เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569
เรื่อง เมตตาสมาธิกรรมฐานรวมบารมีของเก่า
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกาย เพื่อละวาง ปล่อยวางขันธ์ 5 ร่างกาย ผัสสะความรู้สึก ผ่อนคลาย ปล่อยวางร่างกาย กล้ามเนื้อทุกส่วน ผ่อนคลาย ปล่อยวางกายเพื่อตัดกาย ตัดผัสสะ ละวางความรู้สึก ความเชื่อมโยง ความผูกพัน ความเกี่ยวโยงกับร่างกายขันธ์ 5 ผ่อนคลาย ปล่อยวางกาย เข้าสู่ความสงบของใจ ปล่อยวางใจ ปล่อยวางจากนิวรณ์ทั้ง 5 ปล่อยวางจากความห่วง ปล่อยวางจากภาระทั้งปวง สงบ ปล่อยวาง ทรงสภาวะความสงบจากการปล่อยวางไว้
จากนั้นจึงค่อยๆกำหนดสติ มารำลึกรู้ในลมหายใจ จินตภาพ นึกภาพ ว่ากระแสของลมหายใจ ที่เราหายใจเข้าและออก เป็นประกายระยิบระยับเหมือนกับแพรวไหม มวลอากาศ กำหนดเป็นปราณ ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ขันธ์ 5 เป็นแพรวไหมระยิบระยับ ไหลเวียนเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งเข้าและออก สติกำหนดรู้และเห็นลมหายใจ ที่เป็นประกายพรึกระยิบระยับนั้น ตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม ไม่ให้สติของเราคลาดจากลมหายใจ ที่ต่อเนื่องราบรื่นลื่นไหลนี้ไปได้ ทรงสภาวะลมหายใจ ผ่านเข้าออกกาย สติกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ ยิ่งลมหายใจมีความละเอียดเบาเพียงใด สติกำหนดรู้ทั้งลม กำหนดรู้ทั้งอารมณ์ใจ ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ ลมปราณสัมพันธ์จิตใจ ลมหายใจสัมพันธ์สมาธิ ยิ่งลมหายใจละเอียด อารมณ์จิตของเรายิ่งปราณีต เบาสบาย ยิ่งลมหายใจละเอียดลง มีความสงบลง สั้นลง สมาธิยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ทรงสภาวะที่ลมหายใจของเราละเอียดเบาไว้ ลมหายใจละเอียดราบรื่นไม่ติดขัด ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ ที่ลมหายใจมันมีความละเอียด เบาสบาย กำหนดรู้ในความสงบ ลมหายใจยิ่งละเอียดเบาสงบลง จิตยิ่งทรงสมาธิ จิตยิ่งสงบระงับ จากความฟุ้งซ่านวุ่นวาย จากความโลภ โกรธ หลง ทั้งปวง อยู่กับลมหายใจ อยู่กับอารมณ์จิตที่ผ่องใส
เมื่อเราได้ทรงไว้ในลมหายใจที่สงบละเอียดเบา จิตเข้าสู่ความสงบ เข้าสู่สมาธิ เราก็กำหนดเดินจิตให้มีความตั้งมั่นสูงขึ้น จากลมหายใจที่ละเอียดลง เบาลง สงบลง เราก็กำหนด สงบหยุดจิตนิ่ง เข้าสู่เอกัคคตารมณ์ เข้าสู่ฌาน 4 ในอานาปานสติ ฌาน 4 ใช้งาน จิตหยุดนิ่ง เห็นสภาวะที่จิตนั้นหยุด ณ ลมหายใจที่หยุด เป็นจุดเดียวกัน หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง อุเบกขารมณ์ เอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว กำหนดรู้ ว่านี่คือฌาน 4 ใช้งาน ในอานาปานสติกรรมฐาน
เราเดินจิตต่อไปจากฌาน 4 ในอานาปานสติ กำหนดจากสภาวะ ที่จิตนั้นหยุด ปล่อยวาง ไม่ต้องไปสนใจลมหายใจต่อไป มากำหนดรู้อยู่กับภาพ จากจิตที่หยุดนิ่งเป็นจุดเดียวนั้น กำหนดน้อมนึกให้เห็นเป็นภาพ จากจุดค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นเส้นวงกลม จากเส้นวงกลมค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นทรงกลม ทรงกลมกลายเป็นแก้วใส ขนาดใหญ่เท่ากับกำปั้น กำหนดน้อมนึกภาพดวงแก้วที่ใส นึกภาพให้ดวงแก้วนั้นสว่างขึ้น ใสขึ้น ดวงแก้วที่สว่าง ดวงแก้วที่ใส ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาวะ จากดวงแก้วที่ใส สว่าง ใจเราเป็นสุข ใจเราสงบ กำหนดรู้ว่าภาพนิมิตดวงแก้วที่ใสสว่างนี้ คืออุคคหนิมิตของกสิณ เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง ภาพนิมิตกับดวงจิตของเรา จิตคือกสิณ กสิณคือจิต ภาพของกสิณมีความใส มีความสะอาด มีความสว่างเพียงใด จิตของเราก็ใส จิตของเราก็สะอาด จิตของเราก็สว่างเพียงนั้น เชื่อมโยงภาพนิมิตกสิณให้เป็นหนึ่งเดียวกับจิต จิตคือกสิณ กสิณคือจิต กำลังจิตตานุภาพ กำลังอภิญญาสมาบัติ ฤทธิ์อำนาจแห่งกสิณ มีปรากฏขึ้นเพียงใด จิตของเราก็ค่อย ๆ สะสมเพาะบ่มกำลังจิต กำลังอภิญญาฤทธิ์ ไว้ในใจในจิตของเราฉันนั้น กำหนดให้จิตของเราสว่างขึ้น ใสขึ้น สว่างขึ้น จากอุคคหนิมิตแปรสภาพ กลายเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง มีความสว่างไสวแพรวพราวระยิบระยับ จากดวงแก้วใสสว่าง กลายเป็นเพชรระยิบระยับใสสว่าง เปล่งประกายฉัพพรรณรังสี คือรัศมีของจิต เป็นสีรุ้งทั้ง 7 แผ่ประกาย เป็นเส้นเข้มข้นออกมาโดยรอบ 360 องศา จากดวงจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตของเรา ทรงสภาวะที่จิตเป็นเพชรประกายพรึกนั้นไว้ กำหนดรู้ว่าจิตนี้ คือจิตที่มีกำลัง จิตนี้คือจิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร จิตอันปราศจากสรรพกิเลสจร เข้ามาแทรก เข้ามาซึม เข้ามาทับ เข้ามาพอก จนจิตของเราเกิดความเศร้าหมอง จิตของเราขณะนี้ เป็นเพชรประกายพรึกสว่าง ทรงสภาวะที่จิตเราผ่องใสที่สุด สว่างที่สุด มีความระยิบระยับแพรวพราวสว่างไสวที่สุด ทรงสภาวะไว้ ทรงความผ่องใสของจิตไว้
เมื่อทรงสภาวะไว้ดีแล้ว กำหนดรู้ความเชื่อมโยง ระหว่างภาพนิมิตของกสิณ กับอารมณ์จิตอารมณ์พระกรรมฐาน ภาพยิ่งสว่างยิ่งใส จิตเรายิ่งเป็นสุข จิตเรายิ่งรู้สึกว่าเปี่ยมพลัง จิตยิ่งเปล่งประกายสว่างมากเท่าไหร่ ความสว่างของจิต นำพากำลังให้จิตของเรานั้น มีความรู้สึกที่เปล่งประกายและเป็นสุข เต็มล้นอยู่ภายในจิตของเรา อัดแน่นอยู่ภายในจิตของเรา เป็นเหมือนกับพลังงานศักย์ คือพลังงานที่สะสมบ่มเพาะอยู่ ยิ่งเราทรงอารมณ์ ทรงภาพนิมิต ทรงกสิณ ทรงกำลังจิตอภิญญา ได้นานเท่าไหร่ กำลังของจิตตานุภาพก็ค่อย ๆ สะสมเพาะบ่มในจิตเรา เป็นตบะเดชะแห่งการเจริญฌานสมาบัติ ยิ่งจิตมีความสว่างเพียงใด ยิ่งทรงความตั้งมั่นในจิตได้นานเพียงใด ยิ่งมีความเสถียรของจิต มีความแน่นิ่งมั่นคงเพียงใด นั่นก็คือคุณภาพของจิต ค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้น เพาะบ่มเพิ่มขึ้น ตบะเพิ่มพูนขึ้น กำลังฌานสมาบัติเพิ่มพูนขึ้น ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร สว่างเจิดจรัสเต็มกำลังนี้ไว้ จิตเป็นกุศล จิตผ่องใส รัศมีจิต ความสว่างของข้าพเจ้า เป็นรัศมีแห่งความเมตตาอันไม่มีประมาณ สมาธิของข้าพเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ กำลังอภิญญาจิตของข้าพเจ้า เป็นสัมมาอภิญญา เปล่งประกาย เปล่งความผ่องใส ทรงสภาวะ ความสว่างผ่องใสของจิตให้เต็มกำลัง ขอความตั้งมั่น กำลังจิตที่ผ่องใสสูงสุด ฌานสมาบัติ จงเต็มกำลังเสมอ เปล่งประกายแสงสว่าง เปล่งประกายความผ่องใส ทรงฌานในปฏิภาคนิมิตของกสิณ กำหนดน้อมนึกว่าจิตของเราขณะนี้ ถึงพร้อมในกสิณทั้ง 10 กองมารวมตัวกันในจิตนี้ จิตอันประภัสสรนี้ รวมในพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถึงพร้อมในจิตดวงนี้ กำหนดดวงจิตที่ผ่องใสเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง ว่าจิตของข้าพเจ้าดวงนี้ ถึงพร้อมในไตรสรณคมน์ มีกระแสแห่งพุทธานุภาพ กระแสน้อมในธรรมานุภาพ กระแสน้อมในสังฆานุภาพ ถึงพร้อมในไตรสรณคมน์ ในจิตอันเป็นประภัสสรของข้าพเจ้านี้ อภิญญาจงเป็นอภิญญาสัมมา การปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของข้าพเจ้าจงเป็นสัมมาสมาธิ จิตข้าพเจ้า จงเข้าถึงความเป็นสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรม เพื่อมรรคผล เพื่อพระนิพพาน
เมื่อน้อมจิต ตั้งกำลังใจไว้ตรง เราก็กำหนดน้อมรำลึกนึกถึงภาพองค์พระ กำหนดน้อมนึกภาพพระพุทธรูปขึ้นในจิต องค์พระสว่างใสเป็นเพชรระยิบระยับ ปรากฏอยู่ภายในดวงจิต คือดวงแก้วนั้น ตั้งใจว่าองค์พระอยู่ในดวงแก้ว องค์พระที่ปรากฏเป็นนิมิต ที่เรากำหนดขึ้นนั้น เราอาราธนา นอบน้อมอัญเชิญ กระแสพุทธานุภาพไว้ในจิต องค์พระสว่างขึ้น ใสขึ้น เป็นเพชรอยู่ภายในใจของเรา จิตของเรามีองค์พระภายใน จิตของเราเข้าถึงสรณะภายในจิต มีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความนอบน้อมในพระพุทธเจ้า มีความกตัญญูรู้คุณ ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเต็มกำลัง องค์พระเปล่งประกายในดวงจิตอันประภัสสรของข้าพเจ้า กระแสความสว่าง กระแสพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ แผ่ทะลุดวงจิต แผ่ทะลุขันธ์ 5 ร่างกาย องค์พระคลุมทั้งกายทิพย์ กระแสพุทธานุภาพ ครอบคลุมคุ้มครองทั้งดวงจิต ทั้งขันธ์ 5 กายเนื้อของข้าพเจ้า กำลังพุทธคุณเข้าถึง จากภายในดวงจิตของข้าพเจ้า ดวงจิตเปล่งประกาย ความสว่าง ความผ่องใส จิตเข้าถึงความสะอาด ความสว่าง ความสงบ จิตรู้ตื่น จิตเบิกบาน จิตผ่องใส จิตคือพุทธะ จิตทุกดวงล้วนแล้วแต่มีเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิญาณ จิตทุกดวงล้วนมีเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคผล จิตทุกดวงสุดท้ายโดยปรมัตถ์ ย่อมสามารถเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ในที่สุด เพียงแต่จะเร็วจะช้า เป็นไปตามวาสนาบารมี แห่งการปฏิบัติ แห่งการสะสม บำเพ็ญในทาน ในศีล ในการเจริญภาวนา ถึงพระนิพพานทุกดวงจิต เร็วช้าต่างกัน บางดวงจิตก็อยู่ในวิสัยที่สามารถเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบัน บางดวงจิตก็อยู่ในวิสัย ที่จะต้องเรียนรู้ในสังสารวัฏอีกหลายหมื่นหลายแสนหลายภพชาติ
จิตที่อยู่ในวิสัยเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ใกล้ในพระนิพพาน ก็จะเริ่มรู้จัก การรักษาศีล การบำเพ็ญทาน การเจริญภาวนา มีปัญญาที่รู้จักความผิดชอบชั่วดี รู้จักว่าอะไรถูก รู้จักว่าอะไรผิด รู้จักว่าอะไรเป็นบุญ รู้จักว่าอะไรเป็นบาป รู้จักว่าบุคคลใดเป็นบัณฑิต รู้จักว่าบุคคลใดเป็นพาล เลือกคบแต่บัณฑิต คือบุคคลที่นำพาตนเข้าสู่กุศลความดี ส่วนบุคคลที่เป็นพาลก็หลีกหนีไปให้ไกล คนที่ชักจูงสอนไปในทางที่ชั่วที่ผิด สอนให้กระทำบาปหยาบช้า สอนให้จาบจ้วงต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สอนให้อกตัญญูกตเวทิตาต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณ ให้ทำลายล้างกอบโกย ทำลายชาติ ทำลายแผ่นดิน ปรามาสลบหลู่จาบจ้วง พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป พระพุทธศาสนา หรือทำลาย คิดร้าย ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ บุคคลเหล่านี้เป็นพาล คบค้าสนทนา อยู่ใกล้ด้วยก็มีแต่ทางเสื่อม ลากเราลงไปสู่นรก ลงไปสู่อเวจี กำหนดรู้ และหลีกห่างจากบุคคลเหล่านั้น หากบุคคลเหล่านั้น อยู่ใกล้จนเราหลีกห่างไม่ได้ เราก็พยายามที่จะอุเบกขา กำหนดรู้ ไม่สนใจ ไม่เชื่อ เชื่อแต่พระ เชื่อแต่บัณฑิต เชื่อแต่สิ่งที่สร้างประโยชน์ สร้างกุศล ให้กับเรา อันนี้ถือว่ารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ผิดชอบชั่วดี รู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักว่าทำสิ่งใดเป็นกุศล ทำสิ่งใดเป็นอกุศล น้อมปัญญา เข้ามาสู่จิตของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าหลีกห่างจากบุคคลที่เป็นพาลทั้งปวงที่กล่าวมา ขอให้รู้เท่าทันว่า บุคคลใดเป็นพาล แต่ปิดบังไว้เสแสร้งไว้ ก็ขอให้รู้ขึ้นมา ขอให้ข้าพเจ้าได้พบเจอ แต่บุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร พบเจอแต่บุคคลที่ช่วยเหลือเมตตาตักเตือนข้าพเจ้า ในสิ่งที่ชอบ ประกอบไปด้วยธรรม ประกอบไปด้วยจิตอันเป็นกุศล มีเจตนาบริสุทธิ์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างแท้จริง ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ใกล้บุคคลเหล่านี้ และให้จิตข้าพเจ้ารู้คุณค่า ในบุคคลที่ควรสรรเสริญ บุคคลที่ควรบูชา บุคคลที่ควรยกย่อง
เมื่อกำหนดน้อมจิตเราไว้ดีแล้ว เราก็กำหนด ตั้งจิตรำลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ตั้งจิตอาราธนา ขอบารมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ขอเมตตายกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นไปบนพระนิพพาน จิตข้าพเจ้าตัดขันธ์ 5 ร่างกาย ไม่อาลัยในขันธ์ 5 ไม่สนใจในกาย กำหนดพุ่งจิตขึ้นไป บนพระนิพพาน ขอกำลังพุทธานุภาพ พุทธบารมีของพระพุทธองค์ เมตตาสงเคราะห์ ขอให้ดวงจิตข้าพเจ้า จงปรากฏสภาวะ เป็นกายแห่งพระวิสุทธิเทพ ปรากฏความผ่องใสอยู่บนพระนิพพาน กำหนดจิตพิจารณาว่า ในขณะที่เจริญพระกรรมฐาน ในวาระและทุกวาระ ทั้งปัจจุบันและอนาคต ข้าพเจ้าขอพุทธานุญาต ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน เมื่อยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานแล้ว ใจของเราก็ตัดจากร่างกายขันธ์ 5 ตัดจากโลก ตัดจากวัฏฏะสงสาร อย่างที่สุด ปล่อยวาง ตัดอาลัย พิจารณาตัด ในสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราเคยห่วง ปล่อยวาง
จากนั้นกำหนดจิต ใช้อาทิสมานกาย บรรจงกราบเบญจางคประดิษฐ์ ตรงต่อสมเด็จองค์ปฐม เมื่อน้อมจิตกราบแล้ว เราก็กำหนดต่อไป การกราบสักการะ พระพุทธองค์บนพระนิพพาน จิตข้าพเจ้าถึงพระพุทธองค์ จิตข้าพเจ้าถึงพระนิพพาน จิตข้าพเจ้าถึงความผ่องใสที่สุด ณ ขณะจิตที่ข้าพเจ้า ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน จิตข้าพเจ้าสะอาดจากสรรพกิเลสทั้งปวง ความรัก ความโลภ ความโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นทั้งปวง ข้าพเจ้าตัด ปล่อยวางสลายออกไปจากใจ ทรงสภาวะที่เราอยู่บนพระนิพพาน ท่ามกลาง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ บนพระนิพพาน เราอยู่ท่ามกลางบัณฑิต บุคคลที่เป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง คือทุกดวงจิตทุกพระองค์นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเสขบุคคล เป็นอรหันต์ จิตปราศจากซึ่งสรรพกิเลส เสด็จเข้าสู่มหาปรินิพพาน สิ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวงอย่างแท้จริง
เมื่อเราอยู่ท่ามกลางบัณฑิต ดวงจิตและกระแสจิต ซึ่งปราศจากกิเลส จิตของเราอยู่ใกล้ ก็พลอยปรากฏ ความสงบสงัด ความปราศจากกิเลส สลายออกไปจากใจของเราด้วยเช่นกัน ดังอุปมาที่มีมาในพระชาดก ในเรื่องของนกแขกเต้า นกแขกเต้า 2 ตัว ตกมาในรัง ตกจากรังออกมา นกมีพ่อแม่ที่เป็นคู่เดียวกัน นกตัวหนึ่งตกไปในรังของโจร นกอีกตัวตกไปในหมู่ของบัณฑิต คือตกไปในหมู่ของบุคคลที่เป็นพราหมณ์ปุโรหิต ที่ศึกษาเล่าเรียน อยู่ในสำนักของครูบาอาจารย์ที่สอนในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม นกแขกเต้านี้ สามารถพูดจาภาษามนุษย์ได้ นกแขกเต้าที่ตกไปในหมู่โจร ก็มีแต่วาจา พูดจาแต่คำหยาบคาย คำสบถ คำด่า ความคิดต่าง ๆ ก็จะแย่งชิงคดโกง แต่นกแขกเต้า ที่อยู่ในหมู่พราหมณ์ อยู่ในหมู่บัณฑิต ก็มีวาจาไพเราะ พูดจามีคติ ประกอบไปด้วยธรรมะ ประกอบไปด้วยหลัก ประกอบไปด้วยเหตุผล วันหนึ่งพระราชาเสด็จผ่านมา บังเอิญมีเหตุ ให้ได้พบกับนกแขกเต้าทั้ง 2 ตัว ก็เห็นว่ามีความแตกต่างกัน ตัวหนึ่งพูดจาหยาบคาย ด่าว่าก้าวร้าว อีกตัวหนึ่ง พูดจามีคติ ไพเราะน่าฟัง อันนี้ก็หมายความว่า ถึงแม้ว่า มาจากบิดามารดาคนเดียวกัน แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อม อยู่ในหมู่บุคคลที่เป็นพาล กับอยู่ในหมู่บุคคลที่เป็นบัณฑิต สภาพแวดล้อมเพื่อนหรือมิตร ก็นำพาให้จิตดวงนั้น หรือบุคคลนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม หรือเพื่อนที่อยู่ใกล้ได้ อันนี้ก็จะตรงกันกับมงคล 38 ประการ ที่เป็นมงคลแรกสุด ก็คือ “อเสวนา จ พาลานํ” จงอย่าสนทนา อย่าเสวนา อย่าคลุกคลี อย่าอยู่ใกล้ กับบุคคลที่เป็นพาล
ส่วนมงคลข้อที่ 2 ก็คือ ให้คบบัณฑิต นั่นก็คือให้เลือกคบคน อย่ามองว่าเขาเป็นคนรวย อย่ามองว่าเขาเป็นคนที่สูงศักดิ์ อย่ามองว่าเขาเป็นคน ที่มีการศึกษา หรือมีดีกรีมีปริญญาสูง แต่ให้มองให้พิจารณาที่ความดี ที่กุศล เป็นหลัก ดังนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งในยามที่เรายังอยู่ในโลกมนุษย์ หรือแม้แต่ในขณะที่เราเจริญพระกรรมฐาน
ดังนั้นการที่เรายกจิต ขึ้นมาปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน อยู่บนพระนิพพาน เป็นอันว่า เราอยู่ท่ามกลางมหาบัณฑิต ผู้มีดวงจิตสิ้นจากอาสวกิเลส อย่างแท้จริงแน่นอน อย่าลืมว่า แม้แต่บางครั้ง เราปฏิบัติธรรมในสถานปฏิบัติต่าง ๆ ท่านต่าง ๆ ที่สอน ก็อาจจะเป็นบุคคลที่เป็นสมมุติสงฆ์ บุคคลที่เป็นปุถุชน บุคคลที่บางครั้ง ก็อาจจะยังไม่ได้ละกิเลส จนสิ้นอาสวกิเลสไปได้ทั้งหมด แต่การที่เรายกจิต ขึ้นมาปฏิบัติบนพระนิพพานนั้น ถือว่าเป็นที่แน่นอนว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นที่ที่บริสุทธิ์หมดจด จากอาสวกิเลส ไม่มีความอยาก ไม่มีความโลภ ที่จะหลอกลวงปรารถนา ในทรัพย์สินของเรา การขึ้นมาบนพระนิพพานนั้น ยิ่งขึ้นมาบ่อยมากเท่าไหร่ ทรงอารมณ์อยู่นานมากเท่าไหร่ จิตของเราก็ยิ่งห่างจากกิเลสเพียงนั้น กำหนดรู้ ว่าเรายกจิตขึ้นมาเจริญพระกรรมฐาน บนพระนิพพานทำไม ทำไมการปฏิบัติ ที่ใช้การปฏิบัติแบบนี้ จึงเข้าถึงมรรคผล จิตจึงเกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ได้มากกว่าเร็วกว่า ให้เรากำหนดรู้ไว้
จากนั้นก็เริ่มพิจารณาในข้อธรรม อยู่บนพระนิพพาน อยู่กับพระพุทธองค์ การพิจารณา ถ้าเราพิจารณาการปฏิบัติ การเจริญพระกรรมฐาน ตามแนวทางครูบาอาจารย์ สายวัดป่า ท่านก็จะเน้น หลักก็คือการตัดกายขันธ์ 5 การตัดกายขันธ์ 5 ก็คือการพิจารณา กายคตา พิจารณาเพื่อให้จิต ตัดขาด จากความเชื่อมโยง ความห่วง ความยึด ในขันธ์ 5 ที่เป็นกายหยาบ เราเมื่ออยู่บนพระนิพพาน เราก็มาพิจารณาดู เราห่วงในร่างกายขันธ์ 5 มั้ย ห่วงกายหยาบ กายที่อยู่บนโลกมนุษย์ ขณะนี้มั้ย เราเห็นความเป็นไป คือความแก่ ความเจ็บไข้ไม่สบาย ความเสื่อม จนไปถึงความตาย มรณานุสติในขันธ์ 5มั้ย เรากระจ่างแจ้งชัดเจน ในสภาวะความเป็นไปว่า เราแท้ที่จริงก็คือจิต หรืออาทิสมานกาย จิตหรืออาทิสมานกายนี้ สะสมเพาะบ่มบุญและบาป เมื่อมาจุติ ไม่ว่าจะเป็นการจุติเป็นมนุษย์ มาจุติเป็นเทวดา พรหม หรือมาจุติ เสวยวิบากมาเป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์นรก เป็นกำลังของบุญและบาป ที่เราสะสมปรุงแต่ง จนเป็นภพ จนเป็นรูป จนเป็นนาม บุญกุศล นำพาให้จุติเป็นมนุษย์ นำพาให้จุติเป็นเทวดา นำพาให้จุติเป็นพรหม บาปเวรกรรม กรรมชั่วอกุศล ปรุงแต่งให้เกิดรูปเป็นมนุษย์ ที่ทุพพลภาพ ที่ยากไร้ ที่ป่วยไข้ไม่สบาย ปรุงแต่งให้เกิด ปรากฏ จุติอยู่ในภพของเปรต อสุรกาย สัตว์นรก ด้วยกำลังของกรรม
เราพิจารณาให้เห็น ว่าเราเข้าใจ ว่าเราไม่ใช่ ร่างกายขันธ์ 5 กายเนื้อ เราคือจิต เราสะสมบุญสะสมบาป เราพิจารณาตอนนี้ดูว่า ในชาติภพ เอาเฉพาะเพียงแค่ชาติภพปัจจุบันก็พอ การเกิดมาเป็นมนุษย์ของเราชาตินี้ เราสะสมบุญ เราสะสมบาป มากน้อยเพียงใด ลองคิดดูว่ามากมั้ย จะเป็นเรื่องเล็ก จะเป็นเรื่องใหญ่ จะเป็นกรรมเล็กน้อย หรือจะเป็นกรรมใหญ่ จะเป็นบุญใหญ่ เราสร้างมาเยอะมั้ย พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอน ว่าเรื่องของบุญกุศล ให้หมั่นรำลึกไว้เสมอ แต่สิ่งใดที่เป็นบาป สิ่งใดที่เป็นกรรม เป็นข้อผิดพลาด ที่เราทำไปแล้ว ท่านทรงตรัสให้เรา พยายามอย่าไปนึกถึงมัน แต่เพียงพิจารณาว่า เรารู้แล้วว่าเราทำผิด แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป อันนี้ก็ให้เราพิจารณา เราจะไม่ทำบาป เราจะพยายามที่จะไม่สะสมกรรมที่เป็นอกุศล ทำอกุศลกรรมให้น้อยที่สุด หรือไม่ทำ งดเว้น ให้ได้ด้วยกำลังของศีล
จากนั้นพิจารณาต่อไปให้มาก พิจารณาซ้ำบ่อย ๆ ถึงบุญกุศลที่เราทำ บุญกุศลที่เราจัดงาน บวงสรวงบูชาเทวดา พรหม และพระรัตนตรัย บุญกุศลที่เรา สร้างพระพุทธรูป บุญกุศลที่เราบูรณะปิดทอง บูรณะพระพุทธรูป วัดวาอารามต่าง ๆ บุญกุศลที่เราสร้างไว้ดีแล้ว บุญใหญ่ทั้งหลาย บุญที่เราเคยบวชพระ บุญที่เราเคยบวชเนกขัมมะ บุญที่เรารักษาศีล บุญใหญ่ที่เราทำที่เราได้ เจริญพระกรรมฐาน ฌานสมาบัติที่เราได้ เมตตาฌานที่เราได้ สมาธิที่ดีที่สุดที่เราเคยทำได้ ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ที่เราประทับใจที่สุด ที่เราเคยทำได้ ตอนนี้ให้เรา น้อมรำลึกตั้งกำลังใจว่าเรา อยู่บนพระนิพพาน ในสภาวะความเป็นทิพย์ คือกายพระวิสุทธิเทพ อยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน ให้เรานั่งเจริญพระกรรมฐาน รำลึกนึกถึงบุญใหญ่ทั้งปวง สมาธิใหญ่ทั้งปวง ประสบการณ์ในธรรม ในการเจริญพระกรรมฐานทั้งปวง ที่เราเคยได้โดยละเอียด กำหนดน้อมบันทึก รวมลงสู่จิตของเรา ว่าบุญใหญ่เราได้ทำ จิตที่ตั้งมั่นจนถึงฌาน 4 เราได้ทำ กำหนดน้อมเป็นธรรมะ เป็นข้อพิจารณาเฉพาะ แต่ละดวงจิตของเรา แต่ละคน
เมื่อบาทฐานในกุศล ในปัจจุบันชาติเริ่มปรากฏ จิตฟื้นรู้ตื่นในอดีต แม้เป็นอดีตสั้น ๆ ในชาติปัจจุบัน แต่ก็เพียงพอ ที่จะกระตุ้นจิตของเรา ให้เปิดสวิตช์ ดึงของเก่าบารมีเก่าขึ้น กำหนดจิตของเรา ตั้งจิตอธิษฐาน อยู่บนพระนิพพานว่า ขอให้บุญบารมีเก่า ของเก่า ของข้าพเจ้า ในอดีตชาติ จงฟื้นตื่นขึ้น ปรากฏขึ้น ในจิตของข้าพเจ้า จากนั้นกำหนด พระพุทธรูปองค์ใด พระพุทธรูปองค์สำคัญองค์ใด ที่เราเคยร่วมสร้าง พระธาตุเจดีย์ พระมหาเจดีย์ ในประเทศใด สถานที่ใด จังหวัดใด ที่เราเคยร่วมสร้างในอดีต ก็ขอให้ปรากฏ ภาพพระธาตุเจดีย์ พระเจดีย์ พระพุทธรูปทั้งหลายเหล่านั้น ขึ้นในจิต ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ที่เป็นประเทศอื่น หรือแม้แต่เป็นประเทศจีน ประเทศอินเดีย ก็ขอให้ปรากฏขึ้น บุญเก่าที่ข้าพเจ้าเคยพบ พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง นับตั้งแต่สมเด็จองค์ปัจจุบัน ไปจนถึงพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ขอจงปรากฏขึ้นในจิต ภาพที่ข้าพเจ้าเคยดูแล อุปัฏฐากอุปถัมภ์พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระสาวก พระอัครสาวกในอดีตชาติ จะเป็นยุคพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน หรือพระพุทธเจ้าองค์ในอดีตทั้งหลาย ก็ขอให้ปรากฏขึ้น กำหนดน้อมให้ภาพทั้งหลาย ผุดรู้ขึ้น พระพุทธรูปที่เราเคยร่วมสร้าง มีมากมีมหาศาลเพียงใด พระเจดีย์ พระธาตุ พระบรมธาตุทั้งหลาย ที่เราเคยร่วมสร้าง สิ่งใดที่มีวาระผูกพัน ย่อมมีผลให้ปัจจุบันชาติ เราได้มีโอกาสไปกราบ ไปสักการะ เกิดความผูกพัน เกิดความเคารพ เกิดความรู้สึก ที่อยากมากราบอีก ทุกสิ่งมีเหตุ ทุกสิ่งมีปัจจัย อธิษฐาน เพื่อให้จิตของเรา เกิดความรู้ตื่นในบุญเก่า เรียกของเก่าบุญบารมีของเรากลับมา ของเก่าของเดิมของดี ที่เป็นบุญเป็นกุศล กรรมฐานเดิม ที่เราเคยเรียนจากครูบาอาจารย์ พระอรหันต์ พระอัครสาวก หรือแม้แต่เคยได้ฟังธรรม เคยสัมผัสธรรมจากพระพุทธองค์ แม้ในอดีตนั้น ปัญญาเราอาจจะยังน้อย วาระบารมีอาจจะยังไม่ถึง แต่ทุกสิ่งที่เราได้ฟัง แม้ในยุคนั้นชาติภพนั้น เราไม่เข้าใจ แต่ธรรมนั้นบันทึกลงสู่จิต ขอให้ธรรม จงมาปรากฏ กะเทาะจากเปลือก ปรากฏความรู้แจ้งในชาติปัจจุบัน เพื่อให้ข้าพเจ้า เข้าถึงซึ่งพระนิพพานด้วยเทอญ
อธิษฐาน ให้ภาพต่าง ๆ ปรากฏ กุศลต่าง ๆ ปรากฏ วัตถุธาตุ วัตถุทาน พระพุทธรูป พระธาตุเจดีย์ ขอให้ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างค่อย ๆ ปรากฏฟื้นตื่นขึ้นในจิต ของเก่าจงกลับมา กุศลความดีทั้งหลาย ไม่หายสูญ ธรรมทั้งหลาย เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาล ธรรมในอดีตชาติ ย้อนกลับมาฟื้นตื่นขึ้น ในชาติปัจจุบันได้ กำหนดให้ของเก่า ฟื้นตื่นขึ้น ทรงสภาวะ ความเป็นกายพระวิสุทธิเทพไว้ ทรงสภาวะ พิจารณาความรู้ตื่น ของเก่าจงรู้ตื่นขึ้นในจิต บุญเก่า บารมีเก่า จงสลาย จากการปิดสัญญา จากการเกิดในชาติภพ แต่ละชาติภพ สัญญาเก่า จงปรากฏเพื่อเสริม เติมธาตุธรรมให้เต็ม บารมีทั้ง 30 ทัศให้เต็ม ในชาติภพปัจจุบันของข้าพเจ้าด้วยเทอญ กำหนดให้เห็น กายพระวิสุทธิเทพ นั่งขัดสมาธิประนมมือสว่าง จิตกายทิพย์สว่างผ่องใสรู้ตื่น ของเดิมของเก่ากลับมา บุญกุศลกลับมา ส่งเสริมให้ชีวิตเรา เจริญในธรรมยิ่งขึ้น รุ่งเรืองในทางโลกและทางธรรม สมบูรณ์พร้อม ทางโลกไม่ช้ำ ทางธรรมไม่เสีย ก้าวหน้าเสมอทั้งทางโลกทางธรรม กำหนดพิจารณาว่า เราเห็นของเดิมของเก่า บารมีเก่า ในชาติอดีตชาติของเรา ก็ให้เรามีความตระหนักถึง การเดินทางอันยาวนานในสังสารวัฏนี้ พิจารณาว่าบุญทั้งหลาย ทาน ศีล ภาวนา ในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ จนถึงอนาคต จงรวมตัว เป็นปัจจัยเป็นกำลัง เป็นบารมี เพื่อให้จิตข้าพเจ้าดวงนี้ ได้เข้าถึงซึ่งมรรคผลพระนิพพาน ได้โดยง่ายโดยพลัน ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ กายทิพย์ให้สว่างขึ้น สว่างขึ้น จิตมีความยินดีในธรรม จิตยินดีในบุญกุศล จิตมีความยินดีในพระนิพพาน จิตละวางความปรารถนาในการเกิด ละวางความคิด ที่จะท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ เห็นที่สิ้นสุดของชาติภพ จบกิจ กำหนดน้อมใจของเรา ให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เพื่อพระนิพพาน
เมื่ออธิษฐานแล้ว ก็ตั้งใจว่าทุกสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่บนพระนิพพานนี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ ท่านรับรู้รับทราบ ในกุศลและเจตนา รับทราบในทุกคำอธิษฐาน รับทราบทุกความตั้งใจมั่นในการปฏิบัติธรรมของเรา ดังนั้นให้เรามั่นใจ ว่าจิตของเรานั้น เชื่อมกระแสกับพระพุทธองค์ได้โดยตรง จิตถึงพระนิพพาน จิตถึงพระพุทธองค์ และการปฏิบัติเราก็ตั้งใจ ใจเราก็ต้องถึง คือมีความเด็ดเดี่ยวตั้งมั่น มีความสม่ำเสมอ มีความเคารพนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย
เมื่ออธิษฐานแล้ว ลำดับต่อไปก็ให้เราน้อม อาราธนากระแสบุญ กระแสบารมี กระแสกุศลจากทุกท่านทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน ลงมาเป็นกำลังบุญ แผ่เมตตาให้กับสังสารวัฏ แผ่กระแสเมตตากระแสบุญ จากพระนิพพาน ไปยังทุกดวงจิต ไล่ลงมา จากพระนิพพานลงไป ก็คือ อรูปพรหมทั้ง 4 ทุกดวงจิต พรหมทั้งหลาย บนพรหมโลกทั้ง 16 ชั้น แผ่กระแสบุญ ลงมาจากพระนิพพาน ยังเทวดาทุกพระองค์ บนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น แผ่เมตตาลงไป ยังภพภูมิของรุกขเทวดา ภุมเทวดา เทวดาที่มีวิมานเชื่อมโยง ต่อเนื่องกับภพของโลกมนุษย์ ทุกดวงดาวและทั้งโลกใบนี้ทั้งหมด ขอกระแสบุญ จงถึงจงสำเร็จ ยังทุกท่าน แผ่เมตตาลงมา ยังมนุษย์และสัตว์ที่มีกายเนื้อขันธ์ 5 ทุกดวงจิตบนโลก และทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาบุญกุศลจากพระนิพพาน ให้กับดวงจิต ที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ท่องเที่ยวไป ปะปนไปกับภพมนุษย์บ้าง ล่องลอยอยู่ในจักรวาลบ้าง ดวงจิตที่อยู่ในมิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย เมืองบังบดลับแลทั้งหลาย ที่หลงภพหลงภูมิอยู่ทั้งหลาย ขอให้กระแสบุญกุศล จงถึงทุกดวงจิต แผ่เมตตาต่อไป ยังภพของเปรต อสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับ สัตว์นรกทั้งหลายทุกดวงจิต
จากนั้นอธิษฐานจิต แผ่เมตตาทั้ง 3 ภพภูมิ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแล้ว ข้าพเจ้าแผ่เมตตา เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เวียนว่ายตายเกิด สลับสับเปลี่ยนอยู่ในสังสารวัฏนี้ ข้าพเจ้ารู้ตื่น รู้แจ้ง ในภัยแห่งสังสารวัฏแล้ว ข้าพเจ้าขอน้อมแผ่กุศล จากการเจริญพระกรรมฐาน บุญจากการอาราธนา กระแสบุญจากพระนิพพาน ลงมายังทุกท่านทุกดวงจิต ขอกรรมใดวิบากใด ที่ข้าพเจ้าเคยพลาดพลั้งล่วงเกิน ต่อทุกท่านในสังสารวัฏนี้ ทุกดวงจิตในสังสารวัฏนี้ ขอจงเป็น อโหสิกรรม ละล้างลบเลิก เลิกพยาบาท เลิกจองเวร เลิกความอาฆาตทั้งปวง ต่อกันด้วยเทอญ
เมื่อแผ่เมตตาให้กับสังสารวัฏแล้ว เราก็น้อมกระแสจากพระนิพพาน กระแสบุญ กระแสกุศล ลงมายังโลกมนุษย์ใบนี้ทั้งหมด ขอกระแสบุญ จงคุ้มครองให้โลกนี้สงบสุข สันติ ร่มเย็น ขอศึกสงครามทั้งหลาย จงสลายตัว จงเปลี่ยนแปลง ดับสลายไป ขอภัยพิบัติทั้งหลาย ภัยธรรมชาติทั้งหลาย จงคลายตัว สลายตัว ขอบุญกุศลทั้งหลาย กระแสบุญจากพระนิพพาน น้อมนำลงมายังโลกมนุษย์ ขอความสุขสงบ สันติ ร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ จงปรากฏ ยุคแห่งชาววิไลจงปรากฏ ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองจงปรากฏ แผ่เมตตาลงมา คลุมคุ้มครองประเทศไทย น้อมบุญกุศลลงมา พิทักษ์รักษาชาติบ้านเมือง ขอให้ประชาชนคนไทยในชาติ จงรู้ผิดชอบชั่วดี รู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักคนดี คนชั่ว ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว สร้างกุศลความดี มีความรักความสามัคคี มีความปรารถนาดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ น้อมบุญกุศลลงมา ยังเขตของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ขอกำลังพุทธานุภาพลงมา คุ้มครองพระพุทธรูป พระธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ พระบรมธาตุทั้งหลาย พระเครื่อง เครื่องรางของขลังทั้งหลาย จงสลายดับล้าง จากอวิชชาคุณไสยทั้งปวง กำลังพุทธานุภาพ จงดับล้างความดำความมืด ขอกำลังพุทธานุภาพ จงมาสถิตให้ก่อเกิดกำเนิด เป็นพุทธคุณบริสุทธิ์ ขอกระแสธรรมจากพระนิพพาน จงหลั่งไหลลงมายังดวงจิต ของพุทธบริษัท 4 ขอธรรมอันเป็นมิจฉา ขอธรรมอันบิดเบือน จากมรรคผลพระนิพพาน ขอจงสลาย กลายเป็นธรรมอันสัมมาทิฏฐิ ขอสมาธิทั้งหลาย จงมีกระแส เป็นสัมมาสมาธิ ขอกระแสธรรม จากพระนิพพานน้อมลงมา ให้ดวงจิตทั้งหลาย ของพุทธบริษัท 4 จงกลายเป็นดวงจิต ที่เป็นสัมมาสมาธิ ขออภิญญาทั้งหลาย จงเป็นสัมมาอภิญญา สัมมาจงสัมมา สัมมาทิฏฐิ จงปรากฏ ธรรมะอันเป็นเครื่องหลุดพ้น และตัดตรงสู่มรรคผลพระนิพพาน จงกระจ่างขึ้นในจิตทุกดวง
จากนั้นน้อมกระแสบุญ จากพระนิพพานลงมา ปกปักรักษาคุ้มครอง พระชนมวารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ บุญกุศลทั้งหลาย น้อมรวมลงมา เป็นกำลังบุญพิทักษ์รักษา เพิ่มกำลังเทพฤทธิ์ ให้กับเทวดา พรหม ผู้รักษาพระชนมวาร ผู้รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เทวดาผู้รักษาอภิบาล ดูแลคุ้มครองเวียงวังทุกแห่ง พระตำหนักทุกแห่ง ขอกำลังบุญกุศลจากพระนิพพาน เพิ่มกำลังบุญให้กับพระสยามเทวาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ปกปักรักษาคุ้มครองบ้าน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บ้านเมืองแห่งนี้ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี จงมีกำลัง พระสยามเทวาธิราช พระคลังมหาสมบัติ จงมีกำลัง ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาชาติ ศาสนา ชายแดน ขอจงมีกำลัง น้อมบุญกุศล ถึงพระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เทวดาที่พิทักษ์รักษา อาณาเขตดินแดนชายแดนทั้งหลาย ขอจงมีกำลัง
จากนั้นกำหนดน้อมจิต ขอบุญทั้งหลายจงสำเร็จ กุศลทั้งหลายจงสำเร็จประโยชน์ ต่อญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า บุญกุศลทั้งหลายจงส่งผลให้ข้าพเจ้า มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกทางธรรม มีความสุขกายมีความสุขใจ มีความรุ่งเรืองมีความสุข ทั้งยามหลับยามตื่น
จากนั้นกำหนดจิต ใช้กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพ กราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทุก ๆ พระองค์ ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือทุก ๆ พระองค์ กำหนดน้อมจิตกราบ แยกกายกราบให้ถึง เมื่อกราบลาแล้ว ก็กำหนดพุ่งจิต กลับลงมายังโลกมนุษย์ พุ่งจิตกลับมาบนโลกมนุษย์ น้อมให้ปรากฏรังสีแสงสว่างจากพระนิพพาน คลุมกายที่เป็นกายเนื้อและจิตของเราไว้ อธิษฐานจิต ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูก อัฐิธาตุ หลอดเลือด เส้นเอ็นทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส กล้ามเนื้อทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์ อาการทั้ง 32 อวัยวะภายในทุกส่วน จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้าง สลายดับล้าง โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ซีสต์ทั้งหลาย จงสลายตัวไป สิ่งใดที่ผิดปกติ โรคาพยาธิ จงสลายตัวไป ขันธ์ 5 กายเนื้อข้าพเจ้า จงหล่อเลี้ยงด้วยกระแสของบุญกุศล กระแสความเป็นทิพย์ จงไหลเวียนทั่วร่างกายขันธ์ 5 ลมปราณอานาปานสติ ที่เป็นปราณพลังชีวิตพลัง จงหล่อเลี้ยงขันธ์ 5 ร่างกายข้าพเจ้า ร่างกายข้าพเจ้าถึงพร้อมในความผ่องใส ธาตุธรรมเป็นธรรมโอสถ ชำระล้างกาย ชำระล้างจิต ของข้าพเจ้า ให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงพร้อม โรคภัยสลายตัวไป สารเคมี สารพิษ สิ่งแปลกปลอม วัคซีนที่เป็นโทษค่อย ๆ ถูกชำระล้างสลายขับออกไปจากร่างกายข้าพเจ้า ทางเหงื่อ ทางอุจจาระ ทางปัสสาวะ ทางไอของรูขุมขนทั่วกายผิวหนังของข้าพเจ้า สิ่งใดที่เป็นโทษ สิ่งใดที่เป็นพิษ จงสลายขับออกจากขันธ์ 5 ร่างกายข้าพเจ้าด้วยเทอญ
จากนั้นกำหนดจิต อธิษฐาน ขอโมทนาสาธุ กับบุญกุศล ของกัลยาณมิตร ที่เจริญพระกรรมฐานกันในวันนี้ทั้ง 64 ท่าน และที่มาปฏิบัติ มาเจริญพระกรรมฐาน มาฟังต่อในภายหลัง ขอจงได้รับบุญกุศล เช่นเดียวกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอโมทนาบุญ กับกุศล กับมรรคผล กับกระแสธรรม กับกำลังฌานสมาบัติ ของทุกท่านที่ได้เข้าถึงแล้วด้วยเทอญ
จากนั้นก็ให้เราหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ 3 ครั้ง หายใจเข้าช้า ลึก ยาว พุทโธ ธัมโม สังโฆ ค่อย ๆ ถอนจิตช้า ๆ ออกจากสมาธิ
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน วันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่จะถึง ตั้งแต่วันอังคารวันที่ 19 พฤษภาคม ไปจนกระทั่งถึงวันที่ 29 พฤษภาคม อาจารย์ก็มีทริป “เมตตาสมาธิสัญจรภาคใต้” เดินทางไปที่จังหวัดภูเก็ต ก็จะมีการสอนสมาธิ ให้กับลูกศิษย์ญาติธรรมตามลายทาง โดยในวันที่ 20 ก็จะเดินทาง ไปสอนสมาธิที่จังหวัดชุมพร ซึ่งใครอยู่ใกล้ก็สามารถ มาร่วมปฏิบัติมาเจริญพระกรรมฐานได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สถานที่คนไหนอยากไป ก็เชิญติดต่อถามมาได้ แล้วก็จะมีโอกาสไปสอนสมาธิที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งก็ได้เตรียมสถานที่ ซึ่งมีญาติธรรมจำนวนหนึ่ง ก็รอที่จะเรียนพระกรรมฐานอยู่ สำหรับคนที่อยู่ในห้องนี้หรือญาติมิตรที่อยู่ใกล้ ใครอยู่ที่จังหวัดชุมพร ภูเก็ต ก็สามารถติดต่อประสาน ที่จะมาเรียนได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ทำกรรมฐานเพื่อเป็นธรรมทาน แล้วก็เป็นสิ่งที่เป็นการเดินทางไปสอนสมาธิ เพื่อเกิดกำลังบุญ ช่วยตรึงเขตชาติบ้านเมือง ให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลาย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้ทราบ ท่านใดที่อยู่ใกล้ก็อย่าพลาดโอกาส ที่จะได้เรียนสมาธิ
หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม อาจารย์กลับขึ้นมาจากภูเก็ต ก็เดินทางไปสอนสมาธิต่อที่ศูนย์พุทธศรัทธา อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี อันนี้ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมการสอนสมาธิ ที่ทางศูนย์พุทธศรัทธา ซึ่งเป็นสาขาของทางวัดท่าซุง ก็ได้เชิญอาจารย์มาสอนให้เป็นปกติ ในงานบวชเนกขัมมะ ที่เป็นวันพระใหญ่ เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันพ่อ เป็นต้น ซึ่งอาจารย์ก็รับ เพื่อเกิดประโยชน์กับคนที่ต้องการฝึกสมาธิ ฝึกมโนมยิทธิต่อไป ท่านใดที่สนใจ ก็สามารถติดต่อหรือไปร่วมได้ ก็มีเพื่อน ๆ เราในกลุ่มเมตตาสมาธิ ก็จะเดินทางไปปฏิบัติด้วยหลายท่าน ใครที่อยู่ใกล้จังหวัดสระบุรี ก็สามารถไปปฏิบัติได้
สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบดังนี้ แล้วก็สำหรับอาทิตย์หน้า ก็คาดว่าอาจจะไม่ได้สอนสมาธิ เนื่องจากติดภารกิจ รวมไปจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม ก็ติดสอนที่มโนมยิทธิที่ศูนย์พุทธศรัทธา ดังนั้นก็อาจจะขาดไปประมาณ 2 สัปดาห์ พบกันใหม่ก็น่าจะเข้าสู่เดือนมิถุนายน
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้มีความขยันหมั่นเพียร ในการปฏิบัติต่อไป อาจารย์ไม่สอนก็ขยันฝึกเอง สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย:รัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์





