green and brown plant on water

อธิษฐานจิตนิพพาน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569

เรื่อง อธิษฐานจิตนิพพาน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดรู้ในสติ รู้กายในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ทั่วกายทุกส่วน รู้กายเพื่อตัดเพื่อละปล่อยวางจากขันธ์ห้าร่างกาย กำหนดความรู้สึกผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ผ่อนคลายร่างกายพร้อมกับความรู้สึกปล่อยวาง ปล่อยวางกาย ปล่อยวางเรื่องราวที่เกาะที่กังวลอยู่ในใจ ปล่อยวางทั้งกายและจิต อยู่กับความสงบเบา ทั่วร่างกายเบาสบาย ผ่อนคลายปล่อยวางจนจิตเข้าถึงความสงบ ยิ่งปล่อยวางยิ่งว่างยิ่งเบา เข้าสู่ความสงบของจิตจากการปล่อยวางขันธ์ห้าร่างกาย ปล่อยวางผัสสะที่ข้องเกี่ยวไปรับรู้เชื่อมโยงกับร่างกาย จดจ่ออยู่กับความสงบ ทรงสภาวะความสุขจากความสงบ กำหนดรู้กำหนดปล่อยวาง ทรงสภาวะความสงบไว้ ปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้า ปล่อยวางนิวรณ์ความวุ่นวายความกังวลความฟุ้งปรุงแต่งที่มีกับจิตของเรา ทรงสติกำหนดรู้อยู่กับความสงบ ร่มเย็น เบา สบาย

เมื่อจิตสงบเบา เราก็ก้าวเข้าสู่การฝึกเจริญพระกรรมฐานในส่วนของสมถะ ใช้สติมากำหนดรู้ต่อในลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ลมหายใจเข้าเรารู้ลมหายใจออกเรารู้ จิตกำหนดรู้กำหนดภาพเห็นลมหายใจที่เป็นแพรวไหมต่อเนื่องเชื่อมโยงตลอดทั้งสาย สติไม่คลาดไม่สะดุดไม่คลาดเคลื่อนไปจากลมหายใจ สติกำหนดรู้ติดตามเห็นกระแสปราณเห็นกระแสของลมหายใจเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งเข้าและออกลื่นไหล สติกำหนดรู้ในลม ลมหายใจยิ่งละเอียด จิตเรายิ่งเข้าสู่ความสงบ ลมหายใจยิ่งเบายิ่งละเอียด จิตยิ่งเข้าถึงฌานที่สูงขึ้นละเอียดขึ้น ลมหายใจลมปราณสัมพันธ์กับจิตใจ ทรงสภาวะที่ลมหายใจละเอียดสงบเบาสบาย

อยู่กับลมหายใจสบาย อยู่กับลมหายใจละเอียด ลมในอานาปานสตินำพาจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิเข้าสู่ฌาน4ใช้งาน ลมหายใจยิ่งละเอียดเบา จิตยิ่งสงบเย็น จดจ่อทรงอารมณ์ไว้กับลมหายใจที่เบาสงบละเอียด ฐานของสมาธิวิหารธรรมคือธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ ก็คืออานาปานสติวิหารธรรม หากเราทรงอารมณ์อยู่ในลมสบายสงบ จิตมีความเบามีความละเอียด อารมณ์จิตนี้เราก็สามารถใช้งานในการพิจารณาในวิปัสสนาญาณ พิจารณาตัดกิเลส พิจารณาในกฎไตรลักษณ์  พิจารณาในการดับทุกข์ หรือแม้แต่กระทั่งใช้ในการพิจารณาให้เกิดปัญญาแก้ไขปัญหาทางโลกทั้งทางธรรม ตลอดทั้งวันสติกำหนดรู้คุมจิตคุมลมหายใจอยู่ในลมหายใจสบาย ลมหายใจยิ่งละเอียดสงบ จิตยิ่งเข้าถึงสมาธิที่สูงขึ้น ลมหายใจที่ยิ่งละเอียดสงบ ยิ่งปล่อยวางความทุกข์ ปล่อยวางความกังวล ปล่อยวางความหนักอกหนักใจ นำพาจิตเข้าสู่ความสงบร่มเย็นละเอียดเบาของจิต ทรงสภาวะความสงบไว้ให้เกิดวสีในการทรงอารมณ์

จากนั้นเราจึงกำหนดจิต เดินจิตเข้าสู่ฌานที่มีความละเอียดขึ้น กำหนดหยุดจิต นิ่งหยุด หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง  หยุดอกุศลกรรม หยุดอกุศลจิต หยุดอกุศลและเจตนาทั้งหลาย หยุดความคิด นิ่ง หยุด สงบ จนเกิดสภาวะที่จิตรวมตัวเป็นหนึ่งในองค์ฌานที่เรียกว่า “เอกัคคตารมณ์” หยุดจิตคือรวมจิตเป็นหนึ่ง กำหนดรู้ในเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์แห่งพระกรรมฐาน อารมณ์แห่งองค์ฌานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌาน4ใช้งาน สงบนิ่งหยุด จิตรวมเป็นหนึ่ง จิตตั้งมั่น ไม่ซัดส่ายไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ปรุงแต่ง จิตรวมเป็นหนึ่ง อุเบกขารมณ์คือวางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้งปวง จิตรวมเป็นจิตที่เกิดกำลังจิตตานุภาพ จิตตานุภาพก็คือการที่เจ้าของดวงจิตนี้มีกำลังแห่งมหาสติ ควบคุมจิตของเราให้สะอาดให้สงบให้ระงับจากนิวรณ์ทั้ง5ประการ เข้าถึงองค์แห่งฌาน4ก็คือเอกัคคตารมณ์

กำหนดรวมจิตเป็นหนึ่ง สงบนิ่งหยุด ทรงอารมณ์ไว้ จากฌาน4ในอานาปานสติ เราเดินจิตเดินฌานต่อ เข้าสู่การทรงจิตสมถะพระกรรมฐานในกสิณ จากจุด กำหนดภาพจินตภาพจากจุดให้กลายเป็นดวงแก้วใสสว่าง จากจุดกลายเป็นทรงกลม ดวงแก้วชัดเจน ใสสว่าง ขยายขนาดของดวงแก้วขึ้น แสงสว่างจากภาพของดวงแก้วยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น เมื่อจิตของเรากำหนดภาพอันเป็นนิมิตที่เป็นดวงแก้วใสสว่างทรงกลม มีแสงสว่างมีความใส การทรงอารมณ์นี้ เรียกว่า จิตเราก้าวเข้าสู่อุคหนิมิต จากอุคหนิมิตเราก็กำหนดรู้ เชื่อมโยงระหว่างนิมิตของกสิณกับจิตที่เราทรงสภาวะภาพนี้อยู่ เพื่อเป็นการอธิษฐานรวมจิตกับดวงกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิต กำลังอภิญญากำลังฤทธิ์ของกสิณมีเพียงใด จิตเราที่ทรงสภาวะความใสความผ่องใส จิตของเราก็มีกำลังจิตตานุภาพของกสิณนั้น

จากนั้นกำหนดจิต จากดวงแก้วใส ภายในเรากำหนดให้เห็นภาพเปลวไฟกองไฟอยู่ภายในดวงแก้วสว่าง

กำหนดจิตให้เห็นลูกโลกกำหนดรู้ว่าดินทั้งโลกธาตุดินทั้งโลกเป็นรูปลูกโลกทั้งหมด อยู่ภายในดวงแก้วใส

จากนั้นกำหนดจิตต่อไปให้เห็นเป็นก้อนมวลของน้ำที่เป็นทรงกลมอยู่ภายในดวงแก้ว ดวงแก้วใส มวลน้ำเป็นทรงกลมอยู่ภายใน เป็นอันว่าภายในดวงแก้วนั้นบรรจุน้ำไว้ทั้งหมด กำหนดรู้ว่านี่คือน้ำ

จากนั้นกำหนดต่อไป ภายในดวงแก้วเราน้อมนึกจินตภาพให้เห็นเป็นเกลียวของกำลังของลมของพายุ มีลมพัดพาหมุนมีกำลังอยู่ภายในดวงแก้ว อันเป็นว่าดวงแก้วนี้ครอบคลุมกระแสพายุก็คือกระแสลม อยู่ภายในดวงแก้วนี้ก็คือจิตของเรา

ภาวนาบริกรรมดินน้ำลมไฟนะมะพะทะ จิตของเราทรงสภาวะที่ควบคุมดินน้ำลมไฟอยู่ภายในจิตคือดวงแก้วนี้ กำลังฤทธิ์อภิญญาแห่งกสิณธาตุทั้ง4ดินน้ำลมไฟ รวมเป็นหนึ่งอยู่กับจิตของเรา

จากนั้นกำหนดจิตต่อไป ทรงสภาวะว่าดวงแก้วคือจิตของเรา ที่มีกำลังของธาตุดินน้ำลมไฟนะมะพาทะนี่ ปรากฏเคลื่อนจากอุคคหนิมิตกลายเป็นปฏิภาคนิมิต คือเปลี่ยนสภาวะกลายเป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับ จากดวงแก้วใสธรรมดากลายเป็นเพชรที่เจียรนัยโดยละเอียด เป็นเพชรลูกที่เจียรนัย360องศา เป็นเพชรระยิบระยับพร้อมกับเปล่งประกายจากภายใน แสงสว่างจากจิตที่เป็นเพชรประกายพรึก เรียกว่าปฏิภาคนิมิต จิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตนี้เปล่งประกายสว่างจนมีเส้นแสงรัศมีออกมาจากจิต จิตเราเพิ่มพูนอานุภาพกำลังแห่งฤทธิ์อภิญญาเพิ่มพูนขึ้น จิตที่เป็นดวงกสิณนี้ยิ่งสว่าง กำลังอภิญญากำลังแห่งกสิณกำลังแห่งความเป็นทิพย์ของจิตยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ทรงสภาวะที่จิตของเราเป็นเพชรระยิบระยับเป็นปฏิภาคนิมิต พร้อมกับเปล่งประกายความสว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ทั่วทั้งจักรวาลมารวมกัน เปล่งประกายเปล่งรัศมีสว่าง รัศมีของจิตเปล่งประกายไปทั่วจักรวาล พ้นเลยจากขอบเขตของเส้นรัศมีจิต ก็ปรากฏบรรยากาศแห่งความเป็นทิพย์ครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด ครอบคลุมจนเลยพ้นจักรวาลทั้งหมด มีสภาพเป็นเหมือนกับชั้นบรรยากาศทั้งหมด มีกากเพชรโปรยปรายรายรอบระยิบระยับแพรวพราวเต็มไปหมด ทรงสภาวะที่จิตทรงกำลังจิตตานุภาพเต็มกำลัง จิตเป็นเพชรประกายพรึกสว่างเจิดจ้าเจิดจรัส รัศมีจากแสงของจิตเปล่งประกายสว่างพร้อมกับเชื่อมโยงกับกระแสของเมตตา รัศมีของจิตคือรัศมีแห่งเมตตา ให้จิตที่เราทรงอารมณ์แห่งกสิณเต็มกำลังควบกับอารมณ์จิตแห่งพรหมวิหาร4 คือเมตตาอัปปนาฌาน รัศมีของจิตมีเมตตาอย่างไม่มีประมาณ ทรงสภาวะอารมณ์ทรงสภาวะแห่งภาพนิมิตอันเป็นองค์แห่งการเจริญพระกรรมฐาน จิตตานุภาพของเราเปิดขึ้นสว่างขึ้น จิตเราเปิด จิตเรารู้ตื่นสู่จิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร จิตเรามีกำลังจิตเราเป็นปฏิภาคนิมิต จิตเราเข้าถึงความเป็นทิพย์อภิญญาจิต ทรงสภาวะไว้จนรู้สึกว่าแสงสว่างรัศมีแห่งจิตเปล่งประกายสว่างเจิดจ้าทะลุกายเนื้อ ครอบคลุมทั้งบ้านที่เราเจริญพระกรรมฐานอยู่ ทรงสภาวะไว้ทรงอารมณ์ไว้ ให้จิตมีความเสถียรภาพในการทรงฌาน เป็นวสีความชำนาญในการทรงฌาน ทรงอารมณ์ทรงนิมิตทรงความผ่องใส ทรงความเป็นสุขของจิต ฐานที่เราฝึกในกำลังที่เราปฏิบัติ ไล่ขึ้นมาจากจิตที่ไม่ได้มีสมาธิ มาเป็นจิตที่มีกำลัง มาเป็นจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิต มาเป็นจิตประภัสสร ทรงสภาวะไว้ ยิ่งฐานที่เราฝึกมีความสว่างมากเท่าไหร่ มีความใสมากเท่าไหร่ มีความชัดเจนมากเท่าไหร่ มีความรู้สึกที่เราสัมผัสถึงพลังของจิตที่ปรากฏขึ้นมากเท่าไหร่ การฝึกทั้งหมดการทรงอารมณ์ทั้งหมด มีผลเชื่อมโยงโดยตรงกับการฝึกมโนมยิทธิและความเป็นทิพย์ของจิต

ยิ่งฝึกพื้นฐานให้แข็งแกร่งให้มีความผ่องใสเป็นสุขมากเท่าไหร่ มโนมยิทธิยิ่งมีความชัดเจน ยิ่งมีความถูกต้อง ยิ่งมีความคล่องตัว ยิ่งมีความละเอียด กำหนดตั้งมั่นมีความเพียรในการฝึกฝน จิตยิ่งเพาะบ่มกำลัง น้อมนำเป็นกำลังใจตามคำครูบาอาจารย์ที่ว่าไว้ในเรื่องการเจริญพระกรรมฐาน ว่าการเจริญพระกรรมฐานเกิดโอภาสแสงสว่างที่สว่างวาบเดียว เหมือนกับหัวไม้ขีดที่สว่างฟู่ขึ้นมาแล้วดับ ยังเป็นบุญเป็นกุศลมากมากกว่าการที่เราใส่บาตรทุกวันจนขันลงหินสึก แล้วนี่การที่เราทรงจิตของเราที่สว่างประดุจดวงอาทิตย์แผ่เมตตาไปทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาไปทั่ว3ภพภูมิ ทรงอารมณ์ตั้งมั่นได้เป็นนาที ทรงอารมณ์ตั้งมั่นได้เป็น10นาที15นาทีเป็นครึ่งชั่วโมง1ชั่วโมง คิดว่ากำลังบุญจะมีมากแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงในการไปเทียบกับในเรื่องของทาน มากกว่าการรักษาศีล เพราะบุญที่สูงที่สุดก็คือการฝึกจิตของเราการเจริญภาวนา และตลอดเวลาที่เราทรงอารมณ์ จิตของเราสะอาดจากกิเลสคือความโลภโกรธหลง ในขณะที่เราทรงอารมณ์เหลือแต่จิต เราฝึกที่ตัดร่างกายทิ้งกายแยกกายแยกจิต ดังนั้นผลแห่งการฝึกเมื่อเราใช้ปัญญาพิจารณารู้คุณค่า รู้ประโยชน์ รู้ว่าฝึกทำไมเพราะอะไร ความก้าวหน้าและบุญก็ย่อมเกิดผล

ตอนนี้เราฝึกเพาะบ่มให้จิตเกิดจิตตานุภาพเกิดกำลังเกิดฐานของบุญ เกิดพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ เมื่อฐานของเรามั่นคง การฝึกการปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานในลำดับที่สูงขึ้นละเอียดขึ้น ในระดับที่เป็นญาณในระดับที่เป็นวิปัสสนาญาณในระดับของการตัดกิเลส ก็ยิ่งก้าวหน้ายิ่งละเอียดยิ่งง่ายขึ้น ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร ทรงสภาวะและกำหนดรู้ว่าจิตของเราปราศจากความโลภโกรธหลงทั้งปวง เมื่อจิตเราเปล่งประกายสว่างที่สุด ความสว่างของกำลังบุญกำลังฌานกำลังเมตตา ย่อมขจัดความมืดของอวิชชาของคุณไสยทั้งหลายของอกุศลทั้งหลาย ให้มันบรรเทาเบาบาง หรือแม้แต่กำลังจิตที่คิดประทุษร้าย กำลังจิตของเจ้ากรรมนายเวรที่เขาจ้องกระทำ เมื่อมีกำลังบุญกำลังฌานกำลังอภิญญาคุ้มครองจิต จิตก็ปลอดภัย กำหนดทรงสภาวะที่จิตประภัสสรนี้ไว้ กำหนดรู้ไว้ว่าเราใช้งานอย่างไร เกิดประโยชน์อย่างไร ฝึกอย่างไรและจะฝึกให้ก้าวหน้าให้เราทรงอารมณ์ทรงสภาวะฝึกไปเพื่ออะไร

กำหนดให้จิตแผ่เมตตาสว่างที่สุดใสที่สุดเปล่งประกายที่สุด ยิ่งสว่างใจยิ่งเป็นสุข ยิ่งสว่างจิตยิ่งยิ้ม ยิ่งอิ่ม ยิ่งสงบเย็น ยิ่งสว่าง จิตยิ่งเป็นสุข ยิ่งสว่างยิ่งเกิดสภาวะความเป็นทิพย์ ทรงสภาวะไว้ กำหนดจิตสลายล้างอวิชชาทั้งปวง สลายล้างอกุศลที่มาครอบงำความคิดจิตใจของเรา เมื่อจิตเปล่งประกายความสว่างด้วยกำลังของบุญ จิตเราคิดแต่กุศล จิตเราคิดแต่ถึงสิ่งที่เป็นบุญเป็นความสุข จิตเราคิดถึงแต่พระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์

เมื่อจิตเราสว่างผ่องใส จิตเราทรงไว้ในความเป็นสัมมาทิฐิ เปล่งประกายความสว่าง บุญกุศลเป็นเกราะแก้วคุ้มครองกายจิตของเราเอง ทรงสภาวะไว้ รู้ตื่นจากภายในว่าจิตทุกดวงล้วนประภัสสร แต่ครั้นกิเลสจรเข้ามาพอกเข้ามาฉาบ มาเป็นมลทินเครื่องเศร้าหมองให้จิตของเรานี้ มันมีความเสื่อม บดบังความเป็นทิพย์ บดบังศักยภาพของจิตที่มีฤทธิ์อภิญญาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อเรารู้ตื่นสู่จิตนี้ จิตเราเป็นประภัสสรสว่าง เราตระหนักถึงศักยภาพในจิตของเรา จิตนี้มีวิสัยที่สามารถบรรลุธรรมบรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตนี้มีพุทธวิสัยมีโพธิจิตที่อยู่ในวิสัยที่จะบำเพ็ญบารมีเพิ่มพูนสืบต่อไปเป็นพุทธภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งถึงการบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลได้ จิตทุกดวงล้วนมีธรรมชาติแห่งพุทธะ จิตทุกดวงล้วนมีธรรมชาติแห่งการรู้ตื่น จิตทุกดวงล้วนมีธรรมชาติแห่งความประภัสสรในจิตทุกดวงอยู่แล้ว ทรงสภาวะให้จิตเราเปล่งประกายที่สุด เปิดรับแต่สิ่งที่เป็นสัมมาทิฐิ เปิดรับแต่สิ่งที่เป็นบุญกุศล เปิดรับแต่สิ่งที่เป็นแสงสว่าง ทรงสภาวะที่จิตสว่างขยายขนาดใหญ่ขึ้น เปล่งประกายรัศมีสว่างขึ้นมากขึ้น

จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน ว่าเราจะฝึกฝนทรงอารมณ์ให้จิตเราเปล่งประกายที่สุดเต็มกำลังเช่นนี้ให้ได้เสมอ รู้ตื่นสู่จิตอันประภัสสรเต็มกำลังได้เสมอ เพื่อที่กำลังในมโนมยิทธิในอภิญญาจิตข้าพเจ้า จะได้ทรงอารมณ์พระกรรมฐานมโนมยิทธิเต็มกำลัง

จากนั้นจึงกำหนดจิตอธิษฐานให้เห็นภายในจิตเรามีองค์พระ องค์พระเป็นสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ เป็นเพชรระยิบระยับทั้งองค์อยู่ในจิตเรา กำหนดน้อมเชื่อมโยง จิตคือพุทธะพุทธะคือจิต จิตเราน้อมเชื่อมโยงกระแสกับพุทธะ คือพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์บนพระนิพพาน พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน จิตเราน้อมกระแสในไตรสรณคมณ์ไว้ในจิตเราเต็มกำลัง จิตเราน้อมกระแสแห่งพุทธานุภาพกำลังของพระพุทธเจ้าไว้เต็มกำลัง อย่างไม่มีความลังเลสงสัย สิ้นซึ่งวิจิกิจฉาในจิต

อธิษฐานจิตให้องค์พระสว่างทะลุจากดวงจิตที่เป็นดวงแก้วคลุมร่างกายเนื้อเราทั้งหมด กายเนื้อเราทั้งหมดมีองค์พระคลุม ไม่มีอวิชชาคุณไสยใดๆมากล้ำกลาย ไม่มีอกุศลจิต ไม่มีอกุศลและเจตนาใดที่มาหลอกลวงหลอกล่อน้อมนำให้จิตของเราไขว้เขวไปในเส้นทางแห่งมิจฉาทิฐิ ไปคิดในสิ่งที่เป็นเรื่องร้ายเรื่องลบใดๆ จิตเรามีแต่องค์พระคลุมอยู่ จิตเรามีแต่บุญกุศลน้อมนำ องค์พระสว่างขึ้นใสขึ้น คลุมโลกคลุมจักรวาล ขยายใหญ่ขึ้นไปทั้งหมดจนคลุมอนันตจักรวาล เราน้อมจิตว่าจิตเราเชื่อมกระแสกับพุทธะ กำลังของพระพุทธองค์ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณเป็น พุทโธอัปปมาโณเพียงใด จิตของเรานี้ก็ขอน้อมเอากำลังพุทธานุภาพมาไว้ในจิตเราเต็มกำลัง ความศักดิ์สิทธิ์ความอัศจรรย์ ความเมตตา ความกรุณาของพระพุทธองค์ ประดุจพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาประทับอยู่กับเราเสมอ ใจเราถึงพุทธะ พุทธะเมตตาสงเคราะห์เราเต็มกำลัง จิตเราเข้าถึงพุทธะ พุทธะคือพระพุทธองค์สงเคราะห์เราได้เต็มกำลัง จิตเราเข้าถึงพุทธะ กระแสธรรมะของพระพุทธองค์ถ่ายทอดสู่จิตเราได้เต็มกำลัง

จากนั้นกำหนดจิต ให้เห็นจิตเราที่อยู่ในองค์พระนั้นพุ่งขึ้นไปบนพระนิพพาน อธิษฐานจิตจากจิตที่เป็นทรงกลมระเบิดออกกลายเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่างผ่องใส สว่างใสชัดเจนอย่างที่สุด เห็นเครื่องประดับทุกอย่าง ชฎามงกุฎรวมไปถึงทับทรวงอินธนูเครื่องประดับ กำไลข้อมือทานพระกร พระธำมรงค์ทั้ง10นิ้วคือแหวน เสื้อสนับเพลาที่สวมเครื่องประดับ ลายที่เป็นแก้วเป็นเพชรลงไปจนกระทั่งถึงเท้าที่สวมฉลองพระบาทปลายงอนแหลม ที่รองรับฉลองพระบาทปลายงอนของกายพระวิสุทธิเทพเราก็เป็นดอกบัวแก้วสว่างเป็นเพชร ความรู้สึกในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพชัดเจนใสสว่าง สว่างอย่างยิ่งชัดเจนอย่างยิ่งเปล่งประกายอย่างยิ่งอยู่บนพระนิพพาน กำลังของเรากายทิพย์เป็นกำลังของมโนมยิทธิเต็มกำลัง

กำหนดอธิษฐานจิตว่าเมื่อเราขึ้นมาบนพระนิพพานแล้ว กำหนดจิตใช้กายพระวิสุทธิเทพที่ชัดเจนที่สุดนี้ น้อมจิตกราบพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จองค์ปฐม กำหนดน้อมให้ปรากฏมหาสมาคมบนพระนิพพาน ห้อมล้อมรายรอบด้วยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ที่ทรงดับขันธ์ปรินิพพานแล้วเข้าสู่พระนิพพาน มีสมเด็จปฐมเสด็จประทับทรงเครื่องจักรพรรดิเป็นประธานในมหาสมาคมนี้ เรากำหนดจิตถวายบังคมกราบเบญจางคประดิษฐ์โดยตรงต่อสมเด็จองค์ปฐม ด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อม กำหนดรู้ว่าเมื่อเราขึ้นมาบนพระนิพพานนี้ บาปทั้งหลาย วิบากทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ไม่อาจส่งผลให้ผลกับเรา ยิ่งถ้าเราตั้งจิตเพื่อพระนิพพานตายเมื่อไหร่เรามาพระนิพพาน กรรมที่เรายังค้างอยู่ วิบากที่เรายังมี  ไม่ว่าจะเป็นส่วนของบุญหรือบาปก็ไม่อาจให้ผลกับจิตของเราได้อีกต่อไป พ้นจากบุญและบาป พ้นจากแรงดึงดูดของสังสารวัฏ พ้นจากแรงดึงดูดของวัฏสงสาร

กำหนดน้อมว่าเมื่อเราขึ้นมาบนพระนิพพาน จิตเราเหนือโลกจิตเราพ้นโลกที่เรียกว่าโลกอุดร จิตเราผ่องใสพ้นจากอำนาจของความโลภโกรธหลง คือสรรพกิเลสทั้งปวง ทรงสภาวะที่จิตผ่องใสที่สุดอยู่บนพระนิพพาน จิตเราบริสุทธิ์สิ้นภพจบชาติ จิตเราบริสุทธิ์จากสรรพกิเลสคือความโลภโกรธหลง จิตเราบริสุทธิ์จากเครื่องร้อยรัดของสังโยชน์ทั้ง10ประการ จิตเราบริสุทธิ์ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์5ร่างกายเนื้อ ร่างกายเนื้อขันธ์5ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์5ร่างกาย ปล่อยวางจากภพชาติทั้งหลาย วิบากทั้งหลายเรื่องราวทั้งหลาย พ้นโลกพ้นสังสารวัฏ ทรงสภาวะที่อารมณ์จิตเราเสวยอารมณ์อยู่บนพระพระนิพพาน พิจารณาดูว่าจิตของเราในขณะนี้มีศีล5ที่บริสุทธิ์หรือแม้แต่ศีล8 ศีล8ก็ยังบริสุทธิ์ ศีลของเราบริสุทธิ์ วันนี้เราร่วมบุญถวายมหาสังฆทาน ทานเราได้สำเร็จถึงพร้อมในบุญในทานเรียบร้อยแล้ว ทานพร้อมแล้วศีลบริสุทธิ์ ภาวนาเราทรงอารมณ์จิตทั้งฌาน4ในอานาปานสติ ทั้งฌาน4คือปฏิภาคนิมิตของกสิณ ทั้งอารมณ์ที่เราเจริญในเมตตาพรหมวิหาร4อันไม่มีประมาณ เราถึงพร้อมในภาวนาฌานสมาบัติและพรหมวิหาร4 จิตเราบริสุทธิ์ พิจารณาตัดร่างกายขันธ์5ตั้งแต่ต้น พิจารณาตัดภพ พิจารณาตัดสังโยชน์ พิจารณาตัดกิเลส จิตของเราบริสุทธิ์ในกำลังของวิปัสสนาญาณ จิตถึงพร้อมในทานศีลภาวนา จิตเราทรงสภาวะอารมณ์บนพระนิพพาน ทรงสภาวะที่ปล่อยวางจากภาระทั้งปวง ปล่อยวางจากบุคคลทั้งหลาย ปล่อยวางจากสินทรัพย์เครื่องผูกโยงร้อยรัด ปล่อยวางจากภาระทั้งหลายหน้าที่ทั้งหลาย พิจารณาดูว่าเมื่อเราตายไป สมมุติว่าเป็นเราเป็นหน้าที่ของเรามันก็จบ

กำหนดพิจารณาอยู่บนพระนิพพานให้จิตสิ้นจากสมมติทั้งปวง เราคือจิตอาทิสมานกาย เราไม่ใช่ร่างกายขันธ์5 ร่างกายขันธ์5ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นการสมมติเป็นบทบาทที่เราเล่นอยู่บนโลกมนุษย์ตามสมมติที่เราเสวยวิบาก ในการมาเกิดมาจุติเป็นมนุษย์ในชาติภพนี้ ตายไปก็สิ้นจากสมมติในชื่อนี้ ตายไปก็สิ้นจากสมมติว่าเป็นเจ้าของสินทรัพย์ชิ้นนี้ที่ดินชิ้นนี้บ้านหลังนี้ จะมีบ้านกี่หลังมีทรัพย์สินเงินทองมากกี่ร้อยล้านกี่พันล้าน มีเกียรติยศตำแหน่งเป็นนายพลเป็นดอกเตอร์หรือแม้แต่เป็นเจ้า เมื่อตายไปสิ้นจากสมมติ ของทั้งหมดสินทรัพย์ทั้งหมด ลาภยศฐานันดรทั้งหลายทั้งหมด ตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งหมดมันก็ไม่ใช่เราอีกต่อไป ไม่ใช่ของของเราอีกต่อไป กำหนดจิตฝึกที่จะปล่อยวาง ฝึกกำหนดรู้ในสมมติ เมื่อสิ้นสมมติจิตย่อมเข้าสู่วิมุตติ ก็คือจิตอันหลุดพ้น หากยังยึดมั่นถือมั่นในสมมติ หลงติดหลงยึดในสมมติ เราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเป็นวังวนที่ไม่รู้จบ

กำหนดพิจารณาปล่อยวางสมมติเพื่อเข้าสู่วิมุตติธรรม ปล่อยวางจากจิตที่ยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย จิตเข้าถึงความผ่องใส จิตเข้าถึงอารมณ์พระนิพพานอย่างแท้จริง กำหนดพิจารณาในจิตเราว่าทำไมถึงต้องเข้าพระนิพพาน กำหนดน้อมให้จิตของเราสื่อกับพระพุทธองค์ว่า ให้เราเข้าใจเข้าถึงว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทรงตรัสสอนธรรมะ ทำไมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงมีหน้าที่เหมือนกันทุกพระองค์คือ รื้อขนมวลสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพาน ทำไมต้องไปพระนิพพาน ทำไมเราหลงอยู่ในสังสารวัฏ ทำไมเราหลงจากความยึดมั่นถือมั่น

เมื่อจิตของเราพ้นอยู่เหนือโลกอยู่เหนือสมมติ จิตก็เริ่มเคลื่อนเข้าสู่วิมุตติ จิตเริ่มก้าวเข้าสู่อริยมรรคอริยผลตามระดับ ที่จิตของเราได้พัฒนาและปล่อยวาง ตามระดับที่จิตเกิดการเรียนรู้ ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ จิตก็ก้าวเข้าสู่ความละเอียดของอริยมรรคอริยผลเพิ่มขึ้นสูงขึ้น จนถึงที่สุดแห่งวิมุตติก็คือเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ทรงสภาวะที่จิตของเราปล่อยวาง อโหสิกรรมเพื่อล้างพยาบาท สิ้นความพยาบาทก็สิ้นการลงมาเกิดเพื่อจองล้างจองผลาญ กำหนดจิตให้มหาอภัยทาน อภัยต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยล่วงเกิน เคยเบียดเบียน เคยกระทำย่ำยี เคยประหัตประหารเคยกลั่นแกล้งเคยใส่ร้ายป้ายสีเรา ไม่ว่าจะในชาติปัจจุบันหรือในอดีตชาติ จะเป็นเมื่อไหร่ก็ตามอโหสิกรรมให้หมด ให้อภัยทานอันเป็นทานสูงสุด เมื่อให้อภัยทาน มหาอภัยทานที่เราปลดจากจิตของเรา ก็จะเป็นตัวปลดปล่อยให้ความอาฆาตแค้นทั้งหลายมันดับลงไป ให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายหลุดลอยออกไปจากวิถีชีวิตของเรา ให้มหาอภัยทานต่อทุกดวงจิต

กำหนดว่าพระเวสสันดรท่านให้มหาทานมากมายเพียงใด จิตเราให้มหาอภัยทาน ให้อภัยต่อทุกเรื่องราวทุกวาระทุกเหตุการณ์ทุกวาระกรรม ปล่อยวางออกไปจากใจของเราให้หมด ให้จิตเราเบา จิตเราใส ปล่อยวาง ใครกระทำอะไรกับเราก็ปล่อยวางให้หมด เมื่อปล่อยวางจิตเราก็ยิ่งสูงขึ้น พอจิตเรายิ่งสูงขึ้นบริสุทธิ์ขึ้นสูงส่งขึ้น จิตที่เขาคิดร้ายคิดลบ ก็ไม่อาจเอื้อมไม่อาจมีกำลังไม่อาจมีอิทธิพล ที่จะมาเบียดเบียนทำร้ายต่อจิตของเราอีก อุปมาเหมือนกับคนที่ขว้างก้อนหิน ใส่สิ่งที่เป็นความว่างเปล่า ไม่อาจกระทบอะไรได้อีกต่อไป กำหนดให้จิตในสภาวะกายพระวิสุทธิเทพของเราขณะนี้ สูงสว่างปล่อยวาง จิตเป็นมหาอภัยเพื่อสลายพยาบาทอันเป็นสังโยชน์ข้อสำคัญ ยิ่งปล่อยวางยิ่งเบา กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างขึ้นยิ่งใสขึ้น กายผ่องใส จิตผ่องใส กำหนดรู้ในสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพที่ยิ่งสว่างเปล่งประกาย

กำหนดพิจารณาว่า ขอให้บังเกิดธรรมฉันทะในพระนิพพานกับดวงจิตของข้าพเจ้า ขอให้จิตข้าพเจ้าแนบอยู่กับพระนิพพาน ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้าในสังสารวัฏ ปุถุชนกลัวความตาย แต่อริยชนกลัวการเกิด คือกลัวการเวียนว่ายตายเกิดอีก ขอให้จิตของข้าพเจ้าเข้าใจเข้าถึงความลึกซึ้งในความหมาย เข้าถึงอารมณ์พระนิพพานอย่างลึกซึ้งด้วยเทอญ กำหนดให้กายพระวิสุทธิเทพเปล่งประกายสว่าง อธิษฐานตรง ของใครของมัน อธิษฐานกับพระพุทธเจ้าอธิษฐานกับสมเด็จองค์ปฐมในอารมณ์พระนิพพาน

เมื่อกำหนดอธิษฐานจิตตรงกับพระพุทธองค์แล้ว วิธีอธิษฐานบางคนนึกไม่ออก บางคนนิ่งก็อธิษฐานแบบนี้

สัพเพทานัง ทานทั้งหลายของข้าพเจ้าที่บำเพ็ญมานับตั้งแต่ปฐมชาติตราบจนปัจจุบัน สัพเพศีลา ศีลทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้สมาทานได้รักษาในทุกชาติภพนับตั้งแต่ปฐมชาติตราบจนชาติปัจจุบัน สัพพะภาวนาสัพพะธัมมา การเจริญพระกรรมฐานทั้งสมถวิปัสสนาของข้าพเจ้านับตั้งแต่ปฐมชาติตราบจนชาติปัจจุบัน ขอให้ทานศีลภาวนาทั้งหลายบุญกุศลทั้งหลายที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมาดีแล้วนั้น ขอจงรวมเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานในชาติปัจจุบันของข้าพเจ้าด้วยเทอญ กำลังบุญทั้งปวงจงเป็นกำลังรวมในจิต เพื่อผลักดันให้จิตดวงนี้มีกำลังแห่งบารมีทั้ง30ทัศ ในการตัดสรรพกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาร เพื่อเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันได้อย่างง่ายดายด้วยเทอญ

เมื่ออธิษฐานแล้วก็น้อมจิตกราบลงแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม กราบลงแทบเบื้องพระบาทของสมเด็จองค์ปัจจุบัน กราบลงแทบเบื้องพระบาทของครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ เมื่อกราบลงแล้วก็กำหนดนะ เมื่อเราขึ้นมาถึงพระนิพพานได้เจริญพระกรรมฐานจิตมีกำลังบุญจิตมีกำลังฌานจิตมีกำลังความเป็นทิพย์ เราก็ดำเนินใช้กำลังบุญนี้ให้เป็นประโยชน์ไม่สูญเปล่า ในการโปรดในการสงเคราะห์สังสารวัฏ โลกประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ น้อมจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าและทุกๆท่านบนพระนิพพานเป็นกำลังบุญ ว่าบุญทั้งหลายของทุกท่านทุกๆพระองค์ทานศีลภาวนาบารมี30ทัศรวมตัวกัน น้อมอาราธนากระแสกำลังบุญแห่งพระนิพพานของทุกท่านทุกๆพระองค์ลงมา แผ่เมตตาลงมายังไตรภูมิคือ3ภพ3ภูมิ สังสารวัฏนี้ ขอให้มีกำลังบุญกุศลเป็นกำลังเมตตาจากพระนิพพานลงมา เกื้อกูลสงเคราะห์โลกสงเคราะห์สังสารวัฏ ขอกำลังบุญแผ่เมตตาลงมานับตั้งแต่ บนสุดของสังสารวัฏนี้ก็คืออรูปพรหมทั้ง4ชั้น แผ่เมตตาจากพระนิพพานลงมา แผ่เมตตาลงมายังพรหมโลกทั้ง16ชั้น มีท่านท้าวสหัมบดีพรหมเป็นประธานแห่งพรหมทั้งหลาย แผ่เมตตาลงมายังอากาศเทวดาคือสวรรค์ทั้ง6ชั้น มีองค์อมรินทราธิราชคือพระอินทร์เป็นประธานท่ามกลางสวรรค์ทั้ง6ชั้น รวมถึงท่านท้าวมหาราชทั้ง4 แผ่เมตตาต่อมาลงมายังรุกขเทวดาทั่วทั้งโลก เทวดาที่มีวิมานอยู่บนต้นไม้ทั้งโลกและทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงมายังบรรดาภุมเทวดาคือพระภูมิเจ้าที่เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาทั้งหลายเทวดารักษาเขตทั้งหลายทั่วโลกทั่วอนันตจักวาล

จากนั้นแผ่เมตตาลงมายังภพที่เป็นภพกลาง ภพที่มีขันธ์5กายเนื้ออันได้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ขอบุญทั้งหลายจงแผ่ลงมาถึงบรรดาสรรพสัตว์ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อมายังภพที่เป็นทุคติภูมินับตั้งแต่ภพของบรรดาโอปปาติกะสัมภเวสีทั้งหลายมิติที่ทับซ้อนทั้งหลายชาวเมืองบังบดลับแลทั้งหลาย ผู้ที่หลงภพติดภพหรือจิตที่ท่องเที่ยวไปในจักรวาลทั้งหลาย ขอแผ่เมตตาให้กับบรรดาจิตที่จรทั้งหลายเหล่านั้นหลงภพทั้งหลายเหล่านั้นหลงมิติทั้งหลายเหล่านั้น แผ่เมตตาต่อไปให้กับจิตที่เสวยวิบากเป็นดวงจิตของเปรตอสูรกายทั้งหลาย ขอกระแสบุญแผ่เมตตา ขอกระแสบุญส่งถึง ขอจงดับความเร่าร้อน ขอจงดับความเป็นมิจฉาทิฐิ ขอจงดับความทุกข์ดับอกุศลทั้งปวงดับอวิชชาทั้งปวงจากจิตทั้งหลาย แผ่เมตตาต่อไปยังภพที่เสวยวิบากอยู่ในนรกภูมิทุกขุม จนถึงขุมที่ลึกที่สุดคืออเวจีมหานรกลงไปจนถึงโลกันตมหานรก

จากนั้นกำหนดน้อมจิตรำลึกนึกถึงสมเด็จองค์ปฐม เมตตาปรากฏสภาวะเป็นสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก เมตตาแผ่เมตตาเปิด3แดนโลกธาตุ แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณทั่วทั้ง3ภพภูมิอีกครั้งหนึ่ง สว่าง ขอบุญจงสำเร็จ ขอการปรับภพภูมิจงสำเร็จขอกุศลจงสำเร็จ ขอสัมมาทิฐิขอกระแสมรรคผลพระนิพพานขอเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิจิต จงเข้าถึงจิตทุกดวงทั่วทั้งสังสารวัฏนี้ด้วยเทอญ กำหนดจนเห็นทั่วสังสารวัฏสว่างไปหมด กายทิพย์เราสว่าง เราอธิษฐานจิตเป็นอภิจิต สร้างบุญสร้างบารมีแผ่เมตตาอย่างไม่มีประมาณ

จากนั้นอธิษฐานต่อ ขอกำลังบุญจากพระนิพพานเป็นกระแสบุญคลุมลงมายังโลกมนุษย์ ขอจงดับภัยสงครามภัยพิบัติทางโลกธาตุดินน้ำลมไฟพายุทั้งหลายทั้งปวง ขอจงดับความเร่าร้อนความชั่วร้ายของจิต ขอจงดับอกุศลอวิชชาทั้งหลาย ขอกระแสบุญคลุมให้โลกนี้เกิดความสุขสงบสันติร่มเย็น ขอบุญกุศลกระแสพระนิพพานจงหลั่งไหลลงมาให้โลกใบนี้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ขอให้ทุกที่อยู่เย็นเป็นสุข

จากนั้นกำหนดจิตเป็นกระแสบุญจากพระนิพพานคลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอกำลังบุญที่เหล่าพุทธบริษัท4ช่วยกันสร้างบุญกุศลสร้างพระพุทธรูปรักษาศีลถวายทาน สิ่งใดที่เป็นบุญกุศลจงส่งผลให้ดินแดนประเทศไทยจงปรากฏความเป็นไทยมหารัฐ เกิดการรวมแผ่นดินเป็นดินแดนสุวรรณภูมิเป็นดินแดนที่จารึกพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตราบ5,000ปี กำลังบุญจากพระนิพพานคลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอจงเกิดความสันติสุข ความสามัคคี ความร่มเย็นเป็นสุข ความอุดมสมบูรณ์มากด้วยพฤกษาหารธัญญาหารมังสาหาร มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้น้ำ ขอจงมีแต่คนดีอยู่ในดินแดนแห่งนี้ คนชั่วคนทรยศคนที่มีอกุศลจิตจนไม่สามารถอยู่ได้ในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ต่อไป

จากนั้นน้อมจิตเป็นกำลังบุญลงมาคลุมในเขตของพุทธมณฑลทั้งหมด เขตที่เป็นเขตวัดวาอารามทั้งหลายสถานปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ขอจงเกิดกำลังพุทธานุภาพคลุมทั้งหมด ขอเกิดพุทธานุภาพคุ้มครองคลุมจิตของพุทธบริษัท4ทั้งหลายให้เป็นสัมมาทิฐิ ให้อยู่ในร่องในรอยให้อยู่ในศีลในธรรมให้อยู่ในกระแสมรรคผลพระนิพพาน ขอจงสลายล้างขับไล่อลัชชีคนชั่วไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดเพศใดเครื่องแต่งกายใด ก็ขอให้หลุด ขอขับออกจากเขตพระพุทธศาสนา ออกไปจากวัด ไม่มีอลัชชีไม่มีผู้ปลอมบวชแอบบวชผู้ที่ผิดในพระธรรมวินัย ก็ขอให้จงร้อนผ้าเหลืองไม่สามารถอยู่ในเขตความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนานี้ได้ ขอความสะอาดบริสุทธิ์หมดจดจงบังเกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนา น้อมกระแสจากพระนิพพานลงมา ขอกำลังพุทธานุภาพจงปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ ชำระล้างอวิชชาคุณไสยให้พระพุทธรูปทุกองค์มีความศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุพระบรมสารีริกธาตุพระธาตุเจดีย์ พระอัฐิธาตุพระอรหันตธาตุเกิดความศักดิ์สิทธิ์ พระเครื่องวัตถุมงคลทั้งหลายจงสะอาดบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ มีแต่กำลังพุทธคุณมีแต่กำลังเมตตามีแต่กำลังแห่งครูบาอาจารย์ที่เป็นกระแสของสัมมาทิฐิ สิ่งใดที่แฝงที่เร้นที่ซ่อนที่เป็นอวิชชาเป็นคุณไสยเป็นมิจฉาทิฐิ จงสลายตัวดับล้างออกไปด้วยกำลังของพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณ ธรรมานุภาพอันไม่มีประมาณ สังฆานุภาพอันไม่มีประมาณ

จากนั้นอธิษฐานจิตขอกำลังแห่งพุทธานุภาพกำลังบุญแห่งพระนิพพาน น้อมรวมลงมาครอบคลุมคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ กำลังบุญจงพิทักษ์รักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่มีเจตนาอันเป็นกุศลจิต ที่จะช่วยเหลือทำนุบำรุงรักษาชาติบ้านเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขอกำลังบุญจงส่งผลน้อมถวายถึงดวงพระวิญญาณแห่งบูรพากษัตราธิราชในทุกราชวงศ์ ขอบุญจงส่งผลเกิดกำลังเทพฤทธิ์บุญฤทธิ์กับพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองพระหลักเมืองพระกาฬชัยศรีในทุกเมืองในทุกเขต เทวดาผู้รักษาชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ขอจงมีกำลังบุญฤทธิ์อิทธิฤทธิเทพฤทธิ์เต็มกำลัง ขอน้อมบุญถึงทุกท่านทุกๆพระองค์ ขอให้สถาบันพระมหากษัตริย์จงปรากฏ นำพาชาวไทยทั้งหลายเข้าสู่ยุคชาววิไลโดยเร็วที่สุด บุญจงสำเร็จบุญจงสำเร็จบุญจงสำเร็จ

จากนั้นกำหนดจิตว่าในปฏิปทาสาธารณประโยชน์ เราก็ได้น้อมใช้กำลังฌานอภิญญาสมาบัติเรา อาราธนาบารมีพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์สงเคราะห์ส่วนรวมแล้ว ก็ขอให้จิตเจตนาอันบริสุทธิ์ที่กระทำเพื่อส่วนรวมนี้ เทพพรหมเทวาทั้งหลายได้รับรู้เป็นประธานเป็นพยานบุญ และก็เมตตารักษาจดจำข้าพเจ้าคุ้มครองข้าพเจ้าสงเคราะห์ข้าพเจ้าเต็มกำลังทุกพระองค์ด้วยเทอญ ขอให้ข้าพเจ้าปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าปลอดภัยจากศึกสงครามทั้งหลาย ขอให้ข้าพเจ้าคล่องตัวแม้โลกเกิดกลียุคหรือทุพภิกขภัย ขอให้ข้าพเจ้าแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุจากพยันอันตราย แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งที่เป็นอัปมงคลทั้งปวง มีแต่บุญรักษาบุญคุ้มครอง

จากนั้นกำหนดจิต กราบลาพระพุทธเจ้ากราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์ ใช้กายพระวิสุทธิเทพน้อมกราบท่านด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ กำหนดจิตว่าเราตั้งใจมากราบท่านให้เป็นปกติ

จากนั้นก็ให้เรากำหนดจิตต่อไป พุ่งจิตจากพระนิพพานกลับลงมายังกายเนื้อ กายทิพย์กลับมายังกายเนื้อ กายทิพย์นำกำลังบุญลงมายังกายเนื้อ และก็อธิษฐานน้อมนำอาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานเป็นลำแสงสว่างลงมาคลุมขันธ์5กายเนื้อเราทั้งหมด กระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมบ้านเรือนเคหสถานของเราทั้งหมด สลายล้างดับล้างสิ่งที่เป็นอัปมงคลพยันอันตรายวิบากอกุศลทั้งหลาย จงสลายตัวจงคลายตัวไป กรรมหนักจงคลายตัวเป็นกรรมเบา กรรมใดที่สามารถอโหสิกรรมหรือสลายตัวไปได้ก็ขอจงสลายตัวไป กำลังบุญแสงสว่างคลุมลงมาต่อเนื่อง คลุมกายเนื้อจนกายของเรากลายเป็นแก้วใส กำหนดอธิษฐานธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ขันธ์5ของข้าพเจ้าจงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังของข้าพเจ้าจงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูกทั่วร่างกายเส้นเอ็นหลอดเลือดจงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วนอาการทั้ง32อวัยวะภายในทุกส่วน ธาตุธรรมชำระล้างฟอกธาตุขันจนกลายเป็นแก้วกลายเป็นเพชรใส อธิษฐานจิตว่าธาตุธรรมที่ฟอกธาตุขันธ์นี้ ขอจงเป็นธรรมโอสถฟอกชำระล้างโรคภัยไข้เจ็บอวิชชาทั้งปวง ขอเซลล์ที่เป็นเซลล์มะเร็งเซลล์เนื้องอกเซลล์ผิดปกติจงสลายตัวไป ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ด้วยธรรมโอสถ พยาธิสภาพโรคภัยไข้เจ็บเส้นลมปราณที่ติดขัดกระดูกเส้นเอ็นที่ติดขัดทั้งหลายหัวเข่าข้อไขเอ็นกระดูกทั้งหลายจงคลายตัว ความคล่องตัวในขันธ์5ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์สร้างเซลล์ใหม่สร้างร่างกายขันธ์5ใหม่ กระแสบุญจากพระนิพพานไหลหล่อหลอมหล่อเลี้ยงกายเนื้อ กำลังบุญไหลเวียนหล่อเลี้ยงกายเนื้อ กำลังบุญไหลเวียนหล่อเลี้ยงกายทิพย์ กำลังบุญคุ้มครองร่างกายขันธ์5 กำลังความเป็นทิพย์ไหลเวียนทั่วร่างกาย กายจิตเกิดความเป็นทิพย์เกิดความผ่องใสเกิดราศีเกิดความสว่างเกิดบุญเกิดบารมี ฉายออกใบหน้า สายตา รอยยิ้มเปลี่ยมไปด้วยความสุขความเมตตา ขอบุญจงนำพาความสุขกายสุขใจมาให้ข้าพเจ้า ขอบุญจงรวมบุญกุศลหล่อเลี้ยงชีวิตของข้าพเจ้า

จากนั้นกำหนดให้เห็นกายของเราสว่าง มีออร่า มีความสว่าง ใบหน้าแย้มยิ้มเป็นสุข กายเนื้อแย้มยิ้มกายทิพย์แย้มยิ้มผ่องใสสว่าง

จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ ครั้งที่2ธัมโมครั้งที่3สังโฆ หายใจเข้าช้าลึกยาว ค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิ กำหนดจิตโมทนาบุญกับเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมทุกคนทั้ง72ท่านในวันนี้ และที่มาฟังในภายหลัง อธิษฐานจิตโมทนาให้บุญสำเร็จเกิดผลที่เราร่วมบุญกันสร้างถวายมหาสังฆทานทั้ง19ชุดเป็นบุญใหญ่ที่เราร่วมทำเป็นปกติเป็นนิจ บุญทั้งหลายรวมตัวส่งผลให้เกิดความคล่องตัวทุกอย่างทุกประการเรา

จากนั้นกำหนดพิจารณา ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองมันเกิดความวุ่นวาย แต่เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม อย่างไรบุญก็รักษาเราคุ้มครองเรา เราไม่ต้องวุ่นวายไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ มีสติ กำหนดฝึกที่จะทรงภาพพระคลุมกายคลุมจิตเราไว้เสมอ ไปไหนมาไหนช่วงนี้ก็กำหนดให้เห็นองค์พระคลุม พยายามเข้มข้นขึ้น เวลาที่ทานข้าวก็อธิษฐานให้อาหารเป็นเพชร แล้วก็ยกจิตไปถวายพระพุทธองค์บนพระนิพพานก่อนทานข้าว พอถวายเสร็จก็ลาลงมาเป็นของทิพย์ ให้ความเป็นทิพย์จากพระนิพพานลงมาที่อาหารจานข้าวน้ำดื่มที่เราทาน อธิษฐานว่าขอให้อาหารน้ำเป็นทิพย์ ป้องกันเราจากภัยพิบัติ  ป้องกันเราจากอวิชชาคุณไสย ป้องกันเราจากความเป็นพิษของอากาศของน้ำสิ่งที่ปนเปื้อนต่างๆหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่เป็นรังสีต่างๆให้เราปลอดภัย ให้เราตั้งใจ ตอนนี้ก็ให้คลุมองค์พระอธิษฐานพระคลุมไว้เสมอตลอดเวลา พระเครื่องวัตถุมงคลที่เราใส่ก็อธิษฐานให้มีกำลังพุทธานุภาพสว่างเต็มกำลัง เวลาคล้ององค์พระขึ้นคอก็ให้เรานึก ให้เห็นสร้อยคอนั้นกลายเป็นเพชรสว่าง องค์พระสว่างแล้วก็อธิษฐานห้อยคอลงมาพุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง พุทธังประสิทธิเม ธัมมังประสิทธิเม สังฆังประสิทธิเม กำหนดว่าเราอธิษฐานให้องค์พระมีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วช่วงนี้มันก็เกิดความวุ่นวายก็อธิษฐานอย่าลืมปลุกยันต์เกราะเพชรที่เราอธิษฐานรับมาแล้ว ให้กลายเป็นเพชรสว่างคลุมไว้ตลอดเสมอ อันนี้ก็วิธีที่เราเจริญพระกรรมฐานก็นำน้อมนำมาเป็นการใช้กำลังพระกรรมฐานใช้งานว่าใช้อย่างไร

และสำหรับวันนี้ก็ขอแจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้ก็ครบรอบเดือนใหม่ อาจารย์ก็จะแจ้งรายชื่อของคนที่ได้รับรางวัลในการสวดคาถาเงินล้านสามอันดับแรก ก็เดี๋ยวจะแจงรายชื่อใหม่อีกครั้งหนึ่งทุกเดือน บางคนก็ได้รับรางวัลแล้วบางคนก็ยังไม่แสดงตัว ยังไงก็ตามช่วยแจ้งมาที่อาจารย์ด้วย ถ้าคนไหนสะดวกรับด้วยตัวเองที่บ้านสายลมก็บอกอาจารย์มาล่วงหน้า คนไหนไม่สะดวกอยากขอให้ส่งทางไปรษณีย์ก็แจ้งให้ทราบส่งที่อยู่มาให้ทราบจะได้แจกรางวัล ตอนนี้เราก็สวดกันทั้งกลุ่มก็เป็นหลักแสนจบแล้ว ตอนนี้บางคนก็ยังขยันสวด บางคนสวดคนเดียวต่อเนื่องมา3-4เดือนก็เป็นหมื่นจบ หลายคนที่สวดก็เกิดผลลัพธ์กับตัวเอง เช่นในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังมีความคล่องตัว บางคนขยันสวดก็ยังถูกลอตเตอรี่กันหลายๆใบหลายสิบใบ บางคนขยันสวดแล้วสามารถสังเกตได้ว่าลูกค้าเพิ่มมาในช่วงที่ขยันสวด ช่วงที่ไม่ขยันสวดก็ไม่มีลูกค้า อันนี้เป็นผลโดยตรงกับความขยันในการปฏิบัติ ยังไงก็ขอเชิญชวนให้ยังร่วมกิจกรรมนี้ต่อไป อย่างอาจารย์ก็ยังสวดอยู่เป็นปกติ

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคนขอสวัสดีปีใหม่ไทย ในช่วงเดือนนี้คาดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หากมีเหตุการณ์ใดที่อาจจะเกิดขึ้น ทางอาจารย์ก็จะเตือนก่อน ก็ขอให้เรายังรักษาความมั่นคงของจิต ไม่หวั่นไหวไม่ตื่นตระหนก ทรงอารมณ์ไว้ทรงความผ่องใสไว้ ทรงอารมณ์พระกรรมฐานทรงภาพพระไว้ได้เป็นปกติทุกคน

สำหรับวันนี้สวัสดี พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอให้มีความสุขความเจริญทุกคน

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณรัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้