เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569
เรื่อง เมตตาสมาธิกรรมฐานเฉลิมพระเกียรติ
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
1. การเจริญอานาปานสติกรรมฐาน และการเข้าถึงความสงบ
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ทั่วร่างกาย รู้กายเพื่อละ เพื่อตัด เพื่อปล่อยวาง ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึก ปลดผัสสะ ความสนใจ ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงในขันธ์ 5 ร่างกายออกไป ผ่อนคลายปล่อยวาง วางภาระทางร่างกาย ปล่อยวางภาระทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นทางใจ สงบ ปล่อยวาง ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวางไว้ ให้จิตเข้าถึงความสงบ เบาสบาย
เมื่อจิตมีความสงบเบาลง เราก็เดินจิต เข้าสู่การฝึกสมาธิ ในอานาปานสติกรรมฐาน กำหนดรู้จินตภาพ เห็นลมหายใจเข้าออก เป็นเหมือนกับแพรวไหม พลิ้วผ่านเข้าออกกายของเรา สติติดตามดูติดตามรู้ลมหายใจ ตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลมนั้น เราเป็นผู้ติดตามดูติดตามรู้ลมหายใจ ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น ลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจหยาบก็รู้ว่าหยาบ
เมื่อสติรู้ในลมหายใจ สติก็เริ่มก่อตัวเป็นผู้รู้ผู้ดู รู้ลมหายใจ รู้อารมณ์ใจ รู้ในความสงบ ลมหายใจยิ่งละเอียดสงบ เบาสบาย จิตยิ่งเข้าถึงความสุขสงบของสมาธิ จดจ่อทรงสภาวะอยู่กับลมหายใจ ต่อเนื่องราบรื่นลื่นไหล สติกำหนดรู้รอบติดตามรู้ลม ตลอดสายตลอดทั้งกองลมนั้น ทรงสภาวะ ในความสุขสงบ ของลมหายใจละเอียด ลมหายใจละเอียด เป็นสภาวะของสมาธิ เป็นความสงบของใจ ทรงสภาวะไว้ ประคับประคองอยู่กับความสงบไว้ กำหนดรู้ในความสงบ กำหนดรู้ในความเบาสบาย
เมื่อไหร่จิตของเราสงบสุข เมื่อนั้นจิตของเรา ก็เอาชนะความวุ่นวาย ความฟุ้งซ่านของนิวรณ์ทั้ง 5 ประการได้ ความสุขจากสมาธิคือความสุขของใจ ความสุขที่ไม่ได้เจือไปด้วยอามิส คือไม่ต้องมีเงื่อนไข ไม่ต้องมีวัตถุ ไม่ต้องมีข้อแม้ว่า ต้องอย่างโน้นถึงจะมีความสุข อย่างนี้ถึงจะมีความสุข เพียงแค่วาง เพียงแค่เข้าสู่ความสงบเบา จิตก็เข้าถึงความสงบ คนที่ฝึกจิตจนมีฌานสมาธิ มีจิตตานุภาพ สามารถเข้าฌาน เข้าสมาธิ เข้าสู่ความสงบ ได้เร็วมากเท่าไหร่ บุคคลนั้นก็เหมือนกับ ได้ประสบพบโชคอันยิ่งใหญ่ สามารถเข้าถึงความสุขสงบของใจได้ง่าย ได้ละเอียดลึก มากกว่าคนทั่วไป ที่เขามีความทุกข์ มีความวุ่นวาย หรือแม้สิ่งที่เป็นของหยาบ ทรัพย์สมบัติที่เป็นของหยาบ สิ่งที่เป็นวัตถุ ก็ยังมีภาระ มีความกังวล มีความเสื่อม มีภาระในการรักษาพิทักษ์ไว้ แต่ความสุขอันเกิดขึ้น จากความสงบ จากสมาธิ อยู่ในอริยทรัพย์ เราเข้าถึงอริยทรัพย์คือความสงบ เพราะเมื่อไหร่ที่จิตของเราสงบ จิตของเราก็ว่างจากกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง จิตเราวางภาระทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลาย ยามที่จิตเราเบาสบายสงบเป็นสมาธิ ความทุกข์มันก็ดับลง ในสมถะนั้น ความทุกข์มันดับลงชั่วคราว
2. การเจริญวิปัสสนาญาณ ปัญญาในธรรม และการชำระขัดเกลาจิต
แต่เมื่อไหร่ก็ตามเป็นวิปัสสนา คืออารมณ์จิตที่มีการพิจารณา ในอุปจารสมาธิ จนจิตของเรามีความฉลาด มีปัญญาในธรรม พิจารณารู้ได้ว่า สุขทุกข์ทั้งหลาย มันเกิดขึ้นจากการที่เราไปยึด ความทุกข์ทั้งหลาย เกิดขึ้นจากการมีขันธ์ 5 ร่างกาย เมื่อเราปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 ผ่อนคลายสงบ ปล่อยวางภาระความทุกข์ในร่างกาย ขันธ์ 5 มันก็ดับลง เหลือเพียงความสงบสุข ใจของเราก็เช่นกัน เมื่อเราปล่อยวางจากความคิดฟุ้งกังวล ปล่อยวางจากความวุ่นวาย ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของความคิด มาจับอยู่กับลมหายใจสบายๆ จับอยู่กับลมสบาย ลมหายใจตลอดสาย ความสงบสุข จากการละนิวรณ์ 5 ละความฟุ้งซ่านความวุ่นวายใจทั้งหมด จิตเราก็เข้าถึงความสุข
เราทั้งหลายเป็นบุคคลที่มีบุญ มีโชคดี เข้าถึงความสุขได้ละเอียด ได้ลึก ได้ประณีต กว่าความสุขทั่วๆไปของบุคคลทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนหนาแน่นด้วยกิเลส สุขทุกข์อยู่ที่ใจ ปล่อยวาง ปล่อยวางที่ใจ จะเป็นเปรตอสุรกาย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือแม้แต่เป็นพระอรหันต์ ก็ปรากฏเป็นขึ้นด้วยจิตของเราทั้งสิ้น จิตสามารถสำเร็จเข้าถึงความเป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตทุกดวงล้วนมีวิสัยแห่งพุทธะ หากปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า มีจิตตั้งมั่น มีกำลังใจเต็ม มีความพากเพียรพยายาม สะสมเพาะบ่มบารมีทั้ง 30 ทัศจนครบถ้วน ไม่ว่าจิตซึ่งแต่เดิมเคยเป็นสัตว์ เคยอยู่ในภพอื่นภูมิใด หรือแม้แต่เคยตกนรกมาแล้ว จิตดวงนั้นก็สามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ด้วยกันทั้งสิ้น จะเร็ว จะนาน จะช้า ก็แล้วแต่บารมี ที่แต่ละดวงจิตนั้นเพาะบ่ม
ดังนั้นจุดสำคัญที่สุด ไม่ใช่ร่างกาย แต่คือจิต เราฝึกจิต เพื่อให้จิตของเราค่อยๆ ชำระขัดเกลาจากสรรพกิเลสทั้งหลาย ขัดเกลาจากบาปอกุศลทั้งหลาย ขัดเกลาจิตจากความเศร้าหมอง ความทุกข์ ความกังวลทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมคือการขัดเกลา ฝึกฝน เรียนรู้ พัฒนาจิต ฝึกที่จิต ไม่ได้ฝึกที่ร่างกาย จิตและอารมณ์จิต จึงเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญ ถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม จิตปล่อยวางได้ง่ายขึ้นไหม ปล่อยวางง่ายหรือยังปล่อยวางยาก จิตเกิดกุศลได้ง่ายหรือเกิดอกุศลได้ง่าย พิจารณาดูจิตของเรา พิจารณาขัดเกลาจิตของเรา ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าสู่ความสงบ ความผ่องใสของจิต ความละเอียดประณีตของจิต ให้ยิ่งขึ้นไป รวดเร็วขึ้นไป ง่ายดายขึ้นไป จนกระทั่งความผ่องใสก็ดี ความเป็นกุศลของจิตก็ดี ค่อยๆ กลายเป็นธรรมชาติของจิตเรา
ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ก็จะถอดถอน เปลี่ยนบุคคลที่แต่เดิม อาจจะเป็นบุคคลที่มีกำลังของจริต เป็นโทสะจริต คือมีความมักโกรธ โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ถูกกระตุ้น ให้มีอารมณ์ขึ้นได้ง่าย แต่พอปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ปรากฏความสงบร่มเย็นของใจ ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น เห็นธรรมดา ในคำพูดของคนทั้งหลาย ชัดเจนขึ้น จนไม่นำมา นำพาเป็นอารมณ์ให้เราหงุดหงิด ยิ่งจิตพิจารณาเห็นแยกรูปแยกนาม ได้มากเท่าไหร่ พิจารณาจนเห็นว่า หากคนเขาด่า เขาก็ด่ากายเนื้อ ขันธ์ 5 ธาตุ 4 คนเขาตำหนิ ก็ตำหนิกายเนื้อ ขันธ์ 5 ธาตุ 4 แต่เราที่แท้จริง เราคือจิต หรืออาทิสมานกาย ที่มาอาศัยขันธ์ 5 ธาตุ 4 นี้อยู่ เขาด่าก็ด่าไป เราก็พิจารณาว่า เขาด่า แต่ใจเราไม่เก็บมา เขาด่า จิตเราไม่เศร้าหมองตาม ปัญญาภูมิจิตภูมิธรรมเราก็สูงกว่า บุคคลที่เขาด่าว่าเรา ปล่อยวาง แยกรูปนาม มองเห็นตามความเป็นจริง พิจารณาให้จิต เข้าถึงความสงบ หยุดจิต หยุดความคิด หยุดอกุศลทั้งหลาย สงบ นิ่งหยุดเป็นเอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์ ต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้ง 5 อย่างสมบูรณ์ สงบนิ่งเป็นสุขผ่องใส ประคองสภาวะ แห่งเอกัคคตารมณ์ ฌาน 4 ในอานาปานสตินี้ไว้
3. การเจริญกสิณนิมิต สภาวะกายแก้ว และพุทธนิมิต
จากนั้นเราเดินจิตต่อไป สมถะจากอานาปานสติ เดินจิตเข้าสู่ภูมิของกสิณ กำหนดพิจารณาจากจิตที่หยุดนิ่งเป็นจุดเดียว เอกัคคตารมณ์ กำหนดจินตภาพให้เห็นจุด ขยายขึ้นจนกลายเป็นวงกลม วงกลมแปรสภาพ เป็นลูกแก้วทรงกลม ลูกแก้วทรงกลมค่อยๆ ใสขึ้น สว่างขึ้น เป็นอุคคหนิมิต จากดวงแก้วที่ใส เป็นดวงแก้วทรงกลม กำหนดให้เห็น เป็นปฏิภาคนิมิต คือกลายเป็นเพชรประกายพรึก ระยิบระยับแพรวพราว จากลูกแก้วทรงกลม ที่เป็นเพชรระยิบระยับ เปล่งรัศมีสว่างขึ้น ใสขึ้น ยิ่งขึ้นไป
กำหนดเคลื่อนตำแหน่งของดวงแก้ว ทะลุเข้ามาในกายเนื้อ อยู่ภายในกายเนื้อ เคลื่อนลงมา ที่ฐานที่ตั้งของจิต คือต่ำลงมาจากสะดือประมาณ 2 นิ้ว กำหนดเห็นและรู้สึก ถึงดวงแก้วที่เป็นเพชรประกายพรึก อยู่ภายในกาย สว่างอยู่ภายใน กายเนื้อ พิจารณาให้เห็นว่าเป็นเหมือนกับโพรง คือภายในมันกลวง ภายนอกมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หุ้มเป็นเปลือก เป็นโครงอยู่ภายใน แต่ภายในนั้นมันเป็นโพรง ดวงแก้วอยู่ภายใน สว่างอยู่ภายใน ดวงแก้วที่สว่างอยู่ภายใน เป็นเพชรระยิบระยับ แผ่รัศมีออกมาจนกระทั่ง เปลือกภายนอกของขันธ์ 5กายเนื้อ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จากสภาพหยาบ คือสภาพที่เป็นธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นหนัง เป็นเนื้อ เป็นผม รับแสงสว่างรัศมี จากจิตอันประภัสสร จนกระทั่งเปลือกภายนอก ที่เป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แปรสภาวะผิว ของเปลือกนั้นกลายเป็นแก้ว กายนั้นกลายเป็นแก้ว กายเนื้อที่เป็นโครง ภายในเป็นโพรงนั้นกลายเป็นแก้ว กายเปลี่ยนเป็นแก้วใสสว่าง ในสภาวะที่เป็นกายของมนุษย์ รู้สึกถึงความว่างภายในของกายที่เป็นโพรง
จากนั้นกำหนดจิตต่อไป ภายในดวงจิตที่เป็นเพชรประภัสสร อยู่ที่ฐานที่ตั้งของจิต ตั้งจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ขอจงปรากฏภาพพุทธนิมิต พุทธานุภาพ อยู่ที่ศูนย์กลางกาย อยู่ที่ฐานที่ตั้งของจิต ภายในดวงแก้วที่เป็นเพชรประกายพรึก องค์พระในดวงแก้วที่เป็นเพชรสว่างเจิดจ้า กายเนื้อที่เป็นโพรง เป็นแก้ว สว่างเจิดจ้า ทรงสภาวะนี้ไว้ ประคับประคองนิมิต พุทธนิมิต ให้ปรากฏชัดเจนในจิต รู้สึกถึงการมีอยู่ขององค์พระ ที่อยู่ภายในกายของเรา กำหนดน้อมให้รัศมีของจิต น้อมอาราธนากระแส พุทธานุภาพของพุทธนิมิต แผ่สว่างกระจายเปล่งประกายทะลุกายแก้ว กายแก้วแผ่แสงสว่างออกไป เป็นกระแสเมตตาอันไม่มีประมาณ แผ่สว่างไปทั่วอนันตจักรวาล แผ่สว่างไปทั่วทั้ง 3 ภพภูมิ ทรงสภาวะนี้ไว้ ประคับประคองทรงฌาน ทรงสมาบัติ ในอารมณ์จิตนี้ไว้
4. การแผ่เมตตา การขอขมาอโหสิกรรม และพรหมวิหาร 4
ในขณะที่แผ่เมตตา แสงสว่างรัศมีจิต เราก็กำหนดน้อม ทั้งขอขมาและอโหสิกรรม ต่อทุกดวงจิตทั่วสังสารวัฏ เราเป็นผู้มีกระแสแห่งเมตตาบุญกุศล เราไม่เป็นศัตรูของผู้หนึ่งผู้ใด เราไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้หนึ่งผู้ใด และสิ่งใดที่ข้าพเจ้าเคยประมาทพลั้งพลาดล่วงเกินต่อสรรพชีวิต สรรพดวงจิต หรือแม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณ เทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย บูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็ขอขมาลาโทษ โปรดงดโทษต่อข้าพเจ้า แผ่กระแสแสงสว่างออกไป ทรงอารมณ์ สภาวะที่จิตเปี่ยมเมตตา
กำหนดน้อมพิจารณาว่า จิตเราทรงไว้ในพรหมวิหาร 4 เต็มกำลัง ทรงฌานสมาบัติเต็มกำลัง และเมื่อจิตเราทรงพรหมวิหาร 4 จิตทรงอารมณ์ว่า เป็นผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ศีล 5 ของเราก็บริสุทธิ์ กุศลกรรมบถ 10 ของเราก็บริสุทธิ์ จิตของเราก็สะอาดบริสุทธิ์ ทรงสภาวะความผ่องใสของกายแก้ว ของดวงจิต ขององค์พระให้ครบถ้วน แผ่กระแสเมตตาสว่าง
5. การยกจิตขึ้นสู่พระนิพพาน และสภาวะกายพระวิสุทธิเทพ
จากนั้นอธิษฐานจิต ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน พุ่งจิตของเราขึ้นไปบนพระนิพพาน เมื่อขึ้นไปถึงบนพระนิพพาน ก็อธิษฐานขอจงปรากฏสภาวะ ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ อยู่ท่ามกลางมหาสมาคมของทุกท่าน ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน ตั้งจิตบรรจงกราบ ด้วยความนอบน้อมความเคารพ ต่อสมเด็จองค์ปฐม
พิจารณาอธิษฐานจิต ดูใจของเรา ว่าเรามีความห่วงความอาลัย ในร่างกายขันธ์ 5 ไหม เราปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 ได้ไหม ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา เรายอมรับตามความเป็นจริงได้ไหม เรามีความเคารพเลื่อมใส ในคุณพระรัตนตรัยอย่างที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่มาทำให้จิตเราหวั่นไหวสั่นคลอนได้ไหม อารมณ์จิตที่เราเคยคิดพิจารณาปรารถนาในพระนิพพาน เราเคยมีความลังเลก้าวถอยหลังว่าไม่ไปดีกว่าไหม พิจารณาดูว่า ความหมายของคำว่า ‘พระโสดาบัน’ นั้นแปลว่าเป็นผู้ที่ไม่ถอยกลับ คือไม่ถอยกลับไป จากเป้าหมายที่ตั้งจิตไว้ ตรงต่อพระนิพพานอีกต่อไป เป็นผู้ที่ไม่ถอยกลับมาเกิด อารมณ์จิตของเราเข้าถึงไหม พิจารณาดูจิตของเราว่า ปรารถนาในพระนิพพาน จิตเกิดปัญญาเข้าใจ ว่าทำไมต้องเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ไม่ใช่เพียงแต่ว่าใครๆเขาก็ปฏิบัติ ใครๆเขาก็บอกว่าพระนิพพาน เป็นที่สุด สูงสุด ดีที่สุด เราก็เลยเฮไปกับเขา โดยที่ไม่มีความเข้าใจ จากภายในจิตของเราอย่างแท้จริงว่า ทำไมถึงต้องเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เพราะเราเบื่อหน่ายจากสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด เบื่อหน่ายจากบุญคุณความแค้นทั้งหลาย ที่ต้องตามล้าง ตามอาฆาตพยาบาท ตามแก้แค้น ตามจองเวรกัน เบื่อหน่ายจากการเวียนว่ายตายเกิด เบื่อหน่ายที่กฎแห่งกรรมมันให้ผล เบื่อหน่ายในความไม่เที่ยง เบื่อหน่ายในความเสื่อมของสังขารร่างกาย เห็นร่างกายนี้เป็นรังของโรค เห็นร่างกายขันธ์ 5 นี้เป็นอสุภะ คือเป็นของที่ไม่สวยงาม ไม่สะอาด เป็นสิ่งปฏิกูล ที่อยู่ภายใน
เมื่อไหร่ที่ใจของเรา ปรารถนาพระนิพพานอย่างแท้จริง จากส่วนลึกว่า พอกันที การเวียนว่ายตายเกิด การมามีร่างกายขันธ์ 5 แบบนี้ พอกันที กับการมาเกิด มีแต่คำนินทาว่าร้าย ใส่ร้ายป้ายสี พอกันที กับการมาเกิด ที่มีแต่การเบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกัน พิจารณาจนอารมณ์เบื่อนั้น เป็นญาณในอริยะที่เรียกว่า ‘นิพพิทาญาณ’ ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดจากการมีขันธ์ 5 ก็ดี จากการเกิดก็ดี อารมณ์ที่เบื่อนั้น เป็นอารมณ์ที่เมื่อพิจารณาแล้ว ต้องมีการปล่อยวางกำกับ เมื่อวางแล้วใจมันยิ่งเบา วางลงแล้วจิตยิ่งเบา
ถ้าอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนาญาณ เราพิจารณา แล้วจิตมันยิ่งมีความเครียด มีความหนัก อันนี้เราเดินจิตผิด เพราะเมื่อไหร่ที่จิตมันหนัก จิตมันเครียด มันแปลว่ามันยิ่งยึด ยิ่งทุกข์ ยิ่งหนัก สุดท้ายอารมณ์ที่มันหนัก มันขมวดเข้า หนักเข้า มันก็หลุดจากการปล่อยวางไปกลายเป็น ‘วิปัสสนูปกิเลส’ ดังนั้นยิ่งวาง ต้องยิ่งว่าง ยิ่งวาง ยิ่งเบา เหมือนเราวางภาระออกไปจากใจเราแล้ว เราไม่แบกมันไว้อีกแล้ว พอแล้วการเกิด ชาติภพที่เราต้องเกิด กรรมที่เราแบกไว้ในจิต เราวาง คือเราถอดถอนออกไปจากใจของเรา ไอ้ความหนักอกหนักใจ มันก็เบา มันถูกวางลง
ดังนั้นจงจำไว้ว่า การเจริญวิปัสสนาญาณ ยิ่งพิจารณา ต้องยิ่งเบา พิจารณาเมื่อวางได้แล้ว แล้ว ยิ่งใจเป็นสุข เพราะจิตมันมีอารมณ์ที่พิจารณา ว่าเราปล่อยวางแล้ว อารมณ์จิตนี้เราเข้าใจแล้ว เราปล่อยวางได้แล้ว วางได้แล้ว ผ่านไปแล้ว อารมณ์จิตมันก็มีความโล่งใจ อุปมาเหมือนการสอบครั้งใหญ่ ที่ต้องสอบหลายวิชา ข้อนี้ที่เราวางได้ มันสอบผ่านวิชานี้ไปแล้ว เราก็ไปปล่อยวาง ไปละวางในข้อสอบ ในสังโยชน์ที่ละเอียดขึ้น ข้อต่อๆ ไป ดังนั้นยิ่งวางแล้วยิ่งเบา ยิ่งวางแล้วยิ่งผ่องใส ยิ่งปล่อยวางได้แล้วยิ่งจิตเป็นสุข
พิจารณาดู ปรับขัดเกลาอารมณ์ใจของเรา ในการปฏิบัติธรรม ในการเจริญพระกรรมฐาน อภัยให้แล้วเบา ละโทสะ ละความอาฆาตพยาบาท ได้แล้วเบา ให้ลองพิจารณาดูอารมณ์นี้ดูก็ได้ อารมณ์จิตของบุคคล ที่มีความอาฆาตพยาบาทจองเวร ยังวางความอาฆาตนี้ไม่ได้ อารมณ์จิตมันก็มีแต่ความหนัก มีความคิด มีความเคียดแค้น มีความโกรธ ครุ่นคิดแต่เรื่องการแก้แค้น การเอาคืน แต่ถ้าเมื่อไหร่เราตัดสินใจได้ ว่าเราอโหสิกรรม พอกันที ไอ้อารมณ์ที่มันหมกมุ่นอยู่กับความแค้นความหนัก อารมณ์เศร้าหมองเร่าร้อน ไฟของโทสะที่เผา มันถูกดับลง มันถูกวางลง อารมณ์ของบุคคลที่ให้อภัยได้ ก็มีความสุขความเบา มีความสบาย ฉันใดก็ฉันนั้น ในทุกข้อ ในทุกกอง สิ่งใดที่เป็นความยึดมั่น เราวางได้ มันย่อมเบา สิ่งใดที่เรายึดมั่นถือมั่นไว้ เราดับ เราละได้ มันยิ่งสงบ มันยิ่งเป็นสุข
พิจารณาอยู่บนพระนิพพาน เราปล่อยวางทั้งวัฏสงสารได้ไหม กระแสที่ไปเชื่อมโยงอยู่กับภพนั้นภูมินี้ ยังติดหนี้ต้องไปเกิด ในแต่ละภพแต่ละภูมิ หนี้กรรมในนรกภูมิ ที่ยังไม่ใช้ก็อีกมาก หนี้ที่ยังไม่ได้ใช้ในภพอื่น ก็ยังอีกเยอะ หรือแม้แต่ผลบุญที่ส่งผล ให้เราต้องไปเกิดเป็นเทวดา พรหม ก็มีอีกมากเช่นกัน เราวางทั้งหมดได้ไหม อารมณ์จิตนี้ ก็คืออารมณ์ที่เป็นอารมณ์สุดท้ายก่อนเข้าอรหัตผล ว่ากุศลเราก็ต้องละ คือบุญที่จะทำให้เราไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี มีอยู่ แต่เราก็ต้องละ เราไม่เลิกทำความดี เลิกสร้างกุศล แต่ผลของกุศล ถ้ายังทำให้เราต้องเกิด ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ เราก็ละเพื่อพระนิพพาน
ส่วนอกุศลนี่ไม่ต้องพูดถึง เราละด้วยการรักษาศีล เป็นเครื่องปิดอบายภูมิ อกุศลไม่ว่าอย่างไรเมื่อเราปฏิบัติธรรม ก็พึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องละวางให้มากที่สุดอยู่แล้ว ละอกุศล กุศลผลของกุศล ถ้ายังทำให้เกิดเราก็ไม่เอา แต่กุศลเรายังสร้างเพื่อความสุข เพื่อเป็นการสงเคราะห์เกื้อกูลจิตดวงอื่น เพื่อเป็นประโยชน์สุข เพื่อสร้างคุณประโยชน์ ต่อจิตดวงอื่น ต่อโลก ต่อสังสารวัฏนี้ เราพิจารณา จิตเราปรารถนาพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใส อย่างถึงที่สุด
6. การอธิษฐานรวมบุญกุศล และถวายพระราชกุศล
อธิษฐานขอให้เห็น ผลบุญทั้งหลาย กุศลทั้งหลาย ถอยหลังย้อนตั้งแต่ ในชาติปัจจุบันที่เราสร้าง ขอให้ผลบุญทั้งหลาย จงปรากฏขึ้นในญาณเครื่องรู้ของข้าพเจ้า ในความเป็นทิพย์ บุญที่ข้าพเจ้าเคยถวายกฐิน ร่วมถวาย เป็นร้อยวัด เป็นพันวัด เป็นหมื่นวัด แค่ในชาตินี้ มหาสังฆทาน สังฆทาน ที่เคยได้ถวาย ร่วมถวายในชาตินี้ จงปรากฏผลความเป็นทิพย์ ทิพยสมบัติจาก ทานทั้งหลาย ธรรมทานทั้งหลาย การรักษาศีล การเจริญภาวนา ฌานสมาบัติที่ทรงไว้ วิปัสสนาญาณ ที่เจริญปัญญาไว้ ชอบแล้วดีแล้ว อธิษฐานจิต ให้ผลในส่วนแห่งกุศลทั้งหมด จงปรากฏสว่าง สว่างบนพระนิพพานอย่างยิ่ง อธิษฐานจิตว่า ทาน ศีล ภาวนาทั้งหลายของข้าพเจ้า นับตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ขอจงรวมเป็นพลวปัจจัยอันยิ่งใหญ่ ส่งผล เป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานในชาตินี้ของข้าพเจ้า อธิษฐานจิต ให้ทิพยสมบัติทั้งปวงรวมตัวอยู่ที่พระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพ วิมานบนพระนิพพาน ปรากฏชัดเจน อธิษฐานจิต ยินดีอยู่กับวิมานบนพระนิพพาน อธิษฐานจิต ว่าจิตเราตั้งมั่น มีพระนิพพานเป็นที่สุดเพียงจุดเดียว
เมื่อกายทิพย์เราสว่าง บุญทั้งหลายรวมตัวกัน เราก็อธิษฐานจิต สำหรับวันนี้ เป็นวาระพิเศษ กำลังจะเข้าเขต วันเฉลิมพระชนมพรรษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็น้อมจิตด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อธิษฐานจิต ขอบุญนี้เป็นบุญพระกรรมฐาน ถวายบูชาคุณแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ขอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จงธำรงสถาพร อยู่คู่โลกใบนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ จารึกพิทักษ์คุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรือง ขอบุญจงส่งผล อธิษฐานจิต ขอจงเข้าสู่ยุคชาววิไล
7. การแผ่เมตตาครอบจักรวาล และการอธิษฐานคุ้มครองแผ่นดิน
จากนั้นเรากำหนดจิต แผ่เมตตา อธิษฐาน ตั้งจิตรำลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน น้อมกระแสบุญบารมีทั้ง 30 ทัศของทุกท่านทุกๆ พระองค์ บนพระนิพพาน อาราธนาลงมา เป็นกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน แผ่เมตตา ให้กับดวงจิตทั้งหลายทั่วทั้ง 3 ภพ 3 ภูมิ แผ่เมตตาลงมาจากพระนิพพาน นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง 4 ชั้น พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดา ทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล สรรพสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย ที่มีขันธ์ 5 กายเนื้อ ทุกชีวิตทั่วโลก ทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล ดวงจิตทั้งหลาย ที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงจิตดวงวิญญาณ ที่เร่ร่อนอยู่ในภพต่างๆ ดวงดาวต่างๆ มิติต่างๆ เมืองบังบด ลับแลทั้งหลาย หรือแม้แต่ดวงจิต ที่เร่ร่อนพเนจรอยู่ในจักรวาล ขอจงได้รับบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าตั้งจิต อาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมา
แผ่เมตตาต่อไป ยังภพของเปรต อสุรกายทั้งหลาย ไม่ว่าจะโมทนาได้ หรือโมทนาไม่ได้ แผ่เมตตา ให้กับบรรดาดวงจิตทั้งหลาย ที่เสวยวิบากกรรม อยู่ในนรกภูมิทุกขุม ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุข พ้นจากความทุกข์ พ้นภัยจากวัฏสงสาร เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน อันเป็นเอกบรมสุข เข้าถึงกระแสแห่งธรรม กระแสแห่งคุณธรรม กระแสแห่งศีลธรรม ขอจิตทั้งหลาย จงยกภูมิขึ้น สูงขึ้น เสวยบุญ ในภพภูมิที่ดีขึ้น ปราณีตขึ้น ตามแต่กุศลที่แต่ละท่าน เคยบำเพ็ญมา และได้โมทนาบุญด้วยเทอญ
จากนั้นน้อมจิตอธิษฐาน ขอกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองรักษาโลกใบนี้ ให้เกิดความสุขสงบ สันติ ร่มเย็น บรรเทาเบาบาง จากภัยพิบัติทั้งหลาย ทั้งภัยพิบัติจากคลื่นความร้อน จากดิน น้ำ ลม ไฟ ธรณีพิบัติ ดินยุบ หลุมยุบทั้งหลาย น้ำท่วมอุทกภัย พายุทั้งหลาย เพลิงไหม้ ไฟไหม้ทั้งหลาย ขอบุญจงคุ้มครอง บุคคลที่ประพฤติธรรม ให้ปลอดภัยแคล้วคลาด จากภัยพิบัติทั้งปวง
แผ่เมตตาลงมา คลุมคุ้มครองประเทศไทย ขอแผ่นดินสุวรรณภูมิ ดินแดนสุวรรณภูมิทั้งหมด ที่มีขอบเขต รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จงมีความบริสุทธิ์ เป็นสถานที่จารึกพระพุทธศาสนาให้ครบ 5,000 ปี ขอจงมีความอุดมสมบูรณ์ร่มเย็น มีความรัก มีความสามัคคี มีคุณธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม คนดีมีศีลมีธรรม มีจิตใจที่ดีงามเสียสละ จงได้มีบุญบารมีขึ้นมาปกครองดูแล ทำนุบำรุงชาติ ศาสนา บ้านเมือง
ขอกระแสบุญจากพระนิพพานลงมา คลุมคุ้มครองพุทธอาณาจักร เขตพระพุทธศาสนาทั้งหลาย ขอกระแสพุทธานุภาพ มาสถิตรักษาอยู่ในวัดวาอาราม สถานที่ปฏิบัติธรรม กระแสธรรมจงน้อมรวมลงมา สู่ดวงจิตของพุทธศาสนิกชนทุกดวงจิต ขอกระแสกำลังแห่งสังฆานุภาพ พระอริยเจ้าจงปรากฏขึ้นในผืนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต ขอให้เดินจิต น้อมจิต พัฒนาจิต เจริญพระกรรมฐาน จนเข้าสู่ความเป็นพระ คือความเป็นพระอริยเจ้าได้ น้อมบุญกุศลลงมา คุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนท่านที่มีจิต ทำนุบำรุงรักษาพัฒนาชาติบ้านเมือง ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์
ขอกำลังบุญทั้งหลาย ได้น้อมถวายบูชา พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง เทวดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระคลังข้างที่ พระคลังมหาสมบัติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงมีกำลังบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ บุญทั้งหลายขอน้อมถึงดวงพระวิญญาณของ บูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไทยทุกท่าน ดวงวิญญาณของทหารหาญ ที่เสียสละอุทิศชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาความสุขสงบ ในชาติบ้านเมือง ขอบุญจงส่งผลบุญ บุญจงส่งผล บุญจงสำเร็จ บุญจงสำเร็จ บุญจงสำเร็จ ด้วยกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ นะโมพุทธายะ มะอะอุ
8. การถอนจิตคืนสู่กายเนื้อ และการประกาศแจ้งข่าวสาร
เมื่อเราแผ่เมตตาแล้ว น้อมจิตอธิษฐาน น้อมกำลังกรรมฐาน เพื่อส่วนรวม ชาติ บ้านเมืองแล้ว ต่อไปก็ให้เราค่อยๆ น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน น้อมจิตกราบ ด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ
จากนั้นพุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ เป็นแสงสว่าง พร้อมกับกำลังบุญกุศล แสงสว่าง ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูก จงกลายเป็นแก้วใสบริสุทธิ์ กระดูกเส้นเอ็น จงกลายเป็นแก้วใสบริสุทธิ์ ธาตุ 4 อาการทั้ง 32 อวัยวะภายในทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใสบริสุทธิ์ ธาตุธรรมไหลเวียนหล่อเลี้ยง ร่างกายขันธ์ 5 นี้ บุญกุศลหล่อเลี้ยงชีวิต ร่างกายขันธ์ 5 นี้ เทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิทักษ์รักษาร่างกายขันธ์ 5นี้ ขอบุญทั้งหลายเปิดสายบุญ เปิดสายทรัพย์ เปิดสายสมบัติ เปิดสายบารมีของข้าพเจ้า ขอจงมีความคล่องตัว ทุกอย่างทุกประการ ขอโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย จงสลายตัวไปด้วยกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ด้วยเทอญ
จากนั้นน้อมจิตโมทนาสาธุ กับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคน ที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกันทั้ง 55 ท่าน และที่มาปฏิบัติในภายหลัง จากนั้นค่อยๆ หายใจเข้าช้าลึกยาว ภาวนา ‘พุท’ ออก ‘โธ’ หายใจเข้าช้าลึกยาว ภาวนา ธัมโม หายใจเข้าช้าลึกยาว ภาวนา สังโฆ อธิษฐานจิตค่อยๆ ถอนจิตจากสมาธิช้าๆ ด้วยจิตอันปราณีต ผ่องใส เป็นสุข กายยิ้ม จิตยิ้ม กายภายใน สว่างเปล่งปลั่งผ่องใส กายภายนอกกายเนื้อ เอิบอิ่มเป็นสุข
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน วันนี้ขอแจ้งเรื่อง การลงสมัครเข้าเจริญพระกรรมฐานในเมตตาสมาธิ ครั้งที่ 11 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ ตอนนี้ก็มีผู้สมัคร 100 ท่าน มีจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ในส่วนของการโอนเงินมัดจำ ตอนนี้ก็เหลือที่อีกไม่มาก สำหรับใครที่ตัดสินใจ จะมาปฏิบัติธรรมเจริญพระกรรมฐานในวันที่ 16 สิงหาคม ก็ขอเรียนเชิญได้ ขอให้เราทุกคน ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามมาปฏิบัติ มาพบมาเจอ มาสร้างกุศลความดีร่วมกัน สำหรับวันนี้ ก็ยังไม่มีข่าวคืบหน้าอย่างอื่น พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: รัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์





