เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569
เรื่อง พุทธานุสตินิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในกายทั่วทั้งร่างกาย กำหนดรู้เพื่อปล่อยวางร่างกาย ทำความรู้สึกผ่อนคลาย ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกที่เราปลดปล่อย ความห่วง ความเกาะ ผัสสะ ความเชื่อมโยงกับขันธ์๕ร่างกายออกไปให้หมด ผ่อนคลายปล่อยวาง ปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางจิตใจของเรา ปล่อยจากความห่วงความยึด ทรงสภาวะที่จิตของเราปล่อยวาง เข้าสู่ความสงบ ความเบาสบาย ความสงบระงับจากขันธ์๕ร่างกาย นำพาความสงบ กายเบา จิตเบา ประคับประคองสภาวะไว้ เพียงผ่อนคลายปล่อยวาง ร่างกาย จิตของเราก็เข้าสู่สภาวะแห่งความสงบ
จากนั้นเราจึงกำหนดใจของเรา ให้สติมากำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเหมือนกับแพรวไหม เป็นประกายระยิบระยับพลิ้วผ่านเข้าออกกาย จินตภาพเห็นภาพกระแสลมกระแสปราณที่ไหลเวียนเชื่อมโยงต่อเนื่องเข้าออกกายของเรา สติกำหนดดูกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจ สติกำหนดรู้ ลมหายใจหยาบก็รู้ว่าหยาบ ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด ทรงสภาวะที่จิตติดตามดูติดตามรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม
เมื่อกำหนดรู้ในลม เราก็กำหนดรู้ความเชื่อมโยงในเวทนา คืออารมณ์ หนักเบา สุขทุกข์ ร้อนหนาว กำหนดรู้เชื่อมโยงว่าเมื่อลมหายใจของเรามันมีความสงบลง มีความละเอียดลง อารมณ์หรือเวทนาที่เราเสวยอยู่มันมีความสุขหรือความทุกข์ มันมีความเบาหรือความหนัก อารมณ์จิตอารมณ์ใจเมื่อลมหายใจของเรามันละเอียด ใจของเราก็พลอยสบาย
จดจำไว้ว่าประเด็นสำคัญที่สุดในการปฏิบัติการเจริญอานาปานสติ เป็นเหตุให้จิตของเราคลาย จากความฟุ้งซ่านความวิตกกังวล จากอารมณ์ที่หนักมาสู่อารมณ์ที่สบาย อารมณ์ที่เบาสบายที่เป็นเหตุแห่งความสงบของสมาธิที่สำคัญ เป็นสมาธิพื้นฐานที่เราควรรักษาอารมณ์ไว้ให้ทรงตัว ก็คืออุปจารสมาธิ สภาวะที่ลมหายใจสบาย อารมณ์ใจเรามีความเบาสบาย มีความปลอดโปร่ง ไม่มีความหนักอกหนักใจ ไม่มีความเครียด ไม่มีความกังวล เมื่อใจของเราสบายใจของเราสงบ จิตของเราก็พร้อมควรแก่การที่จะนำความสงบของสมาธิไปใช้ คำว่าไปใช้นั้นก็คือใช้ประโยชน์ต่อ เช่นเข้าฌานที่มันสงบขึ้น ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น หรืออุปจารสมาธินี้ใจเราเบาใจเราสบาย ใจเราไม่มีห่วง นิวรณ์ทั้ง๕ประการก็คลายตัวเบาตัวลง กำลังของกิเลสคือความโลภ โกรธ หลง ก็ไม่จรไม่เข้ามาในจิตของเรา เมื่ออารมณ์ของเราสบาย อารมณ์ของเราเบา เราก็สามารถใช้ความสงบอารมณ์ใจที่สบายนี้มาพิจารณาธรรม เรียกว่า “การใช้ปัญญาเจริญวิปัสสนา” ในกฎไตรลักษณ์ก็ดี ในธรรมข้อต่างๆก็ดี เพื่อขัดเกลาถอดถอนสรรพกิเลสออกไปจากใจของเรา การที่เราทรงอารมณ์แบบนี้ ไม่ได้ใช้ฌาน ไม่ใช้ความเป็นทิพย์ที่สูงขึ้นไปอีก คือ ญาณ๓ ทิพย์จักขุญาณ อภิญญา๖ กำลังของมโนมยิทธิ หรือกำลังของอรูปสมาบัติ การที่ใช้กำลังเพียงแค่อุปจารสมาธิก็ดี กำลังของความสงบจากอานาปานสตินี้ก็ดี ก็ถือว่าเป็นบาทฐานในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของสุขวิปัสสโก ซึ่งบางครั้งการปฏิบัติของเรา เราก็พิจารณาอย่างเร็วอย่างง่าย ในขณะที่เกิดสิ่งกระทบขึ้นมา ในระหว่างที่เราทำงานบ้าง ดำเนินชีวิตบ้าง เราก็มีสติกำหนดรู้ปล่อยวาง
คราวนี้เมื่อกำหนดใจของเราในความสงบแล้ว เราเดินจิตให้สูงขึ้น เดินฌานเดินสมาธิให้สูงขึ้นตามลำดับ จากอานาปานสติในอุปจารสมาธิเข้าสู่ฌาน๔ในอานาปานสติ ก็ยกกำลังใจ จากความสงบลมสบาย จากลมสบายเราก็กำหนด จากลมหายใจโดยปล่อยวาง ไม่คิดไม่พิจารณาในข้อธรรมหรือสิ่งที่มากังวลใจ มีแต่ภารกิจหน้าที่ของใจเราในการจับลมหายใจตลอดสาย จนลมหายใจมันมีความเบา มีความละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก สงบยิ่งขึ้นไปอีก ลมหายใจยิ่งละเอียดยิ่งห่างยิ่งว่างเบาลงไปอีก จนลมหายใจสงบระงับ กำหนดรู้ หยุดจิต หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง เข้าสู่อุเบกขารมณ์ เอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตทรงตัว ทรงสภาวะที่หยุดจิต ประคองเวลา ประคองอารมณ์ เพื่อเกิดความชำนาญเป็นวสีในการทรงฌาน
เมื่อทรงอารมณ์ได้แล้ว เราก็เดินจิตต่อไป จากการจับลมความรู้สึกของลม จากการจินตภาพรู้เห็นลม เราก็น้อมจิตมากำหนด ใช้สมาธิจากการกำหนดภาพหรือนึกภาพขึ้นมาในใจของเรา ภาพที่เรานึก ถ้าตามบาทฐานของกสิณ ตามหลักพื้นฐานที่สุดให้ง่ายที่สุดก็คือ เห็นภาพเป็น 2 มิติ คือภาพแบนๆ เป็นภาพวงกลม ภายในวงกลมก็กำหนดให้เห็นภาพกสิณกองใดกองหนึ่ง แต่สำหรับเราท่านที่ปฏิบัติมาถึงจุดนี้แล้ว ส่วนใหญ่ก็มีวาสนาบารมีมาในอดีต เคยปฏิบัติเคยเจริญพระกรรมฐานมาแล้วในอดีต ก็ไม่จำเป็นต้องไปฝึกแบบนั้น เราสามารถกำหนดในการนึกภาพเป็นกสิณ คือกสิณที่เป็นทรงกลม เป็นดวงแก้วทรงกลม กำหนดน้อมนึกให้ดวงกสิณเป็นดวงแก้ว จากดวงแก้วค่อยๆ ปรากฏความใสขึ้นสว่างขึ้น ซึ่งเราต้องกำหนดนึกภาพนั้นขึ้นมาในจิต ภาพดวงแก้วยิ่งใสยิ่งสว่าง ความสามารถของจิตของแต่ละบุคคล อาจจะมีความสามารถในการกำหนดภาพ การทรงภาพนิมิตขึ้นมาได้แตกต่างกัน ยิ่งขยัน ยิ่งกำหนดจิต ยิ่งทำบ่อย กำลังของกรรมฐานก็ยิ่งสะสมรวมตัว
หลักการหนึ่งของการฝึกกสิณก็คือ เราต้องรู้จักที่จะกลั่นภาพให้ยิ่งใสขึ้นสว่างขึ้น คือภาพเดิมที่ใสหรือเราเห็นอย่างไรอย่างนั้น อย่างนั้นถือว่ายังใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เราต้องฝึกที่จะทำให้ภาพนั้นใสขึ้นไปได้อีก สว่างขึ้นไปได้อีก เทคนิคนี้เรียกว่า “การกลั่นจิต” นึกภาพแล้วกลั่นให้ใสขึ้น สว่างขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น พอกำหนดจิตจนสว่างใสได้ สว่างขึ้นได้ จนใสเหมือนกับน้ำ ใสเป็นคริสตัลที่ใสอย่างยิ่ง เคลียร์อย่างยิ่ง สะอาดอย่างยิ่ง เราก็กำหนดต่อไปที่จะเชื่อมโยง ระหว่างภาพนิมิตของกสิณกับจิตของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือนึก นึกว่าจิตภาพนิมิตใสเท่าไหร่ จิตเราก็ใสเพียงนั้น เพราะการทรงภาพกสิณมันก็เป็นเช่นนั้น ยิ่งจิตใสสว่างมากเท่าไหร่ก็แปลว่าจิตสะอาดจากกิเลส จิตมีความบริสุทธิ์ เรากำหนดรู้เช่นนี้ เราก็ฝึกที่จะกลั่นจิตของเราให้ใส ยิ่งใสยิ่งสว่าง อารมณ์จิตอารมณ์ภาพนิมิตมันสัมพันธ์กัน ยิ่งสว่างยิ่งใส ใจเรายิ่งเป็นสุข ใจเรายิ่งรู้สึกว่ามีพลัง คือพลังของจิต ยิ่งใสยิ่งสว่าง อารมณ์จิตยิ่งเป็นสุข อารมณ์จิตยิ่งมีพลัง เพราะแสงสว่างนั้น ให้เราคิดพิจารณาในการปฏิบัติธรรมแบบเป็นวิทยาศาสตร์ หลอดไฟที่มีความสว่างน้อย แสงสว่างมีเพียงริบหรี่ก็เพราะกระแสไฟฟ้าก็ดี หรือหลอดไฟหลอดนั้นมันสามารถเปล่งแสงได้เพียงเท่านี้ หลอดไฟที่มีความสว่าง 5วัตต์ ไม่อาจเทียบกับหลอดไฟที่มันสว่างระดับ 300วัตต์ 400วัตต์ อันนั้นก็คือเจิดจ้าสว่างมากจนแทบมองไม่เห็น ไม่สามารถมองตรงๆ ได้ ดวงจิตเราก็เช่นกัน จิตที่จะเปล่งประกายแสงสว่างได้เจิดจ้าเช่นนั้น มันก็เกิดขึ้นจากพลังงานไฟฟ้า จากความสว่างของภายในหรือกำลังของจิต นั่นก็คือกำลังของบุญที่เราทำที่เราสะสมมา กรรมฐานที่เราฝึกที่เราสะสมมา ความบริสุทธิ์ของจิตจากการที่เราฝึกฝนในการตัดกิเลส ตัดนิวรณ์๕ ประการ ตัดมลทินเครื่องเศร้าหมอง
ดังนั้นตอนนี้ก็ให้เราเปล่งประกายจิตของเราให้สว่างที่สุดใสที่สุด
วิธีฝึกจริงๆ แล้วก็เหมือนกับการที่เราเปิดหลอดไฟที่มันมีสวิตช์ดรีมเมอร์ ค่อยๆเร่งแสงขึ้นให้สว่างขึ้น ให้สว่างจนถึงที่สุด สว่างแล้วก็สว่างขึ้นอีก จิตเป็นสุขแล้วก็เป็นสุขขึ้นอีก จิตผ่องใสแล้วก็ผ่องใสขึ้นอีก เปล่งประกายความสว่างจากจิตของเรา ทรงอารมณ์ใจฝึกไว้ให้สว่างจนถึงที่สุด จนห้องที่เราฝึกอยู่ขณะนี้ สถานที่ที่เรานั่งปฏิบัติเจริญพระกรรมฐานขณะนี้ มีแต่แสงสว่างเจิดจรัสเต็มห้อง สว่างจ้าไปหมด พอปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนเห็นผล บางครั้งคนข้างนอกเขาอาจจะเกิดสภาวะที่มองเห็นว่าห้องนี้ทำไมมีแสงสว่างส่องออกมาจริงๆ อันนี้คือเมื่อปฏิบัติจนเกิดผล มันเกิดผลเช่นนี้มีคนเห็นจริงๆ ส่วนจิตวิญญาณต่างๆ จะเป็นอมนุษย์ จะเป็นดวงวิญญาณทั้งหลาย จะเป็นเทวดาพรหม จะเป็นพระที่ท่านสงเคราะห์ตรงจุดนี้ ท่านเห็นอยู่แล้วด้วยความเป็นทิพย์ เปล่งประกายแสงสว่างจากจิตเราให้เจิดจ้าที่สุด สว่างที่สุด ฝึกจนอารมณ์จิตของเราทรงตัว
จากจิตที่สว่างผ่องใสเป็นแก้วใสเฉยๆ เราก็ปฏิบัติต่อ กำหนดจิตต่อไป จากดวงแก้วใสก็กำหนดให้จิตหรือดวงกสิณ ปรากฏสภาวะเป็นเพชรลูกใหญ่ระยิบระยับ น้ำใสขาวใสบริสุทธิ์ ความใส คัตติ้ง การเจียระไนของจิต มันมีความแพรวพราวระยิบระยับละเอียดอย่างยิ่ง เปล่งประกายเร่งแสงแยกสีออกมาเป็นรัศมีจิตสีรุ้ง สว่างอย่างยิ่ง แพรวพราวระยิบระยับอย่างยิ่ง ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายระยิบระยับเป็นเพชร กำหนดรู้ว่าเราเข้าถึงสภาวะจิตอันเป็นประภัสสร จิตเราเข้าถึงปฏิภาคนิมิตอันเป็นฌาน๔ของกสิณ สุดเต็มที่เต็มกำลังของการฝึกกสิณ จิตเป็นเพชรสว่างระยิบระยับแพรวพราว เปล่งประกายเร่งแสงสว่างให้ใสขึ้นสว่างขึ้น มลทินเครื่องเศร้าหมองคือนิวรณ์ทั้งหลาย คือความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ความโลภ โกรธ หลง อุปมาเป็นเหมือนกับเมือก เป็นเหมือนกับฝุ่น เป็นเหมือนกับมลทินที่มาเคลือบ มาบัง มาเปรอะมาเลอะดวงจิตหรือเพชรดวงนี้ที่ประภัสสร เมื่อเราขัดเมื่อเราเช็ดชำระคือปล่อยวาง ล้างกิเลสนิวรณ์ ๕ ประการ มลทินของใจเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงออกไป จิตเราก็มีความใส มีความเปล่งประกาย ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายสว่าง ความเป็นเพชระยิบระยับเจิดจ้า จนรู้สึกว่าแสงสว่างที่เปล่งจากจิตที่ปรากฏสว่าง เปล่งประกายสว่างอยู่ในห้องที่เราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน มีแสงสีรุ้งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าเต็มห้องไปหมด
เมื่อทรงอารมณ์กรรมฐานจนจิตเกิดกำลัง ทรงสภาวะความเสถียรของจิต คือทรงสภาวะความสว่าง ความใส ความประภัสสร ความระยิบระยับของจิต ตอนนี้จิตเรายังอยู่เนื่องอยู่กับร่างกายยังไม่ถอดออกไปจากกาย แต่มีอาการของการแยกรูปแยกนาม แยกกายแยกจิต จิตมาอยู่สภาวะอยู่ภายในกาย คราวนี้พิจารณาละเอียดให้เห็นว่ากายนี้เป็นเหมือนกับโพรง เป็นเหมือนกับถ้ำ เป็นเหมือนกับภาชนะ มีความว่างเปล่าอยู่ภายในของกายนี้ แล้วก็มีดวงจิตที่เป็นเพชรอยู่ภายในกาย เห็นว่ากายก็คือกาย ขันธ์๕ ก็คือกาย เป็นถ้ำเป็นโพรง แต่จิตนั้นแยกจากกายมาอยู่ในจิต มาอยู่ในถ้ำ กำหนดพิจารณาให้เห็นการแยกกายแยกจิต คือแยกส่วนแยกความเป็นภัย ไม่ใช่ชิ้นเดียวกัน กำหนดพิจารณาเห็นการแยกจากกายแยกจิต แยกรูปแยกนามชัดเจน
เมื่อทรงสภาวะที่จิตอยู่ในกายแล้ว ลำดับต่อไปเราก็กำหนดฝึกที่จะกำหนดในพุทธานุสติในกาย อธิษฐานจิตขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้ามาสงเคราะห์ ขอจงปรากฏองค์พระอยู่ในจิต จิตที่เป็นเพชรประภัสสร จงปรากฏองค์พระอยู่ในดวงแก้วที่เป็นเพชร องค์พระสว่างผ่องใส จากนั้นกำหนดอธิษฐานจิตให้องค์พระที่อยู่ในดวงแก้วขยายออกทะลุจากดวงแก้ว จนปรากฏเป็นองค์พระทับซ้อนอยู่ภายในกาย และจิตของเราอยู่ในองค์พระอีกทีหนึ่ง องค์พระก็อยู่ในกายที่เป็นโพรงที่เป็นขันธ์๕ องค์พระเป็นเพชรสว่าง กำหนดอธิษฐานจิต ขอพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้ามาสถิตอยู่ในพุทธนิมิตที่เราทรงอยู่นี้ เหมือนกำลังพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้ามาสถิตเป็นหนึ่งเดียวอยู่กับพุทธนิมิตในดวงจิตในกายของเรา ทรงสภาวะที่มีองค์พระอยู่ภายในกายในอก รัศมีความสว่างขององค์พระทะลุร่างกายขันธ์๕ สว่างออกไป
จากนั้นกำหนดอธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธเจ้า บารมีพระพุทธองค์ ทรงสงเคราะห์ ขอจงยกจิตอาทิสมานกายของข้าพเจ้า ดวงจิตที่อยู่ภายในองค์พระพุ่งขึ้นไปบนพระนิพพาน และขอให้ดวงจิตที่อยู่ในองค์พระนั้นแยกออกมาปรากฏในสภาวะแห่งกายพระวิสุทธิเทพ อธิษฐานจิต ปรากฏให้กายทิพย์ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพ อยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าองค์ปฐม พร้อมทั้งมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน กำหนดจิตอธิษฐานใช้กายทิพย์กราบพระพุทธเจ้า กราบด้วยความนอบน้อม กราบด้วยความเคารพ กราบด้วยจิตที่เข้าถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงพระพุทธเจ้า เข้าถึงคุณแห่งพระนิพพาน
เมื่อกราบแล้วก็กำหนดจิต อธิษฐานเจริญพระกรรมฐานอยู่เบื้องหน้าทุกท่านทุกๆ พระองค์ กายทิพย์จงปรากฏสภาวะขัดสมาธิบนรัตนบัลลังก์ดอกบัวแก้ว เจริญพระกรรมฐาน พิจารณาในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ พิจารณาว่ากายในขณะนี้เรามีลักษณะอย่างไร มีความใสอย่างไร รู้สึกถึงแสงสว่างของรัศมีกายที่แผ่ออกมาจากกาย รู้สึกถึงเครื่องทรงเครื่องประดับทั้งหลาย ไล่ตั้งแต่บริเวณบนที่สุดก็คือมงกุฎ ใบหน้า เครื่องทรง ทับทรวง อินทรธนู กำไลแขน กำไลข้อมือ พระธรรมรงค์หรือแหวนทั้ง 10 นิ้ว เสื้อผ้าที่เป็นแก้ว เครื่องประดับทั้งหลายที่สว่างจนไปกระทั่งถึงฉลองพระบาทปลายงอน ก็คือเกือกที่เป็นแก้ว รองเท้าที่เป็นแก้วนั้น
เมื่อเรากำหนดรู้สึกถึงความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ เราก็พิจารณาตัดขันธ์๕ ร่างกายกายเนื้อ โดยพิจารณาดูว่า ระหว่างกายที่ปรากฏอยู่เช่นนี้ กับกายที่เป็นกายหยาบ กายที่เป็นขันธ์๕ กายที่เป็นธาตุ๔ อาการ๓๒ กายที่มีความเป็นอสุภสัญญาคือความไม่สวยงามความสกปรก เรายินดีกับกายเนื้อที่มีความเน่าเปื่อย มีความเจ็บ มีความป่วย มีความตายไปในที่สุดไหม หรือเรายินดีกับกายที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพ กายที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีกต่อไป เราพิจารณาดู
เมื่อพิจารณาแล้ว เราก็น้อมรำลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
รำลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเมื่อไหร่ ก็ถือว่าเป็นพุทธานุสติกรรมฐาน
พิจารณาไล่ตั้งแต่พอนึกถึงง่ายที่สุดเริ่มต้นเป็นที่สุด ตั้งแต่เราเริ่มเจริญพระกรรมฐาน เราจับลมหายใจ เราภาวนาว่า “พุทโธ” เราภาวนาว่าพุทโธนั่นก็คือพุทธานุสติ แต่เป็นคำบริกรรมให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า ต่อมาพอขั้นสูงขึ้น เราพิจารณาเรากำหนดในการทรงภาพพระ กำหนดในการทรงภาพพระคือจิตนึกภาพพระเป็นแก้วใสบ้าง องค์พระเป็นทองบ้าง องค์พระสีดำบ้าง องค์พระสีขาวบ้าง ตามจริต ตามวิสัย ตามความผูกพัน หรือตามเหตุ ตามบุพกรรม ที่เราเคยสร้างพระองค์ดังกล่าวมา องค์พระที่เราเคยสร้างก็ติดจิตติดใจประทับอยู่ในจิต เวลาที่เรากำหนดภาพพุทธนิมิตเราก็กำหนดได้ง่ายขึ้น เมื่อเรากำหนดภาพพระได้นั้นก็ถือว่าเราทรงในพุทธานุสติกรรมฐาน และในขณะเดียวกันก็ทรงจิตในกสิณในอาโลกกสิณ เมื่อเราทรงภาพพระได้ จิตเรานึกถึงพระพุทธเจ้า ต่อมาเมื่อไหร่ที่เรากำหนดพิจารณาถึงคุณของพระพุทธเจ้า ความดีของพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอน เมื่อนั้นจิตเราก็น้อมเข้าสู่การพิจารณาธรรม คือพิจารณาในวิปัสสนาญาณ ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน คุณความดีของพระพุทธเจ้า เหตุที่ว่าเมื่อพิจารณาถึงพระพุทธเจ้า ความดีพระพุทธเจ้า สิ่งที่ปรากฏเป็นความดีของพระพุทธเจ้าก็คือธรรมคุณ คุณธรรมที่พระพุทธองค์ทรงได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอน ดังนั้นอันที่จริงเวลาที่เรานึกถึงพิจารณาคุณความดีพระพุทธเจ้า เราก็พิจารณาในพระธรรมไปพร้อมกันด้วย
แต่คราวนี้กำลังที่เราพิจารณาไล่เรียงตั้งแต่หยาบที่สุดไปจนถึงละเอียดที่สุด และผลอานิสงส์แห่งการเจริญพระกรรมฐานในพุทธานุสติ ลำพังแค่พูดหรือกล่าวถึงพระนามของพระพุทธเจ้าก็คือพุทโธ บุคคลที่กล่าวถึงพระนามของพระพุทธเจ้าหรือภาวนาพุทโธจิตย่อมเป็นกุศล หากตายไปในขณะที่ภาวนาพุทโธแม้จิตยังไม่เข้าถึงฌานสมาบัติ เพียงแค่เอ่ยขึ้นลอยๆ ยังมีความฟุ้งอยู่บ้าง มีนิวรณ์อยู่บ้าง จิตยังไม่เป็นสมาธิแต่เอ่ยถึง หากตายไปจิตเราก็สามารถเสวยทิพยสมบัติยังสวรรค์ สามารถเข้าสู่สวรรค์ได้ อันนี้คือไม่ได้ฌาน แต่ถ้าเมื่อไหร่จิตเราเป็นฌานสมาบัติ กำหนดจิตเห็นภาพองค์พระเป็นแก้วสว่างจิตเป็นสุข ตายไปขณะนั้นก็ย่อมเสวยผลในพรหมโลก หรือบุคคลที่ภาวนาบริกรรมพุทโธจนจิตสงบจนได้ปฐมฌานขึ้นไป ตายไปในขณะที่ทรงฌาน ในขณะที่บริกรรมพุทโธและจิตเป็นฌานก็เสวยผลบุญก็คือพรหมโลกเป็นที่ไป
แต่คราวนี้เราปฏิบัติธรรมเราหวังผลสูงกว่านั้นก็คือมรรคผลพระนิพพาน เวลาที่เรานึกถึงมรรคผลพระนิพพาน เรามีการพิจารณาเสริมเพิ่มขึ้นไปอีก คือเมื่อไหร่ที่เรากำหนดภาพองค์พระ จิตเรารู้สึกว่าเราได้กราบเราได้อยู่กับพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน ตายไปเราปรารถนาพระนิพพาน เมื่อไหร่ที่เรากำหนดไว้เช่นนี้ทุกครั้งที่เรานึกถึงพระ กราบพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานทุกครั้งไป ไหว้พระที่ใดก็กราบพระพุทธเจ้า กายเนื้อกราบพระพุทธรูป จิตกายทิพย์กราบถึงพระพุทธองค์บนพระนิพพานทุกครั้ง นั่นก็คือจิตเราย่อมเสวยผลก็คือมรรคผลพระนิพพาน ตายเมื่อไหร่เราก็ไปพระนิพพาน
ดังนั้นถ้าเราพิจารณาดูอารมณ์ตั้งแต่หยาบจนกระทั่งถึงละเอียด ถ้าเอ่ยพระนามของพระพุทธเจ้าแต่จิตเฉยๆ จิตแห้ง เอ่ยขึ้นเฉยๆ ความรักความเคารพความศรัทธาในพระพุทธองค์อาจจะยังไม่มี แค่เขาให้ภาวนาพุทโธก็ภาวนาไป ยังไม่มีใจนอบน้อมซาบซึ้งในคุณพระรัตนตรัย อันนี้ก็ยังเสวยอยู่ในสวรรค์สมบัติได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามใจเราบริกรรมพุทโธภาวนาพุทโธไปด้วย จิตรำลึกนึกถึงคุณพระพุทธเจ้าคือจิตมันมีความละเอียดขึ้น นึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เคารพรักพระพุทธเจ้า นอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า ผลอานิสงส์ก็สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไหร่ที่เรายินดี ยินดีในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน โดยมุ่งเน้นรื้อขนมวลหมู่เวไนยสัตว์เข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน ถ้าหากจิตเราน้อมนึกว่ายินดี ยินดีในพระนิพพาน เข้าใจในพระนิพพาน การที่เราตั้งจิตถึงพระพุทธเจ้าก็ย่อมส่งผลอานิสงส์ให้ตายเมื่อไหร่เราไปพระนิพพานด้วยเช่นกัน
หรืออย่างการที่เราฝึกการที่เราปฏิบัติเช่นนี้อยู่สม่ำเสมอ ปฏิบัติทรงภาพพระกราบพระอยู่กับพระบนพระนิพพาน นั่นก็คือใจเราต้องมีความยินดี มีความแนบ ปัญญามันมีความเต็มแล้ว คำว่าปัญญามันมีความเต็มก็หมายความว่าบารมีทั้ง 30 ทัศเราเต็ม เราลองพิจารณาดูว่าคนที่เขายังไม่ปรารถนาพระนิพพาน ทำไมถึงไม่อยากไปพระนิพพานหรือยังไม่ยินดีอยู่กับพระนิพพาน พิจารณาดูเขาเห็นภัยในสังสารวัฏไหม เขามีสัมมาทิฐิคือพิจารณาแล้วมีความเห็นชอบว่ากฎของกรรมมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง นรกสวรรค์มีจริง มรรคผลพระนิพพานมีจริง คนที่เขาไม่เชื่อเขาคิดว่าตายแล้วสูญเขาก็ย่อมไม่ยินดีในพระนิพพาน หรือคนที่เชื่อในสัมมาทิฐิมีความเห็นชอบ เชื่อสวรรค์นรก เชื่อบุญเชื่อบาป แต่ก็ยังเห็นว่ายังมีความเพลิดเพลินในโลกอยู่ ยังมีความห่วง ยังมีความอาลัยในบุคคลในญาติในบุคคลอันเป็นที่รัก ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ยังมีความเสียดายในสวรรค์สมบัติ มนุษย์สมบัติ พรหมสมบัติอยู่ ตรงนี้ก็ถือว่าบารมีตรงจุดนี้ไม่เต็ม เมื่อไหร่บารมีเต็มจริงจะมีความยินดีอยู่กับพระนิพพาน เห็นประโยชน์โทษแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างชัดเจน
ดังนั้นการที่เราพบพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐที่จะทำให้เราเข้าถึงพระนิพพานสมบัติ ขุมทรัพย์ที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ผ่านข้อธรรมทั้งหลาย เราก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าเรายินดีในนิพพานสมบัติไหม มนุษย์สมบัติ เงินทองลาภยศ เงินทองมันก็หมดได้หายได้ ถูกขโมยได้ ถูกริบไปได้ ตำแหน่งหน้าที่เกียรติยศก็ถูกทำลายได้ ถูกถอดถอนได้ ถูกเกษียณอายุหมดจากตำแหน่งหน้าที่ได้ หรือแม้แต่กายที่เป็นรูปก็มีความแก่ความเสื่อมไปในที่สุด ส่วนทิพยสมบัติไม่ว่าจะเป็นสมบัติของการเป็นเทวดา ความเป็นพรหม สวรรค์ทั้งหลาย พรหมทั้งหลาย วิมานทั้งหลายที่ยังข้องเกี่ยวยังเนื่องอยู่กับสังสารวัฏนี้ มันก็มีเวลาที่หมดบุญต้องไปจุติ ต้องไปเกิดในภพอื่นที่ต่ำกว่า ต้องพลัดพรากจากวิมานอันเป็นที่รัก ทิพยสมบัติอันเป็นที่รัก ดังนั้นทรัพย์ทั้งหลายในสังสารวัฏนี้มันไม่เที่ยง มันแปรเปลี่ยน ยิ่งมนุษย์สมบัติยิ่งเป็นสมบัติของโลก เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสมมุติ
ให้เราพิจารณาอยู่บนพระนิพพานนี้ว่า เรายินดีกับสมมุติสมบัติที่เป็นสมมุตินี้เรายินดีไหม หรือยินดีกับสมบัติที่เป็นวิมุตติ วิมุตติก็คือไม่เสื่อม หลุดพ้นจากวัฏสงสาร หลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากความพลัดพราก พ้นจากสมมุติย่อมเข้าสู่วิมุตติ ยินดีในพระนิพพานสมบัติ อธิษฐานขอวิมานคุณพระนิพพานของข้าพเจ้าทั้งหลายจงปรากฏ กายทิพย์จงเคลื่อนไปประทับนั่งอยู่บนแท่นในวิมานของตนเองบนพระนิพพาน อธิษฐานจิตให้กายพระวิสุทธิเทพของเราสว่างที่สุดใสที่สุด ทรงสภาวะอารมณ์แห่งพระนิพพาน พิจารณาว่าเรายินดีในพระนิพพานไหม พิจารณาว่าปัญญาเราตื่นขึ้น เราได้รู้แจ้งเห็นโทษทุกข์ภายในสังสารวัฏไหม
พิจารณาดูต่อไป เจ้ากรรมนายเวรที่เขายังไม่อโหสิกรรมที่เขารออยู่มันมีเยอะไหม พิจารณาด้วยความเป็นทิพย์บนพระนิพพานว่า แล้วในหลายชาติเราผ่านเราข้ามมาเสวยผลบุญก่อนด้วยกำลังของกุศลที่เราทำมา ด้วยธรรมะที่ครูบาอาจารย์พระอริยเจ้าพระอริยสงฆ์ท่านสอนท่านแนะนำให้เราปิดอบายภูมิ ให้เราเลี่ยงผ่าน นึกถึงกุศล นึกถึงบุญ นึกถึงพระ นึกถึงพุทโธ จนแทนที่เราจะต้องตกสู่อบายภูมิคือตกนรก ก็ลัดมาเสวยผลบุญก่อน
อย่างเราทั้งหลายเมื่อเราปฏิบัติธรรมจุดนี้ก็ให้เราจงพิจารณาดูว่าเราผ่าน คือในแต่ละชาติเราก็อาจจะทำทั้งบุญและบาป แต่ด้วยกุศลที่เราเริ่มเป็นปรมัตถ์มาหลายชาติหลายภพ เราผ่าน คือไม่ผ่านนรก แต่สมมุติว่าถ้าเราย้อนกลับ ยังมีผลกรรมที่เรายังไม่ได้ชดใช้ที่เราจะต้องไปเสวยผลกรรมในนรกมีมากแค่ไหน ดังนั้นครูบาอาจารย์ท่านถึงห่วงนักห่วงหนาที่จะให้เราปิดอบายภูมิ ครูบาอาจารย์ท่านเลยห่วงอย่างยิ่ง เพราะท่านเห็นโทษเห็นทุกข์ภายในสังสารวัฏ ให้เราพิจารณาดูว่าที่เราลัดมามันเยอะแค่ไหน อย่าลืมว่าที่เราข้ามมาเกิดมาจุติมาเสวยผลบุญเราก็ใช้แต่บุญ แต่กรรมที่เป็นกรรมที่เป็นบาปเราแทบไม่ได้ใช้ ที่ใช้ก็น้อยหรือมาใช้เป็นเศษกรรมในระหว่างที่เรามาเกิดบนโลกมนุษย์ เพราะในระหว่างที่เราจุติเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี มีแต่เสวยสุขไม่มีความทุกข์ ไม่ต้องเสวยผลที่เป็นบาป มนุษย์เป็นภพกลางเสวยทั้งบุญและบาป มันก็มีเศษกรรมที่เราต้องใช้ แต่คราวนี้มันมีบาปที่เราก้าวข้ามไป ผ่านไปเสวยผลบุญเลย แต่มันมีที่เรารออีกตั้งเยอะ ลองคิดเอาว่าถ้าประมาทพลาดพลั้งไป เราล่วงต้องไปเสวยผลนานแค่ไหน และมันจะทุกข์แค่ไหน
เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ เราจะยิ่งเห็นคุณของพระนิพพาน
ดังนั้นการที่เราระลึกชาติได้ก็ดี เรามีญาณที่เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสติญาณก็ดี จุตูปปาตญาณก็ดี ที่รู้ผลกรรมรู้วาระการเกิดการไปจุติ ตรงนี้มันก็เป็นเครื่องที่ทำให้จิตของเราเกิดปัญญา เกิดความรู้ เกิดความไม่ประมาท ยิ่งดูแบบนี้เรายิ่งพิจารณาแล้วว่า ไปพระนิพพานดีกว่า ยังมีหนี้อีกมากที่เรายังไม่ได้ใช้อย่าลืมนะ ดังนั้นทางเดียวที่เราจะข้ามตัดกรรมทั้งหลายเป็นโมฆกรรมได้ก็คือเข้าพระนิพพาน หรือแม้แต่แค่การที่เราเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นคือความเป็นพระโสดาบันก็ปิดอบายภูมิไม่ตกนรกอีกแล้ว หนี้ที่เราเคยข้ามผ่านไปไม่ได้ไปเสวยไม่ได้ไปรับผลก็ถือเป็นโมฆกรรมจากการเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าคือความเป็นพระโสดาบัน ด้วยเหตุนี้ครูบาอาจารย์ท่านถึงสอน ท่านถึงเน้นย้ำว่าอย่างน้อยที่สุดพยายามทำให้ได้คือ ทรงความเป็นพระโสดาบันให้ได้เป็นการปิดอบายภูมิ
ในการพิจารณาธรรมหลายๆแง่มุม บางคนบางท่านก็ไม่ได้พิจารณา ลืมนึกลืมคิดลืมพิจารณาไปในแง่มุมต่างๆ ถ้าพิจารณาดูให้ครบถี่ถ้วนทุกแง่ทุกมุม เราจะค้นพบได้เลยว่าทำไมครูบาอาจารย์ที่ท่านเห็นภัยในสังสารวัฏ ท่านถึงเร่งการปฏิบัติ ท่านถึงไม่ถอยหลังกลับ ท่านถึงมุ่งมั่นตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน ตอนนี้ก็ให้เราทุกคนที่ทรงสภาวะอยู่บนพระนิพพาน น้อมจิตให้ผ่องใสที่สุด อธิษฐานเพื่อพระนิพพาน *นิพพานัง ปรมัง สุขัง* พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด และตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยกล่าวตักเตือนว่า ผู้ที่อธิษฐานในมรรคผลพระนิพพาน เราย่อมต้องทำตนให้คู่ควร ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะว่า “ข้าพเจ้าจะยกจิตขึ้นมากราบพระพุทธองค์บนพระนิพพานทุกวันทุกวันไม่มีขาด ตาเห็นภาพองค์พระพุทธรูปภาพพระ ตาเห็นรูปจิตถึงพระนิพพาน กายทิพย์ถึงพระนิพพานทุกครั้ง” ให้เราตั้งใจไว้เช่นนี้ เราอยู่อีก 10 ปี ทำทุกวัน 10 ปีก็ 3,650 วัน วันหนึ่งขึ้นมาวันละ 1 ครั้งก็ถือว่ากำลังใจต่ำไป นึกถึงเมื่อไหร่ขึ้นมาทุกครั้ง นึกถึงเมื่อไหร่ขึ้นมาทุกครั้ง ทำให้ได้แสนครั้ง หมื่นครั้ง ล้านครั้ง ก็ให้รู้ไปว่ายังไงจิตย่อมติดตรึงอยู่กับพระนิพพาน จิตตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ให้เราตั้งใจไว้เช่นนี้จนกระทั่งใจของเราไม่มีความลังเลสงสัยแม้แต่น้อยว่า ชาตินี้เราจะมาพระนิพพานไม่ได้ ให้เราตั้งจิตไว้รักษาศีล๕ ให้บริสุทธิ์ มีความเคารพนอบน้อมในพระรัตนตรัย มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เมื่อใจเราเป็นกุศลใจเราแนบอยู่กับพระนิพพาน จิตเราไม่ยินดีกับภพใดภูมิใด สิ้นภพจบชาติสิ้นเชื้อการเกิด แม้ในขณะนี้เพียงแค่ชั่วคราวก็ดี จิตของเราบริสุทธิ์ควรแก่กาล
ก็อธิษฐานอาราธนาบารมีกระแสบุญจากพระนิพพาน แผ่รวมลงยังสังสารวัฏนี้ เมตตาสร้างประโยชน์ให้กับสังสารวัฏนี้ สรรพดวงจิตทั้งหลาย ขอจงได้รับกระแสบุญกระแสกุศล กระแสพระนิพพาน กระแสเมตตา ไล่ลงมาตั้งแต่รูปพรหมทั้ง 4 ชั้น แผ่เมตตาจากพระนิพพาน แผ่กระแสมรรคผลลงมายังพรหมโลกทั้ง 16 ชั้น แผ่เมตตาลงมายังอากาศเทวดาทั้ง 6 ชั้น แผ่กระแสพระนิพพานแผ่เมตตาลงมายังบรรดาดวงจิตของเทวดาที่ท่านเสวยผลบุญ เป็นรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาแผ่กระแสบุญแผ่กระแสธรรมไปยังดวงจิตของสรรพสัตว์ที่มีกายหยาบขันธ์ ๕ ภพกลางคือมนุษย์และสัตว์ที่มีกายหยาบทั้งหลาย ทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ชาวเมืองบังบดลับแลทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากเป็นเปรต อสูรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทุกขุมลึกจนถึงที่สุดคือโลกันตมหานรก แผ่เมตตาเปิด สามภพภูมิให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย อาราธนาบารมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลกเปิดวัฏสงสาร กระแสบุญจงส่งผลถึงสรรพสัตว์ทุกดวงจิต กระแสบุญที่เราเจริญพระกรรมฐานจงส่งผลถึงทุกดวงจิต ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุข ท่านที่ทุกข์จงพ้นจากความทุกข์ ท่านที่สุขแล้วก็ขอให้สุขยิ่งขึ้นไป แผ่เมตตากระแสความสงบเย็นถึงพร้อมในความบริสุทธิ์ในอารมณ์พระนิพพาน ถึงพร้อมในจิตที่ทรงไว้ในพรหมวิหาร๔
จากนั้นน้อมอาราธนากระแสบุญลงมาคุ้มครองประเทศชาติบ้านเมืองแผ่นดินนี้ให้สุขสงบสันติร่มเย็น แผ่เมตตาบุญกุศลน้อมรวมลงมาถวายบูชาเขตพระพุทธศาสนาทั้งหลาย วัดวาอารามทั้งหลาย สถานปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ กระแสจากพระนิพพานลงมา พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระอัฐิธาตุ พระรัตนธาตุ วัตถุมงคลทั้งหลาย จงมีกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ไม่มีพระจริง ไม่มีพระเก๊ มีแต่พระจริง มีแต่พุทธานุภาพของจริง น้อมกระแสบุญกุศลจากพระนิพพานลงมาน้อมถวายบูชาคุณพระพุทธศาสนา ขอพระพุทธศาสนาเมตตาคุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอกระแสบุญจากพระนิพพานคุ้มครองรักษาพระชนม์ชีพองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่ทำงาน มีความจริงใจ มีความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ขอจงมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มีอำนาจมีกำลังที่สามารถช่วยเหลือดูแลพระราชกิจ ดูแลประเทศชาติบ้านเมืองให้ดำเนินราบรื่น สุขสงบสันติร่มเย็นปรากฏ ขอบุญกุศลทั้งหลายจงส่งผลให้ประเทศชาติ แผ่นดินไทยและโลกใบนี้เข้าสู่ยุคชาววิไลโดยพลัน เหตุการณ์ทั้งหลายจงผ่านพ้นจงคลี่คลาย ภัยพิบัติจงคลายจงสลายตัวไปด้วยกำลังของบุญกุศลที่พุทธบริษัท๔ร่วมใจกันสร้าง
จากนั้นอธิษฐานให้เห็นองค์พระองค์ใหญ่ที่สุดครอบประเทศไทยทั้งหมด ขอกำลังบุญกุศลพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ครอบคลุมคุ้มครองประเทศไทย บางคนก็เห็นเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิคลุมประเทศไทยไว้สว่างเป็นแก้วคลุมไว้
เมื่อเราอธิษฐานเรียบร้อย เราก็ตั้งจิตกราบลาพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน กราบลาทุกท่านทุกๆ พระองค์ แล้วก็น้อมจิตลงมาจากพระนิพพานเป็นลำแสงสว่าง ขอกระแสบุญกุศลจากพระนิพพานคลุมกายเนื้อ คลุมบ้านเคหสถานสถานที่ที่เราประกอบธุรกิจกิจการงานทำงาน ขอมีพุทธานุภาพคลุมกระแสจากพระนิพพานคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้กายเนื้ออธิษฐานมีกระแสจากพระนิพพานคลุม กายธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ อธิษฐานจิตเห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั่วกายจงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างจงกลายเป็นแก้วใส หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกายจงกลายเป็นแก้วใส อธิษฐานจิตขอให้เซลล์ทุกเซลล์ อวัยวะทุกส่วน อาการทั้ง32 อวัยวะภายในทั้งหมดจงกลายเป็นแก้วใส สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บ เซลล์มะเร็ง เนื้องอก ซีสต์ พยาธิสภาพ เชื้อโรคทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บ จงสลายคลายตัวไปจนหมด ด้วยกำลังแห่งบุญกุศล ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โรคภัยไข้เจ็บจงหายจงคลายไปให้หมด
อธิษฐานจิต สายบุญสายทรัพย์สายสมบัติสายบารมีของเรา บุญทั้งหลาย กุศลทั้งหลาย มหาโภคทรัพย์ทั้งหลาย จงหลั่งไหลมาสู่ชีวิตของเรา ตราบที่ยังมีชีวิตบนโลกมนุษย์นี้ ขอบุญเก่าสายทรัพย์สายสมบัติอันพึงมีพึงได้จงเปิดจงหลั่งไหลมาสู่ชีวิตข้าพเจ้าเต็มกำลังบุญเต็มกำลังบารมีด้วยเทอญ ขอความคล่องตัวทุกด้านจงปรากฏ ขอความมีสุขภาพดีจงปรากฏ ความเป็นที่รักจากผลอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาพรหมวิหาร๔ จงปรากฏ กำลังบุญกำลังความเป็นทิพย์จงหล่อเลี้ยงรักษาจนเกิดบุญราศี บารมี รัศมีกำลังปรากฏออกมาจากกาย ออกมาจากใบหน้า ออกมาจากกระแสเสียง ออกมาจากการกระทำอันเป็นกุศลทั้งปวงของข้าพเจ้าด้วยเทอญ
จากนั้นให้เราตั้งจิตโมทนาสาธุ โมทนาบุญกับเพื่อนที่เจริญพระกรรมฐานในวันนี้ทั้ง 69 ท่าน 70 ท่าน และที่มาฟังมาปฏิบัติมาเจริญพระกรรมฐานต่อในภายหลัง กำหนดพิจารณาว่าในขณะที่เราออกจากสมาธินี้ เรายังเห็นองค์พระคือพระพุทธเจ้าอยู่ภายในกาย เรารู้สึกถึงสภาวะความเป็นโพรงของกาย องค์พระอยู่ภายใน ซึ่งอันที่จริงแล้วการที่เห็นร่างกายเป็นความว่างเป็นโพรง อันที่จริงก็ถือว่าทรงอารมณ์อยู่ในสภาวะของอรูปฌานไปด้วย แยกรูปแยกนามไปด้วย พุทธานุสติไปด้วย อาโลกกสิณไปด้วย ก็ให้เราทรงอารมณ์เช่นนี้เห็นกายเป็นโพรง
แล้วเมื่อไหร่ที่เราเห็นกายเป็นโพรงเป็นความว่างเปล่า เราพิจารณาด้วยปัญญาเสริมสำทับไปว่า ในเมื่อเราเห็นกายเป็นโพรงเป็นความว่างเปล่านั่นก็คือ กายนี้มันไร้แก่นสาร กายนี้มันเป็นความว่างเปล่า ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น นั่นก็คือเกิดเป็นวิปัสสนาญาณตัดร่างกายซ้ำไปอีก พิจารณาแล้วก็เห็นว่าในเมื่อร่างกายมันไร้แก่นสารเป็นโพรงเป็นความว่างไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ตายเมื่อไหร่เราก็ไปพระนิพพาน แต่เราไปไหนมาไหนข้างในกายของเราที่เป็นโพรงเป็นความว่างนั้น เรามีองค์พระไปกับเราตลอดเวลา ลองพยายามฝึกให้ได้ตลอดทั้งวันดู จิตเราก็จะทรงอารมณ์ได้ดีขึ้น ทรงฌานได้ตลอดเวลา ทรงมโนมยิทธิได้ตลอดเวลา
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ธรรมใดประโยชน์ใดข้อธรรมใดที่เราพิจารณาแล้ว เราเห็นควร เราเห็นชอบ เราเห็นประโยชน์ ก็จงน้อมนำไปปฏิบัติจนเป็นธรรมะจนเป็นข้อวัตร จนเป็นสมาบัติที่เราทรงได้เป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตที่ตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน ขอให้เราทุกคนจงมีพระนิพพานเป็นสมาบัติ เป็นสมบัติทางจิต เป็นนิพพานสมบัติของเรา
สำหรับวันนี้ขอโมทนาบุญ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: รัตนา วงค์ดีประสิทธิ์




