green and brown plant on water

สัปปายะสถานนิพพาน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569

เรื่อง สัปปายะสถานนิพพาน

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติกำหนดรู้อยู่กับกาย ค่อยๆกำหนดความรู้สึกผ่อนคลายปล่อยว่าง ผ่อนคลายปล่อยวางกล้ามเนื้อร่างกายทุกส่วน ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ห้า เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับขันธ์ห้าร่างกายทั้งหมดออกไป ผ่อนคลายปล่อยวาง แยกกายแยกจิต เข้าสู่ความสงบ สงบจากการปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางทั้งร่างกายและจิตใจ กำหนดรู้อยู่เพียงความสงบ 

เมื่อวางแล้ว จิตเข้าสู่สภาวะแห่งความสงบ ยิ่งวางยิ่งเบา ยิ่งเบายิ่งสงบ ความหนักทั้งหลายทั้งกายและใจ เราปล่อยวางออกไป การมีขันธ์ห้าการมีร่างกายเป็นทุกข์เป็นภาระ ปล่อยวางกายเพื่อเข้าสู่ความสงบ ทรงสภาวะอยู่กับความสงบจากการปล่อยวางนี้ ให้จิตเกิดปัญญาความรู้ ว่าความทุกข์ทั้งหลายมีเหตุจากการมีร่างกายขันธ์ห้า ยิ่งตัดกายได้ ยิ่งตัดขันธ์ห้าได้ ยิ่งปล่อยวางภาระทั้งหลายของใจเราได้ จิตยิ่งปล่อยวางได้มากเท่าไร ยิ่งก้าวใกล้เข้าสู่กระแสแห่งโลกุตระ ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากเท่าไร ใจเรายิ่งทุกข์ ปล่อยว่างเพื่อความสงบ ปล่อยว่างเพื่อความว่าง เบา สบาย ของจิต

เมื่อจิตของเราสงบร่มเย็นดีแล้ว เราก็ก้าวเข้าสู่การกำหนด กำหนดรู้ในลม ลมหายใจอานาปานสติ ตั้งใจว่าการฝึกการปฏิบัติธรรมของเรานั้น ฝึกเพื่อเกิดวสีความชำนาญและฝึกโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ให้ใจของเรานั้นอยู่ในควบคุมของสติ กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเข้าและออก เป็นกระแส เป็นเหมือนกับแพรวไหม พลิ้วผ่านเข้าออกกายของเรา สติกำหนดรู้ทั้งความรู้สึกที่ลมไหลเวียนถ่ายเข้าออกในกาย และภาพจินตภาพที่เห็นกระแสลมค่อยๆพลิ้วผ่านระยิบระยับเข้าออกกายของเรา ให้สติกำหนดติดตามดูติดตามรู้ตลอดลมทั้งสาย ไม่ให้สติมีอาการสะดุดหรือมีอาการคลาดหลุดไปจากการกำหนดในลมหายใจ จิตจดจ่ออยู่กับภาพและความรู้สึกของลมหายใจ ลมหายใจยิ่งละเอียดสงบ จิตกำหนดรู้ในความละเอียด เบา สบาย 

จากลมหยาบกลายเป็นอารมณ์ละเอียด จากอารมณ์จิตที่หยาบที่มีความหนัก มีความฟุ้งมีความกังวล กลับกลายเป็นอารมณ์ใจที่สงบ เบา เย็น เราปฏิบัติธรรม เราฝึกเพื่อให้จิตเข้าถึงความสงบ จิตสงบเมื่อไร บุญปรากฏขึ้นเมื่อนั้น บุญอันเกิดขึ้นจากการเจริญภาวนา บุญปรากฏขึ้นจากการที่จิตเราสงบระงับจากกิเลส ปัญญาเกิดขึ้นจากการปล่อยวาง ยิ่งเข้าสู่ความสงบของสมาธิ เรายิ่งรู้จักความสุขของความสงบ ความสุขของการปล่อยวาง ความความสุขในวิสัยของท่านที่เข้าถึงอริยจิต เรากำหนดรู้ ยิ่งวางยิ่งเป็นสุข ยิ่งละวางได้ จิตยิ่งสงบเบา ยิ่งละวางได้ อโหสิ อภัยได้ จิตยิ่งยกระดับสู่ภูมิจิตภูมิธรรมที่สุดสูงขึ้น สงบ ปล่อยวาง อยู่กับลมหายใจที่ละเอียด สงบ เบาสบาย อยู่กับอารมณ์จิตที่สงบ ลมสัมพันธ์จิตใจ ลมละเอียดจิตละเอียด ลมหายใจหยาบจิตหยาบ ทรงสภาวะความสงบของทั้งลมหายใจและอารมณ์จิต ความสงบ ความเบา ความสบาย ทรงสภาวะความสุขจากความสงบของใจ ดังคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ “ความสุขเสมอด้วยความสงบนั้นไม่มี” เข้าสู่สภาวะแห่งความสุข แห่งความสงบ ความร่มเย็น สลายความเร่าร้อน ทรงสภาวะรักษาอารมณ์พระกรรมฐานแต่ละจุดให้มีความเสถียรต่อเนื่องยาวนาน โดยที่การฝึกในแต่ละจุด ให้เราทรงอารมณ์ในจุดนั้นให้ได้อย่างน้อยที่สุด30วินาทีขึ้นไป เมื่อจิตของเราทรงอารมณ์ในแต่ละจุดได้ กรรมฐานแต่ละกองได้ กรรมฐานกองนั้นก็จะเริ่มทรงตัว อุปมาเหมือนการที่เราฝึกฝนสิ่งต่างๆทางโลก ฝึกจนกระทั่งถึงจุดที่เราไม่ต้องใช้ความพยายามก็สามารถเข้าสู่สภาวธรรมนี้ได้ เข้าสู่จุดของอารมณ์พระกรรมฐานในแต่ละจุดแต่ละกองได้ ทำได้อย่างง่ายดาย ทำได้อย่างรวดเร็ว ทำได้โดยไม่ต้องตั้งท่า เมื่อไรที่เข้าถึงจุดนี้ได้ ก็ถือว่าสมาธิมีความทรงตัว ถือว่าเราทรงสมาบัติในกรรมฐานกองนั้นได้ ฝึกเพื่อเข้าถึงสภาวธรรมให้ได้ สงบนิ่ง 

จากนั้นยกกำลังใจ หยุดจิต สงบนิ่ง หยุดจนเข้าถึงเอกัคตารมณ์ หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง จิตสงบระงับ ลมหายใจสงบระงับ จากจุดที่จิตนั้นหยุดเป็นหนึ่งเดียว เราเดินจิตต่อไป ปล่อยวาง ไม่ต้องไปสนใจลมหายใจ มากำหนดที่ภาพคือการเดินจิตเข้าสู่การเข้าสู่สมถะพระกรรมฐานโดยเป็นกำลังของกสิณ คือให้สติกำหนดอยู่กับภาพ ใช้ภาพเป็นอุบายในการให้จิตเข้าสู่สมาธิ 

จากจุดที่หยุดนิ่ง เรากำหนดนึกให้เป็นภาพ คิดให้เป็นภาพให้ปรากฏเป็นดวงแก้วใสสว่าง ดวงแก้วที่ใสสว่าง กำหนดรู้ว่าในกสิณนี้ก็เรียกว่า “อุคคหนิมิต” 

ความสัมพันธ์และความสำคัญของการฝึกกสิณก็คือ

กสิณนั้นเป็นบาทฐานสำคัญของอภิญญาสมาบัติ 

กสิณเป็นบาทฐานของทิพจักษุญาณ

กสิณเป็นบาทฐานสำคัญของการฝึกมโนมยิทธิ 

และเคล็ดลับสำคัญของการฝึกกสิณก็คือ ภาพนิมิตเชื่อมโยงสัมพันธ์กับอารมณ์ใจ ภาพยิ่งมีความสว่างยิ่งมีความใส อารมณ์จิตเรายิ่งผ่องใส อารมณ์จิตเรายิ่งเป็นสุข อารมณ์จิตเรายิ่งรู้สึกว่าจิตของเรามีพลังงานประจุอยู่ ความเปล่งประกายของแสงสว่างแห่งภาพกสิณมาจากพลังของจิต ยิ่งสว่างมากจิตยิ่งเบิกบานมากผ่องใสมาก ภาพเราสามารถกำหนดให้เกิดการเปล่งประกายความสว่างได้มากกว่าบุคคลที่มีอารมณ์จิตมีความเศร้าหมองมีความทุกข์มีความซึมเศร้า 

ดังนั้นอันที่จริงการฝึกกสิณนั้นสัมพันธ์กับอารมณ์จิต แล้วก็แก้ไขจิตของเรา จากคนที่เศร้าหมองมีความทุกข์ก็กลายเป็นบุคคลที่มีอารมณ์จิตผ่องใสเบิกบานเปล่งประกาย ไปที่ใดจิตเราเบิกบานเปล่งประกายที่นั้นก็พลอยสว่างไสว และเมื่อไรก็ตามเราเชื่อมโยงแสงสว่างของจิตกับกำลังบุญของเราได้เป็นเนื้อเดียวกัน แสงสว่างของกสิณแสงสว่างของจิตก็กลายเป็นบุญฤทธิ์ เพราะเราเชื่อมโยงเป็นกำลังบุญกับแสงสว่าง เป็นกำลังเมตตากับแสงสว่าง รัศมีของแสงสว่างของจิตกลายเป็นรัศมีของความเมตตา ความเชื่อมโยงเคล็ดลับพวกนี้ เมื่อเราปฏิบัติเข้าถึงเราก็จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าคนที่ฝึกกสิณเพียงแค่นึกภาพเฉยๆ ไม่ได้เข้าใจถึงความลึกซึ้งของอารมณ์จิตที่เกี่ยวโยงกับนิมิตของกสิณ

ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดภาพดวงกสิณเป็นแสงสว่าง เป็นกำลังบุญจากจิตของเรา จิตคือกสิณ กสิณคือจิต จิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับกำลังบุญ แสงสว่างและฤทธิ์อภิญญาของกสิณมีผลแห่งฤทธิ์อภิญญาเพียงใด จิตเราก็เข้าถึงกำลังตบะเดชะกำลังแห่งอภิญญาจิตนั้นด้วยเช่นกัน

จากนั้นทรงอารมณ์ใจ จากอุคคหนิมิต กำหนดภาพจากดวงแก้วใสสว่างดวงใหญ่ให้กลายเป็นเพชรลูกดวงใหญ่มีประกายระยิบระยับ มีเส้นแสงรัศมีสว่างทอประกายออกไปไม่มีประมาณ สว่างได้มากเท่าไร เราทำให้ได้เต็มกำลังของเราเท่าที่เราจะทำได้ สว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ทุกดวงในจักรวาลมารวมกัน สว่างเจิดจ้าเป็นเพชรระยิบระยับประกายยิ่งกว่าการระเบิดของซุเปอร์โนวา[Supernova]ในจักรวาล จิตเปล่งประกายสว่างระยิบระยับ ทรงสภาวะที่จิตทรงกำลังสูงสุดเต็มกำลัง เป็นเพชรระยิบระยับเต็มกำลัง ทรงสภาวะไว้ เปล่งประกาย ยิ่งสว่าง ยิ่งเปล่งประกายจิตเรายิ่งเป็นสุข จิตเรายิ่งผ่องใส จิตเรายิ่งสัมผัสได้ถึงพลังที่อยู่ภายในจิต จิตยิ่งสัมผัสได้ถึงกำลังบุญที่มารวมตัวอยู่ในจิต ความผ่องใส ความเมตตา ความเบิกบาน พรหมวิหารสี่ ความสว่าง ความสุข เปล่งประกายสว่างเต็มกำลัง ทรงสภาวะไว้ กำหนดเราสามารถทรงอารมณ์จิตผ่องใสเต็มกำลัง เข้าถึงจิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร เราเข้าถึงจิตอันเป็นเพชรประกายพรึก จิตเป็นปฏิภาคนิมิต จิตเปล่งประกายสว่าง อธิษฐานให้กำลังบุญที่เรากำลังเปล่งประกายอยู่นี้ ขอเป็นกำลังบุญเป็นกระแสแห่งเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั่วอนันตจักรวาลทั่วทั้งไตรภูมิ คือทั้งสามภพภูมิ ให้จิตเราทรงสภาวะทรงอารมณ์ทรงภูมิจิตที่สูงที่สุด คือมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ มีเมตตาต่อสรรพดวงจิตทั้งหลาย สลายล้างความอาฆาตแค้นพยาบาทของจิตเรา และก็ขอให้กระแสจิตของเรานั้นสลายความอาฆาตแค้นพยาบาทของทุกดวงจิต แสงสว่างสลายล้างความมืดมิดแห่งอวิชชาในจิตของเรา แสงสว่างแห่งจิตสลายล้างความมืดมิดแห่งความโลภโกรธหลงทั้งหลายในจิตของเรา จิตเราเปล่งประกายสว่าง

กำหนดว่าในสภาวะที่จิตกระจ่างสว่างที่สุดนี้ เราอธิษฐานให้เกิดปัญญาความรู้แจ้งในจิต ว่าการมีร่างกายมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ขณะนี้ มันก็มีเวลาเพียงน้อยนิด ชีวิตนี้ช่างสั้นนัก แต่สังสารวัฏนั้นมันช่างยาวนาน เรามีเวลาสร้างกุศลสักเท่าไร เรามีเวลาปฏิบัติธรรมสักเท่าไร เรามีเวลาสะสมเพราะบ่มคุณงามความดีสักเท่าไร ความตายมันเป็นของไม่เที่ยง เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไร ตาย ณ สถานที่แห่งใด ดังนั้นเราจะไม่ประมาทในการสร้างบุญสร้างกุศล ปฏิบัติธรรมเจริญสมถะวิปัสสนาพระกรรมฐาน

เมื่อกำหนดจนจิตเกิดปัญญาพิจารณาแล้ว จิตได้รู้ตื่นจากความสว่างในกำลังของสมถะคือกสิณ เราก็น้อมจิตใช้กำลังความสว่าง กำลังบุญจากการเจริญภาวนานี้ ตั้งจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความเคารพด้วยความนอบน้อม กำหนดน้อมนึกให้ปรากฏภาพพระพุทธองค์ปรากฏขึ้นในจิต ภาพนิมิตของพระพุทธองค์นั้น อารมณ์พระกรรมฐานที่เชื่อมโยงกับพุทธานุสติกรรมฐานก็คือ จิตไม่มีความลังเลสงสัย ยามเกิดภาพนิมิตของพระพุทธองค์ เรากำหนดน้อมว่าพระพุทธองค์ทรงโปรดเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทุกครั้งที่เห็นภาพพระ จิตเรานึกถึงพระพุทธเจ้าบนพระพระนิพพานเสมอ กำหนดเชื่อมโยงจนกลายเป็นกำลังของมโนมยิทธิ จนกระทั่งเราสามารถเข้าสู่กำลังของมโนมยิทธิได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว กำหนดนึก จิตถึงพระพุทธองค์บนพระนิพพาน และก็เชื่อมโยงจิตกับการสร้างบุญกุศลในทานศีลภาวนาทั้งปวงกับกำลังใจที่เราทำได้นี้ จนได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทรงในมโนมยิทธิ มีความสงสัยในข้ออรรถข้อธรรมข้อใด เรานึกถึงพระพุทธองค์ เราน้อมจิตนึกถึงตั้งคำถามข้อธรรมต่างๆกับพระพุทธองค์ ความรู้สึกอารมณ์จิตแรกที่ผุดรู้ขึ้นมา เป็นคำตอบขึ้นมาในจิต ภาพที่ปรากฏขึ้น หรือเสียงที่ปรากฏขึ้น เราก็น้อมมาพิจารณา ว่าเป็นธรรมคำตอบที่พระพุทธองค์ท่านทรงสงเคราะห์เมตตาเรา เรากำหนดเชื่อมโยงจิตไว้เช่นนี้เสมอจนกระทั่งการตั้งกำลังใจในมโนมยิทธิของเราเป็นปกติ ถวายทาน_กายเนื้อถวายบนโลกมนุษย์ กายทิพย์อทิสมานกาย เราอธิษฐานของวัตถุทานให้กลายเป็นภาคทิพย์ ถวายตรงต่อพระพุทธองค์บุญพระนิพพานทุกครั้ง กายเนื้อกราบพระบนโลกมนุษย์ ความรู้สึกขณะเดียวกัน กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพเราก็กำลังกราบพระพุทธองค์บนพระนิพพานโดยตรง เราทำแบบนี้ไปปกติ เป็นกำลังใจของเรา ซึ่งอันที่จริงแล้วถามว่ายากไหม ถ้าบุคคลที่บารมีเต็มแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาบารมีเต็ม เราก็จะเข้าใจได้ว่า การปฏิบัติขึ้นอยู่กับกำลังใจของเรา คนที่เค้าไม่เชื่อก็เพราะว่ายังตัดวิจิกิจฉาไม่ได้ คนที่เค้าทำไม่ได้ก็เพราะกำลังใจก็คือบารมีเขายังไม่เต็ม แต่คนที่กำลังใจเขาเต็ม วิสัยที่ทำเช่นนี้ได้เป็นเรื่องที่ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ตั้งกำลังใจปรารถนาเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบัน

ดังนั้นก็ให้เรากำหนดตอนนี้ว่า “ด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย ความนอบน้อมในพระรัตนตรัย ความมั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่มีครั้งใดที่จิตข้าพเจ้าไม่สามารถยกขึ้นมากราบพระพุทธองค์บนพระนิพพานแล้วไม่สามารถมาได้ เราตั้งใจไว้เช่นนี้เสมอ จะชัดหรือไม่ชัดไม่เป็นที่สำคัญ สำคัญที่ความรู้สึกของเรารู้สึกว่าเราอยู่กับพระพุทธองค์บนพระนิพพาน ยิ่งถ้าหากภาพความรู้สึกอารมณ์จิตสภาวะยิ่งชัดเจนมากเท่าไรได้ก็ยิ่งดี แต่หากบางคนกำลังยังน้อย เราก็ยิ่งต้องมีความมุ่งมั่น ต้องมีอารมณ์ที่เรียกว่ามีลูกตื้อ ตั้งใจ หัวเด็ดตีนขาด เราก็จะเกาะพระบาทของพระพุทธองค์ไปนิพพานให้ได้ อารมณ์จิตเราต้องทำไว้เช่นนี้เสมอ อย่ามีอารมณ์จิตที่ไปคิดพิจารณาว่าพอไม่ชัด เราก็เลยไม่ขึ้นไม่ยกกำลังใจขึ้นมาบนพระนิพพาน”

ความสำคัญก็คือ“วิชามโนมยิทธิ”นั้น หลวงพ่อท่านรวมถึงพระพุทธองค์ท่านทรงอนุญาตให้ใช้ก็เพื่อให้ ผู้ที่ปฏิบัติและปรารถนาจะเข้าถึงมรรคผลพระนิพพาน สามารถยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานได้ เป้าหมายสำคัญก็คือเพื่อมาพระนิพพาน มาพระนิพพานบ่อยเข้า อารมณ์แนบเข้า เมื่ออารมณ์จิตอยู่บนพระนิพพาน อยู่ใกล้พระพุทธองค์ อยู่ใกล้พระอรหันต์ อยู่ท่ามกลางมหาสมาคมของท่านที่กระแสจิตสิ้นอาสวะกิเลสหมดแล้ว เราอยู่คลุกคลีกับสถานที่ใดบุคคลใดเราก็คล้อยน้อมไปตามคนหมู่มากฉันนั้น เราไปอยู่ท่ามกลางหมู่โจร พฤติกรรมความเคยชินวาจาคำสอนต่างๆมันก็ทำให้เรากลายเป็นโจร จากดีก็ค่อยๆทำตามหมู่ตามพวกตามเพื่อนจนกระทั่งกลายเป็นโจรไปในที่สุด ในขณะเดียวกัน เมื่อเราอยู่ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ทุกท่านทุกพระองค์ ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ท่านสิ้นกายสิ้นอาสวะกิเลส จิตไม่ปรารถนาในทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ ดังนั้นการที่ท่านจะมาหลอกลวงเราเอาทรัพย์ มาหลอกลวงเราให้ชอบ ไม่มีในจิตของบุคคลที่สิ้นอาสวะกิเลส มีเพียงเมตตาปรารถนาให้เราพ้นทุกข์หลุดพ้นเข้าสู่มรรคผลพระนิพพานอย่างเดียว ดังนั้นการที่เราอยู่ท่ามกลางมหาสมาคมคือ ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน เราอยู่ท่ามกลางผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลส นานเข้าเราก็พลอยสิ้นอาสวะกิเลสตามไปด้วย หรือโดยธรรมชาติของพระนิพพานนั้น มันไม่มีความปรารถนาที่จะมาเกิดในภพอื่นภูมิใดอีก เรายิ่งแนบอยู่กับพระนิพพาน ขึ้นมาบ่อยมากเท่าไรนานเท่าไร จิตเราก็ค่อยๆสิ้นอาสวะกิเลส เลิกพึงพอใจอยู่กับความเป็นมนุษย์ ความเป็นเทวดา ความเป็นพรหม หรือการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง อยู่บนนิพพานแล้วก็ให้เราสังเกตดูว่า ความโกรธของเรามันมีความกำเริบไหมเวลาที่เราอยู่บนพระนิพพาน ความโลภในจิตของเราในวัตถุต่างๆในความอยากต่างๆมันกำเริบขึ้นไหมเวลาอยู่บนพระนิพพาน ความหลงรักพึงพอใจในเพศตรงข้าม พึงพอใจในรูปกายที่เป็นขันธ์ห้ากายเนื้อ มันเกิดขึ้นมันกำเริบขึ้นไหมเวลาที่เราอยู่บนพระนิพพาน ดังนั้นการที่เราอยู่บนพระนิพพานนานเข้าบ่อยเข้าจนจิตทรงไว้กับอารมณ์พระนิพพาน จิตเราก็ไม่พึงจะพอใจปรารถนาที่จะไปเที่ยวในภพอื่นภูมิใด ไม่พึงพอใจกับความเร่าร้อนของกิเลส ไม่พึงพอใจ หมดความอยากในวัตถุสิ่งของ สิ่งที่เป็นอามิส สิ่งที่ต้องดิ้นรนแสวงหา สิ่งที่มันไม่เที่ยง สิ่งที่มันเสื่อม สิ่งที่มันต้องพลัดพรากไป เห็นชัดเจนในสมมติทั้งชื่อที่สมมติ กายที่สมมติ ทรัพย์สินที่สมมติ ตำแหน่งหน้าที่ที่สมมติ เห็นว่าทุกสิ่งเป็นมายา จิตเกิดปัญญาเข้าสู่โลกุตรธรรม เข้าใจว่าทำไมพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ทุกสิ่งนั้นมันไม่เที่ยง ทุกสิ่งเป็นเพียงแค่สมมติ ทุกสิ่งเป็นเพียงแค่มายา อันนี้เป็นสภาวะของดวงจิตที่เข้าสู่โลกุตรธรรมจะเข้าใจ แตกต่างกันระหว่างสมมติบัญญัติ ความจริงแบบสมมติบัญญัติกับความจริงที่เป็นสัจธรรมตามกระแสของโลกุตระ จะเห็นว่าสิ่งที่ปุถุชนมองว่าเป็นความจริงไปยึดมั่นถือมั่นนั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงมายา มันเป็นเพียงแค่ของชั่วคราว มันเป็นเพียงความไม่เที่ยง ในที่สุดเราก็ต้องพลัดพรากจากบุคคลนั้น พลัดพรากจากเรื่องราวเหล่านั้น พลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายเหล่านั้น สมมติทั้งหลายไม่เที่ยง ธรรมเดียวที่เที่ยงนั้นก็คือพระนิพพาน ไม่มีการเกิด ไม่มีการเปลี่ยนภพอีกต่อไป พ้นจากกระแสแห่งสังสารวัฏ

กำหนดน้อมจิตทรงสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ จิตพิจารณาน้อมให้เห็นคุณของพระนิพพาน พิจารณาให้จิตเราแนบอยู่กับพระนิพพาน พิจารณาปล่อยวางจากโลก พิจารณายกเอาสิ่งที่เรารักที่สุด หวงแหนที่สุด ยึดมั่นถือมั่นไว้มากที่สุด มากำหนดในการปล่อยวาง โดยพิจารณาว่าเราอยู่บนพระนิพพานและปล่อยวางสิ่งที่อยู่บนโลกมนุษย์

จำไว้ว่าสภาวะการปล่อยวางระหว่างเราพิจารณาในความเป็นมนุษย์ กับการปล่อยวางโดยสภาวะที่เราเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพานแล้วปล่อยวางเรื่องราวบนโลกมนุษย์ การตัดการปล่อยวางบนพระนิพพานนั้นง่ายกว่า ทำให้จิตเราพิจารณาได้ละเอียดกว่าลึกซึ้งกว่า ดังนั้นก็ย่อมเกิดปัญญาความรู้แจ้งในธรรมในการตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทประหานได้อย่างมีกำลังมากกว่าการที่เราปฏิบัติโดยทรงสภาวะจิตยังอยู่กับกายบนโลกมนุษย์ ให้เราพิจารณา ดังนั้นในเวลาที่เท่ากัน เรายกจิตขึ้นมาพิจารณาบนพระนิพพาน ผลแห่งการตัดในการเจริญวิปัสสนาญาณก็ย่อมมีผลสูงกว่าในเวลาที่เท่ากัน เกิดผลคือจิตมีความยินดีความพึงพอใจในพระนิพพานอย่างชัดเจน ดังนั้นการปฏิบัติธรรม การที่เรารู้เคล็ดลับต่างๆ ใช้อุบายในการปฏิบัติให้ตรงให้ถูก การปฏิบัตินั้นมันก็มุ่งลัดตัดตรง ใช้เวลาน้อยกว่า เกิดผลมากกว่า เกิดกำลังของบุญสูงกว่า เราก็เลือกเอาวิธีการนั้นมายังให้เกิดผลเกิดประโยชน์ คือมรรคผลพระนิพพานต่อตน

ตอนนี้ก็ให้เราแต่ละคนกำหนดสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน พิจารณาปล่อยวางเรื่องราวต่างๆในจิต สิ่งที่ติดค้างติดขัดมาในปีที่แล้ว สิ่งที่ติดค้างติดขัดมาในจิต ค่อยๆปลดเปลื้อง ค่อยๆปล่อยวาง ค่อยๆตัด ค่อยๆละจากจิตของเรา สิ่งที่ควรฝึกให้บ่อยที่สุดก็คือสิ่งที่รักที่สุดจงพิจารณาตัดปล่อยวางบ่อยๆ จนกระทั่งจิตเราปล่อยวางได้อย่างง่ายดาย นึกถึงสิ่งที่รักที่สุดหวงแหนที่สุดและพิจารณาในการปล่อยวาง กำหนดน้อมในอารมณ์พระนิพพานไว้ จิตเราผ่องใส จิตเราสะอาด กายทิพย์ของเราสว่างผ่องใส ความรู้สึกที่เราอยู่เบื้องหน้าพระพุทธองค์ชัดเจนสว่าง ใจเราเกิดธรรมปีติ ยินดีในธรรม ยินดีในพระนิพพาน กายทิพย์ของเราสว่างผ่องใส กายทิพย์สว่างเปล่งประกายบนพระนิพพาน ปล่อยวางโลก ปล่อยวางสังสารวัฏ มองจนเกิดปัญญาดวงตาเห็นธรรม เห็นความไม่เที่ยงของโลก เห็นความวุ่นวายของโลก จิตรู้ตื่นรู้แจ้งอยู่กับพระนิพพาน พระพุทธองค์ยิ่งชัดเจนในจิตของเรา พระอรหันต์ที่เข้าบรรลุถึงซึ่งพระนิพพานแล้วชัดเจนในจิตของเรา กายทิพย์เราห้อมล้อมด้วยท่านทั้งหลายที่ดวงจิตสิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวง จิตเราน้อมตามกระแสจิตของท่าน จิตซึมซับกำหนดรู้ จิตหยั่งถึงสภาวะที่จิตเราตัดโลกตัดสังสารวัฏ พ้นจากโลกพ้นจากสังสารวัฏ อยู่บนพระนิพพาน น้อมจิตในสภาวะประดุจว่าหากขณะจิตนี้เราตายจากร่างกายขันธ์ห้ากายเนื้อไปแล้ว และเราเข้าถึงอรหัตผลเข้าถึงซึ่งพระนิพพานสมบัติ อารมณ์จิตเราจะเป็นเฉกเช่นท่านทั้งหลายบนพระนิพพานนี้ สิ้นความอาลัยในโลกในวัฏสงสาร จิตแนบเป็นหนึ่งอยู่กับพระนิพพาน จิตไม่มีความห่วงไม่มีความอาลัยในสิ่งใดคนใดวัตถุใด สถานที่ใด เหตุการณ์ใดเรื่องราวใดภาระใดไม่มีในจิตของเรา ทรัพย์สมบัติทั้งหลายปล่อยวาง สวรรค์สมบัติคือวิมานอันเป็นทิพย์บนสวรรค์ชั้นใดเราก็ปล่อยวาง พรหมสมบัติวิมานบนพรหมโลกทั้งหลายเราก็ปล่อยวาง จิตตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว

กำหนดน้อมฝึกทรงสภาวะในอารมณ์แห่งอุปมานุสติกรรมฐาน อารมณ์แห่งพระนิพพาน อารมณ์ที่สิ้นอาสวะกิเลส ซึ่งสถานที่ที่จะฝึกได้ดีที่สุดก็คือการยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานและทรงอารมณ์ กำหนดให้เกิดปัญญาพิจารณา เราอยู่ในสถานที่ที่มีแรงกระตุ้น กิเลสก็ถูกกระตุ้นตามสิ่งที่มากระทบทางอายตนะ เราไปเดินในห้างสรรพสินค้าเห็นของนั่นเห็นสิ่งของนี่เห็นเสื้อผ้าเห็นนู่นเห็นนี่ มันก็มีแรงกระตุ้นทำให้เกิดความอยาก อยากได้อยากครอบครอง เราไปสถานที่ที่เป็นที่อโคจร มีแรงกระตุ้น มีเสียงเพลงเสียงดังมีเพศตรงข้ามสวยงาม มันก็เกิดแรงกระตุ้น ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เราอยู่กับสถานที่ อยู่ในสถานที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันไม่สัปปายะก็คือมีแรงกระตุ้นของกิเลส หรืออยู่ใกล้คนที่ทำให้เราหงุดหงิด เกิดปฏิฆะ เกิดโทสะ เกิดความโมโห จิตเรามันก็ไม่สงบ ดังนั้นเป็นเหตุผลที่ว่าเราปฏิบัติธรรมไปปฏิบัติที่วัดจิตสงบ แต่พอมากลับมาที่บ้านจิตมันก็วุ่นวายเพราะมันเข้าสู่สถานที่ที่ถูกกระตุ้นแบบเดิมๆ ดังนั้นวิธีที่เราปฏิบัติก็คือยกจิตไปฝึกบนพระนิพพาน ไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีสิ่งกระตุ้น มีแต่กระแสของโลกุตระ กระแสของดวงจิตพระอรหันต์ ฝึกจนกระทั่งจิตของเราชินกับสภาวะของบนพระนิพพาน แล้วคราวนี้วิธีการปฏิบัติของจริงที่เวลาที่เรามาปฏิบัติในทางโลกก็คือ เมื่ออยู่ในทางโลกกลับมาที่บ้าน เราทรงอารมณ์ประดุจเราอยู่บนพระนิพพานได้ไหม เราไปสถานที่แต่เดิมที่เคยถูกกระตุ้น เราทรงอารมณ์พระนิพพานได้ไหม เราไปเดินห้างสรรพสินค้าแต่เราทรงอารมณ์พระนิพพานได้ไหม ดูว่าจิตเกิดอุเบกขาวางเฉยไหม จิตเกิดปัญญารู้เท่าทันไหม

คราวนี้วิธีดูว่าการปฏิบัติมันมีความก้าวหน้าก็คือ เมื่อเราทรงอารมณ์พระนิพพานตลอด คราวนี้มันก็จะเกิดธรรมผุดรู้ขึ้นมาในจิต แต่เดิมเราไปถูกกระตุ้น คราวนี้ก็จะมีธรรมผุดขึ้นมาว่า สิ่งนี้มันไม่เที่ยง สิ่งนี้มันเร่าร้อน สิ่งนี้มันมีความเสื่อม จิตเกิดปัญญาในธรรมขึ้น เมื่อเราทรงสภาวะแบบนี้ได้เป็นปกติ เราก็เริ่มชนะอำนาจของกิเลส อำนาจของสิ่งเร้าอำนาจของสิ่งที่มากระตุ้นใจของเรา ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ แล้วก็พิจารณาต่อไป ดูจิตเราแต่เดิมก็ดี หรือจิตบุคคลอื่น คือดูเพื่อเป็นการพิจารณา สมัยก่อนเราถูกกิเลส ลากหัวลากหางตามคำของครูบาอาจารย์ หลวงตามหาบัวท่านกล่าวไว้ ก็เพราะว่าเราไม่เคยปฏิบัติธรรม แต่เมื่อเราปฏิบัติธรรมแล้ว แรงที่เมื่อก่อนเคยถูกลากจูงไป เราก็ยังพอมีแรงยื้อยุด รู้ธรรมตั้งหลักได้ ไม่ถูกกระตุ้นไม่ถูกลากไป อันนี้ก็ถือว่าการปฏิบัติธรรมของเราก้าวหน้าขึ้นมีสติรู้ทันมีปัญญาในธรรม

ดังนั้นก็ขอให้เรานั้นตั้งจิตตั้งใจทรงสภาวะบนพระนิพพานให้ผ่องใสที่สุด กายพระวิสุทธิเทพสว่างที่สุด กำหนดน้อมจิตในอารมณ์พระนิพพานนี้ “ขอให้ปัญญาความรู้แจ้ง ปัญญาในธรรม ดวงตาที่เห็นธรรมในทุกการกระทบ ได้ปรากฏขึ้นในจิตข้าพเจ้า ไม่ว่าในขณะที่ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมก็ดี หรือในขณะที่ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ตามปกติวิสัยก็ดี ขอให้สติความรู้แจ้งปัญญาในธรรม กำกับในทุกการกระทบทางอายตนะของข้าพเจ้าด้วยเทอญ”

จากนั้นน้อมจิตใช้กายทิพย์กราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน และอธิษฐานจิต น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานของทุกท่านทุกๆพระองค์ลงมาคลุมโลกมนุษย์ คลุมสังสารวัฏเป็นกระแสเมตตา เป็นพลังบุญลงมาคุ้มครอง ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบความสุขพ้นจากความทุกข์ พ้นภัยจากวัฏสงสาร มีปัญญาความรู้ตื่นรู้แจ้งในธรรมในกุศลในความดี

แผ่เมตตาลงมานับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง๔ชั้น พรหมโลกทั้ง๑๖ชั้น อากาศเทวดาทั้ง๖ ภูมิภพแห่งรุกขเทวดาภูมิเทวดาทั้งหลายทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล

แผ่เมตตาลงมายังสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพกลางที่มีขันธ์ห้ากายเนื้อที่เป็นมนุษย์ ที่เป็นสัตว์ที่มีกายหยาบทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล

แผ่เมตตาให้กับภพภูมิที่เป็นทุกข์ ทุคติภูมิทั้งหลาย นับตั้งแต่ดวงจิตของโอปปาติกะทั้งหลาย สัมภเวสีทั้งหลาย มิติที่ทับซ้อน ชาวเมืองบังบดทั้งหลาย

แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ที่เป็นเปรตอสูรกาย

แผ่เมตตาให้กับบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายทุกขุม ขอสรรพสัตว์จงพ้นจากความทุกข์ เข้าถึงกุศลความดี

จากนั้นกำหนดจิตน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมโลก ขอกำลังบุญกุศล กำลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพอันไม่มีประมาณ เทพยดาทั้งหลายทั่วสากลพิภพ ขอเมตตาคุ้มครองโลกใบนี้ให้ฟื้นคืนกลับสู่ความสุขสงบสันติร่มเย็น กำลังบุญจงสลายล้างภัยพิบัติทั้งปวง โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง ทุพภิกขภัยทั้งปวง ภัยธรรมชาติทั้งหลายจงค่อยๆคลี่คลายไปหมด ขอบุญจงรู้ตื่นขึ้นได้ดวงจิตของสรรพบุรุษทั้งหลาย ขอกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองประเทศไทยน้อมเป็นกำลังบุญถวายพระสยามเทวาธิราช ดวงพระวิญญาณของบูรพกษัตราธิราชทุกพระองค์ เทพพรหมเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ กำลังบุญลงมาจากพระนิพพานคุ้มครองรักษาเขตพระพุทธศาสนาให้สะอาดบริสุทธิ์ร่มเย็น กำลังบุญคุ้มครองลงมาพิทักษ์รักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่มีความตั้งใจบริสุทธิ์ใจในการดูแลทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้เจริญรุ่งเรือง ขอเทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมตตาคุ้มครองทุกท่านทุกๆพระองค์ด้วยเทอญ

จากนั้นเมื่อเราแผ่เมตตาแล้ว เมื่อเราน้อมกำลังบุญคุ้มครองส่วนรวมแล้ว เราก็น้อมอทิสมานกายเป็นแสงสว่างจากพระนิพพานพุ่งเป็นเหมือนดาวตกกลับมายังกายเนื้อบนโลกมนุษย์ จิตกลับมา จิตอันผ่องใสจงกลับมา บุญทั้งหลายจงมารวมตัวกัน น้อมกระแสจากพระนิพพานเป็นลำแสงส่องคลุมกายขันธ์ห้าและจิต ชำระล้างฟอกธาตุขันธ์กายและจิต ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกายจงกลับกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายจงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอาการทั้ง32 ธาตุดินน้ำลมไฟจงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ชำระล้างสลายล้างเซลล์มะเร็งเซลล์ที่ผิดปกติ เนื้องอกทั้งหลายโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย โรคาพยาธิทั้งหลาย จงสลายไปจากร่างกายขันธ์ห้านี้ ขอร่างกายขันธ์ห้านี้มีแต่กำลังบุญหมุนเวียนหล่อเลี้ยง  ขอให้มีแต่ธาตุทิพย์กำลังบุญหล่อเลี้ยง ขอให้มีแต่กระแสกุศลหล่อเลี้ยงกายขันธ์ห้าอาการ32นี้ ขอจงมีบุญราศีผ่องใส มีแสงสว่างผ่องใส มีรัศมีแห่งบุญผ่องใสอยู่กับกายและจิตของข้าพเจ้า เปล่งประกายบุญ ราศีแห่งบุญคุ้มครองข้าพเจ้าจากภยันอันตรายทั้งปวง

จากนั้นกำหนดจิตโมทนาสาธุกับกัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานด้วยกันทั้ง64ท่าน และที่มาฟังมาปฏิบัติในภายหลัง จากนั้นจึงค่อยๆหายใจเข้าช้าๆบริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิ ด้วยความสงบ ด้วยความสุข ด้วยความผ่องใส หายใจเข้าพุทธ ออกโธ หายใจเข้าออกธัมโม หายใจเข้าออกสังโฆ

จากนั้นค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยจิตอันเป็นสุข ใจสบายผ่องใส

สำหรับในวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้เราทุกคนมีความสุขมีความเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอน้อมอัญเชิญอาราธนาบารมีคุณของพระรัตนตรัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อำนวยอวยพรให้เราทุกท่านมีแต่ความสุขสวัสดี เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุข พละ เนื่องในช่วงที่ผ่านพ้นในเทศกาลมหาสงกรานต์ ก็ขอให้มีสุขภาพดี รอดปลอดภัย ผ่านเข้าสู่ยุคชาววิไลกันได้ทุกคน

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่วันอาทิตย์หน้า 

สำหรับวันนี้ สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วิลาวัลย์ วลีเดช

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้