green and brown plant on water

วิปัสสนาญาณนิพพาน

เวลาอ่าน : 5 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569

เรื่อง วิปัสสนาญาณนิพพาน

โดย อาจารย์คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกายเพื่อปล่อยวางร่างกาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึก ปลดปล่อยความเกาะยึด ผัสสะ ความรู้สึกเชื่อมโยงในขันธ์ 5 ร่างกายทั้งหมด ให้ความผ่อนคลาย เป็นการตัดร่างกายขันธ์ 5 กำหนดรู้ด้วยปัญญาเป็นวิปัสสนาญาณ ว่าเมื่อเราปล่อยวางจากร่างกายนี้ ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น ในร่างกายนี้ ปล่อยวางจากความห่วง ความหวง ความยึด ในร่างกายนี้ จิตย่อมเข้าถึงความสุข เข้าถึงความสบาย ผ่อนคลาย ปล่อยวางกาย กำหนดปล่อยวางจิต คือปลิโพธ ความวิตกกังวลทั้งหลาย นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ ปล่อยวางทุกอย่าง ทั้งกายและใจ เข้าสู่ความสงบ เมื่อจิตเคลื่อนรวมเข้าสู่ความสงบ ประคับประคองรักษา มีสติเต็มรู้รอบในการกำหนด ที่จะรักษาสภาวะแห่งความสงบ จากการปล่อยวาง จากการตัดร่างกายนี้ สงบ ปล่อยวาง

จากนั้นจึงมากำหนดรู้ในลมหายใจ ไม่ทิ้งฐานสำคัญของการเจริญสมถวิปัสสนา ก็คือ “อานาปานสติ” ใช้สติมากำหนดรู้ในลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม พลิ้วผ่านเข้าออกต่อเนื่อง ลมหายใจเชื่อมโยงต่อเนื่องกับกาย  กำหนดรู้ลมหายใจ พลิ้วผ่านภายในกาย หายใจออก ทรงสภาวะ ที่ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม ละเอียด สงบ เบาสบาย ลมหายใจยิ่งละเอียดยิ่งสงบ จิตยิ่งเข้าถึงฌาน เข้าถึงสมาธิที่สูงขึ้น ลมหายใจละเอียดสงบเบา ลมหายใจสบายสงบ  จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ ทรงสภาวะแห่งความสงบของจิต ทรงสภาวะที่ลมหายใจละเอียดสงบเบา ลมหายใจสบาย อารมณ์จิตเบาสบาย กำหนดรู้ว่าสภาวะที่เราทรงอารมณ์อยู่ก็คือ “อุปจารสมาธิ” อันเป็นบาทฐาน ของการใช้อภิญญาและทิพยจักขุญาณ ซึ่งก็คือมโนมยิทธิ ใช้อารมณ์ของอุปจารสมาธิ ลมหายใจละเอียดเบาสบาย ลมหายใจราบรื่น ทรงสภาวะ ทรงความสงบ ทั้งลมหายใจ ทั้งอารมณ์จิต มีความเบาสบาย จดจ่ออยู่กับลมหายใจด้วยมหาสติ ลมหายใจสงบ สรรพกิเลสทั้งหลายก็สงบ ระงับลง ทรงสภาวะ ลมสบายไว้

เมื่อลมหายใจทรงตัวดีแล้ว ลำดับต่อไป เราก็เดินจิต กำหนดหยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” สำเร็จผลคือทำให้กิเลสสงบระงับลง จิตที่ซัดส่ายวุ่นวาย สงบระงับ หยุดนิ่งลง หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศล นิ่ง สงบ หยุด ทรงสภาวะแห่งความหยุด คือเอกัคคตารมณ์และอุเบกขารมณ์อันเป็นองค์แห่งฌาน 4 นิ่ง สงบ หยุด

เมื่อจิตมีกำลังทรงตัว เราเดินจิตต่อไป ยกจิต ทรงกำลังของสมถกรรมฐานในกสิณ  จากจุดที่หยุด เรากำหนดมาเป็นภาพ ขยายขึ้นเป็นดวงแก้วสว่างใส ปล่อยวางไม่ต้องไปสนใจลมหายใจอีก เพราะสติมากำหนดรู้ กับภาพของนิมิตก็คือกสิณ ย้ายสติ ย้ายจุดจับ ของจิตมาอยู่กับภาพ กำหนดเห็นดวงแก้วสว่างใส นึกภาพ ว่าจิตเราใสตาม ภาพกสิณ เป็นหนึ่งเดียวกับจิต กสิณคือจิต จิตคือกสิณ เป็นหนึ่งเดียวกัน ดวงแก้วใสสว่าง จิตเรามีกำลังผ่องใสสว่าง ทรงสภาวะ กำหนดรู้ ว่าภาพกสิณที่ปรากฏขึ้นนี้ก็คือ “อุคคหนิมิต” ทรงสภาวะไว้ ทดลองกำหนด ให้ดวงที่เป็นดวงแก้วสว่างใส ขยายใหญ่ ย่อเล็ก ได้ตามใจนึก กำหนดให้ดวงแก้วที่ใสสว่าง มาปรากฏคลุมกายเนื้อเราทั้งหมด กำหนดว่าเป็นเกราะแก้ว คลุมกายคลุมจิตเรา จากอกุศล จากอวิชชา จากสิ่งที่เป็นคลื่น เป็นกระแสที่เป็นโทษทั้งหลาย กำหนดเห็นกายที่เป็นกายเนื้อของเรา อยู่ในดวงแก้วที่เรากำหนดไว้

ทรงสภาวะ กำหนดจิต ฝึกให้กสิณนั้นมันมีความเชี่ยวชาญชำนาญ กำหนดให้ปรากฏดวงแก้ว จากดวงแก้วที่คลุมกายเราชั้นเดียว กำหนดให้กลายเป็นดวงแก้วขยายเพิ่มขึ้นมา เพิ่มชั้นขึ้นมากลายเป็น 3 ชั้น ค่อยๆ ขยายแล้วเพิ่มขึ้นมาเป็นชั้นที่ 2 ขยายเพิ่มขึ้นมาเป็นชั้นที่ 3 มีดวงแก้ว 3 ดวงซ้อนอยู่คลุมกายของเรา ทรงสภาวะ กำหนดรู้ว่าดวงแก้วที่คลุมกายคุ้มครองเรานั้น เป็นกำแพงแก้ว เป็นดวงแก้วที่คลุม 3 ชั้น

จากนั้นกำหนดจิตต่อไป ให้ดวงแก้วเป็นกำแพงแก้วคลุมกายเรานั้น ค่อยๆ กำหนดจาก 3 ชั้น กลายเป็นกำแพงแก้ว ดวงแก้ว 7 ชั้น ขยายจากชั้นที่ 3 ขึ้นมาเป็นชั้นที่ 4 ชั้นที่ 4 ขยายขึ้นเพิ่มขึ้นมาเป็นชั้นที่ 5 ชั้นที่ 5 ขยายขึ้นเพิ่มขึ้นกลายเป็นชั้นที่ 6  เพิ่มอีกชั้นหนึ่ง จากชั้นที่ 6 กลายเป็นชั้นที่ 7 กำหนดเห็นกายของเรา อยู่ในดวงแก้ว 7 ชั้น เป็นกำแพงแก้ว 7 ชั้น กำหนดความรู้สึก ผัสสะ ความรู้สึกถึงกำแพงแก้วหรือดวงแก้วทั้ง 7 ชั้นนั้น ความรู้สึกของเรา รู้สึกว่ามันมีความมั่นคง มีความแน่นหนา จนจิตของเรารู้สึกได้ว่ามันมีความปลอดภัย

จากนั้นกำหนดจิตต่อไป ให้ดวงแก้วทั้ง 7 ชั้นนั้น ปรากฏเป็นเพชรประกายพรึก ผิวนอกสุด กลายเป็นเพชรระยิบระยับ เป็นเพชรลูกที่ถูกเจียระไนระยิบระยับ สว่างแพรวพราว กายเนื้อเราอยู่ในดวงแก้ว ที่เป็นเพชรประกายพรึก คือเป็น “ปฏิภาคนิมิต”

จากนั้นกำหนด ให้ดวงแก้วขนาดใหญ่ที่เป็นปฏิภาคนิมิต ที่คลุมกายนั้น ค่อยๆ ย่อเล็กลงมา จนกระทั่งเท่ากับหัวใจ แล้วก็เข้าไปอยู่ ย่อเข้าไปอยู่ ภายในกายเนื้อบริเวณหน้าอกของเรา แต่แสงสว่างความประภัสสรของดวงจิต ที่เป็นปฏิภาคนิมิต ที่เป็นเพชรประกายพรึก รัศมีความสว่าง ความผ่องใส ทะลุกายเนื้อขันธ์ 5 ของเราออกไป สว่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง สว่างเป็นเพชรขาวใส สว่างจนรัศมีนั้น ราวกับดวงอาทิตย์ทุกดวงทั่วจักรวาลมารวมกัน

กำหนดว่าดวงจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิต ที่อยู่ในอกในกายเนื้อของเรานั้น เปล่งประกายสว่างไปทั่วจักรวาล กำหนดจิตให้คลื่นกระแสแสงสว่าง จากจิตประภัสสร เป็นคลื่นกระแสแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ แสงสว่าง คลื่นกระแส ความผ่องใส เป็นคลื่นความสว่างแห่งความสงบร่มเย็นสันติ แผ่เมตตาเจิดจ้าออกไปทั่วอนันตจักรวาล ทั้ง 3 ภพ 3 ภูมิ ทรงสภาวะที่จิตเรา เข้าถึงจิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสรไว้ จิตสว่างผ่องใส จิตมีกำลัง จิตเป็นปฏิภาคนิมิต กระแสจิตเรา ทรงพรหมวิหารเต็มกำลัง กระแสจิตเรา ทรงสภาวะที่เข้าถึงฌาน 4 ในกสิณเต็มกำลัง ทรงกำลังสูงสุด ในวิสัยแห่งพรหม กำหนดรู้ ว่าจิตเราถึงพร้อม ทั้งกำลังฌานสมาบัติ จิตเราถึงพร้อม ในกำลังแห่งพรหมวิหาร 4 กระแสเมตตาสว่างผ่องใส ใบหน้าเราเปี่ยมไปด้วยความสุข ความเมตตา ประดุจใบหน้าพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ กระแสจากจิตของเรา มีกระแสแห่งพุทธะ แผ่เมตตาสว่างไปทั่วอนันตจักรวาล ทรงสภาวะฌาน ทรงสภาวะความผ่องใส ทรงสภาวะที่ภาพนิมิตสว่างเจิดจ้า ทรงสภาวะที่จิตเอิบอิ่มเป็นสุขเต็มกำลังนี้ กำหนดน้อมอธิษฐาน ขอให้การเจริญพระกรรมฐาน การปฏิบัติ น้อมจิตของข้าพเจ้า ขัดเกลาใจของข้าพเจ้า ให้มีแต่ความเมตตา พรหมวิหาร 4 ให้จิตข้าพเจ้า สว่างผ่องใสสงบ ให้จิตข้าพเจ้า มีกำลังอยู่เหนือสรรพกิเลสทั้งหลาย ขอให้จิตของข้าพเจ้านี้ ทรงสภาวะแห่งบุญกุศลได้เต็มกำลัง กายผ่องใส จิตผ่องใส ค่อยๆ กำหนดจิต ให้กายที่เป็นกายเนื้อแต่เดิม ค่อยๆ เปลี่ยนสภาวะเป็นกายทิพย์ กายทิพย์กลายเป็นแก้ว กลายเป็นเพชรสว่าง ภายในกายทิพย์ มีดวงจิตอันประภัสสรอยู่ภายใน

กำหนดจิตอธิษฐาน เมื่อเราเดินจิต เข้าถึงกำลังแห่งสมถะเต็มกำลังแล้ว เราอธิษฐานจิต รำลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์  อธิษฐานจิต ทรงสภาวะ อาราธนา พุทธนิมิตของพระพุทธเจ้า เมตตาปรากฏ ขอภาพองค์พระ คือพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ มาสถิตอยู่ในดวงจิตที่เป็นเพชรประกายพรึก ที่อยู่ในกายที่เป็นแก้วประกายพรึกนี้ กลายเป็นกายทิพย์เป็นเพชรสว่าง ภายในอก มีดวงจิตที่เจิดจ้าประภัสสร สว่างเป็นเพชร ภายในดวงจิตที่เป็นเพชร มีองค์พระสว่างอยู่ภายใน มีกำลังของพุทธานุภาพ กำลังและกระแสของพระธรรม มีเมตตาครูบาอาจารย์ พระอริยสงฆ์ อยู่ภายในจิต จิตเข้าถึงไตรสรณคมน์  ทรงสภาวะ ในความเป็นกายทิพย์ มีจิตเป็นเพชรประภัสสร ในจิตเพชรประภัสสร มีองค์พระสว่าง ทรงสภาวะเช่นนี้ไว้

จากนั้นค่อยๆ กำหนดจิต พิจารณาดูกายทิพย์ ว่าตอนนี้กายทิพย์เราอยู่ในสภาวะใด มีเครื่องประดับ มีเครื่องสวมใส่ เป็นอย่างไร กำหนดดู กำหนดรู้ ในความเป็นกายทิพย์ พร้อมกับพิจารณา ว่าเราไม่มีในร่างกายที่เป็นขันธ์ 5 กายเนื้อ เราไม่ใช่กายเนื้อ แต่เราคือ “กายทิพย์” หรือ “อาทิสมานกาย” ที่มาอาศัยขันธ์ 5 อันประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 อาการทั้ง 32 มาประชุมรวมตัวกัน ประกอบขึ้นเป็นขันธ์ 5 ด้วยกำลังของบุญและบาป กุศลและอกุศล ที่นำพาให้มาเกิด มาจุติเป็นมนุษย์ แต่เรานั้นไม่ใช่ขันธ์ 5 เราคือจิตอทิสมานกาย และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรามาเกิดในชาตินี้ เราเกิดมาเพื่อมาปฏิบัติ มาเจริญพระกรรมฐาน สร้างสะสมบารมี เพื่อพระโพธิญาณ เพื่อมรรคผลพระนิพพาน ตามวิสัยที่อธิษฐานมาของแต่ละบุคคล

ดังนั้นความหลงในกายก็ดี ความหลงในชาติภพก็ดี ความหลงในโลกก็ดี ความหลงในวัฏสงสารทั้งหลายก็ดี จิตเราเกิดปัญญาเข้าใจ รู้ตื่น รู้แจ้ง รู้เท่าทัน ความเป็นไปของขันธ์ 5 ความเป็นไปของสังสารวัฏ เราขอตามเสด็จ องค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน

จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน ให้กายทิพย์ยกขึ้นไปบนพระนิพพาน อธิษฐานขอจงปรากฏ กายพระวิสุทธิเทพของเรา อยู่ภายในวิมานของสมเด็จองค์ปฐม พรั่งพร้อมด้วยมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์  พระอรหันต์ทุกพระองค์ ขอเมตตาปรากฏ เป็นมหาสมาคมแห่งพระนิพพาน กำหนดใช้กายพระวิสุทธิเทพของเราค่อยๆ น้อมกราบ จิตนอบน้อมถึงทุกท่านทุกๆ พระองค์

จากนั้นกำหนดจิต พิจารณาในอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ ในอารมณ์พระนิพพาน  พิจารณาว่าเมื่อกายทิพย์ของข้าพเจ้า ขึ้นมาบนพระนิพพานแล้ว จิตข้าพเจ้าไม่ยินดีไม่ปรารถนา ในภพภูมิใดในวัฏสงสาร อันเป็นอารมณ์ของการตัดภพจบชาติ ให้กลับไปเกิด เป็นมนุษย์อีกก็ไม่เอา ให้กลับไปเกิด ไปเสวยผลบุญ วิมานบนสวรรค์ชั้นต่างๆ วิมานบนพรหมโลก จิตเราก็ไม่ยินดี หรือแม้แต่กระทั่ง ณ บัดนี้ หากเมื่อจิตข้าพเจ้า ตอนนี้อยู่บนพระนิพพานแล้ว แต่กายเนื้อมันบังเอิญ ป่วยบ้าง หัวใจวายบ้าง เป็นลมบ้าง ตายขาดใจไป ณ ขณะจิตนี้ และข้าพเจ้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานทันทีได้ ข้าพเจ้าก็จะไม่มีความอาลัยในขันธ์ 5 ร่างกาย ในชีวิตแห่งการเป็นมนุษย์ สามารถตัด ปล่อยวาง จากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ตัดความห่วง ความอาลัย ในทรัพย์สิน ในบุคคล ในภาระหน้าที่ ในสมมติทั้งหลาย กำหนดพิจารณา ในอารมณ์แห่งพระนิพพาน ตัดอาลัย ตัดภพ ตัดเยื่อใย ที่มีต่อวัฏสงสาร และภพภูมิทั้งปวง

จากนั้นน้อมจิตพิจารณา ตั้งใจว่าการปฏิบัติการเจริญวิปัสสนาญาณบนพระนิพพาน  ที่เราเจริญพระกรรมฐานอยู่ขณะนี้ เราถือว่าเป็นการปฏิบัติบูชา คือบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ว่าเมื่อท่านเมตตาพากเพียร ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง 30 ทัศ ยากลำบากเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อโปรดหมู่เวไนยสัตว์ ครูบาอาจารย์ ที่พากเพียรอดทนสั่งสอน ลูกศิษย์อย่างเราทั้งหลาย สืบต่อกันมา ตั้งแต่ปฐมอรหันต์พระองค์แรก จนกระทั่งสืบต่อมาจนกระทั้ง ถึงเราทุกวันนี้ เราพิจารณาว่า ถ้าหากท่านเหนื่อยยาก พากเพียรสอน แต่ไม่มีคนปฏิบัติตาม ไม่มีคนเห็นค่า ไม่เจริญพระกรรมฐาน จนเข้าถึงมรรคผล สิ่งที่ท่านสอน ก็กลายเป็นความสูญเปล่า แต่เมื่อยังมีคน มีบุญ มีความดี มีวาสนา มีปัญญา เห็นในธรรม คือเห็นในคุณประโยชน์ เห็นคุณค่าในสิ่งที่ท่านถ่ายทอด สั่งสอนอบรม สืบสายต่อมาจนกระทั่งถึงเรา และเราปฏิบัติอย่างตั้งใจที่สุด  ปฏิบัติอย่างดีที่สุด ปฏิบัติธรรมโดยมุ่งหวังผลสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงปรารถนา ก็คือการปรากฏของพระพุทธเจ้านั้น เป็นไปเพื่อโปรดมวลหมู่เวไนยสัตว์ รื้อขนสรรพสัตว์ทั้งหลาย เข้าสู่พระนิพพาน

เราตอนนี้ จิตถือว่าก้าวเข้ามาสู่ประตู เข้ามาสู่แดนพระนิพพานแล้ว ก็ถือว่าบรรลุผล ตามจิตเจตจำนงของพระพุทธองค์ เหลือเพียงแต่ว่า มีความพากเพียร มีความสม่ำเสมอ มีความมั่นคง ในการปฏิบัติสืบต่อไป จนกระทั่งตายเมื่อไหร่ เราเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จิตสุดท้ายก่อนตาย ก้าวข้ามโคตรภูญาณ เข้าสู่อรหันตผล กายทิพย์เคลื่อนขึ้นสู่พระนิพพาน ตรงนั้นก็ถือว่า เราบรรลุผลตามที่พระพุทธองค์ท่านทรง มีกุศลและเจตนาปรารถนาให้เป็นไป การที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน บ่อยมากเท่าไหร่ จำไว้เสมอว่า ทุกท่านบนพระนิพพานนี้ ล้วนแล้วแต่มีความยินดี ยินดีคือสาธุ เห็นด้วย โมทนากับกุศล ที่เราทุกคน ทุกดวงจิต ตั้งใจปฏิบัติ ยิ่งมีความเพียรยิ่งขึ้นมาบ่อยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่นคงในพระนิพพานมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นที่ชื่นใจของทุกท่าน บนพระนิพพานมากเพียงนั้น หรือแม้แต่กระทั่ง เทพพรหมเทวาผู้ใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นท่านปู่ ท่านย่า พระอินทร์ หรือท่านท้าวสหัมบดีพรหม  หรือแม้แต่กระทั่งพระยายมราช ลุงพุฒ เมื่อเห็นมีบุคคลที่มีความเพียรเจริญพระกรรมฐาน ตั้งใจปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ทุกท่านก็ล้วนแต่โมทนาสาธุ

ตอนนี้ก็ขอให้เรา เปิดจิตในญาณเครื่องรู้ สัมผัสในคลื่นในกระแส ซึมซับรับกำลังใจ จากเทพพรหมเทวาทั้งหลาย จากทุกท่านบนพระนิพพาน คือจากพระพุทธเจ้า  จากพระปัจเจกพุทธเจ้า จากพระอรหันต์ จากพระอริยเจ้า จากครูบาอาจารย์ทุกท่านทุกๆ พระองค์ ให้จิตเรากำหนด กำหนดรู้ หรือแม้แต่ในดินแดนของนาคทั้งหลาย นาคทั้งหลาย ที่เป็นเทพพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา เมื่อเห็นคนปฏิบัติ ท่านก็ยินดี ยิ่งปฏิบัติ ยกจิตขึ้นมาถึงจนถึงพระนิพพานได้ ท่านยิ่งสาธุ กำหนดจิต กำหนดรู้ ผัสสะ เปิดรับกระแส กำลังบุญแห่งการสาธุการ ในการเข้าถึงธรรม เข้าถึงสภาวธรรม เข้าถึงพระนิพพานที่เราปฏิบัติ จากทุกดวงจิตทั่ววัฏสงสาร กำหนดรู้ ซึมซับ แต่เฉพาะที่ท่านสาธุโมทนาบุญกับเรา เหมือนกับกระแสกำลังใจ มาเติมกำลังจิตของเรา ให้เข้มแข็งขึ้น อุปมาเหมือนกับเราเป็นนักกีฬาตัวแทนทีมชาติ เราสามารถ ก้าวมาถึงกำลังจะคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ ทุกคนท่านก็ล้วนแล้วแต่ให้กำลังใจเรา เราซึมซับรับกระแส แห่งกำลังใจเหล่านี้ไว้ เพื่อให้จิตเรามั่นคง จนเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็ถือว่าเราได้รับเหรียญทองอย่างแท้จริง กลายเป็นพระทองคำอย่างแท้จริง จิตเปิดกระแสจิต รับญาณ รับกำลังใจ และก็ให้เรานั้นน้อมบุญที่เราปฏิบัติได้ ปฏิบัติถึง เป็นกำลังบุญ เป็นกำลังกุศล ถึงทุกท่าน ทุกพระองค์ ทุกดวงจิต ต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจ ถ่ายทอดกระแสกำลังจิต ต่างคนต่างโมทนาบุญซึ่งกันและกัน

เราน้อมกระแสพลังงานตรงนี้ ให้จิตของเรายิ่งเอิบอิ่มชื่นบาน ซึมซับรับแต่กระแสดีๆ ที่เป็นกุศลแบบนี้ ให้จิตของเราอิ่ม ให้จิตของเราผ่องใส ให้จิตของเรามีกำลัง  กำลังใจก็คือบารมี บารมีที่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นจากการที่เรา มีความพากเพียรสะสม มีความอดทน มีความสม่ำเสมอ มีการใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา บารมีก็เพิ่มพูนขึ้น บารมีนั้นมีทั้งกำลังใจจากตัวเราเอง แล้วก็บารมีที่เพิ่มพูนก็เกิดขึ้น จากกำลังใจที่เราได้รับ เปิดจิตเปิดใจรับกำลังใจจากคนอื่น จากดวงจิตอื่น จากเทพพรหมเทวาในภพอื่น และในขณะเดียวกัน เราก็จงเป็นผู้ให้ ก็คือให้กำลังใจ กับผู้ปฏิบัติผู้อื่น ผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ผู้ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติธรรม มีกำลังใจให้ทุกดวงจิต ต่างเกื้อกูล เมื่อเราเกื้อกูล ในลักษณะกำลังใจแบบนี้ ก็ได้ชื่อว่าเราเป็นกัลยาณมิตรของทุกดวงจิต เป็นกัลยาณมิตรที่ส่งเสริมให้กำลังใจ ในการทำความดี ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้เกิดกุศลต่อกัน จิตเราก็ยิ่งยกระดับสูงขึ้นไปอีก

กำหนดว่าเราแบ่งปัน เผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อในธรรม ยินดีในธรรม เอื้อเฟื้อในธรรม ไม่มี ดวงจิต ไม่มีคลื่นกระแสจิตที่หมั่นไส้ อิจฉาริษยา ไม่มีอารมณ์จิต ไม่มีความรู้สึก ที่รู้สึกว่าไม่อยากให้คนอื่นเขาดีกว่า เก่งกว่า มีแต่ดีใจ ที่เห็นคนเขาปฏิบัติแล้วจะไปพระนิพพาน ไปได้มากเท่าไหร่ ไปได้เร็วเท่าไหร่ ไปได้เยอะเท่าไหร่ เรายินดีกับเขาทั้งหมด

เมื่อไหร่ที่เรายินดีแบบนี้ได้ คลื่นกระแส พลังแห่งกุศล ก็ยิ่งผลักดันเรา ให้เข้าถึงมรรคผลพระนิพพาน ได้ง่ายได้เร็ว ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง มีแต่แรงส่งเสริม สนับสนุน ผลักดัน เพราะจิตที่หมั่นไส้ อิจฉาริษยา จิตที่ไม่อยากเห็นคนอื่นเขาดีกว่าเก่งกว่านั้น จริงๆ แล้วมันกลายเป็นเครื่องกั้นตัวเราจากมรรคผล เป็นเครื่องถ่วงเราจากมรรคผล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายินดีกับทุกคน คลื่นกระแสก็นำพากันไปทั้งหมดไปสู่กุศล ไปสู่พระนิพพาน ไปสู่ความดี กำหนดน้อมใจ ให้จิตของเราตอนนี้อยู่บนพระนิพพาน ยินดีกับคลื่นกระแส จิตสัมผัสถึง กระแสที่ทุกท่านในมหาสมาคมบนพระนิพพานนี้ ยินดีที่เราตัดสินใจมาพระนิพพาน ตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพานอย่างที่เราตั้งกำลังใจอยู่ขณะนี้ อธิษฐานจิต ให้สัมผัสได้ถึงเสียงสาธุการ ของทุกดวงจิต ทั่วภพภูมิ ทั่วทุกสังสารวัฏ ให้ใจเราเอิบอิ่มมีกำลัง

จากนั้นกำหนดพิจารณาต่อ ว่าโลกนี้สังสารวัฏนี้ มันวุ่นวายไหม พิจารณาเพื่อให้จิตเรายิ่งมั่นใจว่าเราตัดสินใจถูก ว่าตายชาตินี้เราไปพระนิพพาน สงครามมันก่อขึ้น เกิดขึ้น มันวุ่นวาย ความขาดแคลนพลังงาน อาหารข้าวของ ข้าวยากหมากแพง มันเกิด ความสูญเสียในประเทศที่เกิดศึกสงคราม ความพลัดพราก ชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือนถูกพังทลาย คนที่เป็นเจ้าของบ้าน บ้านพัง ลูกตาย เมียตาย สามีตาย พ่อตาย แม่ตาย ความทุกข์มันเกิดขึ้น จากการเบียดเบียนกัน

เรากำหนดพิจารณา เพื่อไม่กลับมาเกิดอีก เพื่อให้จิตเห็นธรรมชาติ แห่งการเบียดเบียน ธรรมชาติของความทุกข์ ตราบที่โลก ตราบที่ยังมีสัตว์ ตราบที่มีความโลภโกรธหลง อยู่ในดวงจิต การเบียดเบียน การเอารัดเอาเปรียบ มันก็เกิดขึ้น ทรัพยากรโลก ทรัพยากรในจักรวาล มีเพียงพอสำหรับทุกชีวิตทุกดวงจิต แต่เพราะความละโมบ โลภมาก ต้องการมากที่สุด มีมากที่สุด กอบโกย เบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ แย่งชิง มันก็เลยก่อให้เกิดบาปกรรม ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ก่อให้เกิด ความทุกข์ ถ้าทุกดวงจิต มนุษย์ทุกชีวิตมีศีล 5 การเบียดเบียน การกระทบกระทั่ง มันก็บรรเทาเบาบางลดลง ไม่มีการฆ่าฟันกัน ไม่มีสงคราม ถ้ามนุษย์มีพรหมวิหาร 4 หมด ก็มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สงเคราะห์กัน แต่โลกมันก็มีสภาวะ เป็นทวิสภาวะ คือมีมืดมีสว่าง มีบุญมีบาป มีทุคติภูมิมีสุคติภูมิ มีขาวมีดำ มีดีมีชั่ว มีคนที่มีศีล 5 แล้วก็มีคนที่ไม่มีศีล มันหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง มันคละเคล้ากันอยู่ คำว่า “มนุษย์” เป็นภพกลาง ก็คือมีทั้งบุญมีทั้งบาป มีทั้งความดีความชั่ว แต่ถ้าเป็นภพ ที่เป็นสุคติภูมิ ก็คือเทวดาขึ้นไป ก็มีแต่เรื่องของกุศล มีแต่เรื่องของบุญ มีแต่ความสุข ภพข้างล่างทุคติภูมิ ก็มีแต่ความทุกข์ ตั้งแต่สัมภเวสี โอปปาติกะ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ก็มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความเศร้าหมอง แต่มนุษย์นั้นก็เป็นภพกลาง เราเลือกได้ ว่าเราจะไป ในสุคติภูมิหรือทุคติภูมิ หรือเราจะออกจากสังสารวัฏนี้

ตอนนี้ก็ให้เราพิจารณา จนจิตเกิดปัญญารู้แจ้ง ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นโทษภัย  เห็นความแปรปรวน เห็นความไม่เที่ยงของสังสารวัฏ เราพิจารณาอยู่บนพระนิพพาน แล้วก็ดูเห็นเขาทะเลาะกัน เบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกัน ทำสงครามกัน เห็นเขาเพลิดเพลินอยู่ในกามาวจรภพ ก็คือสวรรค์ เห็นนรก ก็คือสัตว์นรก ทุกข์ รับโทษ ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ไม่ได้ลืมหูลืมตา จมอยู่กับภพแห่งความทุกข์ เห็นมนุษย์ จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ จ่อมจมอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น หลงในโลก หลงในทรัพย์สมบัติ หลงในวัตถุ

เราพิจารณาดูจากบนพระนิพพานลงมา แล้วก็พิจารณาเป็นจุดสำคัญก็คือ แล้วเราจะยังกลับไปเกิด เราจะยังกลับไปเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏนี้อีกหรือ พิจารณาจนจิตเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายคลายจาง จากสังสารวัฏ จิตยิ่งน้อมเห็นคุณแห่งพระนิพพานมากขึ้น กำหนดน้อมจิต ให้มีความมั่นคงอยู่กับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ทรงสภาวะว่าตายไป ข้าพเจ้าขอเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เมื่อตายไปหากแม้นพลาดพลั้งขาดสติ ขอให้เทวดา พรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์พระวิสุทธิเทพทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ หลวงพ่อ เมตตามารับลูกเข้าสู่พระนิพพาน

กำหนดน้อม ตั้งกำลังใจ ว่าเมื่อเราตั้งใจจะเข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ สิ่งสำคัญซึ่งมีผลก็คือ “ชั่วโมงบิน” ยิ่งเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน บ่อยมากเท่าไหร่ นานมากเท่าไหร่ เป็นปกติมากเท่าไหร่ จิตยิ่งมีความเคยชิน กับอารมณ์พระนิพพาน ความง่ายที่จิตจะกลับเข้ามา พอถึงเวลาตายปุ๊บ จิตเราเข้าสู่พระนิพพานทันที ก็ยิ่งง่ายขึ้น

ดังนั้นตั้งกำลังใจว่า เราจะพยายามทำชั่วโมงบินในการปฏิบัติ ในการเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ยกจิตขึ้นพระนิพพาน และก็พิจารณาถึงพระนิพพานให้ได้ เป็นปกติทุกวัน นานๆ ทีเฉพาะเราจะปฏิบัติยังถือว่าน้อยเกินไป ต้องทุกวัน ทุกวัน วันละครั้งก็น้อยเกินไป ให้ฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่มีต่อพระอานนท์ พระอานนท์บอกนึกถึงความตาย นึกถึงพระนิพพาน วันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตอบว่า วันละ 7 ครั้ง  พระพุทธเจ้าบอกว่าน้อยไป ถ้าอารมณ์จิตเข้มข้น แต่นั่นคือดวงจิตของพระอรหันต์ คือท่านสิ้นจากอาสวกิเลสแล้ว ท่านบอกว่านึกถึงความตาย นึกถึงพระนิพพานทุกลมหายใจ ของเราอย่างน้อย 7 ครั้งเป็นอย่างน้อย ตื่นปุ๊บอารมณ์จิตแรก เรายกจิตขึ้นมาถึงพระนิพพาน ตอนกินอาหาร เราอธิษฐานจิตถวายข้าวพระ ยกขึ้นมาบนพระนิพพาน ก่อนนอน ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน สวดมนต์ ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ถวายทานทำบุญอะไรก็ตาม ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน หรือแม้แต่กระทั่งการทำบุญ แบบโอนเงิน เราทำบุญออนไลน์ มือกดโอน แต่ว่ากายทิพย์เราอธิษฐานว่า ขอของทิพย์ที่เราทำ ที่เราสร้าง ที่เราถวาย ที่เราทำบุญ ถวายพระพุทธเจ้า บนพระนิพพานด้วย เราทำให้ได้แบบนี้เป็นปกติ หรือแม้แต่กระทั่งทรงอารมณ์ใจ มีอะไรติดขัด เราน้อมจิตถามพระท่านไว้เสมอ กำหนดจิตฝึก จนกระทั่งยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งท่า ถามพระท่านได้ทันที โดยไม่ตั้งท่า  กำหนดรู้ได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งท่า อันนี้ก็ถือว่า จิตเราแนบกับการปฏิบัติ เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไตรสรณคมน์อย่างแท้จริง

ให้เราน้อมพิจารณา พิจารณาดูว่า สิ่งที่ฟังเป็นประโยชน์ เกิดประโยชน์จริงไหม  ไตร่ตรองดูตามหลักกาลามสูตร เห็นว่าเป็นประโยชน์ เห็นว่าเมื่อปฏิบัติตามแล้วเกิดความก้าวหน้า เห็นว่าเมื่อปฏิบัติแล้วเกิดความเจริญในธรรม เห็นแล้วว่าเมื่อปฏิบัตินั้น สิ่งที่ปฏิบัติเป็นกุศล ไม่ได้เจือด้วยอกุศลใดๆ เราก็ตั้งใจปฏิบัติเต็มที่ น้อมเอาคำสอน น้อมเอาธรรมะ น้อมเอาข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลาย รวมลงสู่ใจของเรา แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ จนกระทั่งเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

ตอนนี้ก็สมควรกับเวลา ให้เราน้อมจิต อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพาน คือบารมีของทุกท่านทุกๆ พระองค์ในมหาสมาคมนี้ น้อมอาราธนาอัญเชิญ โปรดมวลหมู่เวไนยสัตว์ แผ่เมตตาจากพระนิพพานลงมายัง สรรพสัตว์ทั้ง 3 ภพภูมิ น้อมกระแสบุญลงมา ยังอรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น ภูมิแห่งรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั้งหลาย ทั่วอนันตจักรวาล ทั้งโลกและทุกดวงดาว  แผ่เมตตาลงมายังภพกลาง คือมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ 5 กายเนื้อมีกายหยาบทั่วทุกดวงดาวทั่วทั้งจักรวาล แผ่เมตตาลงมายังมวลหมู่เวไนยสัตว์ ที่เสวยความทุกข์อยู่ในภพ ที่เป็นทุคติภูมิ แผ่เมตตาปรับภพภูมิ ให้กับบรรดาโอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณเร่ร่อน ทั้งของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับบรรดาเปรต อสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับ สัตว์นรก ที่เสวยผลกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุม แผ่เมตตาให้กับ สรรพสัตว์ทั่วสังสารวัฏ สรรพดวงจิตทั่วสังสารวัฏ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุข พ้นจากความทุกข์ พ้นจากภัยแห่งวัฏสงสาร เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน กระแสมรรคผล กระแสบุญ อันเป็นความสุขจนถึงที่สุดคือ พระนิพพานทุกดวงจิตด้วยเทอญ แผ่เมตตาสว่าง อารมณ์จิตผ่องใส กายพระวิสุทธิเทพเปล่งประกายสว่าง จิตมั่นคงอยู่กับพระนิพพาน จิตเกิดปัญญา ดวงตาเห็นธรรม ได้เปิดขึ้น ได้ตื่นขึ้น ในจิตทุกดวง

จากนั้นกำหนดน้อม อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมา ครอบคลุมคุ้มครองโลก ขอความสุขสงบสันติจงปรากฏ แผ่เมตตาลงมา คุ้มครองรักษาประเทศไทย ขอจงมีแต่ความสุข ความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็น ขอให้ประชาชนทั้งหลาย จงเข้าถึงคุณธรรมศีลธรรม จงรู้ตื่นขึ้น รู้ผิดชอบชั่วดี รู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักคนดี รู้จักคนชั่ว แยกแยะดีชั่วถูกต้องชัดเจน ขอประชาชนทั้งหลายจงรู้ตื่นขึ้น สู่กุศลความดี และพระคุณแห่งพระพุทธศาสนา ขอบุญกุศลแผ่ปกปักรักษาคุ้มครอง อาณาเขตประเทศไทยทั้งหมด ขอกำลังบุญกุศลคุ้มครองรักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระพุทธศาสนา เขตพระพุทธศาสนาทั้งหมด ขอจงอาราธนา กำลังพุทธานุภาพมาปกปักรักษา กระแสมรรคผล จงน้อมรวมลงถึงพุทธบริษัท 4 ทุกดวงจิต กระแสพุทธานุภาพ ความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ จงปรากฏ สถิตสถาพรลงสู่พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระเครื่อง วัตถุมงคล พระธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระบรมธาตุทั้งหลาย วัดวาอารามทั้งหลาย สถานปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จงมีความบริสุทธิ์

ขอกระแสบุญกุศลมรรคผลพระนิพพาน สลายล้างอลัชชี ออกจากเขตพระพุทธศาสนา มีแต่ความบริสุทธิ์ น้อมกระแสจากพระนิพพาน กระแสบุญทั้งหลายทั่วอนันตจักรวาลทุกภพภูมิ ลงมาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอกำลังบุญส่งถึง ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกๆ พระองค์ ขอจงเกิดบุญฤทธิ์ ปรากฏต่อดวงจิตของพระสยามเทวาธิราชทุกพระองค์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง เทพพรหมเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดวงจิตดวงวิญญาณบรรพบุรุษไทยทั้งหลาย ขอจงเป็นกระแสบุญคุ้มครองเกิดบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ เกิดบุญบารมี มีฤทธิ์มีอำนาจ คุ้มครองรักษาประเทศชาติบ้านเมือง ได้อย่างเต็มกำลังด้วยเทอญ

ขอกระแสกุศลแห่งการเจริญพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนาญาณ จงนำพาความรู้ตื่นมายังพุทธบริษัท 4 ทั้งหลาย ขอจงรู้ตื่น ขอจงรู้แจ้ง ขอจงแทงตลอดในธรรม ขอจงเข้าสู่กระแสโลกุตระ เข้าสู่กระแสมรรคผลพระนิพพานทุกดวงจิต น้อมกระแสบุญลงมา ให้ทุกอย่างให้โลกใบนี้ ให้จักรวาลนี้ มีแต่แสงสว่างแห่งบุญกุศล กายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพเรา อยู่บนพระนิพพานสว่างไสว เราตั้งใจว่าการเจริญเมตตาการแผ่เมตตานี้ ถือว่าเป็นปฏิปทาสาธารณประโยชน์ มีผลในการปฏิบัติจริง เกิดผลจริง เกิดกำลังบุญจริง เกิดบารมีได้จริง

จากนั้นน้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกๆ ท่านบนพระนิพพาน กราบด้วยความนอบน้อม กราบด้วยความเคารพ กราบด้วยความซาบซึ้งในกุศล กำลังบุญขอจงรวมตัวกันคุ้มครองชาติบ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่คิดร้ายต่อชาติบ้านเมือง ขอจงเกิดกำลังแห่งพุทธานุภาพเป็นมหาสะท้อน ย้อนกลับผู้ที่คิดร้าย คิดลบ คิดทำลายล้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดินแดนนี้เป็นดินแดนที่จารึกพระพุทธศาสนา ดินแดนนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้คิดร้ายก็ขอจงแพ้ภัยตนเอง เป็นไปตามวาระ เป็นไปตามกฎของกรรม

จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน น้อมกายทิพย์เรากลับลงมาที่กายเนื้อ กำหนดอาราธนา ให้แสงสว่างกำลังบุญจากพระนิพพาน ส่องครอบคลุมกำลังกรรมฐานที่เราเจริญไว้ เป็นธาตุธรรม เป็นกระแสธรรม ชำระล้างฟอกธาตุขันธ์ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กรรมฐาน 5 จงกลายเป็นแก้วใสบริสุทธิ์ โครงกระดูกจงกลายเป็นอัฐิธาตุที่ใสบริสุทธิ์ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ หลอดเลือด เส้นเอ็น จงสะอาดชำระล้างใสบริสุทธิ์ เซลล์ทุกเซลล์ กล้ามเนื้อทุกส่วน อาการ 32 อวัยวะภายใน ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ กลายเป็นแก้ว กลายเป็นเพชร ชำระล้างธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบเป็นกายเนื้อ ให้สะอาดใสบริสุทธิ์ โรคภัยไข้เจ็บ เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก เซลล์ผิดปกติ พยาธิสภาพโรคร้ายทั้งหลาย จงสลายตัวไปจนหมด ร่างกายขันธ์ 5 หล่อเลี้ยงด้วยกระแสบุญ ร่างกายขันธ์ 5 หล่อเลี้ยงด้วยกระแสธาตุธรรม ความเป็นทิพย์ ความผ่องใส จงปรากฏ ทั้งภายนอกภายในขันธ์ 5 ร่างกาย ความผ่องใส จงปรากฏขึ้นกับจิต กับกายทิพย์ จนเกิดเป็นราศี เกิดเป็นบารมีที่ฉายจากกายเนื้อและกายทิพย์ ของข้าพเจ้าทุกคน โรคภัยไข้เจ็บสลายตัวไป สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์พร้อมแข็งแรง จิตใจมีแต่กุศล มีแต่บุญ มีแต่คิดดี มีแต่ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใจมีความมั่นคง ในคุณธรรมศีลธรรม ใจมีหลัก ใจมีที่ยึด ใจมีสรณะคือไตรสรณคมน์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตดีงามผ่องใส มีแต่บุญกุศล มีแต่โชคลาภ มีแต่ความคล่องตัว เข้ามาสู่ชีวิตของเรา สิ่งใดที่เป็นบาป เป็นเคราะห์ เป็นวิบาก ขอจงสลายตัวไป จงคลายตัวไป จงบรรเทาเบาบางลงไป มีแต่เทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองรักษา

จากนั้นค่อยๆ น้อมจิตโมทนาสาธุ กับกัลยาณมิตรทุกคน ที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกันในวันนี้ และมาเจริญพระกรรมฐานในภายหลัง หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ 3 ครั้ง ค่อยๆ ถอนจิตจากสมาธิ พุทโธ ธัมโม สังโฆ น้อมจิตค่อยๆ ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิด้วยความผ่องใส ด้วยรอยยิ้ม ด้วยแสงสว่าง รู้สึกสัมผัสว่า กายและจิต มีรัศมีผุดมาจากภายในสว่าง

สำหรับวันนี้ ก็ขอโมทนาบุญกับทุกท่าน มีเรื่องแจ้งให้ทราบก็คือ ในสัปดาห์หน้าก็ถึงวาระที่เรา ร่วมบุญถวายมหาสังฆทานประจำเดือนพฤษภาคม ก็เชิญร่วมทำบุญให้เป็นปกติ แล้วก็มีข่าวพิเศษบอกบุญ อุปกรณ์ธรรมทาน ก็คือการถ่ายทอดสดของพระอาจารย์หนุน วัดพุทธโมกข์ ก็ทางหมู่คณะทางเมตตาสมาธิ ก็จะเป็นเจ้าภาพถวายยังขาดปัจจัยอยู่บ้าง ยังขาดอีกหลายบาทอยู่ ก็ท่านใดที่อยากทำบุญธรรมทาน ในการเผยแพร่ เวลาที่พระอาจารย์หนุนท่านไปเทศน์ที่ไหน ก็จะได้มีผู้ได้รับชมรับฟัง ก็ถือว่าเป็นบุญธรรมทาน ก็เชิญร่วมบุญได้ ซึ่งจะประกาศต่อไป และก็จะถวายในวันที่ 16 เดือนหน้า วันเสาร์ ที่วัดจันทาราม (ท่าซุง) ถวายหลวงพ่อท่านโดยตรง ใครสะดวกก็ไปได้ตอนค่ำๆ

สำหรับวันนี้ ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ช่วงนี้ก็เร่งความเพียร เร่งการปฏิบัติ สถานการณ์โลกมันก็ยังวุ่นวาย ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เราก็รักษาใจของเราให้มั่นคงไว้ ให้เป็นปกติ ปฏิบัติธรรมเจริญพระกรรมฐานสม่ำเสมอ ยังความเพียรให้ถึงพร้อม ประโยชน์สุขย่อมปรากฏกับเราทุกคน สำหรับวันนี้สวัสดี พบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: รัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้