green and brown plant on water

โอวาทะปาฏิโมกข์ธรรม

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569

เรื่อง โอวาทะปาฏิโมกข์ธรรม

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

การกำหนดสติเจริญอานาปานสติและฌาน 4

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติกำหนดรู้ในกาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน สติรู้กายเพื่อปล่อยวางร่างกายขันธ์ 5 ผ่อนคลาย ปล่อยวางผัสสะที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับร่างกาย วางกายเพื่อเข้าสู่ความสงบ วางกายเพื่อจิตที่ปล่อยวาง ผ่อนคลายสงบปล่อยวาง ทรงสภาวะแห่งความสงบ สติกำหนดรู้ จิตกำหนดในตัวรู้ รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 จิตย่อมเข้าถึงความสงบระงับ สงบ ปล่อยวาง ปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางภาระของใจ จดจ่ออยู่กับความสงบ จิตว่างวางเบา ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ จิตก็เข้าถึงความสงบได้เร็วได้ง่ายเพียงนั้น เมื่อปล่อยวางกาย ปล่อยวางจิตสงบระงับจากนิวรณ์ 5 ประการแล้ว เราตั้งใจปฏิบัติธรรมเดินจิตเข้าสู่ภูมิของสมถกรรมฐาน โดยยึดหลักเริ่มต้นอันเป็นพื้นฐานของสมาธิ กำหนดในอานาปานสติ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพริ้วผ่านเข้าออกในกาย สติกำหนดดูกำหนดรู้ตลอดทั้งลมหายใจ สติกำหนดดู กำหนดรู้ ตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลมนั้น เราเป็นผู้ติดตามดู ติดตามรู้ ในลมหายใจ ลมหายใจสงบก็รู้ว่าสงบ ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ลมหายใจมีความเบามีความสบายก็กำหนดรู้อยู่ สติกำหนดอยู่กับภาพของกระแสปราณ กระแสของลมหายใจที่ม้วนตัวผ่านเลื่อนไหลเป็นประกายระยิบระยับ เป็นเหมือนกับแพรวไหมพริ้วผ่านเข้าออกกายของเรา กำหนดรู้ในความสงบ กำหนดรู้ในลมหายใจ ทรงสภาวะที่สติทรงสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจนี้ ทรงอารมณ์แห่งลมหายใจที่ละเอียดสงบเบาสบาย อารมณ์ใจมีความเบามีความสงบเย็น

เมื่อทรงอารมณ์ในอานาปานสติจนจิตมีความตั้งมั่น จนจิตมีความเบาสบาย เราก็เดินจิตเข้าสู่ความสงบที่ละเอียดลึกขึ้นไป เป็นฌาน 4 ในอานาปานสติ เป็นฌาน 4 ใช้งาน จากลมหายใจที่ละเอียดเบาสงบ เราก็เพียงแต่กำหนดหยุดจิต นิ่งหยุด หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดเป็นตัวสำเร็จ สงบนิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์ปรากฏขึ้น ไม่หวั่นไหวไม่ปรุงแต่งต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้แต่กระทั่งดวงจิต นิ่งสงบตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว เข้าถึงจิตอันเป็นเอกัคคตารมณ์

การเจริญกสิณแก้วและปฏิภาคนิมิตประภัสสร

เมื่อทรงความเป็นเอกัคคตารมณ์จากอานาปานสติจนมีความตั้งมั่นดีแล้ว เราก็เดินจิต เดินสมถะ ยกขึ้นจากอานาปานสติเข้าสู่กสิณ จากจิตที่หยุดนิ่งกำหนดเป็นรูป กำหนดรูปขึ้นเป็นดวงแก้วใสสว่าง ปล่อยวางจากสติที่ไปเกาะอยู่กับลมหายใจ มากำหนดอยู่กับภาพคือนิมิตของกสิณ ไม่ต้องไปสนใจลมหายใจอีก มาจดจ่อตั้งมั่นอยู่กับดวงแก้วที่ปรากฏ กำหนดภาพดวงแก้วสว่างขึ้นใสขึ้น จากใสสว่างค่อยๆ เจิดจ้าเจิดจรัสขึ้น เปล่งประกายขึ้น สว่างขึ้น ยิ่งสว่างจิตยิ่งเป็นสุข ยิ่งสว่างใสจิตยิ่งเอิบอิ่มปิติสุข ทรงสภาวะที่จิตเป็นหนึ่งเดียว เอกัคคตารมณ์ของจิตเป็นหนึ่งเดียวกับภาพนิมิตกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิต สภาวะของดวงจิตเป็นหนึ่งเดียวกับกสิณที่เป็นแก้วสว่าง แก้วที่สว่าง สว่างขึ้นได้จากกำลังของบุญกุศล กำลังของเมตตาฌาน กำลังของฌานสมาบัติ ความสว่างก็คือพลังงานของจิต ยิ่งสว่างมากเท่าไหร่จิตยิ่งมีกำลัง ยิ่งสว่างมากเท่าไหร่จิตยิ่งเป็นสุข กำหนดรู้ว่าความสว่างก็คือแสง คือความสว่างของบุญ ความสว่างของกุศลอันเป็นด้านตรงข้ามกับจิตที่มืดทึบดำอันเป็นจิตของอกุศล เมื่อเราทรงสภาวะจิตสว่างผ่องใสเจิดจ้าเต็มที่ จิตเราก็อยู่ในกำลังของบุญ กำลังของฌานสมาบัติ กำลังของกุศล ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายสว่างเอิบอิ่มเป็นสุข กำหนดรู้ว่านี่คืออุคหนิมิต

ทรงสภาวะต่อไป เปล่งประกายจิตจากดวงแก้วใส กำหนดน้อมนึกให้กลายเป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับแพรวพราว ความระยิบระยับแพรวพราวเปล่งประกายแสงรัศมีเป็นเส้น เป็นเส้นรุ้งเป็นรัศมีจิต เปล่งประกายไกลออกไปอย่างไม่มีประมาณ พ้นเลยจากรัศมีเส้นแสงของจิต ปรากฏสภาวะความเป็นทิพย์คือบรรยากาศที่เลยพ้นออกไปจากรัศมีของจิต ปรากฏชั้นบรรยากาศที่เหมือนกับกากเพชรโปรยปรายรายรอบระยิบระยับแพรวพราวเต็มไปหมด โดยมีจิตของเราอันเป็นเพชรประกายพรึกสว่างเป็นจุดศูนย์กลางอยู่ ทรงสภาวะจิตประภัสสร จิตเป็นปฏิภาคนิมิตเต็มกำลังไว้ ประคับประคององค์ฌานองค์สมาบัติ จิตเป็นแก้วเป็นเพชรระยิบระยับสว่างใส จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง จิตมีกำลังอย่างยิ่ง จิตเข้าถึงบุญกุศลที่เราสะสมเพาะบ่มบารมีมาอย่างยิ่ง ทรงสภาวะจิตประภัสสรเต็มกำลัง ยิ่งกำลังพื้นฐานของจิตเรามีความใสมีความสว่างแพรวพราวมากเท่าไหร่ ในยามที่เราใช้กำลังของมโนมยิทธิ อภิญญาฌานสมาบัติ กำลังของจิตที่ฝึกไว้ดีแล้วนั้นก็ปรากฏเป็นมโนมยิทธิเต็มกำลัง จากฐานที่เราทรงอารมณ์เต็มกำลังในความสว่างไสวของจิตไว้เช่นนี้ ทำเหตุเช่นไรก็เกิดผลเช่นนั้น ฝึกฝนตรงถูก ผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติก็ปรากฏขึ้นเป็นปัจจัตตัง

เมตตาอัปปมัญญาฌาน และภูมิธรรมของพรหมโลก 16 ชั้น

ทรงสภาวจิตอันเป็นประภัสสรประกายพรึก ประคองสมาบัติไว้ให้มีความตั้งมั่นเป็นวสี สามารถทรงอารมณ์ได้นานเท่านาน สว่างไสวเต็มกำลังได้นานเท่านานตามที่จิตตั้งไว้ปรารถนาไว้ ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายประภัสสรเต็มกำลัง พร้อมกับความรู้สึกว่ารัศมีของจิตที่เราแผ่ออกนั้น เป็นกระแส เป็นรัศมีแห่งความเมตตาอันไม่มีประมาณ ยิ่งทรงสภาวะ ยิ่งทรงฌานสมาบัติในความประภัสสรมากเท่าไหร่นานเท่าไหร่ สว่างไกลมากเท่าไหร่ เราก็กำลังทรงเมตตาอัปปมัญญาฌานเต็มกำลังด้วยเช่นกัน ทุกวินาทีทุกลมหายใจกลายเป็นบุญกุศลเต็มกำลัง กสิณควบพรหมวิหาร 4 ไปพร้อมกัน ยิ่งทรงอารมณ์ได้ละเอียดปานนี้ สว่าง ตบะ กำลังแห่งฌานสมาบัติยิ่งสะสม เพาะบ่มกำลังของบุญกุศลยิ่งรวมตัว

ในขณะที่เราทรงอารมณ์นี้ ก็กำหนดรู้ไว้ว่า พรหมโลกนั้นมี 16 ชั้น ใน 16 ชั้น ดวงจิตที่เข้าถึงความเป็นพรหมนั้นประกอบไปด้วย บุคคลที่เข้าถึงฌานที่ 1 หยาบและละเอียดรวมเป็น 2 ภูมิ ฌานที่ 2 หยาบและละเอียดรวมเข้ามาเป็น 4 ผู้ที่เข้าถึงฌานสมาบัติตายในขณะที่เข้าฌานสมาบัติ 3 และ 4 หยาบและละเอียด รวมทั้งหมดบุคคลที่เข้าถึงความเป็นผลจากการเข้าสมาธิ การเจริญสมาบัติคือทำฌานให้ปรากฏกับจิตรวมเป็น 8 แล้วก็บุคคลที่สูงขึ้นไปอีกก็คือบุคคลผู้ที่เจริญพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างประณีต รวมทั้งหมดเป็น 16 เราทรงอารมณ์ของฌานสมาบัติเต็มกำลัง ก็คือทรงทั้งสภาวะแห่งการเข้าถึงฌาน 4 คือจิตเป็นปฏิภาคนิมิตสว่างเต็มที่เป็นเพชรประกายพรึกก็เป็นฌาน 4 ในขณะเดียวกันก็ทรงในพรหมวิหาร 4 เมตตาอันไม่มีประมาณ ถึงพร้อมทั้งฌานสมาบัติและพรหมวิหาร 4 อันเป็นภูมิแห่งพรหม

การน้อมจิตสู่พระนิพพานและการถอดอาทิสมานกาย

เมื่อกำหนดรู้แล้วเราก็เดินจิตต่อไป พิจารณาไปพร้อมทั้งวิปัสสนาญาณและสมถะกำลังฌานสมาบัติ พิจารณาว่าการปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของเรา ไม่เพียงแต่ปรารถนาในความเป็นพรหม เราปรารถนาในความเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน สิ้นอาสวะกิเลสเป็นที่สุด ดังนั้นเราใช้กำลังแห่งฌานสมาบัตินี้เพื่อเป็นบาทฐานยกจิต ใช้กำลังฌานเป็นกำลังในการประหัตประหารสรรพกิเลสเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อพิจารณาแล้วก็กำหนดให้จิตเปล่งประกายสว่างกำลังฌานสูงที่สุด สว่างที่สุด ผ่องใสละเอียดที่สุด จิตเป็นกุศลที่สุด จากนั้นกำหนดน้อมนึกรำลึกถึงคุณของพระบรมครูคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ผู้เป็นพระอริยเจ้าพระอรหันต์ กำหนดน้อมให้จิตเราในขณะที่เปล่งประกายกำลังฌานสมาบัติเต็มกำลัง น้อมรำลึกกำหนดจิตกำหนดภาพองค์พระสว่างเป็นเพชรประกายพรึก องค์พระสว่างเป็นเพชรระยิบระยับผ่องใสเป็นเพชร กำหนดน้อมอาราธนากระแสพุทธานุภาพมาสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธนิมิตในจิตของเรา องค์พระที่ปรากฏขึ้นคือกระแสแห่งพุทธานุภาพ ดุจดังพระพุทธองค์เสด็จลอยเคลื่อนคล้อยมาปรากฏเบื้องหน้าของเรา กำหนดทรงอารมณ์ทรงภาพพระในกาย ปรากฏในกายเนื้อสว่าง ทรงสภาวะทรงภาพองค์พระเป็นเพชรในกายเนื้อ

จากนั้นกำหนดอธิษฐานจิตเห็นร่างกายเนื้อภายในเป็นโพรง ภายในเป็นเหมือนโพรงเป็นเหมือนถ้ำมีองค์พระลอยอยู่ภายในกาย การที่กำหนดจิตเห็นกายนั้นเป็นโพรงเป็นความว่าง ความว่างนี้ก็คืออรูปสมาบัติ กำหนดเห็นองค์พระอยู่ภายในกายนี้ ภายในส่วนที่เป็นอวัยวะสลายหายเป็นความว่างไปหมด จิตปล่อยวางเห็นภายในกายนี้ กายเนื้อที่ปรากฏนี้ไร้แก่นสาร เป็นเพียงเปลือกที่ห่อหุ้มให้จิตมาอาศัยอยู่ กำหนดสลายกายเป็นโพรงเป็นความว่าง องค์พระอยู่ภายในปรากฏเป็นเพชรสว่าง จากนั้นอธิษฐานจิตขอบารมีพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอยกจิตอาทิสมานกายขึ้นไปบนพระนิพพาน กำหนดว่าจิตของเราปรากฏอยู่ภายในกลางองค์พระ อธิษฐานพุ่งจิตพุ่งไปจากกายทางศีรษะ เหมือนกับใช้ให้จิตปล่อยออกไป ถอดจิตออกไปพุ่งออกไปจากกาย ไม่มีความอาลัยในร่างกายที่เป็นขันธ์ 5 อาทิสมานกายกายทิพย์ขึ้นไป พุ่งไปปรากฏอยู่บนพระนิพพาน อธิษฐานจิตขอจงปรากฏองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ มีสมเด็จองค์ปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน

การพิจารณากายพระวิสุทธิเทพ และการปล่อยวางสังขาร

เมื่อจิตขึ้นไปปรากฏอยู่ข้างบนแล้ว เราก็อธิษฐานกำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ การที่เรากำหนดพิจารณาในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพนั้น ก็ถือว่าเป็นการพิจารณาตัดร่างกายขันธ์ 5 ว่ากายของเราขณะนี้เป็นจิตเป็นกายทิพย์ เป็นกายพระวิสุทธิเทพ เราไม่ใช่กายเนื้อขันธ์ 5 ขันธ์ 5 กายเนื้อธาตุ 4 อาการ 32 ไม่ใช่ตัวเราของเรา เราคือจิตอาทิสมานกายที่ปรากฏตามสภาวะของจิต ตามกำลังของบุญ ตามกำลังของบาป ตามกำลังของกุศล ตามกำลังของอกุศล เมื่อจิตเราตัดสรรพกิเลสแม้เพียงขณะเพียงชั่วคราว ขณะที่เราเจริญพระกรรมฐาน จิตเราสะอาดจากกิเลส ตัดร่างกายได้ทั้งหมด อาทิสมานกายมีความตั้งมั่นต่อพระนิพพาน กายทิพย์เราก็เป็นกายพระวิสุทธิเทพ แต่เรานั้นอาจจะยังไม่เข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ยังไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ เป็นเพียงแค่อารมณ์แห่งพระอรหันต์เพียงชั่วคราว หากเรายังอยู่บนโลกมนุษย์ จิตปนเปื้อนอยู่กับอารมณ์ที่คลุกเคล้าผ่านการปรุงแต่งทางอายตนะทั้งหลาย มีความเศร้าหมองบ้าง มีความทุกข์กายทุกข์ใจบ้าง อารมณ์จิตก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาวะของอารมณ์ที่เราเสวย ณ ขณะจิตนั้น แต่ในขณะที่เราฝึกพระกรรมฐาน ตั้งจิตเพื่อพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพของเราก็เป็นกายแห่งบุคคลที่มีอารมณ์จิตแห่งอรหัตตผล เรากำหนดรู้และก็พิจารณาว่าการที่เราทรงอารมณ์ไว้เช่นนี้ ทรงไว้นานเข้าบ่อยเข้า อารมณ์แห่งกุศล อารมณ์แห่งความบริสุทธิ์ของจิตก็ค่อย ๆ ฟอกย้อมดวงจิตของเรา จากหยาบก็ไปสู่อารมณ์ที่ละเอียด จากจิตที่มีกิเลส เรามาอยู่ในสภาวะอยู่ในภูมิของพระนิพพานที่สะอาดปราศจากกิเลส จิตเราก็พลอยบริสุทธิ์ตามไปด้วย

ทรงสภาวะในความเป็นกายไว้ พระวิสุทธิเทพพร้อมกับพิจารณากายนี้โดยละเอียด ดูเครื่องทรงเครื่องประดับความใสความสะอาดความแพรวพราว กำหนดดูกายเพื่อละกายเนื้อกายหยาบขันธ์ 5 พิจารณาเทียบระหว่างกายที่เป็นกายอันเป็นอนัตตา กายอันเป็นอมตธรรม กายทิพย์อันไม่แปรเปลี่ยน หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว เราไม่ต้องไปเกิดไม่ต้องไปจุติอีกต่อไป คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เมื่อดูกายดูความใสดูความสว่าง เราก็มาพิจารณาดูกายที่เป็นกายหยาบขันธ์ 5 เปรียบเทียบกัน เพื่อปล่อยวางเพื่อตัด กายหยาบขันธ์ 5 มีธาตุอันประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ อาการทั้ง 32 ก็คืออวัยวะต่าง ๆ ส่วนต่าง ๆ เราพิจารณาดูว่ากายเนื้อมันมีความเสื่อมมีความแก่ เมื่อก่อนเราเคยเป็นเด็ก ผิวพรรณมีความใส ร่างกายแข็งแรง มีเรี่ยวมีแรงมีความสดชื่นมีความกระปรี้กระเปร่า แต่พอเราแก่มีความเมื่อยมีความล้ามีความป่วย มีความเหี่ยวย่นไปในที่สุดเป็นปกติ เราพิจารณาว่าร่างกายนี้มันดีหรือไม่ดี เรายึดมันเราหลงมันหรือไม่ หรือเราคลายจากความยึดมั่นถือมั่นจนเกินไปจากร่างกายขันธ์ 5 นี้

แล้วกำหนดรู้ว่ากายนี้กายหยาบนี้ในที่สุดก็ต้องตาย กายหยาบนี้ในที่สุดก็ต้องสลายตัว กายหยาบที่เคยครอบครองสมบัติอันเป็นสมมุติ ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นสมมุติ ญาติพี่น้องบุคคลที่เกี่ยวข้องก็เป็นสมมุติ เราพิจารณาว่ามันเป็นสมมุติทั้งสิ้น พิจารณาจนเห็นความจริงในสมมุติ ปล่อยวางละวางสมมุติเพื่อเข้าสู่วิมุตติธรรม ค่อย ๆ พิจารณาละวางสิ่งที่เป็นสมมุติทางโลกทั้งหมด สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นที่สุด สิ่งที่เราห่วง สิ่งที่เราเกาะ สิ่งที่เรายึดที่สุด ในที่สุดเราก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ ทุกอย่างมีความแปรเปลี่ยนไม่เที่ยง พิจารณาค่อย ๆ ปล่อยวาง ปลดภาระทั้งหลายจากใจ ปลดความห่วง ปลดความอาลัยทั้งหลายออกไปจากจิต เมื่อวางได้จิตยิ่งเบายิ่งใสยิ่งสว่างขึ้น ปล่อยวางได้ จิตเข้าถึงวิมุตติ

การพิจารณาข้อเท็จจริงของโลก กฎแห่งกรรม และทานบารมี

แล้วก็พิจารณาต่อในโลกว่า โลกนี้คนบนโลกนี้ยังหลงอยู่กับความไม่เที่ยง สมมุติ เบียดเบียนกัน เอาเปรียบกัน ฆ่าฟันกัน เพราะโมหะ ความไม่รู้ ความหลง ยิ่งพูดถึงความเป็นมิจฉาทิฐิ บุคคลที่มีความเป็นมิจฉาทิฐิถือว่าเป็นบุคคลที่มีความหลงอย่างยิ่ง ความหลงก็คือความไม่รู้ ความโมหะไม่รู้ว่าโลกนี้มันเป็นเพียงแค่สมมุติ ไม่รู้ว่าโลกนี้มันไม่เที่ยง ไม่รู้ว่าโลกนี้มันมีการเวียนว่ายตายเกิด มีการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิไปตามบุญตามกรรมตามวิบากที่แต่ละดวงจิตนั้นได้นำพาได้ทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม ดังนั้นทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีที่เราประสบพบเจอ สิ่งร้าย ๆ บาปเคราะห์ที่เราประสบเคราะห์กรรม อันที่จริงก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของกรรมที่เราเคยทำมาในอดีต จะเป็นอดีตชาติก็ดี หรือปัจจุบันในชาติแต่เราทำไว้เป็นเหตุในอดีตที่ผ่านมาก็ดี พิจารณาแล้วสุดท้ายทุกสิ่งที่เราพบทุกสิ่งที่เราเจอ ไม่ใช่ว่ามีพระเจ้าหรือพรหมที่บันดาลให้ปรากฏ แต่ทุกสรรพสิ่งนั้นที่เราพบเจอทั้งหมดมันเป็นกรรมที่มันกำหนด ทุกสิ่งก็คือกฎของกรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า “กงกำกงเกวียน” ก็คือรอยเท้ารอยไถรอยล้อของเกวียนนั้นย่อมติดตามไปตามการหมุนของเกวียนนั้นทั้งสิ้น รอยกรรมเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราทำไว้

เมื่อพิจารณาแล้ว เราทั้งหลายจึงควรที่จะต้องละเลิกจากบาปอกุศลทั้งปวง เพราะบาปอกุศลทั้งหลายนั้นนำความเร่าร้อนมาสู่จิตของเราเป็นประการที่ 1 ประการที่ 2 ก็คือบาปกรรมอกุศลที่ทำมันมีผลที่ส่งผลมายังเราในที่สุด อย่าคิดว่าเวลาที่เราทำชั่วทำบาปกรรมไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครจับได้นั้นก็คือเป็นความเก่งเป็นความสามารถ แต่ความเป็นจริงแล้วกรรมทั้งหลาย วิบากความชั่วทั้งหลายมันถูกบันทึกลงไปในจิต ไม่ว่าเราจะไม่รู้สึกผิดหรือเพลิดเพลินกับกรรมที่ทำ แต่สุดท้ายผลกรรมมันก็ส่งผลกับตัวเราจิตของเราในที่สุด ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่ชาติหน้าก็ในภพต่อๆ ไปตามที่ยังเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้

วิเคราะห์โอวาทปาติโมกข์ อภัยทาน และมุทิตาจิต

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงตรัสในโอวาทปาติโมกข์ว่า “จงละความชั่วทั้งหลาย ยังกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม และยังจิตให้ผ่องแผ้วเบิกบาน” กุศลให้ถึงพร้อมก็คือตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ จุดใดที่เราสามารถสร้างบุญสร้างกุศลให้ปรากฏได้เราก็จงสร้าง จะเป็นทานก็ดี จะเป็นการรักษาศีลก็ดี จะเป็นการภาวนาก็ดี จะเป็นการเจริญในพรหมวิหาร 4 ก็ดี สิ่งใดที่ทำได้เราก็พึงทำ บางคนบอกว่าไม่มีเงินไม่มีทุน มีเงินน้อยไม่มีเงินจะทำทาน แต่ความจริงถ้าเราพิจารณาดูให้ดี เราลองพิจารณาดูว่าการที่เราอนุโมทนาบุญ ถ้าเรายกกำลังใจของเราว่าการอนุโมทนาบุญการสาธุ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การที่เรายินดีแล้วเราจะได้ผลบุญในส่วนที่เขาทำทานเท่าไหร่เรามีส่วนร่วม แต่ถ้าเรายกกำลังใจเราให้สูงว่าเราจะเป็นผู้ที่ทรงไว้ในมุทิตาจิต คือยินดีกับกุศลทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นบนโลก แม้ว่าจะเป็นบุคคลใด สัตว์ตัวใด หรือจิตดวงใดก็ตาม สิ่งใดเป็นกุศลเรายินดี ความสุขความสวัสดีทั้งหลายกับบุคคลทั้งหลายเรายินดี อารมณ์จิตของเราก็เป็นพรหม ดังนั้นบุญมันไม่ใช่ในระดับของทาน แต่เป็นระดับของพรหม เป็นระดับของกรรมฐาน ให้เราตั้งใจยกกำลังใจทุกครั้งที่สาธุ กำหนดกำกับควบไปว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราโมทนาสาธุ มหาโมทนา โมทนาบุญทั้งปวง เราทรงอารมณ์อยู่ในมุทิตาฌานในพรหมวิหาร 4 กำลังก็จะสูงขึ้นปรากฏขึ้น เมื่อเรากำหนดรู้ได้ดังนี้แล้ว บุญกุศลทั้งหลายความดีทั้งหลายมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ธรรมทานเราแชร์ออกไปก็เป็นบุญของธรรมทาน

แต่ทานทั้งหลาย ทานที่มันมีผลในการตัดกิเลสมาก ๆ อีกตัวที่เราควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ปฏิบัติธรรมเจริญพระกรรมฐานเพื่อพระนิพพาน ทานที่สำคัญที่สุดเป็นตัวตัดกิเลสก็คือ อภัยทาน อภัยทานกำลังที่เราควรจะตั้งจิตไว้ให้สูงที่สุดก็คือ อภัยทาน เพื่อจิตเราจะไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้หนึ่งผู้ใดอีกต่อไป ไม่ได้ตั้งกำลังใจว่าเราให้อภัยทานเฉพาะบุคคลเฉพาะวาระ เราตั้งไว้เลยว่าเราจะไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรผู้ใด ให้อภัยทานทั้งหมด เมื่อไหร่ที่เราให้อภัยทานกับบุคคลทั้งหลายได้ทั้งหมด เมื่อนั้นเราก็ตัดความอาฆาตพยาบาท การจองเวรการผูกเวร การที่เราจะต้องไปเกิดไปจุติไปพบเจอกับบุคคลที่เราอาฆาตแค้น มันก็กลายเป็นการตัดภพจบชาติ ตัดเวรตัดกรรม เป็นอโหสิกรรมเป็นอภัยทานไป ดังนั้นชาติภพเราก็สั้นกว่าบุคคลอื่นที่เขาไม่ยอมทำ อันนี้เราทำได้ สำคัญที่เรา และก็จงจำไว้ว่าการให้อภัยทาน บุคคลที่ให้อภัยผู้อื่นได้ ย่อมมีกำลังจิต มีภูมิธรรมมีคุณธรรมสูงกว่าบุคคลที่ไม่ยอมให้อภัยใคร คิดพิจารณาเช่นนี้จิตเราก็สูงขึ้น ละเอียดประณีตขึ้น กำหนดพิจารณาไว้ ตัดกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายที่เป็นโทสะ ให้อภัยทานได้โทสะเราก็เบาลง ปล่อยวางได้เร็วขึ้นมากเท่าไหร่ กิเลสความเร่าร้อน ไฟที่เผาใจมันก็น้อยลง

พิจารณาจนกระทั่งถึงบุญกุศลแล้ว สุดท้ายข้อท้ายสุดในโอวาทปาติโมกข์ สิ่งที่พระพุทธองค์ท่านสอนเพียง 3 วรรคตอนนั้นสำคัญที่สุดก็คือวรรคสุดท้าย “ทำจิตให้ผ่องใสเบิกบาน” ซึ่งความหมายในโอวาทปาติโมกข์นั้นมีตั้งแต่หยาบ กลาง แล้วก็ละเอียด คำว่าหยาบนั้นหมายความว่าบางคนก็อาจจะละความชั่วได้เล็กน้อย สร้างกุศลได้ในระดับทาน ทำความสบายใจได้มีความร่าเริงมีความแช่มชื่นบ้าง อันนี้จริงๆ ก็ถือว่ายังเป็นขั้นหยาบ พอขั้นกลางก็จะมีความละเอียดขึ้น ทานก็มีความละเอียดประณีตขึ้น บุญกุศลก็มีความละเอียดลึกซึ้งขึ้น จากทานก็ก้าวเข้าสู่ศีลบ้าง ก้าวเข้าสู่ภาวนาบ้าง จนในที่สุดความผ่องใสของจิตมันไม่ใช่แค่ความสบายใจความสดชื่น ความผ่องใสของจิตเริ่มเป็นความผ่องใสในระดับของฌานคือจิตมีความสว่างมีความผ่องใส แต่ในที่สุดที่พระพุทธองค์ท่านทรงมีความปรารถนาที่จะให้เราสาธุชนทั้งหลายได้เข้าถึงก็คือ ที่สุดในความละเอียดขึ้น เพื่อละอกุศลทั้งปวง มีศีลกำกับมีศีลสะอาดบริสุทธิ์เป็นศีลของพระอริยเจ้า คือละอกุศลทั้งปวง ยังกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม คือถึงพร้อมทั้งทาน ศีล ภาวนา ทั้งสมถะทั้งวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงที่สุดคือความบริสุทธิ์ความผ่องใสที่สุดคืออารมณ์พระนิพพาน คืออารมณ์จิตแห่งพระอรหัตตผล คือจิตที่ผ่องใสที่สุด ดังนั้นหากเราพิจารณาโดยละเอียด โอวาทปาติโมกข์นั้นมีความหยาบ กลาง ละเอียด ตามภูมิจิตภูมิธรรมของผู้ฟังผู้ปฏิบัติ

การน้อมโอวาทปาติโมกข์ แผ่เมตตาทั่วอนันตจักรวาล และอธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดิน

ตอนนี้ก็ให้เราน้อมจิตกำหนดความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน อธิษฐานจิตน้อมนำเอาโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธองค์น้อมลงสู่จิตของเรา อกุศลเราจะละให้สิ้น มีศีลเป็นพระอริยเจ้าทรงไว้ในพรหมวิหาร 4 กุศลทั้งหลายข้าพเจ้าถึงพร้อม และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือกุศลทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา ขอจงรวมตัวกันเพื่อพระนิพพาน ส่วนข้อสุดท้ายความผ่องแผ้วเบิกบานถึงที่สุดก็คือจิตที่มีความวิมุตติหมดจด เป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพานนี้แล ขอให้เราเข้าถึงแห่งปรมัตถธรรมแห่งโอวาทปาติโมกข์ด้วยเถิด และขอให้ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมก็ดี เทพพรหมเทวาทั้งหลายที่ได้มาฟังก็ดี ได้อนุโมทนาสาธุในกุศลแห่งธรรมทานนี้ ด้วยเทอญ

จากนั้นให้เรากำหนดจิตนะ ให้กายพระวิสุทธิเทพเราสว่างผ่องใสที่สุด อธิษฐานอาราธนารวมบุญรวมบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน ขอน้อมบุญกุศลทั้งหลายจงเป็นปัจจัยโปรดสงเคราะห์สรรพสัตว์ในสังสารวัฏนี้ ขออาราธนาบุญของทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน รวมเป็นกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์แผ่เมตตาลงมาจากพระนิพพานยังภพภูมิแห่งสังสารวัฏทั้งหลาย นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วโลกทั่วดวงดาวทุกอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่มีกายหยาบขันธ์ 5 กายเนื้อมนุษย์ก็ดี สัตว์ก็ดี ทั่วทั้งโลกทั่วทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล ขอแผ่เมตตาต่อไปยังภพภูมิของดวงจิตดวงวิญญาณที่เร่ร่อนตกค้างอยู่ในภพภูมิทั้งหลาย โอปปาติกะทั้งหลาย สัมภเวสีทั้งหลาย ดวงจิตที่อยู่ในภพอยู่ในเมืองบังบดลับแล มิติคู่ขนาน มิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย ป่าหิมพานต์ ภพที่มีมิติซ่อนทับอยู่ แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมเป็นเปรตเป็นอสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุม จนลึกที่สุดคือโลกันตมหานรก

จากนั้นอธิษฐานอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอปรากฏสมเด็จองค์ปฐมเมตตาทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตาโปรดสรรพสัตว์ทั้ง 3 ภพภูมิ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบแต่ความสุข พ้นจากความทุกข์ พ้นภัยจากวัฏสงสาร เข้าถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นเอกบรมสุขด้วยเทอญ จากนั้นอธิษฐานจิตขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ กระแสบุญจากพระนิพพานน้อมรวมลงมายังโลก ขอจงสลายดับความเร่าร้อนความวุ่นวายในโลกนี้ ขอจงบรรเทาเบาบางภัยพิบัติทั้งหลาย ภัยพิบัติจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่แปรปรวน ภัยพิบัติจากศึกสงคราม ภัยพิบัติจากความชั่วร้ายความทารุณโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ ขอบุญกุศลชำระล้างดับร้างความเร่าร้อนอกุศลวิบากกรรมให้บรรเทาเบาบางลง บุญกุศลขอเมตตาคลุมประเทศไทยทั้งหมดให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองร่มเย็น ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ขอคนไทยจงมีคุณธรรมศีลธรรม ฟื้นตื่นสู่กุศลความดี รู้ผิดชอบชั่วดี รู้ดีรู้ชั่ว มีคุณธรรมมีศีลธรรม ขอกระแสบุญจากพระนิพพานน้อมรวมลงมาส่งผลปกคลุมคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนาให้สะอาดบริสุทธิ์ร่มเย็น กำลังพุทธานุภาพคุ้มครองรักษาวัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรม พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ รวมถึงขอกระแสบุญทั้งหลาย กระแสสัมมาทิฐิน้อมรวมสู่จิตของพุทธบริษัท 4 ทั้งปวง ขอบุญกุศลจงปรากฏ ขอบุญกุศลจงปรากฏ ขอน้อมจิตให้บุญกุศลนี้จงปรากฏ

ขออาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดจนสาธุชนผู้เสียสละสร้างคุณูปการสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ขอบุญกุศลจงปรากฏเป็นกำลังบุญน้อมถวายบูชาดวงพระวิญญาณบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ทหารหาญทั้งหลาย ขอน้อมบุญทั้งหลายจงปรากฏแด่พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมืองทุกเมืองทุกจังหวัด พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกองศักดิ์สิทธิ์ เทพยดาที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอจงมีบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ มีกำลังสามารถคุ้มครองพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา สถาบัน ให้เจริญรุ่งเรืองเข้าสู่ยุคชาววิไลซ์ได้อย่างอัศจรรย์ ขอเหตุการณ์ทั้งหลาย ความเร่าร้อนความวุ่นวายทั้งหลายจงคลี่คลาย จงปัดเป่าไปโดยเร็วด้วยเทอญ

การน้อมจิตกราบลาพระบนนิพพานและการประสานธาตุขันธ์

จากนั้นอธิษฐานจิตนะ น้อมจิตกราบลาทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน เราขึ้นมากราบพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานเพราะเราปฏิบัติเพื่อปรารถนาในพระนิพพาน เราปฏิบัติเราเจริญพระกรรมฐาน เราฝึกฌานสมาบัติและอภิญญาทั้งหลายเพื่อเป็นปัจจัยในการน้อมนำจิตของเราเข้าสู่มรรคผล การที่เราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานนั้น เราไม่ต้องไปสนในจุดที่ว่าจะมีคนรู้ มีคนยกย่องสรรเสริญว่าเราเป็นพระอริยเจ้าชั้นนั้นชั้นนี้ เราเอาจิตของเราเป็นเกณฑ์ว่า จิตเราตัดสังโยชน์ใน 10 ประการไปได้กี่ข้อ จิตของเราละวางกิเลสไปได้มากน้อยแค่ไหน จิตเรามีความตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพานมากแค่ไหน ตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพานแน่นอน ไม่มีถอยไม่มีก้าวขากลับไม่มีท้อถอย เราเอาเท่านี้พอ หากเราปฏิบัติวางกำลังใจไว้ได้เช่นนี้ การปฏิบัติธรรมของเราก็จะมีแต่ความก้าวหน้าราบรื่น โอกาสที่จะเกิดวิปัสสนูปกิเลส สัญญาวิปลาส หรือความฟั่นเฟือนมันก็จะไม่มี เราไม่หลงไม่ไปยึด เราตั้งมั่นจุดเดียวคือพระนิพพาน ให้เราตั้งใจปฏิบัติไว้แบบนี้

จากนั้นให้เราตั้งจิตกราบลาด้วยความนอบน้อม น้อมจิตรำลึกถึงทุกท่านทุก ๆ พระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่ท่านเป็นหลักชัย ที่ท่านเป็นกำลังหลักในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เมื่อกราบลาทุกท่านทุก ๆ พระองค์แล้ว เราก็พุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ พร้อมกับน้อมอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมร่างกายเป็นลำแสงสว่าง ฟอกร่างกายธาตุขันธ์ อธิษฐานจิตพร้อมกับน้อมจิตเห็นด้วยความเป็นทิพย์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วกายกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์ อาการทั้ง 32 เปล่งประกายสว่างเป็นเพชรเป็นแก้วสว่างใส ธาตุธรรมไหลเวียนทั่วร่างกายหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ ขันธ์ 5 ของข้าพเจ้านี้หล่อเลี้ยงด้วยกำลังของบุญ การดำรงคงอยู่ของขันธ์ 5 เป็นไปเพื่อยังประโยชน์ต่อโลก เป็นไปเพื่อยังประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กระแสบุญหล่อเลี้ยงขอร่างกายขันธ์ 5 นี้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ อายุ วรรณะ สุขะ พละ บริบูรณ์สมบูรณ์ มีความคล่องตัว กระแสบุญจงปรากฏเปิดสายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติ สายบารมีของข้าพเจ้าทุกคนให้มีความคล่องตัว ร่ำรวยรุ่งเรือง สร้างบุญสร้างกุศลสร้างคุณประโยชน์

จากนั้นจึงกำหนดจิตของเราหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ 3 ครั้ง หายใจเข้า ‘พุท’ หายใจออก ‘โธ’ หายใจเข้า ‘ธัม’ หายใจออก ‘โม’ หายใจเข้า ‘สัง’ หายใจออก ‘โฆ’ มีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นสรณะเป็นที่พึ่งอาศัย จากนั้นค่อย ๆ ถอนจิตช้า ๆ จากสมาธิด้วยจิตอันผ่องแผ้วเป็นสุข จิตเอิบอิ่มปิติในบุญกุศล อนุโมทนาบุญกับญาติธรรมทั้งหลาย กัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันทั้ง 54 ท่าน และที่ฟังในภายหลัง

ประกาศและแจ้งข่าวสารกิจกรรมธรรมะ

สำหรับวันนี้อาจารย์ก็มีเรื่องให้แจ้ง 2-3 เรื่อง คือวันที่ 5 สิงหาคม อาจารย์ก็จะได้ถวายภัตตาหารที่วัดเขาวงเป็นกรณีพิเศษในวันที่ 5 สิงหาคม แล้วก็วันที่ 9 สิงหาคม วันอาทิตย์ก็ถวายมหาสังฆทาน ตอนแรกประกาศผิดไปทางบ้านสายลม ถวายสังฆทานวันที่ 9 เนื่องจากติดช่วงวันหยุดยาวแล้วก็ติดช่วงงานเทศกาลเข้าพรรษา อาสาฬหบูชา ส่วนวันที่ 12 อาจารย์ก็เดินทางไปสอนสมาธิ สอนมโนมยิทธิที่ศูนย์พุทธศรัทธา เนื่องในการปฏิบัติธรรมเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ส่วนวันที่ 16 ก็เป็นการสอนสมาธิที่เราจัด คือ เมตตาสมาธิ ที่สมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ ตอนนี้ก็ลงทะเบียนกัน 100 กว่าคน แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ได้โอนมัดจำมา ซึ่งครั้งต่อไปถ้ายังไม่ได้โอนก็อาจจะต้องตัดชื่อออกภายในระยะเวลาที่กำหนด 1 อาทิตย์ก่อนที่จะเปิดงานกิจกรรมเมตตาสมาธิ ดังนั้นท่านใดที่ลงทะเบียนแล้วยังไม่ได้โอนก็รีบโอน เพื่อท่านอื่นที่จะมาสมัครก็จะได้มีโอกาสสมัครนะ ไม่เสียสิทธิ์คนอื่นไป สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้ทุกคนมีความสุขมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทั้งทางโลกทางธรรม เข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ ตามเจตนารมณ์ที่พระพุทธองค์ท่านทรงมีพระพุทธประสงค์ไว้ ขอความสุขสวัสดีจงมีต่อทุกท่านทุกประการ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วันดี กมลพนัส

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้