เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2568
เรื่อง พัฒนาการฝึกมโนมยิทธิ
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกที่เราปลดความเกาะความเชื่อมโยงในร่างกายขันธ์ห้าออกไปให้หมด ยิ่งผ่อนคลายยิ่งปล่อยวางร่างกาย กำหนดในการปล่อยวางกายทิ้งกายจนจิตรวมตัวเข้าสู่ความสงบ กำหนดจดจ่ออยู่กับความสงบจากการปล่อยวาง ตามคำพระบาลีที่ว่า ความสงบระงับในสังขารร่างกายนี้ย่อมนำความสุขมาให้ สงบ ปล่อยวางกาย ปล่อยวางความเชื่อมโยงในสังขารนั่นก็คือการตัดขันธ์ห้า ประคับประคองอารมณ์จากความสงบนี้ จดจ่ออยู่กับความสงบ จิตชินกับความรู้สึกปล่อยวาง ปล่อยวางกายได้สนิท ปล่อยวางกายได้ง่ายได้เร็วมากเท่าไร ยิ่งมีผลกับการปฏิบัติกับการเจริญพระกรรมฐาน จิตสงบปล่อยวาง จิตปล่อยวางจึงสงบ
เมื่อจิตเราสงบดีแล้ว เราก็เดินจิตต่อไปสู่การทำสมาธิ การเจริญสมาบัติ เริ่มต้นไล่ตั้งแต่พื้นฐาน คือการทำสมาธิจากอานาปานสติ จินตภาพกำหนดภาพลมหายใจของเรา จิตรู้สึกสัมผัสถึงกระแสลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย กำหนดรู้กำหนดเห็นด้วยความรู้สึกของจิต เห็นลมตลอดสายตลอดทั้งกองลม ไหลเวียนต่อเนื่องเข้าออก สติไม่คลาดจากลมหายใจ ลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น จิตรู้สึกและสัมผัสเห็นลมหายใจเป็นแพรวไหมระยิบระยับผ่านเข้าออก จดจ่ออยู่กับลมหายใจตลอดสายตลอดทั้งกองลมนี้ ต่อเนื่องเชื่อมโยง สติไม่หลุดจากลม
กำหนดรู้ในลมตลอดสาย กำหนดรู้ในอารมณ์จิต
ลมยิ่งละเอียด ลมหายใจยิ่งเบาลง อารมณ์จิตเรามีความสบายขึ้น
ลมหายใจหนักลมหายใจถี่ลมหายใจกระชั้น ก็คือลมหายใจที่มันมีความหยาบ มีความอึดอัด มีความเครียด มีความกังวล
เมื่อไรก็ตามที่ลมหายใจของเรามันละเอียดมันสงบมันเบาสบาย อันนี้ก็คือลมหายใจที่สัปปายะที่เริ่มเข้าสู่ความสงบในระดับฌาน ฌานยิ่งสูงขึ้นลมหายใจยิ่งละเอียดจนกระทั่งถึงฌานสี่ ลมหายใจก็สงบ นิ่งหยุด ดับ เข้าถึงเอกัคคตารมณ์ จดจ่ออยู่กับลมหายใจสบาย ซึ่งตัวลมหายใจสบายคือลมหายใจที่ราบรื่นละเอียดเบา
อารมณ์จิตสบายคือฐานที่เป็นวิหารธรรมของอานาปานสติกรรมฐาน เมื่อไรที่เราทรงอารมณ์นี้ในระหว่างวันได้ตลอดเวลา คือลมหายใจเราสบายราบรื่น ไม่มีความหนัก ไม่มีความกระชาก ไม่มีความอึดอัดของลม เมื่อนั้นก็คือเป็นลมหายใจสบาย เป็นอุปจารสมาธิ เป็นสภาวะที่จิตมีความเป็นทิพย์ อยู่กับลมหายใจสบาย จดจ่ออยู่กับลมสบาย ลมหายใจที่สงบเบา
ยิ่งในขณะที่ลมหายใจมันมีความเบามีความละเอียด ถ้าใจเราแย้มใจเราอิ่มใจเรายิ้มอยู่กับความสุขของความสงบ ก็จะยิ่งส่งผล ลมหายใจเบาละเอียด สงบ จิตเอิบอิ่มแช่มชื่นเป็นสุข ลมหายใจสบายใจเป็นสุข ลมหายใจสบายจิตปล่อยวาง ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความฟุ้งซ่าน ไม่มีความอึดอัด ไม่มีความขัดข้องใจ สลายไปพร้อมกับลมหายใจ มีเพียงแต่ลมหายใจสบายเป็นสุข ทรงสภาวะในลมสบายไว้ ให้จิตมีความเสถียร ทรงสภาวะได้ตั้งมั่นยาวนานราบรื่น สามารถทรงอารมณ์ที่เราต้องการ จุดอารมณ์ของพระกรรมฐานที่เราต้องการได้นานเท่านานเท่าที่เราตั้ง
เมื่อฝึกจนอารมณ์ทรงตัวแล้ว เราก็เดินจิตเข้าสู่ฌานที่สูงขึ้น กำหนดจากลมหายใจที่ละเอียดสงบเบา เรากำหนดหยุดจิต นิ่งหยุด กำหนดรู้ในจุดที่จิตของเราหยุด ลมหายใจดับสงบระงับลง จิตเข้าถึงสภาวะแห่งจิตวิเวก จิตไม่ฟุ้งไม่ปรุงไม่มีความคิดใด นิ่งหยุดอยู่เป็นเอกัคคตารมณ์ สิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้งห้า ผ่านตาหูจมูกลิ้นหรือแม้แต่สิ่งที่มากระทบใจเรารู้อยู่ แต่เราวางเฉยไม่ปรุงต่อเป็นอุเบกขารมณ์ กำหนดรู้ให้จิตเกิดสภาวะที่เข้าใจในธรรมะ จิตเข้าถึงอุเบกขารมณ์เป็นเช่นนี้ จิตที่เข้าถึงเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์จิตเป็นหนึ่งเป็นเช่นนี้ หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศลกรรมทั้งปวง หยุด นิ่งสงบ เป็นหนึ่ง สภาวะที่ปรากฏนี้ก็อุปมาเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ที่เมื่อผ่านเลนขยายและแสงนั้นรวมตัวเป็นหนึ่ง จิตที่สามารถรวมเป็นหนึ่งได้จากสภาวะที่กระจัดกระจายของความฟุ้งซ่านความวุ่นวายความสับสน จิตที่รวมเป็นหนึ่งนั้นก็มีพลัง แสงของดวงอาทิตย์ที่เมื่อรวมผ่านเลนแว่นขยายให้มีความเข้มข้นรวมเป็นจุดเดียวเป็นหนึ่ง ก็กลายเป็นเพลิงที่สามารถแผดเผาให้ความร้อนได้ จิตก็ฉันนั้นเช่นกัน จิตที่รวมตัวจากความวุ่นวายซัดส่ายรวมเป็นหนึ่ง ก็เกิดจิตตานุภาพเกิดอำนาจของจิตขึ้นได้ด้วยเหตุนี้ ซึ่งเราสามารถทำความเข้าใจ สามารถอนุมานได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ นิ่ง หยุด สงบ
จากนั้นกำหนดจิตต่อไป จากจุดที่หยุด ลมในอานาปานสตินั้น พอถึงฌานสี่ลมมันดับ แต่คราวนี้สมถะกรรมฐานไม่ได้มีเพียงแค่อานาปานสติ ยังมีลำดับขั้นที่สูงขึ้น ก็คือ “สมถะจากกสิณ” เราก็กำหนดจากจุดให้เรานึกภาพจุดที่รวมเป็นหนึ่งนิ่งหยุดอยู่นั้น ปรากฏกลายเป็นวงกลม ขยายจากจุดใหญ่ขึ้นกลายเป็นวงกลม จากวงกลมสองมิติก็แปลสภาพขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นทรงกลม ทรงกลมก็คือเป็นดวงแก้ว ดวงแก้วใสขึ้น กำหนดเอา นึกให้มันใสขึ้นสว่างขึ้น ยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้นมากเท่าไร มีแสงสว่างออกมาจากภายในดวงแก้วมากเท่าไร เรากำหนดรู้ว่าสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “นิมิตของกสิณ” แต่คราวนี้สิ่งสำคัญที่ไม่ได้มีการสอนกันเท่าไรก็คือ การเชื่อมโยงระหว่างนิมิตกับจิตของเรา เรากำหนดเชื่อมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ภาพนิมิตจิตของกสิณเป็นหนึ่งเดียวกับจิต จิตคือกสิณ กสิณคือจิต เรากำหนดว่ากสิณนั้นมีอานุภาพ มีผลทางอภิญญาสมาบัติ มีผลในความเป็นทิพย์มากเพียงใด จิตเราเมื่อทรงสภาวะทรงนิมิตของกสิณ จิตเราก็มีอานุภาพอานิสงส์ผลลัพธ์แห่งอภิญญาจิตของกสิณด้วยฉันนั้น
กำหนดจิตให้เป็นแก้วใสสว่าง จิตคือกสิณ กสิณคือจิต และสิ่งสำคัญก็คือภาพนิมิตสัมพันธ์จิตใจ ยิ่งภาพกสิณคือดวงแก้วสว่างมากเท่าไร จิตเรายิ่งเป็นสุข จิตเรายิ่งอิ่มเอม จิตเรายิ่งยินดีผ่องใส จิตเราใสจิตเราสะอาดจากกิเลส กำหนดรู้ว่าจิตที่เป็นดวงแก้วใสสว่างจิตเป็นสุขนี้ ก็คือจิตที่เข้าถึงอุคหนิมิตของกสิณ
ยังมีขั้นที่สูงที่เป็นกำลังสูงสุดของกสิณก็คือ “ปฏิภาคนิมิต”
เรากำหนดจิตนึกภาพจากจิตที่เป็นดวงแก้วใสๆกลมๆสว่าง เปลี่ยนเป็นแก้วผลึกที่เป็นเหมือนกับเพชรลูกทรงกลมที่มีการเจียระไนอย่างละเอียดระยิบระยับ จากดวงแก้วกลายเป็นเพชรเจียระไน ระยิบระยับ สว่าง ภายในมีแสงสว่างเปล่งประกายออกมา มีเส้นแสงรัศมีของจิตเป็นรัศมีแผ่ออกมาโดยรอบ กำหนดทรงสภาวะ กำหนดรู้ว่านิมิตที่ปรากฏขึ้นเป็นเพชรประกายพรึก มีรัศมีมีแสงสว่างเป็นสีรุ้งแพรวพราวสวยงาม เรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต” ซึ่งเมื่อไรที่จิตเราทรงสภาวะที่เป็นปฏิภาคนิมิต จิตก็เข้าสู่สภาวะที่เข้าถึงจิตเดิมแท้ คือจิตอันเป็นประภัสสร ทรงสภาวะจิตที่เป็นเพชรประกายพรึก จิตเป็นเพชรประภัสสรนี้ไว้ จิตที่ประภัสสรนี้ก็เป็นกำลังที่เทียบเท่ากับกสิณที่เป็นฌานสี่ของกสิณ เป็นสภาวะที่จิตมีความเป็นทิพย์สูงสุด ทรงอภิญญานึกสิ่งใดสมปรารถนาจากจิตที่มีจิตตานุภาพมีแสงสว่าง ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรพร้อมอารมณ์จิตที่เป็นสุข ทรงอารมณ์สบายๆ จดจำคำสอนของหลวงปู่มั่นที่ท่านเคยสอนชาวบ้านป่า ว่าให้หาเพชร เพชรก็คือจิตของเราที่ประภัสสรนี้ เราทรงสภาวะที่เป็นเพชร เมื่อจิตของเราเป็นเพชรประภัสสร ให้เรารู้ว่าสิ่งนี้มีคุณค่ามีมูลค่ามากกว่าเพชรที่เป็นเพชรนิลจินดาบนโลกมนุษย์ เพชรนิลจินดาบนโลกมนุษย์นั้นถือว่าเป็นมนุษย์สมบัติ สูญหายเราก็ทุกข์ ถึงเวลาที่เพชรนิลจินดานั้นเราจะต้องระมัดระวังในการรักษาเราก็ทุกข์ แล้วมันก็ไม่ใช่ของเรา ถ้าเมื่อไรมันหายไป มันตกอยู่ในมือคนอื่น ถูกลักได้ขโมยไปได้ แต่สิ่งที่เป็นพรหมสมบัติ เป็นนิพพานสมบัติ จิตที่เป็นประภัสสรนี้ไม่มีใครแย่งชิงไปได้ มีแต่เราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่รู้รักษาจิตของตนให้ประภัสสร ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรนี้ไว้และกำหนดรู้ว่าธรรมชาติของจิตนั้นเป็นเช่นนี้ มีความผ่องใส มีความเป็นทิพย์ มีความสวยงามแพรวพราว มีความบริสุทธิ์เป็นกุศล ไม่คิดร้ายไม่คิดโลภโกรธหลงทั้งปวง แต่ถึงเวลานานไป เราถูกสิ่งเร้าสิ่งกระตุ้นทางอายตนะก็ดี ถูกกิเลสความโลภโกรธหลงก็ดีมาห่อหุ้มใจของเราจนจิตมันมีความเศร้าหมอง ถูกอารมณ์อกุศลความโลภครอบงำมันก็มีความเศร้าหมองมาคลุม ถูกโทสะความโกรธมาครอบงำก็มีมลทินเครื่องเศร้าหมองมาคลุม เกิดอารมณ์ที่เป็นอกุศลก็มีคราบไคลความเศร้าหมองมาปกคลุมเป็นธุลีของจิต เป็นเมือกคราบไคลที่เกรอะกรังทับถมหลายภพหลายชาติหลายวาระหลายเหตุการณ์ แต่ละนาทีแต่ละวันแต่ละเดือนแต่ละปีสะสมมา ไม่เคยเจริญจิตพระกรรมฐาน ไม่เคยรับรู้ในสภาพเข้าถึงจิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสรของตน
คราวนี้ตอนนี้ให้เราระเบิดอกุศลมลทินเครื่องเศร้าหมองโลภโกรธหลง เมื่อคราบไคลมลทินที่คลุมใจของเราระเบิดทิ้งออกไปจนจิตของเราเป็นสภาวะที่ใสเป็นแก้วเป็นเพชรระยิบระยับ จิตเปล่งประกายประภัสสรเต็ม กำลัง กำหนดรู้ว่าในขณะที่เราทรงอารมณ์ ทรงสภาวะจิตประภัสสร จิตเราสะอาดจากสรรพกิเลสทั้งปวง กำหนดรู้ว่าเราฝึกจิตของเราให้ประภัสสร เพื่อประคับประคองให้จิตของเรานั้นห่างจากกิเลสให้นานที่สุด มากที่สุด
จากนั้นกำหนด ให้แสงสว่างจากจิตของเราเป็นกระแสของเมตตา ความปรารถนาดี กระแสของบุญกุศล กระแสของความผ่องใส แผ่เมตตาสว่าง จิตผ่องใส จิตเป็นเพชรประกายพรึกสว่างเอิบอิ่ม ยิ่งสว่าง ยิ่งใส ยิ่งเป็นประกายพรึกระยิบระยับสวยงามมากเท่าไร จิตเรายิ่งเอิบอิ่มยิ่งเป็นสุข เรากำหนดรู้ว่าเราเป็นเจ้าของครอบครองอริยสมบัติ จิตนี้อยู่กับเรา ความประภัสสรนี้อยู่กับเรา ความเป็นทิพย์นี้อยู่กับเรา ไม่ต้องค้นหาภายนอกแต่อริยทรัพย์นั้นอยู่ภายในจิตเรา เพียงแค่ชำระล้างถอดถอนสรรพกิเลสให้คลายให้หายให้จางออกไป ทรงสภาวะไว้ จิตเป็นประกายพรึก สว่าง กำหนดให้จิตของเราเปล่งแสงสว่างมากขึ้น สว่างขึ้น สว่างขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ร้อยดวงพันดวงหมื่นดวงแสนดวงมารวมกัน สว่างเปล่งประกายไปทั่วอนันตจักรวาล จิตยิ่งเอิบอิ่มยิ่งผ่องใส จิตยิ่งสว่างเจิดจ้า กำหนดน้อมขอให้บุญทั้งหลายนับตั้งแต่อดีตชาติจงมารวมตัวกัน บารมีทั้ง30ทัศนับตั้งแต่อดีตกาลปฐมชาติที่เริ่มบำเพ็ญบารมี ขอจงมารวมตัวกัน ขอให้บุญกลายเป็นแสงสว่างเปล่งประกายจากจิตดวงนี้ เข้าถึงบุญกุศล เข้าถึงศักยภาพจิตตานุภาพของจิตของตนเองอย่างแท้จริง เปล่งแสงสว่างแห่งดวงจิต กำลังแห่งบุญ รัศมีแสงสว่างของจิตจงกลายเป็นกระแสของเมตตาอันไม่มีประมาณ จิตเอิบอิ่มผ่องใสเป็นสุข กระแสเมตตากระแสรัศมีจิต เมื่อกระทบกับดวงจิตใดในสามภพภูมินี้ ก็ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ร่มเย็น ปรับภพปรับภูมิ โมทนาบุญกุศล อิ่มอกอิ่มใจ แผ่เมตตาสว่างผ่องใส จิตของเราเปล่งประกายเจิดจรัสเต็มกำลัง จิตประภัสสรเต็มกำลัง เมื่อจิตของเราระยิบระยับผ่องใสสูงที่สุด เราก็ตั้งจิตว่า ข้าพเจ้าขอน้อมปฏิบัติบูชา ให้เพชรคือจิตดวงนี้ จิตอันประภัสสรนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา การเจริญพระกรรมฐานของข้าพเจ้านี้มีเหตุเป็นไปเพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง
จากนั้นกำหนดน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า กำหนดภาพเป็นพุทธนิมิตปรากฏในจิต องค์พระกลายเป็นเพชรประกายพรึก สว่าง ชัดเจนอยู่ภายในจิตของเรา จิตที่ประภัสสรเป็นเพชรระยิบระยับนั้น มีองค์พระที่เป็นเพชรเป็นผลึกเพชรอยู่ภายในดวงจิต จากนั้นกำหนดอาราธนาตั้งจิตว่าพุทธนิมิตที่ปรากฏขึ้นนั้น ข้าพเจ้าขออาราธนากำลังแห่งพุทธานุภาพลงมาสถิตอยู่ภายในพุทธนิมิตประดุจพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาประทับอยู่กลางจิตกลางใจของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ด้วยเถิด
จากนั้นกำหนดให้เห็นองค์พระท่านเปล่งประกายสว่าง เปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมีเจ็ดแสงเจ็ดสีเต็มกำลัง องค์พระท่านสว่างอย่างยิ่ง ผ่องใสอย่างยิ่ง พลอยทำให้จิตของเราสว่างอย่างยิ่ง กำหนดน้อมอาราธนาให้ปรากฏองค์พระภายในจิต เกิดกำลังพุทธานุภาพเต็มกำลัง คนอื่นเขานึกถึงพระพุทธเจ้าอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้ามีกำลังมากน้อยตามความศรัทธาตามระดับของวิจิกิจฉาในจิต เราวางกำลังใจเราให้มั่นคงว่าเราไม่มีวิจิกิจฉา พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับในจิตของเรา กำลังของพุทโธอันไม่มีประมาณ ธัมโมอันไม่มีประมาณ สังโฆอันไม่มีประมาณจิตเราเข้าถึงพระ จิตเราไม่มีความลังเลสงสัย กำลังพุทธานุภาพย่อมส่งผลยังจิตของเราได้เต็มกำลัง
จากนั้นกำหนดจิตอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอองค์พระพุ่งขึ้นไปปรากฏเสด็จปรากฏอยู่บนพระนิพพาน พร้อมกับพุทธานุภาพนั้นน้อมนำดึงเอาดวงจิตของเราขึ้นไปบนพระนิพพานด้วย และขอให้จิตที่เป็นแก้วประกายพรึกนั้นค่อยๆปรับเปลี่ยนสภาวะจากดวงจิตกลายเป็นรูปแห่งอทิสมานกาย เมื่อขึ้นไปบนพระนิพพานแล้วก็ขอจงปรากฏขึ้นเป็นกายแห่งพระวิสุทธิเทพ มีความสว่าง มีความใสเต็มกำลัง
จากนั้นกำหนดจิตอาราธนาว่าขออาราธนาให้อทิสมานกายข้าพเจ้านี้ จงปรากฏอยู่เบื้องหน้ามหาสมาคมบนพระนิพพาน คือพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์บนพระนิพพานมีจำนวนมากมายเท่าไร พระปัจเจกพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายเท่าใด พระอรหันต์ขีนาสพที่ดับขันธ์เข้าถึงปรินิพพานแล้วมีจำนวนมากมายเท่าใดบนพระนิพพาน ก็ขอเมตตาปรากฏอยู่เบื้องหน้ากายพระวิสุทธิเทพของข้าพเจ้า โดยมีสมเด็จองค์ปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จเป็นประธานในมหาสมาคมนี้
จากนั้นจึงกำหนดใช้อทิสมานกายค่อยๆกราบลงแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จองค์ปฐม ค่อยๆกราบลงช้าๆ สัมผัสว่ามือของเราต้องที่พระบาทต้องที่ฉลองพระบาทของพระองค์ท่าน จิตนอบน้อมเคารพ จิตเข้าถึงพระรัตนตรัย จิตเข้าถึงพระนิพพาน
เมื่อกราบลงแล้วเราก็กำหนดทบทวนอารมณ์พระนิพพาน พิจารณาดูว่าในขณะที่เราขึ้นมาบนพระนิพพานนี้ ขณะจิตนี้อารมณ์จิตนี้ เรามีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยหรือไม่ เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยหรือไม่ พิจารณาดูจิตของเราว่า เรามีความอาลัยในขันธ์ห้าร่างกายในความเป็นมนุษย์ไหม ถ้าเราตายลงในวินาทีนี้ในช่วงเวลานี้ เรามีความเสียดายร่างกายห่วงกายไหม ถ้าตายไปในนาทีนี้วินาทีนี้เราเข้าถึงนิพพาน คือเข้าถึงอรหัตผลทันที เรามีความอาลัยเรามีความเสียดายไหม มีความห่วงบ้าน ห่วงงาน ห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงพ่อแม่ห่วงทรัพย์สินเงินทองไหม เราพิจารณาว่าเราตัดได้ไหม
จากนั้นพิจารณาต่อไปว่าเมื่อเราเจริญพระกรรมฐานเช่นนี้ วิจิกิจฉาเราสิ้นจากจิต ความสงสัยว่าเราขึ้นมาได้จริงขึ้นมาไม่ได้จริงไม่มีในจิตของเรา จิตเราสัมผัสถึงแทบเบื้องพระบาทขององค์พระศาสดาได้ จิตถึง เมื่อไรพลังของเราที่ขึ้นมาก็ถึงจริง มโนมยิทธิที่เรายกจิตขึ้นมาก็ถึงจริง ถ้าจิตถึงมโนมยิทธิเราก็ถึง ถ้าจิตเราไม่ถึง จิตเราสงสัยเราก็ไม่ถึง จำไว้ว่าสิ่งสำคัญของการปฏิบัติการฝึกมโนมยิทธินั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งสามอย่าง
อย่างแรก คือ การตัดร่างกายขันธ์ห้า1 ในการแยกร่างกายขันธ์ห้า มันมีกายเนื้อกับกายทิพย์ หรือเรียกว่ากายหยาบกับอทิสมานกาย ยิ่งเราห่วงกายเกาะกายมากเท่าไร สายโยงใยระหว่างกายเนื้อกับกายทิพย์หรือจิต มันก็จะมีขนาดใหญ่ มันก็จะมีแรงดึงแรงรั้ง ให้จิตนั้นอทิสมานกายนั้นกลับมาเกาะกาย เพราะจิตเราเกาะกายมันก็มีแรงดึงกลับมาที่กาย แต่เมื่อไรก็ตามที่จิตของเราตัดขันธ์ห้าได้ละเอียด ตัดขันธ์ห้าได้อย่างลึกคือทิ้งวางหมดไม่สนใจดีกับมัน ถ้ายังไม่หมดอายุไขมันก็จะมีเส้นใยเล็กๆเหมือนกับเส้นด้ายที่โยงระหว่างกายทิพย์กับกายเนื้อ ถ้ายังไม่หมดอายุไขถึงเวลาเราถอดไปเท่าไร ใช้กำลังมโนมยิทธิไปที่ไหนมากมายเพียงใดนานแค่ไหน สายโยงใยนี้มันก็จะดึงกลับมาที่กายเนื้อเมื่อถึงเวลา นอกจากเวลาที่มันหมดวาระหมดอายุไข สายใยที่มันโยงระหว่างกายเนื้อกายทิพย์มันก็ขาดลง ถ้ามันขาดลงตอนนี้ก็คือเราเข้าพระนิพพานเลย แต่ถ้าเราเกาะกายห่วงกาย สายโยงใยของจิตนี้มันก็ขยายขึ้นแรงดึงมันก็หน่วงกลับ เหมือนกับเส้นใยที่มันขยายใหญ่มีแรงดึง ดึงกลับร่างแรงขึ้น ดังนั้นการตัดร่างกายขันธ์ห้า ตัดได้ละเอียดมากเท่าไร ปล่อยวางทิ้งกายได้มากเท่าไร เราก็จะใช้กายทิพย์แยกกายทิพย์ได้มากขึ้นเท่านั้น สายการปฏิบัติทุกสายก็เรียกว่า แยกรูปแยกนาม แยกกายเนื้อกายทิพย์ แยกจิตอทิสมานกายจากกัน ซึ่งเหตุผลในการปฏิบัตินี้ก็คือ ถ้าไม่ได้แยกรูปนามไม่ได้แยกกายเนื้อกายทิพย์ การพิจารณากาย การพิจารณาตัดขันธ์ห้า มันจะไม่มีความละเอียดเท่ากับการที่เราแยกรูปนามได้ เพราะอารมณ์มันแยกออกมาเห็นชัดเจน อารมณ์แยกแล้วมันรู้ว่า เราไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ของเรา เราคืออทิสมานกาย
คราวนี้ต่อมาสิ่งที่หนึ่งที่เราได้ทราบไปแล้วก็คือ การตัดขันธ์ห้า
สิ่งที่สองก็คือ วิจิกิจฉา2 วิจิกิจฉาอันที่จริงก็แปลว่าความลังเลสงสัย ความลังเลสงสัยก็เป็นธรรมที่เป็นอกุศลที่อยู่ตรงกันข้ามกับกุศลที่เรียกว่าศรัทธา ยิ่งวิจิกิจฉามากศรัทธาก็น้อย ยิ่งศรัทธามากวิจิกิจฉาก็น้อย คนที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยสูงมากเท่าไร วิจิกิจฉาก็น้อยลงเท่านั้น ดังนั้นคนที่มีวิจิกิจฉามาก โอกาสที่มโนมยิทธิก็ดี การใช้กายทิพย์ก็ดี มันก็จะไม่ค่อยชัดเจนเท่ากับคนที่มีจิตเลื่อมใสมีจิตศรัทธาในพระรัตนตรัยสูง หรือเอาแค่คนที่ตั้งคำถามว่า ขึ้นมาได้หรือไม่ได้ ถามครูผู้ฝึก แค่คำท่านถามก็บ่งบอกแล้วว่ามีวิจิกิจฉา ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาก็จะไม่ถาม หรือการที่เราไปให้คนนู้นคนนี้ช่วยดูช่วยเช็คช่วยตรวจสอบช่วยยืนยัน ถ้าตราบมีอารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็แปลว่ายังมีวิจิกิจฉาท่วมใจอยู่ สำหรับคนที่เขามีความศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ถึงเวลาญาณเครื่องรู้ปรากฏ ไปรู้ไปเห็นในสิ่งใดขึ้น เมื่อรู้เห็นแล้วถึงเวลาก็จะไม่มีความสงสัย เพียงแต่เพียงแค่รอเวลาที่มีเหตุการณ์มายืนยัน พอเหตุการณ์มายืนยันเหตุการณ์มันมาปรากฏเพื่อยืนยัน อันนี้ก็เป็นอันว่าเชื่อถือได้ว่าสิ่งที่รู้นั้นถูก ดังนั้นก็ไม่ต้องมีความลังเลสงสัย เราขึ้นมากราบถึงหรือไม่ถึงไม่ต้องสงสัย หรือแม้แต่วิธีการฝึกที่เราฝึกคือกราบพระเมื่อไร เราตั้งใจว่ากราบถึงแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานเสมอ กายเนื้อเรากราบพระพุทธรูป จิตอทิสมานกายเรากราบถึงพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน กายเนื้อถวายทานถวายมหาสังฆทานบนโลกมนุษย์ กายทิพย์ยกสังฆทานทิพย์ ยกทานที่เราทำข้าวในขันที่เราใส่บาตร ยกถวายพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน เราถวายอย่างไม่มีความลังเลสงสัย ฝึกเช่นนี้สม่ำเสมอมากเข้านานเข้า มันก็กลายเป็นว่าเราทรงมโนมยิทธิในการที่เราทำเช่นนี้ตลอดเวลา ถามว่ายากหรือง่าย ถ้าคนที่ไม่มีวิจิกิจฉา สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ง่าย คนที่มีวิจิกิจฉา สิ่งนี้มันก็จะมีคำถามผุดขึ้นมาในจิตว่า มันมีผลไหม มันเกิดผลไหม อันนี้มันก็คือความฟุ้งซ่านวุ่นวายในวิจิกิจฉา เมื่อไรก็ตามเราสลายจุดอ่อนทั้งหลายดังที่กล่าวมาแล้ว เราสลายไปได้เท่าไร ความก้าวหน้าในการปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐานจนกระทั่งไปถึงมรรคผลพระนิพพาน ก็ง่าย ก็รวดเร็ว ลัดไปมากเท่านั้น
คราวนี้ก็มาถึงประการที่สาม ประการที่สามก็คือ ฐานของเรา3 ฐานของเราก็คือฐานของจิต ฐานของจิตก็คือสมถะ สมถะเรามีกำลังสูงเท่าไร พื้นฐานที่เราทรงตัวเป็นปกติ จงจำคำนี้ไว้ว่า คำว่าสมาบัติ สมาบัติคือสมบัติทางจิตที่เราทรงตัวไว้ได้เป็นปกติ ถ้าทรงตัวได้ไม่เป็นปกติก็คือวูบๆวาบๆทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่มีความเสถียร ขึ้นๆลงๆตกๆหล่นๆ อันนี้ก็ยังถือว่ายังไม่มีความคล่อง ยังไม่มีวสี แต่เมื่อไรทรงตัวเป็นสมาบัติ จิตก็กำหนดจะเข้าสู่อุปจารสมาธิ อารมณ์สบาย ก็สามารถละนิวรณ์ห้า เข้าถึงความสงบได้ทันที
กำหนดจิตในกสิณจิต กำหนดจิตทรงภาพพระ ทรงภาพพระปุ๊บ จิตรู้สึกสัมผัสเป็นเพชรประกายพรึกได้ทันที องค์พระเป็นเพชรสว่างเปล่งรัศมีได้ทันที อันนี้ก็ถือว่าเราทรงตัวเป็นสมาบัติ หรือแม้แต่มโนมยิทธิ กำหนดจิตถึงปุ๊บ กายทิพย์เราถึงแทบพระบาทพระพุทธเจ้า ถึงเบื้องหน้าพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานทันที จิตสามารถทรงสภาวะได้ถึงฌานได้ถึงสมาบัติสูงสุด ฌานสี่เป็นปกติ ฌานสี่ในอานาปานสติไม่ใช่เรื่องยาก จิตที่ทรงสภาวะจิตประภัสสร คือฌานสี่ของกสิณเป็นปกติไม่ใช่เรื่องยาก กำหนดทรงภาพพระ นึกปุ๊บทำได้ปั๊บ ไม่ใช่เรื่องยาก อันนี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่สามารถทรงสมาบัติได้
เมื่อไรที่ฐานของเราทรงตัว จำไว้ว่า ถ้าเราอารมณ์จิตในขณะที่เราจะยกขึ้นสู่พระนิพพานด้วยกำลังมโนมยิทธิ ฌานของเรา ภาพกสิณนิมิต กสิณของเรามันมัว ขึ้นมาเป็นมโนมยิทธิมันก็มัว แต่ถ้าเมื่อไรฐานของเราจิตกำหนดองค์พระกำหนดดวงจิตเป็นเพชรประภัสสร สว่างรุ่งโรจน์ระยิบระยับเต็มกำลัง เรายกกำลังเช่นนี้เป็นฌานสี่ขึ้นมาบนพระนิพพาน มันก็กลายเป็นภาพนั้นมันมีความชัดเจนสว่างแพรวพราวกลายเป็นเต็มกำลัง อันนี้ก็คือฐานของเราว่าเราทำได้เท่าไร ฝึกมาเท่าไร อย่าลืมว่ามโนมยิทธิครึ่งกำลัง แปลว่าเราทำครึ่งหนึ่งพระท่านสงเคราะห์ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเวลาที่เราทำได้ร้อย พระท่านสงเคราะห์ก็กลายเป็นสองร้อย มันก็มีความชัดสว่างมากกว่าคนทั่วไปที่เขาทรงได้เต็มที่แล้ว มัวๆแต่พอเห็นบ้าง พระท่านช่วยครึ่งหนึ่ง ก็สว่างขึ้นมาอีกหน่อย ชัดขึ้นมาอีกนิด ดังนั้นฐานความชัดเจนของดวงจิตแต่ละดวงขึ้นอยู่กับรากฐานบุญบารมีการปฏิบัติที่สะสมมาต่างกัน เราฝึกมาดีเราสะสมมาดี เราทำให้เป็นเต็มกำลังตลอดเวลา ภาพความคล่องตัวความชัดเจนความถูกต้องก็มากกว่าคนที่เขาเต็มไปด้วยวิจิกิจฉา กำลังฌานมีความอ่อนไม่ได้เข้มแข็งไม่ได้ผ่องใสเท่า
อุปมาเหมือนคนที่สามารถยกน้ำหนัก คนทั่วไปเขายก 1กก 2กก พอฝึกไปเรื่อยๆยกขึ้นมาได้ 10กก คนที่ยก10กก ก็มีแรง คือกำลังของฌานสูงกว่าคนที่เขาทำได้ 1กก อันนี้ฉันใด จิตตานุภาพของจิตจากกสิณ จากการฝึก จากการเจริญพระกรรมฐานก็เช่นกัน การเจริญพระกรรมฐานด้วยกสิณนั้นเป็นเหตุของอภิญญาสมาบัติ เป็นฐานสำคัญซึ่งจะต่อยอดจากกสิณขึ้นไป ทั้งในส่วน ไม่ว่าจะเป็นวิชชา3 ไม่ว่าจะเป็นอภิญญา6 และต่อยอดจากกสิณไปเป็นอรูปก็จะกลายเป็นปฏิสัมภิทาญาณ
ดังนั้นจริงๆแล้วถ้าเราทำความเข้าใจ สมถะมันมีการไล่ ไล่จากอานาปานสติมากสิณ กสิณมาอรูป ในขณะเดียวกันมรรคผลก็มีวิสัยจากสุขวิปัสสโก คือได้ฌาน อย่างน้อยปฐมฌานจากอานาปานสติก็อยู่ในวิสัยของสุขวิปัสสโก
ได้กสิณกองใดกองหนึ่งก็อยู่ในวิสัยของวิชชา3 เตวิชโช
ถ้าได้กสิณธาตุทั้งสี่ก็อยู่ในวิสัยของอภิญญา6 ฉฬภิญโญ
ถ้าเข้าถึงอรูปสมาบัติก็อยู่ในวิสัยของปฏิสัมภิทาญาณ
ดังนั้นความสามารถขอบเขตของบุคคลที่เป็นอริยบุคคลก็มีขอบเขตที่กว้างขวางลึกซึ้งแตกต่างกันตามวิสัยเหล่านี้ ดังนั้นทางที่ดีก็คือฝึกให้เต็มให้หมดให้ครบ ถ้าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่จำไว้ว่าบุคคลที่อยู่ในวิสัยของอภิญญา ถ้าไปฝึกสุขวิปัสสโก มันก็จะต่อยอดไปไม่ได้ไม่สุด ในขณะเดียวกัน บุคคลที่เป็นสุขวิปัสสโกให้มาฝึกแบบอภิญญาก็ไม่ต้องจริตก็ไม่ถูกใจ ก็ไม่รู้สึกสัปายะกับธรรมะสัปปายะกับตน ดังนั้นใครอยู่ในวิสัยใดเราก็พึงรู้ แต่อย่างถ้าเรามีความชอบในมโนมยิทธิก็ดี พอฝึกกสิณแล้วรู้สึกว่ามีความสุขมีความสนุกมีความเพลิดเพลินก็ดี จิตมีความตั้งมั่น ทรงสภาวะได้ดีเราก็อยู่ในวิสัยเช่นนี้
ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดจิตทรงสภาวะอยู่บนพระนิพพาน กำหนดความเป็นกายพระวิสุทธิเทพที่สว่างที่สุดใสที่สุด กำหนดเปล่งประกายรัศมีของกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน ให้มีความชัดเจน เครื่องประดับทั้งหลายชัดเจนแพรวพราวระยิบระยับ แล้วก็กำหนดพิจารณาในขณะที่กำหนดดูกายในกายแห่งความเป็นพระวิสุทธิเทพ พิจารณาว่าจิตของเรายินดีในนิพพานสมบัติไหม จิตเรายังมีความยินดีในมนุษย์สมบัติอยู่อีกหรือเปล่า กำหนดรู้กำหนดเห็นด้วยความเป็นทิพย์ในทิพยสมบัติในสวรรค์แต่ละภพ ว่าจิตเรายังมีความยินดีในสวรรค์สมบัติไหม ยินดีในพรหมสมบัติไหม ให้กลับไปเกิดเป็นมนุษย์ ให้กลับไปเกิดเป็นเทวดา ให้ไปเกิดเป็นพรหม เราเบื่อเราพอเราอิ่มหรือยัง หรือว่าเราปรารถนาจุดเดียวคือพระนิพพานเป็นที่สุด ก็ให้เรากำหนดรู้อยู่ ทรงสภาวะพิจารณาเพื่อตัดภพจบชาติ เยื่อใยความอาลัยก็เหมือนกับสายโยงใยของจิต สังโยชน์คำว่าสังโยชน์แปลว่าเครื่องร้อยรัด ก็ให้เรานึกว่ามันเป็นหนังยางเส้นใหญ่ที่มันยืดที่มันรัดที่มันมัดเราไว้อยู่กับภพ สังโยชน์นั้นมันเครื่องร้อยรัดเรากับอะไร รัดเราไว้กับภพ รัดดึงให้เรากลับมาเป็นมนุษย์เกิดเป็นมนุษย์อีก จะได้พบจะได้เจอกับคู่บารมี จะได้พบจะได้เจอกับคู่ที่เป็นบุพเพ อันนี้มันก็คือสายโยงใยของจิตต่อจิตที่ดึงดูดกันไว้ ทำให้ติดอยู่ในภพ ติดอยู่ในสังสารวัฏ สายโยงใยความพึงพอใจความชอบในวิมานบนสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ มันก็ดึงดูดให้จิตของเรานั้นไปเกิดไปจุติในวิมานในภพของเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้เช่นกัน
**การขึ้นมาบนพระนิพพานสิ่งสำคัญก็คือเราต้องหมั่นพิจารณาตัดภพจบชาติ ตัดสังโยชน์ทั้งสิบ พิจารณาทบทวนฝึกตัดสิ่งที่เรารักที่สุด ฝึกตัดสิ่งที่เราห่วงที่สุด ฝึกตัดสิ่งที่เราหวงแหนที่สุด คือขึ้นมาบนพระนิพพานแล้วก็กำหนดไว้เช่นนี้เสมอ อย่าลืม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่มันทบทวนอารมณ์นิพพาน เราตัดได้ไหม เราวางได้ไหม ฝึกนึกถึงสิ่งที่เรารักที่สุดห่วงที่สุด ฝึกวางทุกวัน ฝึกตัดทุกวัน ฝึกตัดทุกครั้งที่ขึ้นมาบนพระนิพพาน เมื่อฝึกตัดไปเรื่อยๆนานเข้าบ่อยเข้า ถึงเวลามันก็จะกลายเป็นตัดได้ง่ายตัดเป็นปกติตัดเป็นอัตโนมัติ สิ่งที่เราต้องการในการปฏิบัติธรรมก็คือ ฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งทุกอย่างกลายเป็นอัตโนมัติ กลายเป็นธรรมชาติ ฝึกสิบครั้ง เริ่มมีความคล่องตัวเริ่มมีความเข้าใจบ้าง ฝึกร้อยครั้งเริ่มเข้าใจกระจ่าง ฝึกพันครั้งเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น เริ่มเข้าถึงความเป็นอาจารย์ความเข้าใจอธิบายได้ ฝึกจนกระทั่งถึงพันครั้งหมื่นครั้งแสนครั้ง จิตเข้าใจลึกซึ้งกระจ่างแจ้ง กลายเป็นระดับที่เรียกว่าปรมาจารย์ อันนี้เป็นเรื่องปกติ เรายกจิตเราฝึกขึ้นมาบนพระนิพพานกี่ครั้ง เราฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ครั้ง เราฝึกเข้าฌานซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ครั้ง เราฝึกตัดกิเลสทั้งหลายกี่ครั้ง เราคิดว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า หลวงปู่มั่น พระสุปฏิปันโนทั้งหลาย หลวงตามหาบัว ท่านพิจารณาตัดร่างกายตัดขันธ์ห้ากี่ครั้ง คิดว่าท่านตัดครั้งเดียวขาดไหม ท่านพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า หลวงพ่อท่านพิจารณากี่ครั้ง พิจารณาทุกลมหายใจพิจารณาทุกวัน เรายังถือว่าน้อยมาก แต่จงทำซ้ำ จงทำบ่อยๆจงอย่าเกียจคร้านในการฝึกซ้ำปฏิบัติซ้ำ ตรงนี้มันคือหัวใจของการปฏิบัติทั้งปวง การฝึกฝนทั้งปวง การมีทักษะ การมีวสีที่ยิ่งยวดทั้งปวงคือการฝึกซ้ำ ใช้ในทุกศาสตร์ ใช้ในทุกองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม กำหนดจิต ปล่อยวางตัดให้หมด ตัดให้ลึกที่สุด ตัดให้เด็ดขาดเด็ดเดี่ยวที่สุด กำหนดสิ่งเรารักสิ่งที่เราหวงแหน วางได้ไหม หรือแม้ว่าตอนนี้ มีเหตุการณ์บ้านเมือง เรารักชาติมาก ถึงเวลาตายไปแล้ว สมมติของความเป็นชาติ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของความเป็นคนไทยมันหมดไหม เรายังห่วงชาติยังห่วงแผ่นดิน ขอกลับมาเกิดอีกไหม หรือพอกันแล้วหมดสมมติก็พอแล้ว ในขณะที่เรายังอยู่เป็นมนุษย์ เราทำตามหน้าที่ตามสมมุติบัญญัติ แต่ตายเมื่อไรเราไปพระนิพพาน ไปนิพพานแล้วเราช่วยอยู่ข้างบน แต่ให้กลับมาเกิดอีกเราไม่เราพอ ปล่อยวางให้หมด ตัดให้หมด สิ้นภพจบชาติ จิตปล่อยวางเพื่อพระนิพพานจุดเดียว
กำหนดน้อมให้เห็นกายพระวิสุทธิเทพเรายิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น องค์พระทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพานสว่างขึ้น จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานให้กายพระวิสุทธิเทพเราอธิษฐาน หากชาตินี้บุญบารมีเราครบเต็ม กำลังใจเราเต็ม เราปฏิบัติตรงปฏิบัติถูก ชาตินี้เราขึ้นพระนิพพานได้เข้าพระนิพพานได้ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายก็ขอให้ทุกท่านทุกๆพระองค์ ณ มหาสมาคมบนพระนิพพานนี้ เมตตาเปล่งวาจา สาธุ ให้ชัดเจนในจิตข้าพเจ้าด้วยเทอญ
เมื่อกำหนดรู้ของเราแล้ว ลำดับต่อไป เราก็กำหนดจิต อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าสงเคราะห์ น้อมกระแสบุญกุศลทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา บารมี30ทัศของทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน น้อมรวมเป็นกระแสบุญแผ่เมตตาลงมายังภพภูมิทั้งหลายสามภพภูมิ ไล่ลงมาจากพระนิพพาน กระแสบุญกระแสกุศลแผ่เมตตาลงมายังอรูปพรหมทั้งสี่ชั้น พรหมโลกทั้งสิบหกชั้น อากาศเทวดาทั้งหกชั้น รุกขเทวดาภูมิเทวดาทั้งหลายทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อไปยังภพกลางคือภพที่มีขันธ์ห้ากายหยาบ ภพของมนุษย์ ภพของสัตว์ที่มีกายหยาบ ทุกดวงดาวทั้งโลกและทุกดวงดาวทั่วจักรวาลอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับภพที่เป็นทุคติภูมินับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน โอปปาติกสัมภเวสี เปรตอสูรกาย สัตว์นรกทั้งหลายทุกขุม ท่านที่อยู่ในภพภูมิต่างๆ ท่านที่หลงภพหลงภูมิต่างๆ ขอกระแสบุญกุศลจงแผ่ถึงท่านทุกๆท่านทุกๆพระองค์
จากนั้นกำหนดจิตต่อไป ขออาราธนาบุญขออาราธนากระแสพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ลงมาคลุมคุ้มครองปรากฏเป็นยันต์เกราะเพชรเป็นตาข่ายยันต์เกราะเพชร คลุมคุ้มครองโลกใบนี้ทั้งหมด และขอคลุมคุ้มครองประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายแดน คุ้มครองชาติคุ้มครองแผ่นดิน ขออาราธนายันต์เกราะเพชรคลุมคุ้มครองทหารหาญทุกคน ธงมหาพิชัยสงครามจงปรากฏความเป็นทิพย์คลุมในทุกหน่วย ทุกบังเกอร์ ทุกฐานทัพ ทุกยานรบ ขอพุทธานุภาพสถิตรักษาผืนแผ่นดินประเทศชาติบ้านเมือง ขอจงมีความศักดิ์สิทธิ์ ขอให้จิตกำลังใจของทหารหาญของชาติของแผ่นดินนี้ เป็นไปเพื่อพิทักษ์ผืนแผ่นดินที่จารึกไว้เป็นดินแดนที่จะรักษาพระบวรพุทธศาสนาตราบ 5,000ปี อันนี้คือความสำคัญของแผ่นดินไทย ว่าทำไมเทวดาพรหมท่านต้องช่วยกันรักษา เพราะถ้าหากเราเสียเอกราชเสียดินแดนไป มันก็จะมีผลที่ทำให้เขตแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง แผ่นดินสุวรรณภูมิที่เป็นจารึกพระพุทธศาสนานั้นขาดหายสูญหายไป
อาราธนากระแสบุญกระแสกุศลลงมาคุ้มครองพุทธอาจักรเขตพระพุทธศาสนาทั้งหลาย วัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง ขอจงมีกระแสแห่งสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้ง ขอกระแสแห่งธรรม คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม คุณงามความดี บุญกุศล ความเป็นสัมมาทิฐิ จงหลั่งไหลลงมาสู่ทุกสถานที่ทุกสถานธรรม ขอจงชำระล้างอวิชชาคุณไสยมิจฉาทิฐิหรืออลัชชีทั้งปวงออกไปจากเขตพระพุทธศาสนา ขอพุทธานุภาพจงมาสถิตรักษาในพระพุทธรูปทุกๆพระองค์ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ วัดวาอารามทั้งหลาย พระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุ พระอัถิธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระมหาธาตุทั้งหลาย ขอจงปรากฏ กำลังตบะเดชะแห่งพุทธานุภาพให้แผ่กระจายคุ้มครอง เทวดาที่รักษาพระพุทธศาสนา พรหมผู้รักษาพระพุทธศาสนา ขอจงมีกำลังเต็มกำลังด้วยเทอญ
จากนั้นน้อมบุญกุศลลงมา น้อมพิทักษ์รักษาองค์บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมจนถึงบุคคลที่จงรักภักดีสร้างคุณูปการคุณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง
ขอกระแสบุญกุศลน้อมรวมลงถึงพระสยามเทวาธิราชให้ปรากฏบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ ขอพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง ในทุกเมืองทุกจังหวัด พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วสากลิภพที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอจงปรากฏบุญฤทธิ์ เทพฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เต็มกำลังด้วยเถิด
ขอเทวดาพรหมที่พิทักษ์รักษาในทุกประเทศทั่วโลกใบนี้ ขอจงน้อมเข้าสู่บุญกุศลสัมมาทิฐิ ขอจงปรากฏบุญช่วยดลจิตดลใจให้โลกนี้สงบร่มเย็นสันติด้วยเทอญ ขอจงพิทักษ์รักษาแต่บุคคลที่มีคุณธรรมความดี คุณธรรมศีลธรรม
ขอเทวดาพรหมทั้งหลายจงมีความเป็นสัมมาทิฐิไม่เข้าข้างคนผิด ไม่เข้าข้างคนพาล
ขอเทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระภูมิเจ้าที่เจ้าที่เจ้าทาง ขอจงไม่ช่วยไม่สนับสนุนบุคคลที่เมื่อเจริญแล้ว ร่ำรวยแล้ว มีอำนาจแล้ว มาสร้างความเสื่อมมาทำลายคุณธรรมศีลธรรม มาสร้างความแตกแยก มาทำอนันตริยกรรม หากท่านช่วยส่งเสริมสนับสนุนท่านก็มีผลในกรรมใหญ่ในอนันตริยกรรมนั้นด้วย ซึ่งจะบรรเทาลดกระแสบุญบารมีของท่านให้สิ้นให้สั้นลง ขอให้ท่านจงกระจ่างตื่นขึ้น กำหนดรู้ อุเบกขาต่อบุคคลที่เป็นพาล สงเคราะห์เกื้อกูลต่อบุคคลที่คุณความดีมีคุณธรรมมีศีลธรรม ยังประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ด้วยเถิด
น้อมกระแสบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาคลุมโลกทั้งหมด
ขอโลกนี้จงเข้าสู่ยุคชาววิไล สุขสงบสันติ เปลี่ยนยุคเปลี่ยนโลกใหม่
เมื่อเราน้อมบุญกุศลครบถ้วนสงเคราะห์เกื้อกูลโลก ปกป้องชาติบ้านเมืองครบถ้วน สร้างความดี เราก็ตั้งใจว่า สิ่งนี้เราได้เจริญรอยตามหลวงพ่อ คือยังในปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ใช้กำลังจิตกำลังบุญ กำลังความเป็นทิพย์ กำลังอิทธิฤทธิบุญญฤทธิ์ ในการช่วยเหลือสงเคราะห์ส่วนรวม ถึงเวลาที่เหมาะสมเราก็น้อมจิต ตราบที่เรายังมีชีวิต เราสร้างคุณูปการประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ ทำตามสมมุติคือความเป็นคนไทย ความเป็นพุทธบริษัทสี่ให้ดี ตายเมื่อไรเราไปพระนิพพาน
จากนั้นใช้กายพระวิสุทธิเทพกราบทุกท่านทุกๆพระองค์ ด้วยความเคารพ ด้วยความนอบน้อม กราบขอบพระคุณที่ท่านสงเคราะห์หลายๆคนในการปฏิบัติในการฝึกมโนมยิทธิทั้งครึ่งกำลังและเต็มกำลัง กำหนดอธิษฐานว่ามีท่านใดเคยสงเคราะห์เรามาก็ขอให้ท่านมาปรากฏในญาณเครื่องรู้ และเราก็น้อมจิตกราบทุกท่านที่สงเคราะห์เรา คือท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย พ่อแม่ในอดีตชาติทั้งหลาย เทวดาพรหมที่ท่านเกื้อกูลเราทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ในอดีตทั้งหลาย เมื่อกราบลงแล้วก็พุ่งจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์เป็นแสงสว่าง แล้วก็น้อมกระแสจากพระนิพพานเป็นแสงสว่างเป็นลำแสงคลุมกายเนื้อนี้ อธิษฐานจิต ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ กำหนดให้ลำแสง กระแสจากพระนิพพานคลุมลงมาฟอกร่างกาย ผมขนเล็บฟันหนังจงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วกายอัฐิทั้งหลายจงกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายจงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอาการทั้งสามสิบสองอวัยวะภายในทั้งปวงจงกลายเป็นแก้วใส ขอกระแสธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ชำระล้างสลายโรคภัยไข้เจ็บ เซลล์มะเร็งเซลล์เนื้องอกเซลล์ที่ผิดปกติ ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ การแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ ขอจงสลายตัวไป ขอจงคลายตัวไป พยาธิสภาพทั้งหลาย เชื้อโรคทั้งหลาย เชื้อไวรัสทั้งหลาย เชื้อแบคทีเรียทั้งหลาย ขอจงสลายออกไป ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สลายล้าง มีแต่เซลล์ใหม่ ขันธ์ห้าสะอาดบริสุทธิ์หมดจด ธาตุน้ำ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ทั่วร่างกายจงกลายเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง เซลล์ทุกเซลล์จงมีความเป็นทิพย์ กระแสบุญหล่อเลี้ยงไหลเวียนร่างกาย กายจิตมีความผ่องใสมีความสว่าง ร่างกายสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ยังประโยชน์ให้กับโลกใบนี้
จากนั้นหายใจเข้าช้าๆลึกๆ3ครั้ง ครั้งที่1พุทธออกโท ครั้งที่2ธัมโม ครั้งที่3สังโฆ
น้อมจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันพร้อมกันในวันนี้จากทั่วโลกหลายๆประเทศทั้ง73ท่าน และที่ท่านมาฟังมาปฏิบัติตามมาปฏิบัติต่อ ฟังในภายหลัง ก็ขอให้มีส่วนร่วมในบุญในกุศล จิตของผู้ปฏิบัติเข้าถึงฌานสมาบัติก็ขอให้ท่านได้รับอานิสงส์ใหญ่ด้วย จิตของผู้ปฏิบัติยกจิตถึงพระนิพพาน อารมณ์วาง อารมณ์ตัดกิเลส มีอานิสงส์เป็นอริยทรัพย์ใหญ่ ก็ขอให้ทุกท่านได้ด้วย บุญจงส่งผล บุญจงส่งผล บุญจงส่งผล
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน
วันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบในเรื่องของการจัดสร้างพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน
องค์พระตอนนี้ก็อยู่ในช่วงของการตกแต่งทั้งในส่วนของการทาสีทอง ปิดทองและประดับคริสตัล ก่อนที่จะมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐมบรรจุบนยอดพระเศียรในวันที่25 ที่โรงหล่อป้าจำเนียน ในช่วงสายๆของวันที่25ธันวาคมที่จะถึง แล้วก็ทางลงหล่อก็จะอัญเชิญองค์พระไปที่วัดพุทธโมกข์ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร แล้วก็ทำพิธีฉลองในวันที่16ต่อเนื่องไปถึงวันที่17ในตอนเช้า ใครที่จะไปร่วมงานก็ขอเรียนเชิญได้ทั้งสองงาน องค์พระนั้นก็ใกล้เสร็จมาก เราทุกคนก็ขอให้ได้มีส่วนร่วมเพราะช่วยกันอธิษฐานจิต ขอให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีความคล่องตัวขึ้น แล้วก็มีความผ่องใส มีความเป็นสุขขึ้นในทุกๆด้าน
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากก็คือเรื่องของโครงการสวดคาถาเงินล้านแสนจบ ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ก็น่าจะครบแสนจบ แต่ก็จะดำเนินโครงการต่อ ซึ่งในโครงการที่สวดนั้นก็จะมีการแจกรางวัล คนที่สวดได้เป็นจำนวนมากที่สุด ซึ่งหลายคนก็ตั้งใจมาก ดังนั้นสำหรับช่วงปีใหม่นี้ก็จะมีข่าวดีเป็นโอกาสพิเศษ คือจะไม่แจกแค่รางวัลที่1 จะแจกไล่ขึ้นไปสามอันดับแรก ทั้งสามอันดับนี้ได้รับวัตถุมงคลเป็นกำลังใจ นอกเหนือจากกำไรของการสวดที่เป็นผลที่ประจักษ์ด้วยตัวเอง ก็มีหลายคนรายงานมาหลังไมค์ว่า มีความคล่องตัวขึ้น มีโชคลาภเพิ่มขึ้น มีบางคนที่หางานก็ปรากฏว่ามีคนติดต่อ มีความคล่องตัวในเรื่องการงานมากขึ้น อันนี้ก็เป็นผลอานิสงส์ แล้วก็อย่าลืมว่าในการสวดคาถาเงินล้านก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์ และทางที่ดีก็ควรจะต้องทำทานถวายทานด้วยสม่ำเสมอ ก็อย่าลืมที่จะมาร่วมบุญในการสร้างถวายมหาสังฆทานที่เราทำเป็นโครงการปกติ คือถวายมหาสังฆทานที่บ้านสายลมทุกต้นเดือน
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้เราทุกคนมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในธรรม มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวกับสถานการณ์ต่างๆที่มากระทบ ความวุ่นวายทางด้านการเมือง ความวุ่นวายทางด้านศึกสงคราม เราพยายามตั้งใจให้ตั้งมั่นไว้อย่าไปหวั่นไหว ทำใจให้ผ่องใส มีความเชื่อมั่นว่าบุญสามารถรักษาเราได้ ส่งผลคุ้มครองเราได้จริง
สำหรับวันนี้โมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณวิลาวัลย์ วลีเดช





