เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569
เรื่อง เมตตาสมาธิถวายพระราชกุศล
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกายเพื่อปล่อยวางขันธ์ 5 ร่างกาย ความสงบระงับในกายสังขาร เมื่อกำหนดรู้ในกายแล้ว เราก็มากำหนดพิจารณาผ่อนคลาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปลดปล่อยภาระผัสสะความเกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยงกับขันธ์ 5 ร่างกาย ผ่อนคลายปล่อยวางร่างกาย จิตปล่อยวางขันธ์ 5 วางความห่วง วางความกังวลทั้งกายและจิต ทรงสภาวะสติ กำหนดรู้อยู่กับการปล่อยวางกาย เข้าสู่ความสงบของใจ
เมื่อปล่อยวางร่างกายขันธ์ 5 แล้ว จิตปล่อยวางละดับนิวรณ์ทั้ง 5 ประการดีแล้ว เราก็ใช้สติมากำหนดดู กำหนดรู้ อยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม พริ้วผ่านเข้าออกในกาย สติติดตามดู ติดตามรู้ ตลอดลมตลอดสาย รู้ในลมหายใจ รู้ว่าลมละเอียดหรือลมหยาบ รู้ว่าอารมณ์ของใจในขณะที่เราทรงสภาวะ อารมณ์จิตมันมีความปลอดโปร่งหรือมีความหนัก จดจ่ออยู่กับลมหายใจที่ละเอียดสงบ ทรงสภาวะสติที่กำหนดรู้ในลมหายใจ กำหนดรู้ในอารมณ์ใจ ปล่อยวางกาย ปล่อยวางเรื่องราวทุกสิ่ง มีแต่เพียงความสงบ เข้าถึงลมหายใจที่ละเอียดสงบ เบาสบาย
เมื่อจิตเข้าถึงความเบาความสบาย จากลมหายใจที่ละเอียดสงบ เราก็ยกกำลังใจขึ้นอีกนิดนึง ทรงอารมณ์เข้าสู่เอกัคคตารมณ์คือฌาน 4 ในอานาปานสติ พิจารณาหยุด หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดเป็นตัวสำเร็จ สงบนิ่งหยุด ทรงสภาวะความหยุด คือเอกัคคตารมณ์และอุเบกขารมณ์ หยุดปรุงแต่ง หยุดกิเลส หยุดความโลภโกรธหลง หยุดบาปอกุศลทั้งหลาย สติเมื่อกำหนดรู้จักการหยุดในยามที่กิเลสมันจรเข้ามาในใจ ในยามที่ทุกข์เข้ามาในใจ เราก็มีกำลังที่สามารถหยุดการปรุงแต่ง หยุดกิเลส หยุดอกุศลจิตได้ หยุดเป็นตัวสำเร็จคือสำเร็จทั้งประโยชน์สุขคือการดับทุกข์ หยุดเป็นตัวสำเร็จคือสำเร็จในมรรคผลจากการที่เราหยุดอกุศล หยุดความโลภโกรธหลง หยุดการกระทำบาป กำหนดพิจารณารู้ประโยชน์แห่งการหยุดจิต สติที่เป็นมหาสติที่เราหยุด ประดุจดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนองคุลีมาลไว้ ด้วยประโยคที่ทรงตรัสไว้ว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด” หมายถึงหยุดจากบาปอกุศลทั้งปวง กำหนดพิจารณารู้คุณค่าแห่งการหยุดจิต เอกัคคตารมณ์ สงบหยุด
จากนั้นเราพิจารณาเดินจิตต่อไป จากจุดที่หยุด เดินจิตจากอานาปานสติขึ้นสู่กสิณ พิจารณาให้กสิณคือจิตของเรานั้นจากจุดกลายเป็นการพิจารณา กำหนดภาพนิมิต กลายเป็นดวงแก้วสว่างใส กำหนดพิจารณาให้เห็นจิตที่เป็นดวงแก้วสว่างใสค่อยๆ สว่างขึ้น ใสขึ้น จนเป็นดวงแก้วสว่างเปล่งประกาย เรียกว่า ”อุคคหนิมิต” กำหนดเชื่อมโยงกับดวงจิตของเรา กสิณคือจิต จิตคือกสิณ ภาพนิมิตของกสิณใสเพียงใด จิตเราก็ใส จิตเราก็สะอาดจากกิเลสเพียงนั้น กำหนดพิจารณาควบ “สมถะคือวิปัสสนา” เมื่อจิตใสก็คือจิตเราสะอาดจากกิเลส เราฝึกให้จิตชินจากกิเลส ชินจากความสะอาดจากความโลภโกรธหลงทั้งปวง ทรงสภาวะให้จิตประภัสสรขึ้นไป กำหนดภาพนิมิตจากอุคคหนิมิตของดวงจิตที่ใสสว่าง กลายเป็นดวงจิตที่เป็นเพชรประกายพฤกษ์ระยิบระยับแพรวพราว เมื่อจิตเราเข้าถึงความสว่างปฏิภาคนิมิต ก็กำหนดพิจารณาว่าจิตเราได้รู้ตื่นขึ้นสู่จิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร คือจิตที่สะอาดจากกิเลส สะอาดจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง กิเลสที่จรมาพอกมาปกมาคลุมจนกระทั่งจิตที่เคยประภัสสรนี้มันมีความเศร้าหมอง ตอนนี้เราใช้กำลังแห่งสมถะ กำลังแห่งกสิณ ใช้กสิณจิตให้จิตประภัสสรสว่าง เมื่อจิตประภัสสรสว่างเป็นเพชรประกายพฤกษ์ ก็กำหนดรู้พิจารณาว่าการทรงกำลังของอภิญญาในกสิณ เราตั้งใจตั้งจิตอธิษฐาน เป็นการบำเพ็ญบารมีเพื่อให้กำลังของสมถะ กำลังของกสิณ เป็นโลกุตระ อภิญญา คือเป็นไปเพื่อความสิ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง เราไม่ได้ตั้งเป้าว่า การฝึกกสิณของเรานี้ จะเป็นไปเพื่อฤทธิ์เดชอภิญญา อันเป็นเครื่องพอกมานะทิฏฐิในจิตตน เราจึงกำหนดว่ารัศมีของจิต แสงสว่างโอภาสที่ปรากฏขึ้นจากจิตของเรา เราน้อมให้เป็นกระแสแสงสว่างเป็นคลื่น เป็นความสว่างของความเมตตา เป็นกระแสแห่งพรหมวิหาร 4 จากจิตอันประภัสสรนี้ ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรสว่างเป็นเพชรระยิบระยับ เปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างจากจิตของเรา รัศมีจิตเป็นรัศมีแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรที่สุด ให้จิตเราทรงตัวที่สุด
เมื่อกำลังในการฝึก ในการปฏิบัติ ในการเจริญพระกรรมฐาน เรายกขึ้นจากกำลังของฌาน 4 ในยามที่เราปฏิบัติต่อ ใช้กำลังอภิญญาคือ ”กำลังของมโนมยิทธิ” อันเป็นกรรมฐานที่อยู่ในหมวดของ “ฉฬภิญโญ” คือ อภิญญาใหญ่ หรืออภิญญา 6 เมื่อกำลังเป็นกำลังของฌาน 4 ภาพ สภาวะ ความถูกต้อง ความผ่องใสของญาณเครื่องรู้ทั้ง 8 ประการคือญาณ 8 นั้นก็กลายเป็นกำลังของมโนมยิทธิเต็มกำลังเพราะเป็นกำลังของฌาน 4
เราก็พิจารณาว่าในขณะที่เราทรงสภาวะ ที่จิตเป็นจิตประภัสสร เป็นปฏิภาคนิมิต จิตของเราสะอาดจากกิเลสทั้งปวง เมื่อจิตของเราสะอาดจากกิเลสทั้งหลาย นั่นก็หมายความว่า กสิณที่เราฝึก จิตกสิณที่เราทรงไว้ จิตประภัสสรที่ปรากฏ มีกำลังแห่งวิปัสสนาญาณไปพร้อมกัน พร้อมกับความรู้สึกที่เราพิจารณาด้วยปัญญา ประกอบกับการทรงสภาวะของจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิต ว่าเรากำลังแยกรูปนาม แยกกาย แยกจิต แยกกายเนื้อจากกายทิพย์ แยกดวงจิตจากขันธ์ 5 ร่างกาย นั่นก็ถือว่าเป็นองค์แห่งวิปัสสนาญาณ เป็นการตัดขันธ์ 5 ด้วยเช่นกัน ยิ่งแยกรูป แยกนาม แยกกาย แยกจิต แยกอาทิสมานกาย ได้ห่าง ได้หาย ได้หมด ได้ชัดเจนเพียงใด นั่นก็หมายความว่าการทรงสภาวะแห่งการใช้กำลังของมโนมยิทธิ เราก็ตัดขันธ์ 5 ได้ละเอียด ได้บริสุทธิ์ ไม่สนใจร่างกาย ไม่สนใจขันธ์ 5 ไม่สนใจอาการที่เกิดทางร่างกายทั้งหมด ไม่รู้สึกถึงการมีร่างกายขันธ์ 5 และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ได้มีความยินดีกับการมีขันธ์ 5 ร่างกายอีก ทรงสภาวะให้จิตประภัสสรสว่างที่สุด ทรงสภาวะไว้ ใจมีความสุข มีความเบิกบาน มีความอิ่มใจ แสงสว่างของจิตสัมพันธ์กับอารมณ์ใจ อารมณ์พระกรรมฐาน ยิ่งจิตสว่างผ่องใสที่สุด จิตก็เข้าถึงความเป็นทิพย์ อารมณ์จิตมีความสุข มีความอิ่มเอมใจที่สุด ทรงสภาวะไว้ ทรงอารมณ์ใจไว้ จิตประภัสสรที่สุด จิตเป็นสุขที่สุด
บุญกุศลที่เราทำทาน ศีล ภาวนา บารมี 30 ทัศ มารวมตัวกันที่ดวงจิตของเรานี้ บุญมาส่งผลรวมตัวกันที่จิตดวงนี้ เมื่อจิตเรามีกำลังมีฐานที่เราปฏิบัติ ฐานเรามี ทุนเรามี บุญเรามี ถึงพร้อมด้วยกุศลความดี ถึงพร้อมด้วยวิริยอุตสาหะความเพียรในการปฏิบัติ ถึงพร้อมในวสีแห่งการปฏิบัติในการเจริญทั้งสมถวิปัสสนา เราก็น้อมจิตน้อมใจรำลึกนึกถึงพระบรมครูคือพระพุทธเจ้า นึกถึงกระแสแห่งพระธรรมเจ้า น้อมจิตรำลึกนึกถึงคุณแห่งพระอริยสงฆ์ คุณครูบาอาจารย์ที่ท่านสืบต่อกรรมฐานสืบต่อสรรพวิชาทั้งปวงจนกระทั่งถ่ายทอดมาถึงเรา กำหนดน้อมจิตให้ภายในจิตอันประภัสสรเป็นเพชรมีองค์พระภายในสว่างเจิดจ้า องค์พระเป็นเพชรสว่างอยู่ภายในจิต ในขณะที่เราทรงภาพองค์พระในดวงจิตที่สว่างอย่างยิ่งนั้น ก็ให้เราน้อมพิจารณาว่า เราน้อมเอาคุณพระรัตนตรัยมาไว้ในดวงจิต นั่นก็คือ กำลังใจเราทรงไว้ในไตรสรณคมน์ ใจของเรานั้นตัดวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยอันเป็นสังโยชน์ใน 3 ข้อเบื้องต้น คือวิจิกิจฉาออกไปจากจิต เรามีไตรสรณคมน์ทรงไว้ในใจ จิตเราถึงพระ พระพุทธเจ้าเมตตาถึงจิตเรา ญาณเครื่องรู้ของเราเชื่อมโยงตรงกับพระพุทธองค์บนพระนิพพาน
ดังนั้นเรากำหนดน้อมจิตต่อไปว่า การยกจิต ยกอาทิสมานกายขึ้นไปบนพระนิพพาน ในกำลังแห่งมโนมยิทธิของเรานั้นไม่ใช่เรื่องยาก เป็นกำลังพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ที่ทรงสงเคราะห์ เราก็กำหนดน้อมจิตอธิษฐาน ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน อธิษฐานจงปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพอาทิสมานกายปรากฏ อยู่เบื้องหน้ามหาสมาคมบนพระนิพพาน มีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน กำหนดน้อมจิตใช้กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพน้อมจิตกราบท่านทุกๆ พระองค์ด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ
เมื่อน้อมจิตกราบพระท่านแล้ว เราก็อธิษฐานจิตให้เห็นกายทิพย์อาทิสมานกายของเรานั้น ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพปรากฏสว่างชัดเจน เครื่องทรงทั้งหลายปรากฏชัดเจน สภาวะกายทิพย์ในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพชัดเจน พร้อมกับพิจารณาว่า เราคืออาทิสมานกายที่ขณะจิตนี้ เรามีความมุ่งหมายมาดปรารถนาในพระนิพพาน กายทิพย์เราจึงปรากฏในสภาวะแห่งกายพระวิสุทธิเทพ เราไม่ใช่กายเนื้อ เราไม่ใช่ขันธ์ 5 กายหยาบ ขันธ์ 5 กายหยาบไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่เป็นธาตุทั้ง 4 คือดิน น้ำ ลม ไฟ คืออาการทั้ง 32 มาประชุมรวมตัวกัน ด้วยกำลังอำนาจของอุปาทาน ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นธาตุขันธ์ และก็จิตนี้จรมาด้วยกำลังของบุญและบาป บุญธรรมกรรมแต่ง มาจุติ มาก่อเกิด เกิดสมมติเป็นตัวเราของเราที่เป็นกายเนื้อกายหยาบ แต่จิตเรารู้ตื่นขึ้น ว่าเราไม่ใช่กายเนื้อ กายเนื้อไม่ใช่เรา เราคืออาทิสมานกายที่เปลี่ยนไปจุติไปด้วยกำลังของบุญและบาป อำนาจของกฎแห่งกรรม แต่ขณะนี้เราได้รับกระแสธรรมะ เราได้เจริญพระกรรมฐานจนจิตเราเริ่ม “รู้ตื่น” มีความเห็นประโยชน์ในพระนิพพาน เห็นคุณค่าในพระนิพพาน ปรารถนาในพระนิพพาน ดังนั้นกายทิพย์ของเราขณะนี้ จึงเป็นกายพระวิสุทธิเทพ และกายพระวิสุทธิเทพนี้ เรายกขึ้นไปบนพระนิพพาน กำหนดรู้ กำหนดพิจารณา ใช้กำลังของมโนมยิทธิในการพิจารณาเป็น “วิปัสสนาญาณ”
จากนั้นพิจารณาต่อไปว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ไม่ว่าตัวเรา ไม่ว่าบุคคลอื่น ในที่สุดก็ต้องถึงซึ่งความตายไปในที่สุด ไม่ว่าจะอายุน้อย ไม่ว่าจะอายุมาก ไม่ว่าอายุใดวัยใดก็ตาม จะเป็นเพศชายก็ดี เป็นเพศหญิงก็ดี จะมีการศึกษาสูงหรือมีการศึกษาต่ำ จะมีผิวพรรณวรรณะเช่นใด ในที่สุดก็ไม่พ้นซึ่งความตายไปได้ จะมีเกียรติยศสูงเพียงใดในที่สุดก็ไม่พ้นความตาย แม้กระทั่งองค์พระศาสดาผู้มีบุญบารมี มีพระคุณอันประเสริฐ ในที่สุดก็ต้องเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ดังนั้นเราน้อมมาสู่ตัวเรา ว่าตัวเราเองในที่สุดก็ต้องตาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากที่ว่าเราต้องตายแน่ๆ ก็คือตายแล้วเราจะไปไหน เรามีคติที่ไปอย่างไร หรือเราจะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ หรือเราขอให้ชาตินี้เป็นชาติภพสุดท้ายสำหรับเรา เมื่อพิจารณาแล้วก็น้อม พิจารณามรณานุสติ น้อมมาพิจารณาสู่ตนว่า ในขณะจิตนี้เราพร้อมรับความตายหรือไม่ ปัญญาเราเห็นแจ้งเห็นจริง ยอมรับในความเป็นธรรมดา คือทุกสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามอนิจจลักษณะหรือไม่ ตายไปชาตินี้เราจะไปไหน เราจะไปนิพพานไหม หรือเรายังขอเกิดอีก พิจารณาจนเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอด พิจารณาจนมรรคผลพระนิพพานชัดเจนในจิต
ความชัดเจนในจิตในเรื่องมรรคผลให้เราพิจารณาว่า เรามีกำลังมโนมยิทธิยกกายทิพย์ขึ้นมาเห็นสภาวะแห่งพระนิพพานแล้ว นิพพานย่อมแจ้งในจิตแล้ว เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน เคยฝึกมโนมยิทธิไม่ว่าจะจากที่ใด คือวัดท่าซุงก็ดี บ้านสายลมก็ดี หรือจากครูบาอาจารย์ท่านใดก็ตาม ท่านพามาที่บนพระนิพพานเห็นวิมานของตนเองบนพระนิพพานแล้ว นั่นก็แปลว่าเรามีสถานที่ มีที่อยู่บนพระนิพพานแล้ว เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเรามาได้ นั่นก็หมายความว่านิพพานสมบัติเราพร้อมแล้ว แต่เราจะตัดสินใจเด็ดขาดที่จะมาพระนิพพานหรือเปล่า หรือจะทิ้งอริยสมบัติ นิพพานสมบัติอันมีค่าอันประเสริฐยิ่งกว่าจักรพรรดิสมบัติ หรือทิพยสมบัติ ความเป็นเทวดา ความเป็นพรหมทั้งหลาย เราลองพิจารณาดูว่า เราเห็นคุณค่าแห่งอริยทรัพย์ เห็นคุณค่าแห่งขุมทรัพย์ไหม เราเคยฟังธรรมที่พระท่านเคยสอน ว่าขึ้นชื่อว่าชี้แจงอธิบายแจงในธรรมให้ปรากฏ บุคคลที่บอกธรรมะ ชี้ธรรมะ แนะนำในการปฏิบัติธรรม ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์อันประเสริฐให้ ขุมทรัพย์อันประเสริฐนี้ ก็คือขุมทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์ นิพพานสมบัติได้แจ้งในจิตของเราไหม เรารู้คุณค่าในนิพพานสมบัติไหม พิจารณาจนจิตเราเกิดปัญญาญาณรู้แจ้ง ยินดีในนิพพานสมบัติ และก็มีจิตพิจารณาไม่ยินดีไม่สนใจในขันธ์ 5 ร่างกาย ไม่ยินดีในมนุษย์สมบัติ ไม่ยินดีในสวรรค์สมบัติ ไม่ยินดีในพรหมสมบัติ เพราะพิจารณาว่าทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้นมันมีความไม่เที่ยง มีความเสื่อม มีการแปรปรวนไปในที่สุด หรือแม้แต่กระทั่งของหยาบที่สุดก็คือมนุษย์สมบัติ ทรัพย์สินทั้งหลายถูกลักถูกขโมยได้ สูญหายได้ พร่องไปได้ หมดไปได้ หรือถูกริบไปได้ แต่ในขณะเดียวกัน สวรรค์สมบัติคือทิพยสมบัติอันปรากฏขึ้นเฉพาะตน สมบัติอันเป็นทิพย์ทั้งหลายเกิดขึ้นจากบุญที่เจ้าตัวบุคคลนั้นดวงจิตนั้นได้สะสมมา ผู้อื่นแย่งชิงไปไม่ได้ก็ดี แต่ก็มีวันหมด พรหมสมบัติถึงแม้ว่าจะมีความยาวนานอย่างยิ่งแต่ก็มีวันหมด พิจารณาแล้วว่าสุขทั้งหลายจากภพทั้งหลายมันไม่เที่ยง มีเพียงแค่อริยทรัพย์มีนิพพานสมบัติเท่านั้นที่มีความเที่ยง ไม่แปรปรวน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป พิจารณาแล้วเราก็ “น้อมจิตยินดีในพระนิพพาน”
เมื่ออารมณ์จิตของเราทรงสภาวะตัดภพ จบชาติ ละความยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ อารมณ์จิตเราขณะนี้ ก็เป็นอารมณ์จิตที่เทียบเคียงกับอารมณ์แห่งพระอรหัตผล คือมีความยินดีในพระนิพพานเพียงจุดเดียวเท่านั้น อารมณ์จิตมีกำลังฌานสมาบัติที่ถึงพร้อม กำลังความเป็นทิพย์ของมโนมยิทธิที่ถึงพร้อม มีกำลังแห่งวิปัสสนาญาณ คือความบริสุทธิ์ของจิตที่ตัดอาสวกิเลส ตัดภพจบชาติที่ถึงพร้อม กำลังบุญของเราพร้อม
วันนี้ก็เป็นวาระพิเศษ เป็นวาระที่เราเจริญพระกรรมฐานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ภาฯ เราก็น้อมจิตกำลังบุญให้เห็นอาทิสมานกายเราสว่างที่สุดบนพระนิพพาน น้อมจิตลงมาแผ่กระแสอธิษฐานจิตว่า กำลังบุญ กำลังพระกรรมฐานที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญได้เจริญไว้ดีแล้ว ในกำลังฌานสมาบัติ ในกำลังอภิญญาสมาบัติ ในกำลังแห่งวิมุตติญาณทัสสนะ อารมณ์พระนิพพาน ทาน ศีล ภาวนา บารมี 30 ทัศ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศลโดยตรงแด่พระองค์ภาฯ
จากนั้นน้อมให้เห็นกระแสแสงสว่างลงมายังพระที่นั่งที่เป็นที่สถิตขององค์พระสรีรางคารของพระองค์ท่านในโกศ กำหนดให้เห็นกายทิพย์ของเรามาถวายบังคมพระบรมศพท่าน น้อมจิตกราบอธิษฐานขอให้เห็นกายทิพย์ของพระองค์ท่านปรากฏ กำหนดรู้ในความสว่างในความผ่องใส ท่านก็กำหนดรู้ถึงกระแสบุญถึงความจงรักภักดีที่พวกเราเป็นพสกนิกรน้อมถวายบูชาความดี ที่ท่านได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ถวายสนองพระเดชพระคุณองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้อมกระแสบุญถึงพระองค์ท่าน ด้วยความเคารพ ด้วยความนอบน้อม ขอให้ท่านพิทักษ์รักษาคุ้มครองประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรสืบต่อไป
จากนั้นกำหนดรู้นะ กำหนดดู กำหนดขอดูนะ ว่าพระองค์ท่านได้เสวยทิพยสมบัติ มีความผ่องใส มีเครื่องทรงอย่างไรบ้าง กำหนดรู้ กำหนดน้อม ให้จิตของเราสบายขึ้น ให้จิตของเราคลายจากความเศร้า ความโทมนัส ความทุกข์ ไม่ต้องห่วงพระองค์ท่านนะ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราตั้งจิตอธิษฐาน ว่าในขณะที่เรายังมีชีวิตยังไม่ดับสูญมีกายเนื้ออยู่ เราแต่ละคนก็จะช่วยกันทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามกำลัง ตามความสามารถที่เราพึงทำพึงได้ กำหนดน้อมขอให้ความกตัญญูกตเวทิตาของเราที่มีต่อพระองค์ท่าน ต่อบูรพมหากษัตราธิราชทุกท่านทุกๆ พระองค์ ท่านเมตตารับรู้รับทราบ น้อมกุศลถึงแล้ว
เราก็กำหนดจิตต่อไป กายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพ ยกไปกราบที่พระแก้วมรกตในพระมหาราชวัง อธิษฐานจิตขอกำลังพุทธานุภาพสงเคราะห์ ขอให้เห็นเทวดาพรหมทั้งหลายที่พิทักษ์รักษาภายในพระอุโบสถของพระแก้วมรกต ขอให้เห็นความสว่าง ความชัดเจน ความผ่องใส กำหนดน้อมจิตกราบเทวดาพรหมทั้งหลาย แล้วก็ใช้ความเป็นทิพย์มองต่อไปนะ เทวดาที่ท่านทรงทำหน้าที่เป็นพระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ที่เลยออกไปจากวัดพระแก้วก็คือบริเวณศาลหลักเมือง น้อมจิตกราบทุกท่านทุกๆ พระองค์ จากนั้นก็กำหนดความเป็นทิพย์ของจิตไปกำหนดรู้ที่พระที่นั่งพระเทพบิดร กำหนดน้อม กำหนดจิตระลึกนึกถึงดวงพระวิญญาณแห่งบูรพกษัตราธิราชที่อยู่ภายในนั้น ที่ท่านเมตตาสงเคราะห์ความเป็นทิพย์มาปรากฏ พระสยามเทวาธิราช กำหนดให้เห็นด้วยความเป็นทิพย์ทุกท่านทุกๆ พระองค์ ขอให้แรงกำลังแผ่นดินจงปรากฏ แรงกำลังแผ่นดินจงมีความเข้มแข็ง ขอกำลังบุญส่งเสริมสงเคราะห์ให้ทั้งประชาชน พสกนิกรในชาติ มีกำลังใจที่เข้มแข็ง ช่วยกันทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอพุทธบริษัท 4 จงมีความบริสุทธิ์ตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจรู้คุณค่าตอบแทนคุณพระพุทธเจ้า ตอบแทนพระคุณแห่งพระศาสดา ตอบแทนพระคุณแห่งครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์ และขอให้กำลังแผ่นดินจงปรากฏในกำลังน้ำพระราชหฤทัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ ขอจงมีความเข้มแข็งมีกำลังบุญมีกำลังบารมีเต็มกำลังด้วยเถิด น้อมจิตน้อมใจเราไปถึงนะ ความผ่องใสจงปรากฏ
จากนั้นเราน้อม ยกอาทิสมานกายเรากลับขึ้นมาบนพระนิพพาน พิจารณาในวิปัสสนาญาณ ให้เห็นความไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ โลกนี้มันเป็นทุกข์ โลกนี้มันมีความวุ่นวาย โลกนี้มันมีความไม่เที่ยง พิจารณาให้เห็นอุเบกขา การทำความดีการสร้างกุศล การสร้างคุณูปการให้กับโลกใบนี้ เราทำด้วยธรรมคือธรรมะ เราทำเพื่อรักษาธรรมคือคุณธรรมความดี จิตของเราพิจารณาดูว่า ขนาดในหลวงก็ดี ในหลวงพระองค์ก่อนก็ดี หรือในหลวงพระองค์ต่างๆ ที่ปรากฏมาแล้วในอดีตก็ดี ท่านทรงสร้าง ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ก็ยังมีคนมากมายที่ไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นพระคุณของท่านที่ยังประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ดังนั้นทุกสิ่งที่ทำมันไม่เที่ยงแม้แต่น้อย สิ่งใดที่เราทำไว้กับโลกจงพิจารณาว่าทำเพื่อธรรม คนจะไม่เห็นความดีเราก็วางอุเบกขา ถามว่าเทวดาพรหมท่านมองเห็นไหม พระพุทธเจ้าท่านเห็นไหม ท่านเห็นเราพิจารณาเพียงแค่นี้พอ จงทำความดีต่อไป จงสร้างกุศลต่อไป จงปิดทองหลังพระต่อไป น้อมใจของเราพิจารณาว่า ก็ในเมื่อโลกมันเป็นเช่นนี้ เราก็สร้างความดีทิ้งทวน ตายเมื่อไหร่เราก็ไปพระนิพพาน กำหนดน้อมพิจารณา จิตเรามีความผ่องใส ปล่อยวางโลก ปล่อยวางจากสมมติ ละสมมติเพื่อเข้าสู่วิมุตติ ละโลกเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน ทรงสภาวะที่กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใส
จากนั้นน้อมจิตอธิษฐานแผ่เมตตาพรหมวิหาร 4 ออกไป น้อมกระแสบุญจากพระนิพพาน แผ่เมตตาออกไปยังสรรพสัตว์ นับตั้งแต่ อรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง 16 ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น ภพภูมิของรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ มนุษย์และสัตว์ที่มีกายหยาบขันธ์ 5 กายเนื้อ ทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับบรรดาดวงจิตดวงวิญญาณ โอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย ชาวเมืองบังบดลับแลทั้งหลาย มิติที่ทับซ้อนทั้งหลาย แผ่เมตตาต่อไปให้กับบรรดาดวงจิตที่เป็นเปรตอสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่ตกหล่นลงไปเสวยวิบากกรรมยังนรกทุกขุมลึกจนถึงที่สุดคือโลกันตมหานรก แผ่เมตตาทั้ง 3 ภพภูมิ พิจารณาว่า ทุกดวงจิตเวียนว่ายตายเกิดเปลี่ยนรูป เปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิด้วยกำลังของบุญและบาป แผ่เมตตาปรับภพภูมิดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย ใครที่อยู่ในวิสัยที่โมทนาบุญได้ รับได้ โชคดีรับได้ ก็ยินดีกับดวงจิตนั้น กำหนดน้อมจิตแผ่เมตตาสว่าง กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่าง
พิจารณาว่า “เรามีชีวิตเราเป็นมนุษย์เรายังสร้างกุศลได้ ยังถวายทานได้ ยังรักษาศีลได้ ยังปฏิบัติเจริญภาวนาวิปัสสนากรรมฐานได้ เราเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอัตภาพธาตุขันธ์ในชาตินี้ให้เกิดคุณประโยชน์ ต่อตน ต่อโลก ต่อสังสารวัฏ เราเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต เราเป็นผู้ที่จิตเข้าถึงธรรมเข้าถึงกุศล เราเป็นดวงจิตที่ละวางจากความเป็นศัตรู มีกระแสเมตตาเป็นปกติของดวงใจ” น้อมจิตของเรายินดีในกุศลความดีที่เรากระทำบำเพ็ญมา ชัดเจนในมรรคผลพระนิพพานในชาตินี้
จากนั้นกราบลา น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า กราบลา พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน จากนั้นน้อมจิตน้อมกระแสบุญลงมาครอบคลุม คุ้มครองโลก คุ้มครองจักรวาล แผ่เมตตาลงมาคุ้มครองประเทศไทย เป็นแสงสว่างคลุมลงมา องค์พระคลุมประเทศไทยทั้งหมด น้อมจิตกระแสบุญคลุมลงมายังเขตของพระพุทธศาสนา วัดวาอารามทุกแห่ง สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง ขออาราธนาบารมีพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าลงมาสถิตรักษา สลายล้างดับอวิชชาคุณไสย อรัชชีทั้งหลาย จงแพ้ภัยตัวเองไปให้หมด ขอให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธานุภาพ เขตพระพุทธศาสนาจงมีความบริสุทธิ์หมดจด ขอกระแสมรรคผลพระนิพพานจงน้อมรวมลงสู่ดวงจิตพุทธบริษัท 4 ทั้งหลาย ทั้งบรรพชิตและฆราวาส จากนั้นน้อมจิตกระแสบุญคุ้มครองลงมายังสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบุญจากพระนิพพานน้อมลงมาพิทักษ์รักษาพระชนม์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกๆ พระองค์ ตลอดรวมจนถึงบุคคลที่กระทำบำเพ็ญสร้างคุณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง ขอให้เทวดาพรหมคอยคุ้มครองรักษา น้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครอง ส่งกำลังบุญถวายยังพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี พระคลังมหาสมบัติ เทวดาพรหมที่คุ้มครองเขตพระพุทธศาสนา เทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองชะตา๖48.45ZCCCของข้าพเจ้าเอง พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่ เจ้าทาง ณ บ้านเรือนเคหสถาน ธุรกิจการงานที่ข้าพเจ้าได้ทำ ขอจงมีกำลังบุญ กำลังกุศล กำลังกระแสแห่งมรรคผล กำลังกระแสแห่งสัมมาทิฏฐิ ขอจงปรากฏ ขอท่านทั้งหลาย จงปรากฏบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ ขอกระแสสัมมาทิฏฐิจงปรากฏขึ้น รอบตัวข้าพเจ้าจงมีแต่บุคคลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ รอบตัวข้าพเจ้าจงมีแต่มิตร กัลยาณมิตร มีแต่คนเมตตาเอ็นดูสงเคราะห์ช่วยเหลือ มีแต่คนดีเข้ามาใกล้ๆ คนไม่ดีขอจงห่างหายหลีกออกไป หลบออกไป พ้นออกไปจากชีวิตให้หมด เทวดาพรหมที่คุ้มครอง ขอท่านทั้งหลายจงโมทนาและมีกำลัง เจ้ากรรมนายคุณที่ท่านคอยช่วย คอยเอาใจช่วย คอยสงเคราะห์ข้าพเจ้า ขอจงได้รับบุญกุศลเต็มกำลัง ขอท่านทั้งหลายจงมีบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์เต็มกำลัง สามารถสงเคราะห์เกื้อกูลข้าพเจ้าได้เพิ่มขึ้น มีกำลังขึ้นด้วยเถิด
จากนั้นกำหนดจิตนะ พิจารณาบนพระนิพพาน ว่าเราขอไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้หนึ่งผู้ใดอีกต่อไป เราขอให้มหาอภัยทาน อโหสิกรรมต่อทุกดวงจิต ทุกดวงวิญญาณ ทุกวาระ ทุกเหตุการณ์ ทุกชาติภพ ขอจงโมฆกรรม ด้วยอำนาจแห่งมหาอภัยทาน ด้วยอำนาจแห่งการให้อภัยของข้าพเจ้า ขอดวงจิตอันถึงพร้อม ด้วยกระแสแห่งอโหสิกรรมนี้ จงส่งผลดลบันดาลให้ บรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า อโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าได้โดยง่ายขึ้นด้วยเถิด ขอวิบากทั้งหลายจงคลายตัวไป ขอวิบากกรรมทั้งหลายจงสลายตัวไป ขอกรรมที่มันหนักก็ จงเบา จงคลาย กรรมที่เบาก็จงสลายตัวไปด้วยอำนาจแห่งโมฆกรรมและอโหสิกรรมด้วยเถิด สัพเพ สัตตา ขอสรรพสัตว์จงมีเมตตาต่อกัน
จากนั้นน้อมใจของเรานะ กราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านบนพระนิพพาน กราบลาครูบาอาจารย์ กราบลาเทพพรหมเทวา ท่านผู้มีพระคุณทุกพระองค์ จากนั้นพุ่งจิตกลับลงมาที่กายเนื้อขันธ์ 5 พร้อมกับอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมาเป็นลำแสงสว่างสีขาวคลุม คลุมกาย คลุมบ้าน คลุมดวงจิต ขอกำลังบุญที่คุ้มครองลงมา ขอจงสลายล้างฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือด เส้นเอ็น เซลล์ทุกเซลล์ กล้ามเนื้อทุกส่วน อาการ 32 จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุขันธ์หล่อเลี้ยงกาย หล่อเลี้ยงดวงจิต กระแสธาตุความเป็นทิพย์จงไหลเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ มีกำลังบุญคุ้มครองรักษา สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บวิบากกรรมทั้งหลายให้คลายตัวออกไปจนหมด อวิชชาคุณไสยทั้งหลายจงสลายตัวไปให้หมด มีกำลังของบุญกุศลมาหล่อเลี้ยงร่างกายชีวิตนี้ให้มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความร่มเย็น มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง บุญคอยรักษาคุ้มครอง
จากนั้นก็น้อมจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกัน ผู้ที่มาฝึกมาปฏิบัติมาเจริญพระกรรมฐานต่อในภายหลัง กำหนดน้อมจิตโมทนายินดีกับทุกท่าน จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ 3 ครั้ง หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ” ช้าลึกยาว ครั้งที่ 2 “ธัมโม” ครั้งที่ 3 “สังโฆ” มีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ คอยคุ้มครองรักษาเต็มกำลัง
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน การเจริญพระกรรมฐานเพื่อถวายพระราชกุศลก็สำเร็จลุล่วงเป็นกำลังบุญ ที่เราทุกคนมีความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่าน บุคคลที่เป็นคนดีมีนิมิตหมาย คือบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีความกตัญญู เป็นคนรู้จักคนที่สร้างกุศลความดี รู้จักว่าใครเป็นคนดี รู้จักว่าใครเป็นคนชั่ว รู้จักถูก รู้จักผิด ก็ขอให้การเจริญพระกรรมฐานการที่เราตั้งอกตั้งใจทำความดีให้กับส่วนรวม ชาติ บ้านเมือง โดยใช้กำลังของบุญกำลังของความเป็นทิพย์นี้ ขอให้เทวดาพรหมทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สูงถึงที่สุดก็คือสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เทพพรหมเทวาได้รับรู้รับทราบและโมทนาบุญ สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือดูแลค้ำจุนพวกเราทุกคนให้มีแต่ความสุขสวัสดีตลอดไปจนถึงพระนิพพาน
สำหรับวันนี้ก็ขอสวัสดี พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ตั้งจิตตั้งใจเจริญพระกรรมฐานกันให้สม่ำเสมอทุกคน สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วันดี กมลพนัส





