green and brown plant on water

สรงสงกรานต์ทิพย์พระนิพพาน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569

เรื่อง สรงสงกรานต์ทิพย์พระนิพพาน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

                   กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมกำหนดรู้ในกายเพื่อปล่อยวางร่างกาย   ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วนพร้อมกับความรู้สึกปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕   ปล่อยวางกายปล่อยวางผัสสะที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกเกี่ยวเนื่องกับร่างกาย   อยู่กับความสงบปล่อยวางร่างกายปล่อยวางจิตใจ  ปล่อยวางเพื่อเข้าสู่ความสงบระงับในขันธ์ ๕ นี้   จิตไม่มีความอาลัยความห่วงใยในขันธ์ ๕ นี้   จิตไม่รู้สึกถึงความมีขันธ์ ๕ นี้   ปล่อยวางกายปล่อยวางเรื่องราวทุกอย่างในใจ   ปล่อยวางภาระทั้งหลาย  สงบเป็นสุขผ่องใส  ทรงสภาวะความสงบแห่งการปล่อยวางไว้  ให้อารมณ์แห่งการปล่อยวางมีความตั้งมั่นจนกระทั่งกลายเป็นวสี   ปล่อยวางก่อนความฟุ้ง ปล่อยวางเพื่อความสงบ ยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นฐานปัญญาให้กับวิปัสสนาญาณ   ยิ่งปล่อยวางยิ่งทำให้ฐานของสมถะมีความตั้งมั่นมีความกล้าแข็ง  เพราะเมื่อเราปล่อยวางกายแล้วย่อมทำให้จิตของเราสงบจากความวุ่นวาย   จากความเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องความอยาก  อันได้แก่กามราคะทั้ง ๕  ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะไม่มีกาย ก็ไม่มีอายตนะ ไม่มีกายก็ไม่มีตัวกูของกู เมื่อไม่มีกายก็ไม่มีเวทนาอันเกิดขึ้นจากขันธ์ ๕  ปล่อยวางกายเพื่อเข้าถึงความสงบ ยิ่งปล่อยวางได้ง่ายได้เร็วมากเท่าไหร่ก็คือผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติ  ผลลัพธ์แห่งการเจริญพระกรรมฐาน  ปล่อยวางตั้งแต่แรก สงบ ปล่อยวาง  ทรงสภาวะในความสงบของขันธ์ ๕  ไร้ร่างกาย  ไร้ขันธ์ ๕  ไร้เวทนา  แยกกายแยกจิตแยกรูปแยกนาม  เมื่ออารมณ์จิตของเรามีความทรงตัวในความสงบ  มีปัญญารู้ประโยชน์แห่งการตัดร่างกายขันธ์ ๕  เราเดินจิตเข้าสู่สมาธิในสมถะเพื่อไล่เพื่อเดินกรรมฐานให้ครบจนถึงอารมณ์สูงสุดของอารมณ์สมถะ  ซึ่งกรรมฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเจริญพระกรรมฐานทุกกองก็คือ จุดเริ่มต้นจากอานาปานสติ  อันนี้ครูบาอาจารย์ท่านกำชับไว้เสมอ 

                  เรากำหนดรู้ในลม ทรงสภาวะจินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม  ลมหายใจพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย  การที่เรากำหนดจิตเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านละเอียด  อันนี้จริงๆแล้วก็เป็นวิชาขั้นสูงในการกลั่นลมหายใจให้จากลมหยาบกลายเป็นลมละเอียดทันที   จากลมหายใจจากอากาศทั่วไปธรรมดาให้กลายเป็นปราณ  กำหนดจินตภาพเห็นลมหายใจเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกาย  สติจดจ่อกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจตลอดเวลา ตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม  เชื่อมโยงต่อเนื่องราบรื่น  ลมหายใจลมปราณปราศจากความติดขัด  ลมหายใจยิ่งกลั่นจนเข้าถึงความละเอียด ลมนั้นก็กลายเป็นปราณที่มีพลังซึ่งเมื่อสะสมเพาะบ่มในอานาปานสติให้เป็นปราณมากเข้านานเข้า  จากลมปราณก็สามารถเป็นพลังทางร่างกายได้จริงๆ  เป็นพลังที่ใช้ในการเดินธาตุ ในการเดินลมปราณ  ใช้ในการเยียวยารักษาร่างกายทั้งตัวเราและบุคคลอื่น  กำหนดจิตกำหนดรู้ในคุณประโยชน์จากการเจริญพระกรรมฐานที่สอนให้เป็นพิเศษไว้   ในอนาคตในยามที่เกิดภัยพิบัติ  ถึงเวลาไม่มียาไม่มีหมอ มีความขาดแคลนหรือแม้กระทั่งในยามที่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดการใช้อาวุธชีวภาพ เกิดรังสีต่างๆ คนที่มีพลังปราณก็มีความแข็งแรงของร่างกายขันธ์๕ มากกว่าคนอื่น รวมถึงมีพลังที่จะต้านทานต่อภัยต่อโรคต่อพิษที่รับมาได้มากกว่าคนอื่น    กำหนดจดจ่อทรงอารมณ์อยู่กับสภาวะที่เห็นลมหายใจกลั่นละเอียดเป็นแพรวไหมระยิบระยับพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย  ลมหายใจยิ่งละเอียดยิ่งสงบ   ลมหายใจละเอียดเรารู้  ลมหายใจหยาบเรารู้  ยิ่งจิตสงบทรงเป็นฌานมากเท่าไหร่ลมหายใจก็ยิ่งละเอียดเบาทรงสภาวะสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจละเอียด   ลมหายใจเป็นแพรวไหมระยิบระยับนี้อารมณ์จิตสงบระงับจากความวุ่นวายอยู่กับลมหายใจ  ทรงสภาวะไว้ จิตสงบเบาสบาย ลมหายใจสบายอารมณ์จิตเบาสบายลมหายใจละเอียดจิตยิ่งสงบลงเข้าถึงความสงบระงับ เข้าถึงความสงบของจิต  ประคับประคองสภาวะอารมณ์พระกรรมฐานแต่ละจุดที่เราฝึก พยายามทรงสภาวะให้มีความเสถียรตั้งมั่นราบรื่น  อย่างน้อยที่สุดเป็นเวลาแต่ละจุด ๓๐วินาทีหรือครึ่งนาทีขึ้นไป  เมื่อไหร่ที่เราทรงสภาวะกรรมฐาน อารมณ์พระกรรมฐานแต่ละจุดได้อย่างตั้งมั่นมีความเสถียรก็คือไม่กวัดแกว่ง จิตยังสงบลมหายใจยังละเอียดเบาอยู่  ทรงสภาวะความสงบของลมหายใจลมหายใจละเอียดสงบเบาสบายนี้   จากนั้นกำหนดเดินจิตต่อ ยกจิตเข้าสู่ฌาน ๔ ในอานาปานสติ  กำหนดจิตหยุดจิต  นิ่งหยุดจนอารมณ์จิตทรงตัว จากนั้นจึงเดินเข้าสู่ฌานในกสิณ  กำหนดจากจุดที่หยุดจินตภาพให้เห็นจากจุดกลายเป็นดวงแก้วใสสว่างขึ้น  แล้วก็จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เราเคลื่อนจิตเดินพระกรรมฐานเข้าสู่กสิณ  การจับลมหายใจไม่ต้องไปสนใจ  เราย้ายจากการจับลมความรู้สึกของลมหายใจมาที่การกำหนด  สติจดจ่ออยู่กับภาพของกสิณ  ลมหายใจปล่อยมันไม่ต้องสนใจทั้งสิ้นเพราะถ้าเมื่อไหร่เราเดินจิตเข้าสู่กสิณ แล้วไปสนใจลมหายใจมันก็จะกลายเป็นว่าเราถอยหลังลง  เพราะกำลังของกสิณนั้นอันที่จริงแล้วสูงกว่าอานาปานสติ  กสิณเป็นบาทฐานของอภิญญา อานาปานสติเป็นบาทฐานของกรรมฐานทั้งหมด และนัยหนึ่งก็คือเป็นบาทฐานของสุขวิปัสสโก  แต่กสิณเป็นบาทฐานของเตวิชโช ฉฬภิญโญขึ้นไป ส่วนอรูปสมาบัติเป็นบาทฐานของปฏิสัมภิทาญาณ   ดังนั้นเมื่อเราเดินจิตเข้าสู่กสิณ  กำหนดเห็นจิตเป็นดวงแก้วแล้วปล่อยวางไม่ต้องไปสนใจลมหายใจจดจ่ออยู่กับภาพ  ** สิ่งสำคัญก็คือการที่เราฝึกจับภาพให้เป็นดวงแก้ว เพราะดวงแก้วนี้จะมาเชื่อมโยงกับจิตของเรา  ภาพนิมิตที่เห็นก็ให้เราเห็นเป็นจิตของเราเอง   ดังนั้นเมื่อไหร่ที่จิตเราใสแพรวพราวเป็นเพชรประกายพรึก  เมื่อนั้นจิตของเราก็สะอาดจากกิเลส   ถ้าจิตเราไม่สามารถทรงสภาวะความเป็นประกายพรึกสว่างได้ ก็แปลว่าจิตของเราตอนนั้นมันมีกำลังไม่ถึงฌาน มีกำลังร่วงลงหรือมีกิเลสเข้ามาจร

                  ตอนนี้ให้เราทรงอารมณ์ฝึกไว้อันที่จริงเวลาที่ฝึกกสิณ นิมิตของกสิณนี้จริงๆแล้ววิธีดูมันก็มีง่ายๆ ๒ ระดับ ๓ ระดับ    ระดับแรกก็คือการเห็นกสิณต้น  กสิณต้นก็คือเห็นเป็นก้อนดิน  เห็นเป็นภาพนิมิตของน้ำ  เห็นนิมิตของไฟ เห็นนิมิตของวรรณกสิณ ก็คือทรงกลม สีต่างๆ หรือเห็นเป็นดวง แสงสว่างก็คืออาโลกสิณ หรือเห็นเป็นที่ว่างโล่งทะลุไปเป็นที่ว่างๆก็คืออากาศกสิณก็คือที่ว่าง  รวมเป็นทั้งหมด ๑๐ คือ ธาตุ ๔ วรรณะ ๔ อาโล อากาศรวมเป็น ๑๐ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ยาก แต่เวลาที่เราฝึกพอฝึกจริง เอาให้เร็วใช้งานจริง  ถ้าฝึกเองทรงอารมณ์เองก็ไม่ต้องไปไล่ตั้งแต่เป็นใส  กำหนดปุ๊บเห็นจิตเราเป็นเพชรประกายพรึกผนึกว่าภาพนิมิตที่เห็นจิตเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง มีรัศมีก็คือจิตของเราก็คือดวงกสิณ  จิตคือกสิณ กสิณคือจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อไหร่ที่ฝึกแล้วภาพกสิณคือความประภัสสร มันมีความเต็มกำลัง   ก็ให้เราจำอารมณ์จำสภาวะจำกำลังใจที่เราตั้งไว้ในระดับนี้ให้ได้  ถือว่าเป็นฐานเป็นมาตรฐานของเรา  คำว่าฐานหรือมาตรฐานที่เราทำที่เรากำหนดภาพ  จำไว้ว่าเราสามารถยกกำลังให้สูงขึ้นไปอีก  ก็คือใสแล้วใสขึ้นไปอีก  สว่างแล้วสว่างขึ้นไปได้อีก แพรวพราวระยิบระยับแล้วก็แพรวพราวระยิบระยับขึ้นไปได้อีก  แต่ฐานที่ว่านี้ก็คือเราทำให้ได้เป็นมาตรฐานเป็นกำลังของเรา ตามกำลัง หมายความว่ากำลังบุญ กำลังจิต กำลังทักษะ กำลังบารมีที่เราฝึกฝนแต่ละคนเต็มกำลังมันทำได้ไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเราทำได้เต็มที่เท่าไหร่ ทำได้เต็มที่เท่าไหร่เวลาฝึกฝนอย่างน้อยพอเราขึ้นในอีกวันใหม่หรือครั้งต่อไป เราตั้งกำลังใจไว้ว่าเราจะต้องทำให้ได้เท่าเดิมแบบนี้เสมอ  นอกจากมันเกิดอุปสรรคเช่นวันนี้ป่วย วันนี้เหนื่อยมาก วันนี้เพลียมากไม่ไหวจริงๆมันอาจจะดรอปไปบ้าง อาจจะตกลงไปบ้าง อันนี้ยอมรับว่าเป็นไปตามสภาพของขันธ์ ๕  แต่ถ้าในยามที่ร่างกายเราปกติแข็งแรง  เราฝึกทุกครั้งต้องให้ได้ตามมาตรฐานเช่นนี้ทุกครั้งถือว่าเป็นเต็มกำลังของเรา  แล้วก็ถ้าเราฝึกเอาดีเต็มที่ การที่เราฝึกเราได้เต็มกำลังของเราเท่านี้ก็จงอย่าพอใจ เราจงคิดพิจารณาว่าเรายังสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้  ให้ใสได้ยิ่งกว่านี้สว่างได้ยิ่งกว่านี้แพรวพราวได้ยิ่งกว่านี้  รัศมีจิตระยิบระยับได้ยิ่งกว่านี้  ถ้าเมื่อไหร่เราคิดได้แบบนี้  การปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของเราก็จะมีความก้าวหน้าขึ้นจิตตานุภาพเพาะบ่มสะสมมากขึ้น  และการที่เราฝึกความระยิบระยับของจิตที่เราเห็นที่เราทรงอารมณ์ได้นั้นมันจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการที่เราฝึกมโนมยิทธิ  จิตเราใสจิตเราสว่างแพรวพราวมากเพียงใดเวลาที่เรากำหนดยกจิตขึ้นไปกราบพระ  องค์พระก็สว่างแพรวพราวมากขึ้นดังที่เราสามารถทรงอารมณ์ที่จิตประภัสสรเช่นนั้นได้เช่นกัน 

                 ดังนั้นบางคนที่เขาเต็มกำลังตลอดเวลาก็คือ  ฝึกแบบนี้ ฝึกให้กรรมฐานการทรงภาพ การทรงสภาวะมีฐานที่มันเต็มกำลังของตัวเอง  แล้วก็มีความเพียรมีความวิริยะที่จะพัฒนาให้ใสขึ้นสว่างขึ้นชัดเจนขึ้น  ยิ่งทำแบบนี้สะสมไปนานเข้า ๑ปี ๒ปี ๕ปี ๑๐ปี กำลังฌานสมาบัติมันก็มีความทรงตัว  มโนมยิทธิเพียงแค่กำหนดปุ๊บก็สามารถยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานได้ ถึงเวลาจริงคนที่เขาฝึก คนที่เขาปฏิบัติ คนที่เขาทรงอภิญญา ถึงเวลาแทบไม่ต้องตั้งท่า กำหนดนึกปุ๊บถึงเลยไม่ต้องไปรอ  คำว่าไม่ต้องไปรอหมายความว่า  ไม่ต้องไปรอเวลาค่ำ เวลาที่เราเจริญกรรมฐานเป็นปกติ อยู่ที่ใดอยู่ที่ไหนฝึกได้ตลอดทันที  ดังนั้นก็จะสัมพันธ์กันกับที่สอนว่าต้องเข้าฌานให้เร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวเพราะถึงเวลาที่จริงคนที่เขาทรงมโนมยิทธิที่มีความคล่องตัว เขาก็จะยกจิตขึ้นไปเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียวเช่นกัน  ดังนั้นทุกอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน  เราสามารถปฏิบัติ สามารถพิสูจน์ สามารถปฏิบัติตามจนเห็นผลได้จริงและถึงเวลาเมื่อไหร่ที่เราทรงมโนมยิทธิ  เราสามารถที่จะกราบทูลกราบเรียนถามกับพระพุทธองค์ท่านโดยตรง  แล้วก็จำไว้เสมอว่าเราฝึกมโนมยิทธิเพื่ออะไร  เราเจริญพระกรรมฐานเพื่ออะไร ให้เราตั้งใจไว้ดังคำที่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสถามเวลาที่พระภิกษุบวชพรหมจรรย์หรือการเจริญพระกรรมฐานของเรานั้น เป็นไปเพื่อลาภยศ เป็นไปเพื่อให้คนสรรเสริญ เป็นไปเพื่อฤทธิ์เดช หรือเป็นไปเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ถ้าเมื่อไหร่ที่เราใช้กำลังของมโนยิทธิเพื่อเป็นบาทฐานเพื่อเจริญพระกรรมฐานเจริญสมถะ เจริญวิปัสสนาญาณเพื่อมรรคผลพระนิพพานเป็นที่สุด  เมื่อนั้นการปฏิบัติของเรามโนมยิทธิเป็นโลกุตตรอภิญญา  ถ้าเราใช้เพื่อลาภสักการะเพื่อให้คนยกย่องสรรเสริญอันนั้นก็กลายเป็นโลกิยอภิญญา  ซึ่งก็มีความเสื่อมไปในที่สุด   มโนหายไปได้ในที่สุดแต่ถ้าเมื่อไหร่เราฝึกเพื่อมรรคผล  พระท่านก็จะสงเคราะห์เราเสมอสงเคราะห์เราตรง   ดังนั้นให้เราสังเกตดูคนอื่นที่เขาฝึกมโนมยิทธิ   ถ้าเขายังขยันไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ไปดูจิตคนนั้นคนนี้ไปวุ่นวายเรื่องต่างๆจนเกินไปเกินพอดีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของมรรคผล ไม่เกี่ยวกับเรื่องของปฏิปทาสาธารณประโยชน์อันนั้นสุดท้ายก็ยังมีโอกาสเสื่อม  หรือมีโอกาสที่ญาณเครื่องรู้มันมีความผิดพลาดมันไม่แม่นยำ  แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราใช้เป็นโลกุตตรอภิญญา  โลกุตตรญานคือเวลาที่เรากราบทูลกราบเรียนสนทนากับพระท่าน  ถามธรรมะพระท่านไม่ว่าจะเป็นพระที่เป็นพระใหญ่คือพระพุทธเจ้า หรือพระที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าพระอรหันต์หรือแม้แต่การที่เราได้สนทนาธรรม  สอบถามข้อธรรมจากพระอรหันต์ในยุคพุทธกาล เช่นพระสารีบุตร  พระโมคคัลลานะ พระอุปคุตเป็นต้น     มีหลายคนที่ปฏิบัติก็เป็นลูกศิษย์สายตรงกับพระโมคคัลลานะ  หลายคนก็เจริญธรรมสอบถามข้อธรรมโดยตรงกับหลวงพ่อท่าน  บางคนก็สอบถามข้อธรรมโดยตรงกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน  บางคนก็สอบถามข้อธรรมโดยตรงกับสมเด็จองค์ปฐม   อันนี้ล่ะก็คือประโยชน์สูงสุดของการที่เราฝึกมโนมยิทธิ  ดังนั้นคำทำนายที่กล่าวไว้ว่าในอนาคตเข้าสู่ยุคชาววิไลพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองดั่งสมัยพุทธกาล  เหตุผลก็ทำไมถึงเจริญดังสมัยพุทธกาลก็เพราะพุทธบริษัท๔  มีกำลังใจตรงในมรรคผล  ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานอันนี้คือข้อแรก  ส่วนข้อที่สองก็คือทำไมจะไม่เหมือนพุทธกาล  ในเมื่อพุทธบริษัท๔  จำนวนมากสามารถยกกำลังใจทรงอภิญญาจิต ยกจิตไปกราบทูลไปสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าได้  ตรงนี้คนที่ปฏิบัติถึงก็จะเข้าใจ คนที่ปฏิบัติไม่ถึงก็ย่อมมีวิจิกิจฉามีความสงสัยเป็นปกติ แต่ในพ.ศ.นี้ช่วงเวลานี้ถ้าเราสังเกตดูในสังคมโดยเฉพาะยิ่งในหมู่ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะที่เป็นสายหลวงพ่อฤาษี  สายอื่นที่ปฏิบัติธรรมก็ประกาศชัดเจนว่าการปฏิบัติของเธอของเขา  เขาปฏิบัติเพื่อพระนิพพานทั้งนั้น ขอนิพพานชาตินี้กันเป็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติ  จากที่เมื่อก่อนไม่มีใครกล้าพูด การพูดการโพสต์ว่าตั้งใจปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้นก็เพราะจิตของบุคคลนั้นเมีความมั่นใจมีความมั่นคง  คนที่ไม่มั่นใจคนที่ไม่มั่นคงคนที่ยังละวิจิกิจฉาในตัวเองไม่ได้ ก็ย่อมไม่สามารถที่จะประกาศตัวอย่างนั้น    ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคำทำนายมันเริ่มเป็นจริงชัดขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นก็ให้เราลองพิจารณาดู 

                 กำหนดจิตทรงอารมณ์ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน  อธิษฐานจิตขอสภาวะบนพระนิพพานนั้นขอจงปรากฏมหาสมาคมดังยุคที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่   มีพระพุทธเจ้าสมเด็จพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่งเป็นประธาน   มีพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรอยู่ซ้ายขวา มีพระอานนท์นั่งอยู่ใกล้ๆพระพุทธเจ้า รายล้อมห้อมล้อมด้วยพระอรหันต์สาวก มีพระอสีติมหาสาวกอยู่ด้านหน้าและพระอรหันต์องค์อื่นๆก็อยู่ตามลำดับตามอาวุโส   กำหนดจิตน้อมจิตว่า “ จิตข้าพเจ้าได้สัมผัสดังยุคสมัยพุทธกาล  ธรรมนั้นเป็นอกาลิโก ธรรมะของพระพุทธเจ้าแม้ท่านทรงสอนตรัสมา ๒๕๐๐ ปีเศษแล้วก็ตาม  แต่ธรรมอันเป็นอกาลิโกนั้นก็คงอยู่สภาวธรรมก็ยังคงอยู่  ผลแห่งธรรมในการปฏิบัติก็ยังคงอยู่  มรรคผลพระนิพพานก็ยังคงอยู่   ตั้งจิตตั้งใจว่าแม้ข้าพเจ้ามาเกิดในภายหลังมาสัมผัสมาปฏิบัติในภายหลังแต่ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสแห่งพระธรรม  ได้ลิ้มรสแห่งกระแสโลกุตตรธรรม ”   กำหนดจิตนะตอนนี้เรานั่งอยู่ท้ายๆเพราะตามอาวุโสเราอยู่ท้าย  ภูมิธรรมเรายังอยู่ท้าย แต่เรายังอยู่ในหมู่แห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย  อยู่ในกระแสดุจดั่งสมัยพุทธกาล  ดังนั้นการที่เราทรงมโนมยิทธิได้  จุดใดก็ตามข้อธรรมใดก็ตามที่เราติดขัด เราสามารถกราบทูลกราบเรียนถามท่านได้ทั้งนั้นความรู้สึกความเชื่อมั่นความมั่นคงในธรรมย่อมเต็มอยู่ในจิตใจของเรา   ให้เรากำหนดจิตขอยกกำลังใจยกอทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน  ในวาระนี้วันนี้ก็ขอให้จงปรากฏสภาวะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์  ขอจงปรากฏเต็มกำลังสว่างแพรวพราวชัดเจนให้จิตข้าพเจ้าสัมผัสได้ถ้วนทุกพระองค์    จากนั้นกำหนดจิตน้อมกราบอทิสมานกายจงปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพ  จากนั้นกำหนดจิตว่าวันนี้เป็นการปฏิบัติพระกรรมฐานในคืนก่อนวันเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของไทยก็คือวันมหาสงกรานต์   เราก็ได้โอกาสพิเศษ  ปกติเราสรงน้ำพระพุทธรูป  สรงน้ำครูบาอาจารย์ สรงน้ำพ่อแม่  วันนี้เราใช้กำลังพระกรรมฐานเราขึ้นมาสรงน้ำถือว่าท่านเป็นพ่อแม่ของเรา   อธิษฐานจิตขออทิสมานกายจงปรากฏสังข์อันเป็นแก้ววิเศษ  เป็นมหาสังข์ที่ใสสว่างมีการแกะสลักวิจิตรบรรจงปรากฏขึ้นบนมือของเรา   เราประนมสังข์นี้ขึ้นมาตรงอกของกายพระวิสุทธิเทพ  อธิษฐานว่าขอกำลังบุญทานศีลภาวนา  กำลังพระกรรมฐาน บุญที่เราสร้างสะสมไว้ขอจงปรากฏเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่เราขอน้อมเป็นพุทธานุญาต ธรรมานุญาต สังฆานุญาตบรรจงสรงบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย   อธิษฐานจิตนะคราวนี้เราขออนุญาตค่อยๆบรรจงไปจัดการสรงของเราเองนะ   ค่อยๆสรงน้ำที่เป็นน้ำทิพย์จากสังข์ที่พระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า  เริ่มจากสมเด็จองค์ปฐม  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์  องค์ไหนที่เราเคารพนับถือเป็นพิเศษนะ เราสรงน้ำบนพระนิพพานก่อนนะกำหนดจิตว่าเรารำลึกเรากตัญญูเรามาสรงน้ำทุกท่านทุกๆพระองค์    ยามที่สรงน้ำหยาดไป ใจเราก็เอิบอิ่มชุ่มฉ่ำ  สรงด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพอย่างแท้จริง  หลวงพ่อท่านมาเราก็สรงนะ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรองค์ไหนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ใดที่ท่านมีวาระเกี่ยวพันกับเรา  เราก็สรงครูบาอาจารย์ในยุคเก่ายุคโบราณ  องค์ไหนที่เกี่ยวเนื่องกับเรา เราก็สรงน้ำด้วยความเคารพ  วันนี้มีพิเศษนะครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกกับหลวงพ่อท่านมาด้วย   เราอธิษฐานสรง สรงจนรู้สึกว่าใจเราเอิบอิ่ม  สรงด้วยความรู้สึกกตัญญูความขอบคุณที่ท่านดูแลอบรมสั่งสอน  จนกระทั่งรู้สึกว่าสรงบนพระนิพพานได้ครบทุกพระองค์   

                จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไปนะ  กำหนดพิเศษยกจิตขออนุญาต ขอพุทธานุญาตพระพุทธเจ้า  ขออนุญาตหลวงพ่อสงเคราะห์ขอพาอทิสมานกายเราไปที่พรหมโลก  อธิษฐานขอให้เห็นเศียรแห่งท้าวมหาพรหมที่อัญเชิญในวาระสงกรานต์   กำหนดจิตอธิษฐานหยาดน้ำทิพย์จากสังข์แห่งบุญนี้ลงที่พานที่เทิดเศียรของท้าวมหาพรหมไว้  พรมนางมหาสงกรานต์  จากนั้นกำหนดขออนุญาต ขออนุญาตพรมน้ำสรงให้กับท่านท้าวสหัมบดีพรหมท่านผู้เป็นใหญ่บนพรหมโลก  จากนั้นกำหนดจิตต่อไปว่าท่านพรหมองค์ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันเป็นพ่อแม่เป็นครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้ามาในกาลก่อนก็ขอให้ปรากฏองค์ขึ้น  ให้ข้าพเจ้าได้สรงน้ำทิพย์ในวาระสงกรานต์  ขอความเป็นมงคลความกตัญญูกัตตเวทิตาจงเป็นคุณ จงเป็นบุญ  จงเป็นกระแสความสว่างคุ้มกายคุ้มจิตข้าพเจ้า  อำนาจแห่งความกตัญญูกัตเวทิตานี้เป็นธรรมที่คุ้มครองเรา  เมื่อถึงพรหมโลกสรงครบทุกองค์  ก็อธิษฐานจิตต่อไป ไปที่ดินแดนอากาศเทวดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปที่พระแท่นไปกราบท่านปู่ท่านย่า   ขอสรงท่านแต่โดยดี  คราวนี้เมื่อสรงแล้วเป็นไงบ้างท่านดีใจมั้ย  ท่านกอดท่านลูบหน้าลูบหลังเรามั้ย  สรงท่านปู่ท่านย่า  ขออนุญาตสรงท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔  ท่านมเหสักขาพี่ๆทั้งหลายเพื่อนๆทั้งหลายแล้วก็อธิษฐานขอให้ปรากฏพ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์ที่อยู่ในอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น  มีท่านใดบ้างก็ขอเมตตามาปรากฏ  สรงน้ำคุณพ่อคุณแม่ของเรา  บางคนเสียไปแล้วเราก็สรงท่าน  ท่านอยู่ดาวดึงส์ก็ดี  อยู่ดุสิตก็ดี  อยู่จาตุมก็ดี อยู่ยามาก็ดีหรือชั้นใดก็ดี  อยู่นิมมาน อยู่ปรนิมเราก็สรงว่า  ความกตัญญูนี้เราขอน้อมกราบถึงพ่อแม่ถึงปู่ย่าตายายของเราญาติทั้งหลาย   ขอบุญจงถึงท่านทุกพระองค์   จากนั้นกำหนดจิตต่อไปนะขออนุญาตสรงพระภูมิเจ้าที่เจ้าที่เจ้าทางที่บ้านเรือนของเรา  ขอท่านมาปรากฏกายทิพย์เรามาปรากฏที่บ้าน  ขอเจ้าที่ท่านมา บอกขอให้ท่านโมทนาในทุกบุญกุศลของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าร่วมบุญมหาสังฆทานทุกครั้งให้ท่านมีส่วนร่วม  ข้าพเจ้าเจริญกรรมฐานทุกครั้งขอให้ท่านมีส่วนร่วม   ข้าพเจ้าสร้างกุศลใดขอให้ท่านโมทนามีส่วนร่วมทุกประการ  ให้บุญท่านมากขึ้น  แสงสว่างมากขึ้น  มีกายใหญ่ขึ้น  บารมีสูงขึ้นมีเทพฤทธิ์มากขึ้น   จากนั้นกำหนดจิตขออนุญาตสมเด็จองค์ปัจจุบัน หลวงพ่อขอให้ข้าพเจ้าได้ไปสรงที่สำนักพยายมไปกราบลุงพุฒิ  ไปกราบนายนิรยบาลทั้งหลาย  หลายท่านก็เมตตาสงเคราะห์มาเตือน มาเตือนทั้งตัวเรามาเตือนทั้งญาติพี่น้อง  มาเตือนพ่อแม่เราก่อนถึงวาระให้เตรียมตัว เป็นพยานบุญให้กับตัวเราให้กับญาติของเรา    เรากำหนดจิตสรงน้ำทิพย์จากสังข์อันเป็นทิพย์เป็นแก้ววิเศษ  สรงบูชาคุณท่าน ขอท่านปรากฏกายเป็นกายสวยๆ ขอลุงพุฒิปรากฏกายเป็นกายของพรหม  พยายมราชปรากฏเป็นกายแห่งพรหม  แล้วเราสรงด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ  ขอให้ท่านเป็นพยานบุญของเรา   

                จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐานขอสมเด็จองค์ปัจจุบันสงเคราะห์  ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปสรงไปกราบพ่อธาตุแม่ธาตุทั้ง ๔ มีแม่พระธรณี แม่พระคงคา พ่อพระเพลิง พระพาย  กำหนดสรงกราบท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่พระธรณีท่านเป็นพยานบุญทั้งหลายของเรา  แม่พระคงคาเป็นพยานบุญทั้งหลายจากหยาดน้ำที่เรากรวดน้ำ  สรงท่านแล้วก็ขอให้ท่านเมตตาคุ้มครองเราจากภัยพิบัติทั้งปวง   ให้ข้าพเจ้าปลอดภัยจากภัยพิบัติทางดินน้ำลมไฟทั้งปวง เคมีรังสีทั้งหลายพิษทั้งหลายไม่อาจกล้ำกายข้าพเจ้าได้   จากนั้นกำหนดจิตนะกายทิพย์เราแยกอทิสมานกายไปสรงที่ศาลหลักเมือง  ที่วัดพระแก้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาสำคัญก็คือพระสยามเทวาธิราช  ท่านอยู่หรือรวมหรือประชุมกันอยู่ เรื่องราวเกี่ยวกับชาติแผ่นดิน ประชุมกันอยู่ที่วัดพระแก้ว   กำหนดขออนุญาตสรงน้ำทุกท่านทุกๆพระองค์  พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี  พระสยามเทวาธิราช พระคลังมหาสมบัติ  ดวงจิตดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตตราธิราชเจ้าทุกพระองค์  เทวดาที่รักษาเสวตฉัตร  อธิษฐานจิตสรงน้ำถวายทุกท่านทุกๆพระองค์ เมื่อสรงน้ำครบหมดแล้วเราก็อธิษฐานนะ   กำหนดจิตขออาทิสมานกายของเราจงปรากฏพร้อมด้วยสังข์แก้วปรากฏลอยอยู่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองใกล้กับวัดพระแก้ว   อธิษฐานจิตว่าขอให้บุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้ากระทำบำเพ็ญนี้ ทานศีลภาวนาการเจริญพระกรรมฐาน  ขอรวมตัวเป็นบุญ บุญที่ตกหล่นทั้งหลาย ลืมหยาดน้ำ ลืมกรวดน้ำ ลืมอธิษฐานข้าพเจ้าขอให้บุญทั้งหลายจงมารวมตัวกัน  จากนั้นหยาดน้ำลงสู่ปฐพีบริเวณเสาแห่งศาลหลักเมืองอันเป็นหลักชัยของแผ่นดิน   ขอบุญนี้จงหล่อเลี้ยงลงสู่ปฐพีบ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้า   ขอบุญทั้งหลายหล่อเลี้ยงลงให้ผืนแผ่นดินสยามประเทศนี้จงรุ่งเรืองขึ้นสู่ยุคชาววิไลในที่สุดด้วยเทอญ   บุญจงเกิดผลสว่างเมื่อหยาดน้ำลงสู่ปฐพีแล้วก็ให้ดูว่าเกิดแสงสว่างขึ้นกับแผ่นดินมั้ย  ผืนแผ่นดินใสสว่างเป็นแก้ว  อธิษฐานจิตขอบารมีพระท่านสงเคราะห์  ขอบารมีพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองพระหลักเมืองที่ดูแล  เมื่อผืนแผ่นดินสว่างใสขอให้ข้าพเจ้ามองทะลุลงไปเห็นทรัพย์แผ่นดิน  ปรากฏทรัพย์แผ่นดินปรากฏขึ้นกับจิตกับความเป็นทิพย์ของเรา   ขอให้ทรัพย์แผ่นดินจงปรากฏขึ้นผุดขึ้นในยามเข้าสู่ยุคชาววิไล  ทองเพชรแร่ใสพลังงานต่างๆจงปรากฏขึ้น   บุญทั้งหลายจงปรากฏขึ้น  บุญที่เราตั้งจิตหยาดลงสู่ปฐพีนั้นมีผล  แรงอธิษฐานที่เราทำนี้มีผลมากกว่าอามิสบูชาเพราะเป็นปฏิบัติบูชา  บูชาด้วยกรรมฐานเต็มกำลัง  บูชาด้วยความเป็นทิพย์เต็มกำลัง  เมื่อเราอธิษฐานเปิดพระธรณีเปิดแผ่นดินเปิดด้วยบุญแล้ว  เราก็ยกจิตกลับขึ้นไปบนพระนิพพาน ขึ้นไปกราบสมเด็จองค์ปฐม  กราบพระพุทธเจ้าแล้วก็อธิษฐานจิตนะ   ขอดวงพระวิญญาณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระพันปีหลวงเมตตาปรากฏ  อธิษฐานจิตขออนุญาตที่จะหยาดน้ำสรงถวายทั้ง ๒ พระองค์ สรงพระบาททั้งสองพระองค์  จากนั้นกราบด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อมด้วยความกตัญญูต่อท่านแล้วก็กราบทูลถามท่านว่า  ท่านทราบถึงกำลังใจที่ข้าพเจ้าทำให้กับบ้านเมืองมั้ย  ท่านรับรู้รับทราบในกุศลความดีที่เราทำถวายให้กับชาติศาสนาพระมหากษัตริย์มั้ย  ให้เราได้มีความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ให้เราซาบซึ้งที่ท่านทรงทราบ   แล้วก็กราบทูลถามว่าท่านเมตตาคุ้มครองเราทุกคนหรืออยู่ในสายพระเนตรเสมอมั้ย  ให้เรากำหนดรู้ของเรานะ เป็นความปลื้มปิติของเรา  การเจริญพระกรรมฐานของเรานั้นเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนคือมรรคผลพระนิพพาน  ทั้งต่อปฏิปทาสาธารณประโยชน์  คือช่วยเหลือชาติช่วยเหลือศาสนาช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ช่วยเหลือโลกใบนี้ สังสารวัฏนี้ด้วยกำลังของบุญด้วยความเป็นทิพย์  เราได้ทำประโยชน์ ชีวิตของเรามีประโยชน์   การเกิดของเรานี้คุ้มแล้วที่ได้เกิดมาได้สร้างคุณประโยชน์  แม้ว่าทางวัตถุทางโลกเราอาจจะเหมือนกับทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในทางจิตในทางพระกรรมฐานในทางบุญในทางทิพย์เราได้สร้างบุญกุศลมากมายมหาศาลมากกว่าผู้ที่เขาร่ำรวยมั่งคั่งกว่าเราอีกหลายๆคน   ตรงนี้ก็ให้เราจดจำเอาไว้เป็นปฏิปทาว่า  การเจริญพระกรรมฐานของเรานั้นยังประโยชน์คุ้มค่าแห่งการปฏิบัติแล้ว   มีผลจริงเกิดประโยชน์จริง  ยังประโยชน์ต่อตนต่อส่วนรวมได้จริง       จากนั้นกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์ กราบลาสมเด็จองค์ปฐม กราบลาทุกท่านบนพระนิพพาน กราบลาเทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  กราบลาบูรพกษัตราธิราชเจ้า กราบลาพ่อแม่ในอดีตชาติทุกๆพระองค์  กราบด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ   ตั้งใจว่าสงกรานต์ปีนี้มหาสงกรานต์ปีนี้เราได้เฉลิมฉลองมหาสงกรานต์ทิพย์บนพระนิพพาน   ได้มีโอกาสใช้กายทิพย์สรงหยาดน้ำทิพย์ถวายทุกท่านทุกๆพระองค์ ในกำลังใจที่สูง  ซึ่งบางครั้งบางเวลาที่เราสรงน้ำพ่อแม่เราด้วยกายเนื้อก็อาจจะไม่มีความซาบซึ้ง สัมผัสเข้าไปได้ลึกซึ้งอย่างที่เราใช้กำลังความเป็นทิพย์มาสรงด้วยกายทิพย์เช่นนี้   พ่อแม่เราที่อยู่สวรรค์อยู่บนพรหมก็พลอยได้รับกระแสบุญจากน้ำที่เราหยาดก็คือบุญที่เราตั้งจิตอุทิศจากสังข์แก้วนี้

                  ตอนนี้ก็ให้เรายกจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์ อธิษฐานขอให้เกิดกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมกายเราทั้งหมด กายทิพย์รวมกับกายเนื้อสมบูรณ์ กำลังบุญจากการเจริญกับพระกรรมฐานส่องลงมาคลุมกายฟอกธาตุขันธ์ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์ โครงกระดูกหลอดเลือดเส้นเอ็นกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์  เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอาการ ๓๒ อวัยวะภายในทุกส่วนกลายเป็นแก้วกลายเป็นทิพย์  กระแสบุญกุศลไหลเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์  บุญหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์สลายร้างโรคภัยไข้เจ็บสลายออกไปจนหมด  มีแต่บุญหล่อเลี้ยงคุ้มครองชีวิตของเรา  มีแต่กุศลหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา มีแต่กระแสความเป็นทิพย์พระนิพพานหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ ๕ ของเรา  จิตสว่างผ่องใส กายสว่างผ่องใส กายจิตสะอาดใจเอิบอิ่มเบิกบาน บุญกุศลเราได้สร้างสำเร็จ บุญจากการเจริญพระกรรมฐานเป็นบุญสูงสุดยิ่งกว่าทานและการรักษาศีล  เราครบทั้งทานศีลภาวนานะในกำลังพระกรรมฐานสูงสุดเสมอ   ใจเรามีความอิ่มยินดีในธรรมที่ได้เจริญไว้ดีแล้ว  ยินดีในจิตแห่งความกตัญญูกัตตเวทิตาที่เราได้ปรากฏได้ทรงสภาวะได้ทรงอารมณ์ดีแล้ว  ความสุขความเจริญย่อมปรากฏขึ้นกับเราตลอดไปจนถึงพระนิพพาน   จากนั้นอธิษฐานจิตค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิ  ตั้งจิตโมทนาสาธุกับทุกท่านทุกคน กัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานในวันนี้ กัลยาณมิตรทั้งหลายที่มาเจริญพระกรรมฐานในภายหลัง  และค่อยๆหายใจเข้าช้าๆลึกๆพุทโธ ธัมโม สังโฆ ถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยจิตเอิบอิ่มเป็นสุข    สำหรับวันนี้ก็ขอเป็นวโรกาสที่ขออำนวยอวยพรอาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้ามีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีเป็นที่สุดอำนวยอวยพรให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญแคล้วคลาดจากภัยพิบัติ จากอุบัตวเหตุภยันตราย ศึกสงครามทั้งหลาย  มีความคล่องตัวแม้คนอื่นเขามีความยากลำบากแต่ก็ขอให้เราทุกคนมีกำลังบุญคุ้มครองรักษานำพาตัวรอดไปได้

                 อันนี้ก็ขออนุญาตเตือนต่อไปสำหรับลูกหลานหลวงพ่อที่อยู่ต่างประเทศ หลวงพี่เล็กท่านก็เมตตาเตือนว่าถ้าเป็นไปได้ก็ให้กลับมาได้แล้วอย่างน้อยก็ให้คิดซะว่ากลับมาเที่ยวประเทศไทยช่วงนี้  พอถ้าช้ากว่านี้ก็มีโอกาสที่จะกลับมาได้ยากเนื่องจากต่อไปมันจะมีความบีบคั้นในเรื่องของความขาดแคลนน้ำมันที่จะเติมเครื่องบินในการเดินทางดังนั้นถึงมีเงินก็ไม่อาจจะหาซื้อตั๋วที่จะบินกลับได้  แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ก็สำหรับจะอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทยหรือต่างประเทศเตรียมอาหารแห้งไว้บ้างพอสักเดือน ๒ เดือน น้ำดื่มพยายามเตรียมไว้บ้าง ถ้ามีเครื่องกรองน้ำที่บ้านได้ก็ดีมีวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ใช้ถ่านหรือใช้มือหมุนเพื่อฟังข่าวในกรณีที่ฉุกเฉิน  ตอนนี้เขาก็พักเป็นการชั่วคราวเดี๋ยวก็ค่อยๆติดตามดูต่อไป  ให้เราดูฟังข่าวสารด้วยสติไม่ตื่นตระหนก  ตระหนักแต่อย่าไปตื่นตระหนกเตรียมตัวไว้แต่อย่าหวาดกลัวเกินไปไม่ต้องกลัวเกินไป  ถึงเวลามันมีเหตุการณ์มีกำลังบุญที่มันมาเปลี่ยนแปลงไม่ให้เกิดเหตุ เหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างที่เราคิด เหตุการณ์มันอาจจะจบเร็วมากกว่าที่เราคิด เหตุการณ์อาจจะพลิกผันมากกว่าที่เราคิดก็ได้แต่เหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องเตรียมอาหารอยู่ให้ได้ ๑ เดือน  น้ำพลังงานให้พออยู่ได้บ้างอันนี้ยังถือว่ายังไงก็เกิดแน่นอนจำเป็นต้องเตรียม   อันนี้ก็เตือนไว้ใครที่ป่วยเจ็บไข้ได้ป่วยก็พยายามเก็บยาไว้ได้ก็พยายามเก็บยาไว้บ้าง  เตรียมไว้ก่อนเผื่อมันมีความขาดแคลน      สำหรับวันนี้ก็ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญในช่วงสงกรานต์ตลอดไปจนถึงยุคชาววิไลให้มีความเพียรมากขึ้นในการเจริญพระกรรมฐาน  อย่าประมาท อย่าละ อย่าวางที่จะฝึกที่จะปฏิบัติแม้แต่วันเดียว   ปฏิบัติให้เข้มข้นขึ้นตั้งฐานความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้เพิ่มขึ้นทุกคน สำหรับวันนี้ขอโมทนาบุญกับทุกคนพบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้