พลัดพรากจากภพที่เคยอยู่เคยมีชีวิตเคยจุติเคยทรงสภาวะแห่งภพนั้น ยิ่งเรายึดมั่นถือมั่น เราพลัดพรากจากภพก็เกิดความทุกข์ ดังนั้นความทุกข์ทั้งหมดที่ปรากฏ ทุกข์ที่เป็นปรมัตถ์ที่สุดก็คือทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ เราพิจารณาจนเห็น เพราะไปยึดจึงก่อให้เกิด เพราะไปยึดจึงทำให้จุติยังภพ เพราะหวงแหนห่วงใยจึงทำให้เราไปจุติไปพบไปเจอกับจิตดวงอื่นในวัฏสงสาร เมื่อเห็นถึงที่สุดจึงพิจารณาว่าเมื่อสิ้นจากความอาลัยทั้งหลายในภพทั้งปวง สิ้นความอยากความปรารถนาการเกิดในภพทั้งปวง จิตมีความยินดีในพระนิพพานจุดเดียว จิตก็จะสิ้นจากอาสวกิเลสทั้งหลาย จิตก็จะสิ้นเยื่อใยในภพชาติทั้งหลาย สิ้นภพจบชาติเข้าถึงซึ่งอรหันตผลคือพระนิพพาน เพราะไปยึดจึงทุกข์ เพราะไปยึดจึงเกิด เมื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวงได้ ปลดความห่วงความอาลัยทั้งหลายได้ ปลดสังโยชน์เครื่องร้อยรัดทั้ง ๑๐ ประการที่รัดดวงจิตไว้กับชาติภพวัฏสงสารได้ จิตก็เป็นอิสระสิ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง
กำหนดพิจารณาความเป็นกายพระวิสุทธิเทพสว่างกระจ่าง ปัญญาที่พิจารณาในวิปัสสนาญาณชัดเจน เข้าใจที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้เราปล่อยวาง ให้เราตัดสังโยชน์ ๑๐ ให้เราคลายจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง พิจารณาว่าใจของเรายังมีความห่วง ใจของเรายังมีความยึด ใจของเรายังมีความอาลัยในสิ่งใดในโลก พิจารณาใช้กายพระวิสุทธิเทพมองลงมาดูกายที่เป็นกายเนื้อ มองทะลุกายเนื้อให้ใส เห็นอวัยวะภายใน เห็นอาการทั้ง ๓๒ เห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โครงกระดูก หลอดเลือด เส้นเอ็น หัวใจ หลอดเลือดที่มันสูบฉีด เห็นเลือดที่ฉีดไปทั่วกาย เห็นอวัยวะภายในหายใจ ปอดที่มันหายใจขยับตัว ถุงลมที่มันขยับโป่งยุบตามจังหวะที่เราหายใจเข้าออก พิจารณาเห็นภายในระบบทางเดินอาหาร เห็นอาหารใหม่คืออาหารที่เพิ่งกินไปอยู่ในกระเพาะอาหาร อาหารเก่าที่อยู่ในลำไส้เล็ก จนกระทั่งถึงอาหารเก่าที่เป็นสิ่งปฏิกูลคืออุจจาระที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ พิจารณาดู น้อมพิจารณาธรรมตามความเป็นจริงที่หลวงพ่อที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า กายเนื้อนี้ประดุจถุงหนังอันมีสภาวะภายนอกอาจดูสวยงาม แต่ภายในนั้นคือถุงหนังที่ห่อหุ้มเอาสิ่งปฏิกูลไว้ภายใน นั่นก็คือเมื่อไหร่ที่เราผ่าหนังออกมา ผ่าท้องออกมา มันก็มีอวัยวะภายในที่มันดูน่ารังเกียจที่มันสกปรก ผ่าอวัยวะภายในคือกระเพาะอาหารลำไส้ก็มีอาหารใหม่ อาหารเก่า อันเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ทั้งนั้น พิจารณาดูน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เสมหะ ทุกสิ่งในกายนั้นมันเป็นสิ่งปฏิกูล แต่สัญญาความคิดการปรุงแต่ง โมหะความหลงในกาย นำพาให้จิตของเราหลงว่ารูปนี้สวย รูปนี้หล่อ รูปนี้ดี รูปนี้มันจะไม่แก่ มันจะไม่เจ็บ มันจะไม่ตาย แต่ความจริงแล้วขันธ์ ๕ ทั้งหลายมีความตายไปในที่สุด มีความเสื่อมไปในที่สุด มีความเจ็บไข้ได้ป่วยในที่สุดก็ต้องตาย ต้องพลัดพราก พอตายจากร่างกายขันธ์ ๕ ทรัพย์สินสมบัติสิ่งที่เราครอบครอง สิ่งที่เป็นสมมุติ เกียรติยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สินเงินทองที่หาไว้สะสมไว้ทั้งหมดมันก็กลับคืนเป็นของโลก มันไม่ใช่ของเราเลยแม้แต่น้อย ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราแม้แต่ขันธ์ ๕ สุดท้ายก็กลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ซากศพก็กลายเป็นปุ๋ยกลายเป็นเถ้าถ่าน ธาตุน้ำก็กลับคืนสู่ธาตุน้ำในโลก ธาตุไฟก็ค่อยๆ ดับมอดดับลง เราพิจารณาจนจิตเกิดนิพพิทาญาณความเบื่อหน่ายในสังขาร พอเบื่อหน่ายในสังขารร่างกาย อารมณ์จิตนี้มันก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ วางเฉยต่อร่างกาย เห็นสภาวะความป่วย ความเจ็บ ความเมื่อย ความเป็นไป ความทุกข์อันเนื่องจากร่างกายขันธ์ ๕ เป็นธรรมดาของธาตุขันธ์ เมื่อไหร่ที่อุเบกขาต่อขันธ์ ๕ ร่างกายสังขาร เราก็จะไม่คร่ำครวญทรมานกับความเจ็บไข้ได้ป่วยความทุกข์ จิตยอมรับตามความเป็นจริงได้ ความทุกข์ในใจมันก็คลาย ถามว่าเวทนาคือความเจ็บปวดจากความเจ็บป่วยมันยังมีไหม มันมี เจ็บปวดทางกายทางผัสสะแต่ใจ ของเราไม่ทุกข์ไม่คร่ำครวญ เมื่อไหร่ที่ใจไม่ทุกข์ไม่คร่ำครวญ อารมณ์ของเราก็เริ่มปล่อยวางขันธ์ ๕ ได้มากขึ้น พระอรหันต์ทุกพระองค์ถามว่าท่านไม่ป่วยหรือ ท่านป่วย ท่านยังป่วย แต่ใจท่านไม่ทุกข์ เมื่อไหร่อารมณ์เราวางไว้เช่นท่านได้ จิตเราก็เริ่มเกิดสภาวะที่เป็นสังขารุเปกขาญาณ เมื่อไหร่ที่จิตเกิดปัญญาเห็นจริงมากเข้า มากเข้า สุดท้ายก็จะมีอารมณ์พิจารณาเห็นทุกข์ของการมีขันธ์ ๕ เริ่มเบื่อการมีร่างกายขันธ์ ๕ เริ่มเห็นขันธ์ ๕ ร่างกายนี้เป็นของที่ไม่น่าพิสมัย สุดท้ายอารมณ์จิตเราก็เริ่มตัดกายได้ลึกขึ้นมากขึ้นอย่างแท้จริง อารมณ์พิจารณาถ้าเราพิจารณาได้ลึกมากเท่าไหร่ เห็นความจริงของขันธ์ ๕ ร่างกายได้มากเท่าไหร่ เบื่อขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ อารมณ์ก็ใกล้อรหันต์ ดังนั้นอารมณ์จิตเวลาที่เราเจริญวิปัสสนาญาณเราต้องการสภาวะอารมณ์เช่นนี้ แต่อารมณ์จิตเช่นนี้เราก็ต้องระมัดระวัง อย่าให้น้อมไปจนเกิดสภาวะความซึมเศร้า หรืออารมณ์จิตที่เกิดความรู้สึกว่าอยากทำลายร่างกายนี้หรือฆ่าตัวตาย ถ้าเป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณที่เจริญจิตไว้ถูก อารมณ์จิตที่มีความเศร้าหมอง อารมณ์ซึมเศร้า อารมณ์อยากฆ่าตัวตายมันจะไม่มี ถ้ามีอารมณ์เศร้าหมองอารมณ์อยากฆ่าตัวตายนี่ถือว่าเป็นอารมณ์ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลส สุดท้ายก็ไปนิพพานไม่ได้ แต่อารมณ์จิตที่วางได้ก็คือ “ จิตเรากำหนดเกิดปัญญารู้ว่าเราแยกรูปแยกนาม แยกกายแยกจิต ร่างกายมันป่วยมันเจ็บ เรามีมโนมยิทธิเราก็แยกกายทิพย์ แยกกายทิพย์ขึ้นมาบนพระนิพพาน ตัดกายทิ้งกาย อารมณ์จิตรักษาความผ่องใสไว้ ไม่เอาร่างกาย ไม่เอาขันธ์ ๕ ถ้าอารมณ์จิตแบบนี้ถึงจะเป็นอารมณ์ที่เป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณที่ถูก ปล่อยวางแล้วจึงผ่องใส ปล่อยวางแล้วจิตจึงว่างจึงเบา ” กำหนดพิจารณาว่าจิตของเราวางกาย วางแล้วอารมณ์เบาหรืออารมณ์หนัก พอวางแล้วจิตสว่างขึ้นหรืออารมณ์จิตมันมีความมืดมีความเศร้า วางกายยิ่งวางกาย กายทิพย์ยิ่งสว่าง ยิ่งตัดกายยิ่งไม่ห่วงใยร่างกาย ยิ่งพิจารณาขันธ์ ๕ ร่างกาย อารมณ์และกระแสจิตที่เราพิจารณากายนั้นก็กลายเป็นธรรมโอสถ ไอ้ที่ป่วยเราไปพิจารณาว่าความป่วยนั้นขันธ์ ๕ มันเป็นทุกข์ เราไม่ปรารถนาการมีร่างกายนี้ ถ้าร่างกายนี้ตายไปเราก็ขอเข้าพระนิพพาน เมื่อไหร่ที่เราพิจารณาไว้เช่นนี้ อารมณ์พิจารณาก็เป็นวิปัสสนาญาณที่ทำให้จิตเราใกล้พระนิพพานขึ้น การยกจิตเพื่อเข้าพระนิพพานก็ใกล้ขึ้นง่ายขึ้นตามลำดับ
ตอนนี้ก็ให้เราพิจารณา จิตมีความเบื่อหน่ายมีความคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มากขึ้นไหม จิตมีความเบื่อหน่ายมีความคลายในความยึดมั่นถือมั่นในภพทั้งหลาย ในทรัพย์สินทั้งหลายมากขึ้นไหม พิจารณาดูจิตของเราเอง พิจารณาในสภาวะที่เราเป็นกายพระวิสุทธิเทพ พิจารณาที่สำคัญที่สุดเวลาขึ้นมาบนพระนิพพานก็คือ ถ้ากายเนื้อของเราตายไปในขณะนี้ อทิสมานกายคือจิตของข้าพเจ้าอยู่บนพระนิพพานไม่กลับลงมาอีก เรายินดีหรือมีความห่วงมีความข้องใจมีความยึดอะไรไหม ตายไปขณะนี้เข้าถึงพระนิพพานเลย ใจเรายังมีความกังวลถึงลูกถึงหลานไหม ถึงทรัพย์สินทั้งหลายไหม ถึงภาระกิจการงานทั้งหลายไหม อันนี้ก็คือการตัดห่วง ถ้าตัดได้ไม่มีความอาลัยเราก็เข้าถึงอรหันตผล อารมณ์จิตสุดท้ายก่อนตายก็ตัดสรรพกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เข้าถึงซึ่งพระนิพพานเป็นอรหันตผล เราพิจารณาไว้ จิตจดจ่ออยู่กับพระพุทธเจ้า จิตจดจ่อมีหลวงพ่อเป็นสรณะ ทรงสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพให้สว่าง จากนั้นกำหนดน้อมขอกระแสพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ของพระพุทธองค์ อาราธนากระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานค่อยๆ น้อมรวมลงมา แผ่ลงมายังสรรพดวงจิตทั้งหลาย แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณลงมายัง ๓ ภพภูมิ นับตั้งแต่ภพของอรูปพรหมทั้ง ๔ แผ่เมตตาลงมายังภพของพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น แผ่เมตตากระแสบุญกระแสเมตตาจากพระนิพพานลงมายังอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น แผ่เมตตาลงมายังดวงจิตของมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ กายหยาบทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาปรับภพภูมิยังภพที่เป็นทุคติภูมิ แผ่เมตตาปรับภพภูมิให้กับดวงจิตดวงวิญญาณ โอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดดวงจิตดวงวิญญาณที่อยู่ในมิติที่ทับซ้อน เมืองบังบด เมืองลับแลทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตทั้งหลายที่เสวยวิบากกรรมในสภาวะของความเป็นเปรต อสูรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตดวงวิญญาณที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทั้งหลาย แผ่เมตตาสว่างอาราธนาบารมีสมเด็จองค์ปฐมเมตตาเปิด ๓ โลก ๓ ภพภูมิ แผ่เมตตาพร้อมเปิด ๓ ภพภูมิพร้อมกับใจเราพิจารณาให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดชัดเจน เห็นทุกข์ โทษ ภัย ในการเวียนว่ายในวัฏสงสาร เมื่อจิตเปิดเห็นทั้ง ๓ ภพภูมิเราก็เห็นความทุกข์ เห็นได้ว่าเวลาที่เราเจริญปัญญาเจริญวิปัสสนาญาณ ความทุกข์มันไม่ได้มีเฉพาะการเกิดเป็นมนุษย์ ความทุกข์จากการที่เรามีโอกาสที่จะต้องลงนรกจากกรรมที่เราเคยทำ จากวิบากที่เราเคยทำ ความทุกข์ความไม่เที่ยงในภพ มันไม่ใช่ว่าเกิดเป็นมนุษย์แล้วมันจะเป็นมนุษย์ไปทุกชาติตลอดไป มันไม่ใช่ว่าเกิดเป็นเทวดาแล้วจะเป็นเทวดาตลอดไป มันไม่ใช่ว่าเกิดเป็นพรหมแล้วจะจุติเป็นพรหมชั่วนิจนิรันดร์ หรือไม่ใช่ว่าเกิดเป็นสัตว์แล้วก็จะเกิดเป็นสัตว์ตลอดไป ยังมีสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ ปรับภพปรับภูมิตามกระแสวิบากตามกระแสกรรม ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การที่เราหลงไปเกิดไปจุติอยู่ในสภาวะหรืออยู่ในภพนั้น พออยู่ในสภาวะนั้น เช่น เกิดเป็นปลาอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ พอเกิดเป็นปลามันก็มีสัญญาความเป็นปลาคือความจำความรู้สึกว่าฉันคือปลา ความยึดมั่นถือมั่นว่าฉันเป็นปลา พอเกิดเป็นปลามันก็เกิดไปเรื่อยๆ เกิดไป ๕๐๐ ชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ หรือเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด จนดวงดาวดวงนั้น ดับสลาย เป็นปลาก็เกิดเป็นปลาอยู่นั่น ไม่ได้เปลี่ยนภพภูมิไปสักที ไม่มีโอกาสมาพบหรือเปลี่ยนแม้กระทั่งจากปลาขึ้นมาเป็นสัตว์ที่เป็นสัตว์ที่อยู่บนบก อยู่เป็นปลาโอกาสที่จะพบเจอมนุษย์ โอกาสที่จะพบเจอพระ โอกาสที่จะพบเจอว่ายังมีเพศอื่น ภพอื่น สภาวะหรือสัตว์อื่นที่น่าไปเกิดหรือยินดีที่อยากเป็นบ้าง ดังนั้นลองคิดเอาว่าบางดวงจิตหลงเกิดอยู่เป็นปลาอยู่บนดาวดวงหนึ่งจนดาวนั้นดับสูญไปก็ยังเกิดเป็นปลาอยู่นั่น หรือไปเกิดเป็นมนุษย์อยู่ดาวดวงหนึ่งในจักรวาลในกาแล็กซีที่ไกลโพ้น แต่ไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏ ก็หลงเวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวอยู่ในเอกภพนั้น อยู่ในจักรวาลนั้น จนโลกแตกสลาย จนดวงดาวแตกสลาย เกิดซูเปอร์โนวา (Supernova) ก่อเกิดจักรวาลรอบใหม่ ก็ยังเป็นมนุษย์ต่างดาวดาวดวงนั้นอยู่ มันก็มีสภาวะของจิตที่หลงอยู่กับภพ ติดอยู่กับภพ ข้องอยู่กับภพเช่นนี้ คิดว่ามีจำนวนมากมายเท่าไหร่ในสังสารวัฏ
คราวนี้ก็หันย้อนมาดูว่าเราโชคดีแค่ไหนที่พบเจอพระพุทธเจ้า ได้เจริญปัญญา ได้คลายจากความยึดมั่นถือมั่น ได้คลายจากความเกาะความหลง บางศาสนาบางเชื้อชาติก็มีความเชื่อว่าเกิดเป็นมนุษย์ก็เกิดเป็นมนุษย์อยู่นั่น สัตว์ก็เป็นสัตว์อยู่นั่น แต่ความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบก็คือ วัฏสงสารมันมีการหมุนเวียน มีการแปรเปลี่ยน มีการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ มีนรก สวรรค์ มีกรรมและกฎของกรรม เมื่อเราพิจารณามหาพิจารณาไว้เช่นนี้ ปัญญาก็ถึงพร้อมในความเป็นสัมมาทิฐิ เชื่อในกรรม กฎของกรรม เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อนรกสวรรค์ เชื่อในปัญญาของพระพุทธเจ้า เมื่อมหาพิจารณาเช่นนี้ จิตก็เกิดปัญญาที่ปรารถนาที่จะเปลื้องให้จิตของเราพ้นจากอาสวกิเลส พ้นจากความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากวัฏสงสารนี้ มีพระนิพพานเป็นที่สุด น้อมกระแสมหาพิจารณานี้เป็นกระแสปัญญาเมตตาแผ่ไปยังจิตทั้งหลายทั่วสังสารวัฏ กระแสพระนิพพานได้กระตุ้นเตือนให้จิตที่พึงอยู่ในวิสัยแห่งการบรรลุธรรม อยู่ในวิสัยแห่งการปรับเปลี่ยนภพภูมิ อยู่ในวิสัยแห่งการถอดถอนจากความยึดมั่นถือมั่นในการเป็นสัตว์ ขึ้นสู่ภพที่สูงขึ้น มีปัญญาสูงขึ้น อยู่ใกล้มรรคผลพระนิพพานมากขึ้น พิจารณาเช่นนี้แล้วเราก็จะเห็นเลยว่าจิตบางดวงห่างไกลพระนิพพาน ไปดูจุดที่ไกลที่สุดที่ห่างไกลพระนิพพานที่สุด จิตของสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในโลกันตมหานรก ความมืดมิดชั่วกัปชั่วกัลป์เป็นนรกน้ำแข็ง ดวงจิตทั้งหลายมืดบอด คว้ากันเจอก็ลากก็ฉุดทึ้งมากินกัน กัดกินกันและกันท่ามกลางความมืดและหนาวเหน็บ เป็นนรกน้ำแข็ง กำหนดพิจารณาว่าความรู้ ปัญญาไม่มีทั้งสิ้น มีแต่การกัดกิน การกระหายความหิวโหย ความโหดร้าย ความหวาดกลัว ความหนาวเหน็บ ไม่ต้องพูดถึงธรรมะคุณธรรม ไม่ต้องไปพูดถึงมรรคผลพระนิพพาน กำหนดพิจารณาว่าเรานี้จิตได้รู้ตื่นขึ้นสว่างขึ้น แผ่เมตตาให้กับทุกดวงจิต เมื่อเราอยู่ใกล้พระนิพพานขนาดนี้ สามารถยกจิตกายทิพย์อทิสมานกายขึ้นมาบนพระนิพพานได้แบบนี้ เราจะทำจิตของเราให้ห่างจากพระนิพพานหรือหลุดไปจากพระนิพพานทำไม ตั้งจิตเจตนารมณ์ให้ชัดเจนชัดแจ้งในใจของเรานะ แล้วก็ยิ่งตระหนักรู้ถึงความโชคดีของเรา พบพระพุทธศาสนา เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มีปัญญาได้ปฏิบัติธรรม ได้เจริญพระกรรมฐาน ได้สัมผัสพระนิพพาน เราเป็นเพชรยอดมงกุฎ เราโชคดีแค่ไหน จงฉลาดที่จะรักษาความดีที่พระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อเมตตาถ่ายทอดไว้ แล้วก็จงอาศัยปัญญาและวิชานำพาจิตของเราให้พ้นจากอาสวกิเลสคือพระนิพพาน พิจารณาทรงสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ เปล่งประกายความสว่างความยินดีในพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพใสขึ้นสว่างขึ้น กลั่นจิตกลั่นกายให้ใสสว่าง จิตยินดีอยู่กับพระนิพพาน วันนี้ถวายมหาสังฆทานก็ขอให้เป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด ทานทั้งหลาย ศีลทั้งหลาย ภาวนาทั้งหลาย กรรมฐานทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานเพียงจุดเดียว
จากนั้นจึงค่อยๆ น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า กราบลาพระอรหันต์ กราบลาทุกท่านทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน กราบลาหลวงพ่อ น้อมจิตกราบใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ จากนั้นอธิษฐานจิตน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมโลกคลุมจักรวาล น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมประเทศไทย ขอจงมีความสุข ความเจริญ ความสามัคคี เข้าสู่ยุคชาววิไล น้อมอธิษฐานจิตขอกระแสจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองพิทักษ์ชำระล้างเขตพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์หมดจด ด้วยกระแสพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอมีกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครอง จากนั้นพุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ มายังกายเนื้อ น้อมกระแสพระนิพพานเป็นลำแสงคลุมลงมา คลุมบ้านเรือนเคหสถาน ชำระล้างจากอวิชชา คุณไสย มนต์ดำทั้งหลายจงสลายตัว วิบากอุปสรรคทั้งหลายจงสลายตัว กระแสความโกรธ ความโลภ ความหลง ความอาฆาตพยาบาทจองเวรทั้งหลายจงสลายตัว กระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานคลุมกายเนื้อทั้งหมด ชำระล้างฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส วิปัสสนาญาณกระแสพระนิพพานจงชำระล้างเป็นธรรมโอสถ หลอดเลือด เส้นเอ็น ทั่วร่างกายจงถูกชำระล้าง แต่งเส้นเอ็นเส้นลมปราณราบรื่น ปลอดโปร่ง โคจรราบรื่น อวัยวะภายใน อาการ ๓๒ กล้ามเนื้อทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์จงกลายเป็นแก้วใส ก้อนเนื้อเซลล์มะเร็ง เนื้องอก โรคภัยไข้เจ็บ พยาธิสภาพ เชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อทั้งหลายจงสลายตัวไป วิบากโรคอันเกิดจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงคลายตัวจงสลายตัวไป เซลล์ผิดปกติทั้งหลายจงค่อยๆ ถูกขับออก จงค่อยๆ สลายตัวไป วิบากกรรมทั้งหลายจงค่อยๆ คลายตัวจงค่อยๆ สลายตัวไป กรรมหนักจงค่อยๆ ผ่อนคลายเป็นเบา กรรมที่อโหสิกรรมได้จงสลายเป็นอโหสิกรรม ชีวิตกายเนื้อจงมีความผ่องใสเป็นสุข กรรมฐานจงน้อมเปลี่ยนกายเปลี่ยนจิตเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าให้มีแต่ความสงบ มีแต่ความคล่องตัว มีแต่ความดีงาม มีแต่คนรักคนเมตตา กระแสบุญหลั่งไหล กระแสความเป็นทิพย์ไหลเวียนอยู่ในกายเนื้อ กระแสบุญหล่อเลี้ยงจิตชีวิตของข้าพเจ้า ชีวิตมีแต่ความสุขมีแต่ความร่มเย็นมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองด้วยเถิด จากนั้นค่อยๆ น้อมจิตแผ่เมตตาโมทนาบุญกับกัลยาณมิตรทั้ง ๖๕ ท่านที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกันและที่มาฟังในภายหลัง จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ๓ ครั้ง หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ” หายใจเข้าช้าลึกยาว “ธัมโม” หายใจเข้าช้าลึกยาว “สังโฆ” จากนั้นค่อยๆ ถอนจิตขึ้นจากสมาธิช้าๆ ด้วยจิตอันเป็นสุขผ่องใส
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ทาน ศีล ภาวนา เราถึงพร้อมอยู่ ถวายมหาสังฆทานทั้งหมด ๑๘ ชุด ถวายพุ่มดอกบัวเพื่อเจริญถวายมุทิตาจิตกับท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ในโอกาสที่ได้รับพระราชทินนามเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ (เจ้าคุณชั้นสามัญ) บุญทั้งหลายสำเร็จประโยชน์ การที่เราเจริญพระกรรมฐานขัดเกลาจิตขัดเกลากิเลสให้มันคลายตัวไป อารมณ์จิตยิ่งแนบอยู่กับพระนิพพานมากเท่าไหร่ก็ก่อเกิดเป็นบุญมากเท่านั้น ก็ขอให้เราน้อมจิตมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนา ศีลพยายามรักษาให้เป็นปกติ พยายามตั้งจิตไว้เมื่อถึงพร้อมในทาน ศีล ภาวนา มรรคผลพระนิพพานก็ย่อมปรากฏแน่นอนชัดเจน และขอให้บุญกุศลจากการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของเราทุกคนส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองเข้าสู่ยุคชาววิไลได้ทุกคน สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่วันอาทิตย์หน้า สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ





