เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569
เรื่อง มรรคผลเเห่งการยกจิตมาพระนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กาย กำหนดรู้ทั่วร่างกาย จากนั้นค่อยๆ กำหนดความรู้สึกผ่อนคลายร่างกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับตั้งใจว่าเราผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางกาย ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางความเชื่อมโยงในผัสสะ ความเกี่ยวเนื่องในขันธ์ ๕ ร่างกายทั้งหมด เข้าสู่สภาวะที่ร่างกายปล่อยวางผ่อนคลาย ตัดร่างกายตัดขันธ์ ๕ เข้าสู่ความสงบ สงบระงับจากเวทนาขันธ์ ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวาง ทรงสภาวะแห่งความสงบ ปล่อยวางทั้งร่างกาย ปล่อยวางทั้งจิตใจ ประคองสภาวะแห่งความสงบจากการปล่อยวาง
เมื่อจิตสงบ ปล่อยวางร่างกายขันธ์ ๕ แล้ว เราก็เริ่มต้นปฏิบัติ จากบาทฐานสำคัญที่สุดก็คืออานาปานสติ กำหนดรู้ในลมหายใจ จินตภาพจินตนาการเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม เป็นประกายระยิบระยับพลิ้วผ่านเข้าออกในกายของเรา สติตามดูติดตามรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม ลมหายใจละเอียดสงบ กำหนดรู้ในความสงบ กำหนดรู้ในความละเอียดของลมหายใจ ลมหายใจยิ่งเบาสบาย จิตเรายิ่งเข้าสู่ความสงบความสบาย อารมณ์สบายอารมณ์สงบจากอานาปานสติเป็นเหตุให้จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิได้โดยง่าย กายเบาจิตเบา สงบ ทรงสภาวะที่ลมหายใจของเราละเอียดสงบเบาสบายนี้ไว้ ลมหายใจสบาย อารมณ์จิตเบาสบาย
เมื่อเราทรงสภาวะของความสงบในระดับอุปจารสมาธิได้อย่างราบรื่นตั้งมั่น จิตมีความเสถียร เราก็ยกระดับกำลังจิตกำลังฌานกำลังสมาธิให้สูงขึ้นไป กำหนดสงบหยุดจิตนิ่งหยุด เข้าสู่เอกัคคตารมณ์ จิตรวมเป็นหนึ่ง ทรงสภาวะฌาน ๔ จากอานาปานสติกรรมฐาน ทรงสภาวะแห่งเอกัคคตารมณ์ให้ตั้งมั่นราบรื่นยาวนาน เพื่อให้จิตเกิดวสีความชำนาญในการทรงฌาน อย่างน้อยที่สุดเราต้องทรงอารมณ์ในพระกรรมฐานในแต่ละจุดที่เราฝึกที่เราต้องการ ยาวนานอย่างน้อยที่สุด ๓๐ วินาทีขึ้นไป ถ้ายาวนานกว่านั้นได้เป็น ๑ นาที เป็น ๕ นาที เป็น ๑๐ นาที เป็นครึ่งชั่วโมงได้ยิ่งดีขึ้น ยิ่งเกิดผล แต่สำหรับการที่เราทรงฌาน๔ในอานาปานสติ ตัวนั้นไม่จำเป็นต้องทรงไว้นานมาก เราเดินจิตต่อจากจุดที่หยุด เอกัคคตารมณ์ เรากำหนดเดินจิตขึ้นสู่สมาธิตัวสมถะในกำลังของกสิณ จากจุดเรานึกภาพให้กลายเป็นดวงแก้ว จากดวงแก้วใสกำหนดให้มีแสงสว่าง
ทำไมเวลาที่เราฝึกกสิณ เราถึงจำเป็นจะต้องให้ดวงแก้วนั้นมีแสงสว่าง ดวงแก้วถ้าใสเฉยๆ มันก็คือดวงจิต ดวงจิตที่ใส แต่เมื่อไรที่จิตมันมีแสงสว่าง มันแปลว่ามีพลังงานของจิต ดังนั้นเวลาที่กำหนดภาพกสิณ มันจึงจำเป็นที่จะต้องมีแสงปรากฏด้วย ทั้งใสทั้งสว่าง และความสำคัญในการที่เราฝึกเวลาที่เราฝึกกสิณ ภาพนิมิตของกสิณมันสัมพันธ์กับอารมณ์ของพระกรรมฐาน ยิ่งใสยิ่งสว่างจิตยิ่งต้องเป็นสุข จิตยิ่งรู้สึกว่าแสงสว่างนั้นมันก็คือกำลังของพลังจิตหรือจิตตานุภาพ ยิ่งมีแสงสว่างมากจิตมีความสุขมาก จิตยิ่งเปล่งประกายออกไปได้มาก นั่นก็คือกำลังฌานกำลังตบะกำลังสมาธิ มันมีพลังงานสูงกว่าจิตที่มันซึมเศร้า จิตที่มันซึมจิตที่มันมัวจิตที่มันเศร้าหมอง
และจุดสำคัญอีกอย่างก็คือเราต้องเชื่อมโยงภาพนิมิตกสิณหรือดวงกสิณที่ปรากฏเชื่อมโยงเป็นหนึ่งกับจิตของเรา กสิณมีบาทฐานมีกำลังของอภิญญาเพียงใด จิตของเราเวลาที่ทรงอารมณ์เป็นประกายสว่าง จิตเราก็ค่อยๆ เพาะบ่มเพิ่มพูนจิตตานุภาพของกสิณเพียงนั้น
จากตอนนี้จิตเป็นดวงแก้วใสสว่าง อารมณ์จิตเป็นสุข กายยิ้มจิตยิ้ม จิตยิ่งสว่างยิ่งนำพาให้กายของเรามันพลอยเอิบอิ่มมีความสุขตามไปด้วย
จากนั้นเราค่อยๆ กำหนดต่อไป จากดวงแก้วใสสว่างก็คืออุคคหนิมิต เราเพิ่มกำลัง กำหนดให้ดวงแก้วกลายเป็นเพชรระยิบระยับ สว่างเป็นเพชรลูกเม็ดใหญ่สว่าง เปล่งประกายระยิบระยับ เป็นประกายรุ้ง เปล่งประกายสว่างผ่องใสเป็นปฏิภาคนิมิต จุดนี้ก็คือสภาวะที่จิตเราเข้าถึงฌาน ๔ ในกสิณ ถือว่าสุดทางของกสิณ ไม่ว่าจะเป็นกสิณกองใด ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ กสิณสีทั้ง ๔ วรรณกสิณ หรือกสิณแสงสว่างก็ดี กสิณที่เป็นที่ว่าง สุดท้ายจบกองก็เมื่อจบที่ปฏิภาคนิมิตคือเป็นเพชรระยิบระยับสว่างเปล่งประกาย
คราวนี้สิ่งสำคัญเทคนิคในการฝึกกสิณเพิ่มก็คือ เวลาที่เรากำหนดในความสว่างของจิตที่ทรงสภาวะในความเป็นปฏิภาคนิมิต เราสามารถฝึกให้แสงสว่างมันเปล่งประกายสว่างเพิ่มขึ้นได้ จากใสในระดับที่ ๑ กำหนดให้ใสขึ้นสว่างขึ้น ใสขึ้นระดับสว่างขึ้น ยิ่งถ้าใครมีความรู้ในเรื่องของอัญมณีหรือเรื่องของเพชร เพชรนั้นมันจะมีทั้งการเจียระไน ที่มันมีการคัตติ้ง การเจียระไนที่ให้มันมีเหลี่ยมมุมที่มันสะท้อนคือมีความแพรวพราวเล่นแสง เราก็กำหนดให้จิตมันระยิบระยับถึงที่สุด ยิ่งมีประกายออกไปมาก อันนี้คือเรื่องที่ ๑ เมื่อเทียบกับเรื่องของเพชร คือ คัตติ้ง จิตแพรวพราว ระยิบระยับอย่างยิ่ง
เรื่องที่ ๒ ก็คือความเคลียร์ คือมีมลทินเครื่องเศร้าหมองมันปน เพชรนั้นมันมีน้ำเหลืองบ้างมีสีปะปนบ้าง อันนี้เราต้องการใสที่สุดเคลียร์ที่สุด จิตเราใสจิตเราระยิบระยับที่สุด และสุดท้ายก็คือความใสที่เรียกว่าความเคลียร์ เมื่อสักครู่เรียกว่า color ก็คือสีหรือสิ่งที่เจือ ไอ้สิ่งที่เจือนั้นมันมาจากอารมณ์ อารมณ์เช่นถ้ามันมีสีแดงเจือมันก็มีโทสะปน ถ้ามันใสก็คือจิตเราสะอาดจากกิเลส พอคราวนี้ความใสที่เรียกว่าความเคลียร์ก็คือใสอย่างยิ่ง มันก็นำพามาในเรื่องของความสว่าง ดังนั้นให้จิตของเราเป็นเพชรคือมีความระยิบระยับอย่างยิ่ง ระยิบระยับนี้ เราว่ากันตั้งแต่ตัวเนื้อของจิตที่เป็นเพชร มันมีความระยิบระยับมันถูกเจียระไนระยิบระยับ ฟังแล้วเราก็ฝึกไปทันที
คราวนี้พ้นออกมาจากดวงจิต เกี่ยวเนื่องกับความระยิบระยับก็คือ ความระยิบระยับของจิตมันนำพาให้เกิดฉัพพรรณรังสี คือสะท้อนเปล่งแสงออกมาเป็นเจ็ดสีออกมาจากจิตของเรา เป็นเส้นแสงเป็นรัศมีของจิต คราวนี้ภายในจิตต่อไป เราก็ให้ทั้งใสคือบริสุทธิ์ ไม่มีสีอื่นไม่มีมลทิน ใสถึงที่สุด สว่างถึงที่สุด อันนี้พูดถึงตัวนิมิต แต่คราวนี้อารมณ์พระกรรมฐานคือ ให้เราคิดประดุจสตรีที่ได้ครอบครองเพชรเม็ดงาม เพชรเม็ดงามเวลาที่เรามี เพชรเราใสที่สุด สวยที่สุด เจียระไนดีที่สุด จิตเรามันก็มีความยินดี ยินดีมันเป็นเรื่องของความยินดีในความบริสุทธิ์ของจิต ยินดีในบุญกุศลอันเกิดขึ้นจากรัศมีความสว่างคือพลังงานของจิต เมื่อเรามีความยินดีมันก็มีความสุข เราเป็นเจ้าของสุขของจิตที่ประภัสสร จิตที่ใสจิตที่สะอาดจากกิเลส ใจมันก็มีความเอิบอิ่มยินดี
คราวนี้ในการฝึกในเรื่องของกสิณในเรื่องของรัศมีจิต เวลาที่เราฝึกเราเปล่งประกายรัศมีเราเปล่งสว่างใสจิตเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่คราวนี้เมื่อไรที่เราทรงรัศมีของจิตแผ่ออกไปมากๆ บางครั้งอารมณ์ใจเรามันก็มีกิเลสจรเข้ามาพอกเป็นมานะว่าจิตของเรามันมีแสงสว่าง เรามีรัศมีของจิตมากกว่าคนอื่น ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อารมณ์ เป็นการปิดประตูปิดทาง ก็ให้เราทรงอารมณ์ เวลาที่ฝึกกสิณควบไปกับพรหมวิหาร ๔ รัศมีของจิตที่เรายิ่งสว่างมากเท่าไร เปล่งประกายกว้างไกลออกไปได้มากเท่าไร ให้เราน้อมไปในธรรม น้อมไปในกุศล น้อมไปเป็นกระแสแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ ยิ่งสว่างมาก ยิ่งใสมาก ยิ่งมีรัศมีขอบเขตออกไปมาก นั่นหมายความว่าคลื่นกระแสความสว่างทั้งหมดเป็นไปด้วยเมตตา เป็นคลื่นเป็นกระแสของเมตตาอันไม่มีประมาณที่แผ่ออกไปจากจิต และเมื่อไรก็ตามที่เราทรงพรหมวิหารควบกับกสิณแบบนี้ กำลังของกุศลก็ดี กำลังของบุญจากการที่เราเจริญเมตตาก็ดี มันยิ่งเพิ่มพูนทวีคูณขึ้น
ท่านนับเอาเฉพาะผลอานิสงส์จากการเจริญฌาน อันที่จริงในความเป็นพรหมนั้น แยกออกมาได้ว่า ๑ ขึ้นมาจุติในสภาวะพรหมจากการที่ในจิตก่อนตายทรงฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ หยาบและละเอียด และอีกส่วนหนึ่งก็คือการทรงพรหมวิหาร ๔ คือเจริญเมตตาฌาน ทรงอารมณ์มุทิตา ทรงอารมณ์กรุณา ทรงอารมณ์อุเบกขาอย่างละเอียด แต่คราวนี้เราทรงทั้งอารมณ์ฌาน ๔ ละเอียด คือฌาน ๔ ของกสิณ ทรงทั้งอารมณ์ของพรหมวิหาร กำลังของกุศลก็ควบทวีคูณขึ้นไปจากการปฏิบัติในครั้งเดียว และการที่เราใช้กุศโลบายในการฝึกกสิณควบกับเมตตาฌานนั้น มันก็เป็นการกล่อมเกลาจิตของเราให้มีความอ่อนโยนมีความเมตตา อันเป็นพื้นฐานสำคัญของพระอริยเจ้า คิดพิจารณาดูง่ายๆเช่นนี้ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นอริยเจ้า พอท่านทรงอารมณ์ขึ้นไปจนถึงอนาคามีจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ ท่านมีเมตตาเต็มเปี่ยมทุกองค์ เวลาท่านยิ้มท่านยิ้มออกมาจากจิตทุกรูปทุกองค์เสมอ ให้เราสังเกตดู การปฏิบัติการเจริญพระกรรมฐานของเราที่ฝึกกัน เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
ดังนั้นเราเตรียมจิตไว้ตั้งแต่ต้น มีเมตตาพรหมวิหาร ๔ ไว้แต่ต้น เวลาที่เราทรงอารมณ์ในกสิณ เป็นกสิณที่มีกระแสเมตตา ผลก็เกิดอานิสงส์ในเมตตาด้วยในฌานด้วย จิตเป็นสุขด้วย อารมณ์เวลาที่เราทรงกสิณก็จะแตกต่างจากคนที่เขาทรงอารมณ์กสิณในแนวของอภิญญาชนิดที่เรียกว่าเอาไปใช้ในเรื่องอื่น ซึ่งอาจจะเป็นมิจฉาสมาธิมิจฉาอภิญญาได้ แต่เมื่อไรที่เราทรงอารมณ์กสิณในเมตตา เราก็จะกลายเป็นการทรงอารมณ์ที่เป็นโลกุตตรอภิญญา อันนี้เป็นเครื่องกั้นเครื่องป้องกันจิตของเราไม่ให้ผิดไม่ให้เพี้ยนไม่ให้เขวออกไป เมื่อกำหนดรู้แล้วเราก็จงมีจิตอันยินดีในจิตอันประภัสสรด้วยเมตตาของเรา เปล่งประกายสว่างจิตเป็นประกายพรึกปฏิภาคนิมิตระยิบระยับแพรวพราวละเอียด ส่องสว่างออกไปทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาออกไปทั่ว ๓ ภพภูมิ
เมื่อจิตของเราระยิบระยับสว่างอย่างถึงที่สุดแล้ว เราก็กำหนดจิต ทรงภาพองค์พระอยู่ภายในดวงแก้วคือในดวงจิต สว่าง คราวนี้ให้เราทรงสภาวะที่มีองค์พระอยู่ในดวงจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตทรงให้นานที่สุด โดยที่อารมณ์จิตเป็นสุขที่สุด ผ่องใสยิ้มแย้มเบิกบานสว่างเจิดจ้าที่สุด ตรงนี้ก็เป็นบาทฐานในการที่จะฝึกให้มโนมยิทธิที่เราใช้ทุกครั้ง กลายเป็นเต็มกำลังทุกครั้ง หรือมีความสว่างชัดเจนมากกว่าปกติธรรมดามากทุกครั้ง ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร สว่าง หยุดความความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย จิตจดจ่ออยู่กับองค์พระ จดจ่ออยู่กับความประภัสสร รัศมีจิตที่แผ่ออกเป็นปกติเป็นคลื่นกระแสแห่งเมตตา ทรงสภาวะไว้ จากนั้นกำหนดจิตอธิษฐาน ขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ ขอยกจิตอทิสมานกายข้าพเจ้าแปรสภาวะจากจิตที่เป็นดวงแก้วกลม ปรากฏสภาวะเป็นรูปแห่งกายพระวิสุทธิเทพ รูปอันเป็นทิพย์บริสุทธิ์จากกิเลสเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ปรากฏขึ้นไปบนพระนิพพาน
เมื่อจิตกำหนดปรากฏอยู่บนพระนิพพานแล้ว เราก็น้อมจิตอธิษฐานว่าเรานั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ เป็นมหาสมาคมบนพระนิพพาน พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน เราน้อมจิตค่อยๆ กราบ กราบด้วยความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ กราบด้วยความรู้สึกพร้อมกับพิจารณาว่า เราไม่ใช่ร่างกายขันธ์ ๕ กายเนื้อกายหยาบ เราคือดวงจิตอทิสมานกายที่มาอาศัยขันธ์ ๕ กายหยาบนี้อยู่ เราขึ้นมาบนพระนิพพานด้วยเหตุผลที่ว่า เราปฏิบัติมโนมยิทธิเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด ตายเมื่อไรกายของเราละสังขารทิ้งไว้อยู่บนโลกมนุษย์ในความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาการทั้ง ๓๒ แต่จิตของเราตั้งจิตมั่นคงอยู่กับพระนิพพานจุดเดียว ไม่ปรารถนาในภพใดภูมิใด เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ถ้าเราตายไปเราก็ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานแบบนี้
ดังนั้นการที่เราฝึกยกกายทิพย์ขึ้นมาบนพระนิพพาน ถ้าพูดภาษาง่ายๆ อีกภาษานึงก็คือการซ้อมตายก่อนตาย คือซ้อมว่าตายแล้วเราต้องมาแบบนี้ มาปรากฏอยู่บนพระนิพพาน อยู่บนพระนิพพานแบบนี้ เราก็ซ้อมตายก่อนตาย ดังนั้นเมื่อไรที่เรายกจิตขึ้นมาด้วยกำลังมโนมยิทธิ ก็ให้รู้ว่าทุกครั้งที่ยกจิตขึ้นมาเราซ้อมตายด้วยเช่นกัน วิธีการที่ทำให้การยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานด้วยกำลังมโนมยิทธิเป็นการซ้อมตายหรือมรณานุสติก็คือ ขึ้นมาทุกครั้งเราก็พิจารณาแถมอีกนิด แถมอีกนิดก็คือพิจารณาว่า เมื่อเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานแล้ว เกิดสมมุติว่าตอนนี้กายเนื้อมันตายขึ้นมา เราอยู่เลยอยู่บนพระนิพพานเลย คือจิตเข้าถึงอรหัตผลเลยเราเอาไหม ถึงแม้ว่าเป็นตอนเช้าเราเพิ่งตื่นเรายกจิตขึ้นมาก็ซ้อมตาย ยกจิตขึ้นมากราบพระ ตอนกลางวันเราก็คิดว่าเออถ้าตอนกลางวันเราตาย นั่งทำงานอยู่เบื่อเจ้านาย หนีเจ้านายขึ้นมากราบพระอยู่บนพระนิพพาน ก็คิดแถมอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าตอนนี้ไอ้กายเนื้อที่อยู่ที่ทำงานอยู่ตอนนี้มันตาย เราอยู่บนพระนิพพานเลยเราเอาไหม
ดังนั้นตามคำสอนที่หลวงพ่อท่านสอนว่า บางทีบางครั้งเราทำกระจุ๋มกระจิ๋มแต่ตรงจุด มันเกิดผลลัพธ์สูงกว่า พอเราฝึกแบบนี้แล้วก็ผสมคือมีการผสมควบกอง เราพิจารณาใช้ปัญญาพิจารณาในการปฏิบัติในการเจริญพระกรรมฐาน อย่างเราปฏิบัติกันมาถึงขั้นนี้แล้วต้องพิจารณาได้ ในขณะที่เราปฏิบัติตอนนี้ เราปฏิบัติพระกรรมฐานควบอยู่กี่กอง ตอนนี้เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานอยู่ท่ามกลางมหาสมาคมบนพระนิพพาน เราดูว่าเราควบกรรมฐานกี่กอง
๑ เราอยู่กับพระเห็นพระพุทธเจ้า พุทธานุสติกรรมฐานมีไหม เราพิจารณาธรรมพิจารณาว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา กายคตามหาสติปัฏฐาน๔ มันก็เป็นกรรมฐานอีกกอง บนพระนิพพานเราอยู่บนพระนิพพานก็เป็นอุปมานุสติกรรมฐานอีกกอง อยู่บนพระนิพพานมีพระอริยสงฆ์ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็คือพระสงฆ์ ดังนั้นสังฆานุสติกรรมฐานมีไหม มรณานุสติกรรมฐานมีไหม ธรรมานุสติกรรมฐานมีไหม ดังนั้นเราก็กำหนดว่าเมื่อไรที่เราขึ้นมาบนพระนิพพาน นอกเหนือจากการที่จิตของเราสะอาด สงบจากสรรพกิเลส คือความโลภ โกรธ หลงทั้งปวง จิตเราพิจารณาในความสิ้นภพจบชาติ ตัดภพ ตัดชาติ ตัดการเกิด ตัดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดสังสารวัฏ เราก็พิจารณาไว้แบบนี้เสมอ ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็รวมอยู่ในจิตดวงนี้รวมอยู่บนพระนิพพานนี้ จิตเราก็เข้าถึง
พอจิตเราซึมซับรับกระแสของพระนิพพาน ซึมซับรับกระแสความบริสุทธิ์ของพระอรหันต์บนพระนิพพาน นานเข้าบ่อยเข้า ก็อุปมาว่าเราอยู่ใกล้บัณฑิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่กับหมู่บัณฑิตที่ท่านเป็นพระอรหันต์ถึงอรหันตผลทั้งหมด มีพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมครูที่เราสามารถน้อมจิตกราบทูลถามข้อธรรมได้ทุกเมื่อ อยู่ท่ามกลางกระแสแห่งความปราศจากกิเลส จิตเรายิ่งอยู่บนพระนิพพานนานเท่าไร ก็อุปมาดั่งผลไม้ที่เชื่อม เราเชื่อมรสหวาน คือเชื่อมด้วยกุศล จิตของเราแช่อิ่มอยู่กับกระแสพระนิพพาน จิตก็เริ่มมีความยินดีในพระนิพพานมากเข้าเพิ่มเข้านานเข้า จนถึงที่สุดแล้วจิตของเราสุดท้ายก็จะยินดีในพระนิพพานจนถึงส่วนลึกที่สุดในระดับของจิตใต้สำนึก ไม่มีจิตในส่วนไหนที่มันมีความคิดมีความแย้งมีความย้อนแย้งอยู่ในจิตของเราแม้แต่น้อย ความลังเลสงสัยไม่มี ความสับสนไม่มี ความเสียดายรักพี่เสียดายน้องไม่มี มีแต่ความยินดีในพระนิพพานเพียงจุดเดียว อันนี้คือความหมายของคำว่า “ยินดีอยู่กับพระนิพพานเพียงจุดเดียว” ไอ้ความรู้สึกอารมณ์ที่ว่าสวรรค์ก็ดีนะยังมีบริวารยังมีเพื่อนเราอยู่ ดาวดึงส์ก็มีคู่ของเราอยู่ที่เขายังไม่ไปเกิดยังไม่ไปนิพพาน พรหมก็ดีนะก็สงบดีนานดี อารมณ์แบบนี้มันก็รู้สึกว่าไม่มีความเสียดาย เราไม่เกิดอีกแล้ว เราไปพระนิพพาน ยิ่งปฏิบัติเข้าบ่อยเข้าชำนาญเข้า จิตก็ยิ่งแนบอยู่กับพระนิพพาน กระแสธรรมกระแสพระนิพพานก็เข้าสู่เนื้อจิตของเรามากเข้า มากเข้าในที่สุด
ตอนนี้ก็ให้เราน้อมพิจารณาดูใจของเรา ใคร่ครวญดูจิตของเราบนพระนิพพาน ความอาลัยในวัตถุสิ่งของ ความอาลัยวัตถุในทรัพย์สมบัติ ความอาลัยในบุคคลทั้งหลาย ความห่วงในบุคคลทั้งหลาย ความเสียดายอาลัยยินดีอยู่ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ ในขณะนี้ของเรามีไหม อธิษฐาน พิจารณาว่าเรายินดีในนิพพานสมบัติไหม เข้าใจว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสสอนให้จิตทั้งหลายเข้าถึงซึ่งพระนิพพานไหม ถ้าเราเข้าใจก็แปลว่าบารมีเราเต็ม ทรงอารมณ์พิจารณาบนพระนิพพานเช่นนี้ไว้ พิจารณาบนโลก มองโลกลงมา มองลงมาจากบนพระนิพพานว่าโลกมันวุ่นวายไหม โลกมันมีความทุกข์ไหม คนมนุษย์มันมีความวุ่นวายแค่ไหน ผิดชอบชั่วดีคนดีคนเลวก็ยังแยกแยะไม่ได้ คิดพิจารณาดู คิดพิจารณาด้วยความละเอียด การกระทบกระทั่ง การเบียดเบียน ความอิจฉาริษยา ความหมั่นไส้ การใส่ร้ายป้ายสี ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน แม้พระพุทธเจ้าก็ยังโดนใส่ร้าย แม้พระมหากษัตริย์ก็โดนใส่ร้าย โดนอิจฉา โดนริษยา โดนจ้องจะเอารัดเอาเปรียบ แล้วเราเป็นใคร เราเป็นคนธรรมดา คนก็ไม่มีความเกรงใจ ดังนั้นสิ่งที่เราพบเจอตราบที่ยังเกิดบนโลก มันมีทั้งคนดีคนเลว มีทั้งคนมีศีลคนไม่มีศีล มีทั้งบัณฑิตมีทั้งคนพาล มีทั้งคนที่มีปัญญามีทั้งคนที่ขลาดเขลา มันก็มีความวุ่นวายเช่นนี้ เราจะอยู่บนโลกเกิดอีกอยู่กับความวุ่นวายนี้ หรือเราจะตัดทิ้งโลกเหนือโลกพ้นโลกขึ้นสู่พระนิพพาน อยู่กับพระ อยู่กับบัณฑิต อยู่กับดวงจิตทั้งหลายที่ปราศจากสรรพกิเลสทั้งปวง จริงๆคิดพิจารณาเท่านี้ จิตตัดสินใจเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหานว่าขอไม่เกิดอีก พอกันที จิตก็เริ่มตัดเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าที่สูงขึ้นไปตามลำดับของความละเอียดที่เราพิจารณาได้ตัดได้ ยิ่งใช้กำลังฌานสูงในการมาพิจารณาตัดกิเลสมากเท่าไร การตัดมันก็เบามันก็ง่าย เพราะมันมีแรงของฌาน ยิ่งการที่เราใช้กำลังมโนมยิทธิในการพิจารณาตัดกิเลส มันมีสภาวะของความเป็นทิพย์ช่วย มีสภาวะกระแสบุญพระนิพพานช่วย มีกำลังฌานสมาบัติที่เราเข้าถึงฌาน๔เต็มกำลังช่วย การตัดกิเลสมันก็ง่ายกว่าการที่เรานั่งพิจารณาอยู่บนโลกมนุษย์ท่ามกลางกระแสความแปรปรวน ความโกรธ ความรักโลภโกรธหลง อยู่ในสภาวะที่ใจของเรายังไม่เข้าถึงฌานสมาบัติมันก็ตัดยากกว่า มีกระแสมีอารมณ์กระทบมีคลื่นที่มากระทบอารมณ์ในขณะที่เราเจริญพระกรรมฐาน ต่อให้เราไปปฏิบัติธรรมที่วัดมันก็ยังมีการกระทบกระทั่ง ดังนั้นสถานที่ปฏิบัติวัดที่ดีที่สุดก็คือวัดพระนิพพาน ที่สำคัญที่สุดเราฝึกเราได้มโนมยิทธิ เรามาที่วัดนี้ได้เสมอตลอดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาตั้งท่า จะมาเมื่อไรมาได้ทุกเมื่อตราบที่มโนของเรายังไม่เสื่อม แต่เมื่อไรก็ตามที่เราใช้กำลังของมโนมยิทธิเพื่อตัดกิเลสเพื่อพระนิพพาน ขอรับประกันได้เลยว่ามโนมยิทธิของเราเป็นโลกุตตรอภิญญาที่จะไม่เสื่อมอีกต่อไป อันนี้คือเหตุผลว่าทำไมพระอริยเจ้าอภิญญาถึงไม่เสื่อม ในขณะที่ปุถุชนคนธรรมดา อภิญญาสมาบัติ ฌานก็ดี อภิญญาก็ดี ฤทธิ์ก็ดี มีความเสื่อมสามารถเสื่อมได้ สามารถหายได้
ดังนั้นตอนนี้ให้เราพิจารณาดูว่าเราปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือเชื้อ ปฏิบัติเพื่อความสิ้นภพจบชาติ เรารู้ของเราเอง ใครเขาจะบอกว่าเราฝึกแบบนี้มันหลงหรือเปล่า เราก็รู้ของเรา กิเลมันบางลง ความยินดีในโลกมันลดลง ความหลงในวัฏสงสารมันลดลง เรารู้ของเราเป็นปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตน จิตผ่องใส จิตสงบ
ตอนนี้ก็ให้เราพิจารณาในอารมณ์พระนิพพาน สว่าง อธิษฐานจิตพิเศษ สำหรับวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดหลวงพ่อฤๅษี พระราชพรหมยาน อธิษฐานจิตขอให้ท่านเมตตามาปรากฏเฉพาะพิเศษ แล้วให้เราตั้งจิตกราบที่ฝ่าพระบาทที่เท้าของท่าน ถามท่านด้วยความรู้สึกความเป็นทิพย์ในใจว่าการที่เราลูกหลานปฏิบัติขึ้นมาบนพระนิพพานแบบนี้ ท่านยินดีไหม ท่านพอใจที่เราปฏิบัติได้ไหม ท่านคอยช่วยเหลือเราอยู่ไหม ท่านคอยดูแลเราอยู่ไหม ท่านคอยประคองท่านคอยปรับให้เราตรงทางตรงแนวอยู่ไหม ให้เราน้อมจิตพิจารณาไว้แบบนี้ เพื่อให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติ
อย่างหลายคนมีหน้าที่ทำงานถวายพระพุทธศาสนา บางท่านมีหน้าที่เกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องกับการบูรณะพระพุทธรูป บางท่านมีหน้าที่เกี่ยวเนื่องกับการสงเคราะห์ผู้คนในการสอนสมาธิ แนะนำพาคนไปทำบุญทำทาน บางท่านมีวาสนาบารมีเกี่ยวกับงานพระบรมสารีริกธาตุพระธาตุต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็ให้เรากำหนดรู้ว่า หน้าที่ต่างๆนั้น ในยามที่เรายังมีชีวิตบนโลกใบนี้เป็นมนุษย์ เราก็ทำงานถวายพระพุทธศาสนา คือทำเพื่อบูชาคุณพระคุณความดีของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธบูชา บูชาธรรมความดีเป็นธรรมบูชา บูชาครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์เป็นสังฆบูชา ดังนั้นการที่เรากตัญญูกตเวทิตาต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา ก็ถือว่าเป็นคุณธรรมความดีของเรา เราใช้หนี้พุทธภูมิบ้าง ตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์บ้าง รับใช้ครูบาอาจารย์แต่ละสายบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็คือคุณความดีของเรา ซึ่งคุณความดีพิเศษที่เราทำงานตามหน้าที่ ทำด้วยความเต็มใจ ทำเพื่อถวายพระพุทธศาสนา บุญตรงนี้ก็จะช่วยประคับประคองให้เราไม่หลุด ไม่หลุดออกจากเส้นทางของสัมมาทิฐิ ไม่หลุดจากเส้นทางของโลกุตตระ ไม่พลิกจิตของเราออกไปเป็นมิจฉาทิฐิ
ดังนั้นท่านใดที่ทำหน้าที่ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนารับใช้พระพุทธศาสนา ก็ให้เราอธิษฐานจิตว่าคุณความดีที่เราทำนี้ เราถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บนพระนิพพานนี้ ในวาระนี้ บูชาคุณครูบาอาจารย์ บูชาคุณหลวงพ่อที่ท่านสอนจนทำให้เราเข้าถึงอภิญญาความสามารถความเป็นทิพย์ มโนมยิทธิต่างๆ ไม่เช่นนั้นให้เราคิดพิจารณาดูว่า ถ้าเราไม่พบเจอไม่พบหลวงพ่อไม่พบวิชา กว่าเราจะได้ฌาน กว่าเราจะได้สมาธิ กว่าที่เราจะค่อยๆ ตัดกิเลส เวลามันอาจจะต้องเนิ่นนานไปอีกหลายสิบหลายร้อยชาติ ให้เราลองคิดดูว่าพอเราพบเจอหลวงพ่อพบเจอวิชาที่หลวงพ่อท่านเมตตาสอน ซึ่งท่านก็รับคำสั่งมาจากพระพุทธเจ้าให้มาสอน เพราะเหตุแห่งการสอนมโนมยิทธิ ทำให้สามารถรื้อขนดวงจิตเข้าสู่พระนิพพานได้มาก มากขึ้นมาเป็นร้อยเท่าพันเท่าจากภาวะปกติ
ดังนั้นช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดี ถ้าไปนิพพานได้ก็จงไป น้อมจิตกราบหลวงพ่อด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ วันที่ท่านมาจุติ วันที่ท่านมายังประโยชน์เป็นประทีปแก้วบนโลกมนุษย์ เป็นพระอรหันต์เอกอุแห่งยุคที่รื้อขนนำพาดวงจิตเข้าสู่พระนิพพานได้มากมายมหาศาล เป็นอนุพุทธะคือทรงภูมิความรู้แห่งปฏิสัมภิทาญาณ สอนธรรมะได้ครอบคลุมประดุจได้ฟังจากพระพุทธองค์เอง ให้เราน้อมกราบอธิษฐานจิตถวายดวงแก้วบูชาพระคุณของหลวงพ่อ ให้เรานอบน้อมซาบซึ้งในพระคุณของท่าน ซาบซึ้งที่ท่านดูแลเมตตา ดูเราอยู่ตลอดเวลาเสมอ ไม่ทิ้งเรา และถึงเวลาถ้าเราต้องตายจริงๆ ต้องไปพระนิพพาน เชื่อเถอะว่าอย่างไรท่านก็มารับเรา
จากนั้นกำหนดจิต น้อมจิตกราบลาพระทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน
อธิษฐานจิตน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานแผ่เมตตาลงมายังสังสารวัฏ แผ่เมตตาลงมา นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง ๔ พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น อากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น รุกขเทวดา ภุมมเทวดา ทั่วโลกทั่วอนันตจักรวาลทุกดวงดาว
แผ่เมตตาให้กับบรรดาภพกลางที่มีขันธ์ ๕ กายหยาบกายเนื้อ มนุษย์และสัตว์ทั้งโลกทั้งจักรวาลทุกดวงดาว
แผ่เมตตาลงมาให้กับบรรดาโอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลาย เปรต อสูรกายทั้งหลาย สัตว์นรกทั้งหลายในทุกขุมลึกที่สุดจนถึงโลกันตมหานรก
แผ่เมตตาน้อมกระแสพระนิพพาน แผ่ให้กับบรรดาสรรพสัตว์ เราน้อมกระแสเมตตาน้อมกระแสพระนิพพาน โดยน้อมอาราธนากำลังแห่งพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพลงมา เมื่อน้อมลงมาแล้ว ก็ขอให้สรรพสัตว์จงเข้าถึงบุญกุศลความสุข ปรับภพภูมิ เข้าถึงความร่มเย็น เข้าถึงทิพยสมบัติ ความทุกข์ที่ประสบก็ขอให้คลายขอให้ดับ ท่านที่สุขแล้วก็ขอให้โมทนาบุญ เพิ่มพูนบุญบารมี ต่ออายุแห่งสวรรค์สมบัติก็ดี พรหมสมบัติก็ดี
จากนั้นอธิษฐานจิต กระแสจากพระนิพพานกำลังบุญลงมาคุ้มครองโลก คุ้มครองจักรวาล คุ้มครองประเทศไทย ขอกำลังบุญสลายล้างภัยพิบัติทั้งหลายให้คลายตัว ขอกำลังบุญกุศลกำลังพระกรรมฐาน กำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ จงมาเป็นเกราะแก้วคุ้มครองแดินไทยจากภัยพิบัติทั้งปวง ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหลายขอจงปรับสมดุล ขอให้ประเทศไทยคนไทยผู้ปฏิบัติธรรมปลอดภัยจากแผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินถล่ม ลมพายุ ฟ้าผ่า ไฟไหม้ แรงระเบิด อาวุธชีวภาพ อาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลาย ขอให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง
อธิษฐานน้อมบุญกุศลลงมาคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนา ขอวัดวาอารามสถานปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จงมีความบริสุทธิ์ในมรรคผลพระนิพพาน ในทาน ศีล ภาวนา ขอสลายล้างอลัชชีออกไปจากเขตพระพุทธศาสนา ขอพุทธบริษัท ๔ ทั้งหลายจงมีความเป็นสัมมาทิฐิ เข้าถึงมรรคมีองค์ ๘ เข้าถึงพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ เข้าถึงทาน ศีล ภาวนา เข้าถึงมรรคผลพระนิพพาน
ขอพระพุทธรูปทุกพระองค์ พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุต่างๆ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า เกิดพุทธานุภาพ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เกิดความเข้มขลังอัศจรรย์ สลายล้างกระแสมิจฉาทิฐิ อวิชชา คุณไสยจากวัตถุทั้งหลายในเขตพระพุทธศาสนาด้วยเทอญ และก็ขอให้กระแสจากพระนิพพานสลายล้างอวิชชาคุณไสยในเขตบ้านเรือนเคหสถานสถานที่ หรือแม้แต่ในกายขันธ์๕ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอจงสลายตัวไป ด้วยกำลังพุทโธอัปปมาโณ ธัมโมอัปปมาโณ สังโฆอัปปมาโณ ด้วยเทอญ
จากนั้นน้อมจิตอธิษฐาน ขอบารมีพุทธานุภาพ น้อมลงมาทรงสงเคราะห์ คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ คุ้มครองพระชนมวารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดรวมไปจนถึงบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ทำเพื่อพระพุทธศาสนา ทำเพื่อชาติ ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อบ้านเมือง ขอจงมีแต่ความสุขสวัสดี มีแต่ความรุ่งเรือง มีแต่ความร่มเย็น มีแต่ความปลอดภัย พรหมรักษา เทวดาคุ้มครอง พระพุทธเจ้าปกปักรักษาดูแล ถ้าไม่เกินอำนาจกฎของกรรม
จากนั้นน้อมจิตกราบลาทุกท่านทุกๆ พระองค์ กราบด้วยความนอบน้อม กราบด้วยความเคารพ
เมื่อจิตของเราน้อมกราบแล้วก็กราบลาพุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ น้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน จนกลายเป็นแก้วใสประกายพรึก โครงกระดูกทั่วร่างกายขอธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์จงกลายเป็นแก้ว หลอดเลือดเส้นเอ็นทั่วร่างกาย เซลล์ทุกเซลล์ อาการ ๓๒ อวัยวะภายในทั้งหมด ขอจงกลายเป็นแก้วประกายพรึก เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลายจงสลายล้างออกไป เซลล์มะเร็งจงหายไป เซลล์เนื้องอกจงหายไป ซีสต์จงหายไป เชื้อโรคโรคภัยไข้เจ็บพยาธิสภาพทั้งหลายจงสลายตัวไป โรคภัยไข้เจ็บจงสลายตัวไป ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์กลายเป็นแก้วใส จิตสว่างผ่องใส
กำหนดน้อมว่าเรามีกำลังบุญหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ มีกำลังความเป็นทิพ ย์มีฌานสมาบัติหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ มีกำลังของกสิณธาตุทั้ง๔ ตั้งในกายหล่อเลี้ยงร่างกายธาตุขันธ์ ตราบที่กายขันธ์๕ นี้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีหน้าที่ก็ขอให้เทวดาพรหมคุ้มครองรักษาร่างกายขันธ์๕ นี้เต็มกำลัง สลายปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ จากภยันตราย จากอุบัติเหตุทั้งปวง แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง กายนี้มีความเป็นทิพย์หล่อเลี้ยงผ่องใส โรคภัยไข้เจ็บสลายหายไป
จากนั้นก็ให้เราค่อยๆน้อมจิต อธิษฐาน เปิดสายบุญเปิดสายทรัพย์เปิดสายสมบัติเปิดสายบารมี ขอให้มีความคล่องตัว กายเนื้อนี้ยังต้องใช้ปัจจัย กายเนื้อนี้ยังจำเป็นที่จะต้องหล่อเลี้ยง กายเนื้อนี้ยังจำเป็นที่จะต้องมีปัจจัย ๔ ขอเทวดาพรหมเมตตาคุ้มครองเปิดทางเปิดสายบุญสายทรัพย์สายสมบัติให้มีความคล่องตัว ทิพยสมบัติทั้งหลายที่พึงได้พึงปรากฏอยู่ในวิสัยก็ขอจงเปิดจงมาสู่ชีวิตของข้าพเจ้านี้ ขอความคล่องตัวจงปรากฏด้วยเถิด
จากนั้นก็ให้เราน้อมจิต ตั้งใจโมทนาบุญกับเพื่อนกัลยาณมิตรที่มาเจริญพระกรรมฐานพร้อมกันในวันนี้ทั้ง ๖๐ ท่าน และโมทนาบุญกับท่านที่มาฟังต่อในภายหลัง ให้ได้บุญกุศลเช่นเดียวกันทุกประการ
จากนั้นกำหนดจิตของเรา หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ๓ ครั้ง ค่อยๆ ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิด้วยจิตอันปลอดโปร่ง เป็นสุขผ่องใส หายใจเข้าพุทออกโธ ช้าลึกยาว ครั้งที่ ๒ ธัมโม ครั้งที่ ๓ สังโฆ ค่อยๆ ถอนจิตจากสมาธิด้วยความราบรื่นปลอดโปร่งเป็นสุข จิตเป็นสุข กายเป็นสุข
สำหรับวันนี้ก็ขออนุญาตแจ้งว่า สัปดาห์หน้าก็จะเป็นช่วงเวลาที่จะถวายสังฆทาน มหาสังฆทานที่บ้านสายลมอีกครั้ง ก็ขอเชิญชวนให้เรามาร่วมบุญให้เป็นนิจให้เป็นปกติ เป็นบุญที่เราทำในหมู่คณะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหลายคนก็เห็นผลว่าทำให้ชีวิตของเรามีความคล่องตัวเป็นปกติ ไม่ได้ติดขัด
ไม่ได้ลำบากจนเกินไป อันนี้ก็ให้เราทำทานไว้เป็นปกติ ส่วนเรื่องอื่นตอนนี้อาจารย์ก็กำลังหาสถานที่ในการจัดเมตตาสมาธิ ซึ่งปัจจุบันสถานที่ที่จุฬาก็มีการปิดซ่อม ดังนั้นก็จำเป็นต้องหาสถานที่ที่มีความสะดวกและรองรับกับทุกคนได้ ดังนั้นก็เลยยังไม่ได้เปิดในการจัดในครั้งต่อไป เดี๋ยวเมื่อทีมงานทุกคนหาสถานที่ได้แล้วก็จะแจ้งให้ทราบอีกที สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้เราทุกคนมีความเจริญในธรรม มีจิตตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: วิลาวัลย์ วลีเดช





