เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๙
เรื่อง พิจารณาธรรมในวัฏสงสาร
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กาย กำหนดรู้อิริยาบถ กำหนดรู้ร่างกายเพื่อปล่อยวาง ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปล่อยวางผัสสะความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับขันธ์ ๕ ร่างกาย ปล่อยวางอาการที่ปรากฏขึ้นทางกายทั้งหมด ปัญญารู้ว่าการปล่อยวางร่างกายย่อมนำความสงบความสุขมาให้ ทรงสภาวะแห่งความสงบจากการปล่อยวางขันธ์ ๕ ร่างกาย ตัดร่างกายเข้าสู่ความสงบของจิต รู้เพื่อละ กำหนดรู้ร่างกายเพื่อปล่อยวางร่างกายสงบนิ่ง ปล่อยวาง จิตจดจ่ออยู่กับความสงบ ประคับประคองทรงอารมณ์ ทรงสภาวะแห่งความสงบ สงบนิ่ง จิตเบาสบาย จากนั้นทรงสภาวะเดินจิตจากความสงบนิ่งที่ปล่อยวางตัดร่างกายขันธ์ ๕ ทรงภาพองค์พระเป็นเพชรประกายพรึกสว่างปรากฏอยู่ จิตจดจ่ออยู่กับภาพองค์พระที่เป็นเพชรประกายพรึกนั้น จิตนอบน้อมยอมรับคุณแห่งพระรัตนตรัย จิตนอบน้อมเคารพในพระพุทธองค์ ศรัทธาความเชื่อมั่นว่าพุทธนิมิตยามปรากฏในจิต เต็มเปี่ยมด้วยกระแสแห่งพุทธานุภาพ ดั่งพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราเสมอทุกครั้ง กำลังใจ กำลังจิต กำลังศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า ต่อพุทธนิมิตที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าของเรานั้น เรายกกำลังใจให้สูงสุดไว้เสมอ ทรงภาพองค์พระที่เป็นเพชรประกายพรึกสว่าง เปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างไสว จิตเราน้อมเชื่อมโยง ว่าเมื่อไหร่ที่เรากราบพระพุทธเจ้า เมื่อไหร่เรากราบพระ ตาเห็นรูป จิตเห็นนาม จิตเราเห็นภาพพระพุทธเจ้า อทิสมานกายและจิตเราก็ถึงซึ่งพระรัตนตรัย ถึงพระพุทธองค์บนพระนิพพานเสมอ กำลังใจผู้อื่นจะเป็นเช่นไรเราไม่สนใจ เรายกกำลังจิตในการปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน เห็นภาพพระ เราอยู่กับพระบนพระนิพพานเสมอ อารมณ์ใจที่เราฝึกไว้เช่นนี้ ในที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เราต้องตายจากร่างกายขันธ์ ๕ นี้ อารมณ์จิตที่เราฝึกจนชินเป็นพันครั้งหมื่นครั้ง ฝึกทุกวัน ฝึกทุกเวลาที่มีสติรำลึกรู้ จิตเห็นภาพพระ จิตถึงพระบนพระนิพพาน เวลาที่เราจะตาย เรานึกถึงพระ จิตเราก็ถึงพระบนพระนิพพานโดยทันทีโดยอัตโนมัติ การฝึกแบบนี้เป็นฌานในพุทธานุสติ เป็นฌานในมรณานุสติ เป็นฌานในอารมณ์พระนิพพาน จากสมถะก็เป็นมรรคผล เราปฏิบัติโดยใช้ปัญญากำกับ พิจารณาว่าวิธีการที่เราปฏิบัติย่อมนำผลแห่งการปฏิบัติขึ้นเช่นไร เราพิจารณาด้วยปัญญาอันได้ใคร่ครวญพิจารณาไตร่ตรองไว้ดีแล้ว เมื่อเห็นจริงจึงปฏิบัติ ตอนนี้ก็ให้เราทุกคนตั้งใจเห็นภาพองค์พระในจิต จิตถึงพระพุทธองค์บนพระนิพพาน พระพุทธเจ้าท่านเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน เราก้าวตามเบื้องรอยพระบาทขององค์พระศาสดาเข้าสู่ซึ่งพระนิพพานเช่นเดียวกัน เมื่อกำลังใจ เมื่อปัญญาเต็ม เราก็เข้าใจ เราก็ตั้งใจปฏิบัติ ความคลางแคลงใจ ความสงสัยในตนว่าเราจะเข้าพระนิพพานได้หรือไม่ เมื่อเราปฏิบัตินานเข้า มากเข้า ความลังเลสงสัยทั้งหลายเหล่านั้นก็จะหมดไปจากจิตของเราไปในที่สุด ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะ อธิษฐานจิตขอให้กายทิพย์ของข้าพเจ้าปรากฏอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐมบนพระนิพพาน ทรงสภาวะที่กายทิพย์ของเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพ มีความสว่างผ่องใส ในการปฏิบัติในแนวทางที่เราใช้กำลังของมโนมยิทธิ ใช้กายทิพย์ขึ้นมาบนพระนิพพาน สิ่งที่ครูบาอาจารย์หลายท่านได้เตือนไว้ก็คือ อย่าให้การยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานนั้น เป็นสภาวะการจำโดยสัญญา สภาวะความจำโดยสัญญาหมายความว่าเรามีความรู้สึกคือจำภาพได้ว่ามันจะต้องเห็นภาพแบบนี้ สภาวะความจำโดยสัญญามันจะแตกต่างจากการที่เราใช้กำลังยกอทิสมานกายขึ้นมาบนพระนิพพาน ถ้าเป็นการยกอทิสมานกายขึ้นมาบนพระนิพพาน ความรู้สึกความชัดเจนว่ากายของเราที่เป็นแก้ว กายของเราที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพ การขยับเขยื้อนเครื่องประดับเครื่องทรงที่เราใส่ ฝ่ามือที่เราสัมผัสเวลาที่กราบองค์พระ ความรู้สึกในผัสสะทั้งหลายเหมือนกับการที่กายของเราอยู่บนพระนิพพาน มีการเคลื่อนไหว มีการขยับ มีการสัมผัส มีความรู้สึกถึงรัศมีกายที่แผ่ออกมาจากภายในกายทิพย์ อันนี้ก็จะเป็นการที่เราใช้กายทิพย์ขึ้นมาจริง ๆ อันนี้คือข้อที่ ๑ ผัสสะอันปรากฏจากความเป็นทิพย์ต้องชัดเจนโดยละเอียด ฝึกให้มันละเอียดขึ้น
นอกเหนือจากการที่เราฝึกยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานให้เร็ว เข้าฌาน ๔ รวดเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ทรงภาพพระให้ชัดเจนทันทีได้รวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ทรงจิตเป็นเพชรประภัสสร เป็นปฏิภาคนิมิตทันทีได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานรวดเร็วเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว เมื่อเราขึ้นมาเร็ว เราใช้ประโยชน์ของความเร็วที่เราขึ้นนั้น เพื่อไม่ให้มีความวุ่นวาย ความฟุ้งซ่าน ความสงสัย แต่พอขึ้นมาแล้วเราก็ต้องช้า ช้าคือพิจารณาด้วยจิตอันประณีต พิจารณาดูด้วยความละเอียด ความละเอียดในสภาวะความเป็นกายทิพย์คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือพิจารณาละเอียดในอารมณ์ที่ตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ พิจารณาดูอารมณ์ใจของเราในขณะที่อทิสมานกายเราขึ้นมาบนพระนิพพานแล้วว่า พอเรายกจิตขึ้นมาแล้ว จิตเรามีความอาลัยในโลกในร่างกายมั้ย มีความห่วงในบุคคลอื่นมั้ย มีความห่วงความอาลัยในภพอื่นภูมิอื่น จิตยินดีในภพอื่นภพใดในสังสารวัฏมั้ย หรือยินดีอยู่เฉพาะจุดเดียวคือพระนิพพาน พิจารณาทั้งในการตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ พิจารณาช้า ๆ ละเอียด ตรวจสอบน้อมพิจารณาดูใจของเราเอง ในการตัดภพจบชาติ คือพิจารณาว่าจบสิ้น พอกันทีสำหรับชาติภพในความเป็นมนุษย์ พอกันทีกับการมาจุติเป็นเทวดา เป็นพรหม แม้ว่าจะเป็นชั้นใดก็ตาม จบสิ้นพอกันทีกับการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ จิตของเราแนบเกาะอยู่เพียงจุดเดียวคือพระนิพพาน ให้เราพิจารณาไว้เช่นนี้โดยละเอียด พอพิจารณาโดยละเอียดประณีตเช่นนี้ได้ การยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานของเราก็ถึงพร้อมในสภาวะที่อทิสมานกายเราขึ้นมาบนพระนิพพานจริงๆ อารมณ์จิตในขณะที่พิจารณา ในขณะที่เราทรงตัวอยู่บนพระนิพพาน เป็นอารมณ์แห่งอรหัตผลเพียงชั่วคราวก็ไม่เป็นไร แต่พอเราทำซ้ำเข้านานเข้าบ่อยเข้าชินเข้า จิตทรงฌานในอารมณ์แห่งอรหัตผล ในที่สุดอารมณ์จิตนี้ก็ค่อย ๆ ซึมซับลงสู่ใจของเรา ค่อย ๆ ขัดเกลาสลายกิเลส จากการที่เราพิจารณาตัดสังโยชน์ การพิจารณาตัดภพจบชาติมันก็คือการตัดกิเลสทั้งปวง จากความยินดีความลุ่มหลงในภพทั้งหลาย ในรูป รส กลิ่น เสียง ทั้งหลาย ในความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งหลาย พิจารณายินดีในอารมณ์พระนิพพาน ยินดีกับอารมณ์จิตที่เราดับไม่เหลือเชื้อแห่งการเกิด เมื่อจิตของเรายินดีกับพระนิพพาน จิตน้อมเข้าถึงอารมณ์ความสุขที่เป็นเอกันตบรมสุข มันไม่เจือไม่เนื่องกับการที่มีอามิส คำว่ามีอามิสก็คือมีเครื่องล่อ ไม่มีทรัพย์สินสมบัติมาล่อ ไม่มีความสุขทางกามคุณมาล่อ เป็นความสุขจากกิจทั้งหลายมันจบแล้ว วาระกรรมทั้งหลายไม่อาจส่งผลกับเราได้อีกแล้ว ไม่ว่าบุญหรือบาปก็ไม่อาจดึงดูดส่งผลให้เราต้องมาจุติเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป หนี้เวรหนี้กรรมทั้งหลายก็จบเป็นโมฆะกรรม ทรงสภาวะที่อารมณ์ใจของเราตัดห่วงตัดอาลัยทั้งปวง จิตเกิดปัญญาญาณกระจ่างแจ้งชัดเจน เห็นสมมติ สมมติในการเป็นมนุษย์ สมมติในทรัพย์สมบัติ สมมติในการเป็นเทวดาชั่วคราวเฉพาะภพนั้น สมมติในการเป็นพรหมเพียงชั่วคราวตามวาระผล ดุจดั่งละครที่เปลี่ยนบทบาทเล่น แต่บทบาทที่เราเล่นที่เป็นมายาการทั้งหลายมันเป็นไปตามบทของกรรมที่เราทำไว้ สลายล้างมายาการจากจิตจากใจของเรา เห็นชัดเจนว่าทุกสรรพสิ่งนั้นเป็นเพียงมายา ทุกสรรพสิ่งทุกเรื่องราวล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสมมติ เมื่อจิตกระจ่างละจากสมมติทั้งหลาย จิตก็ยกระดับเข้าสู่วิมุตติ คือไม่ยึดติดอยู่กับมายาและสมมติทั้งปวง จิตเกิดปัญญาเป็นวิชชาที่ดับอวิชชาความไม่รู้ ความลุ่มหลงทั้งปวง อวิชชาความไม่รู้ทั้งหลายก็ให้เราพิจารณาอย่างหยาบที่สุดก็คือ ความไม่รู้ว่ากฎของกรรมมันมีจริง ความไม่รู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมันมีจริง อวิชชาความไม่รู้ว่าผลสิ่งที่เราได้รับผลในชีวิต เราล้วนแล้วแต่เป็นเหตุคือทำด้วยตัวเราเอง เคยทำสิ่งนั้นมาก็เกิดผลกรรม เราเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น อวิชชามันก็จะพาให้เราลุ่มหลง ตีโพยตีพายอยู่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมโลกนี้มันไม่มีความยุติธรรม เมื่อไหร่ที่เราเกิดปัญญามองทะลุผ่านมายาการทั้งหลาย เราก็จะค้นพบว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมที่สุดตามคำที่ครูบาอาจารย์ท่านได้กล่าวไว้ เราล้วนแล้วแต่รับผลตามกฎแห่งกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ จะเป็นกรรมดีก็ดี จะเป็นกรรมชั่วอกุศลก็ดี เมื่อเราตื่นจากมายาการนี้ เราก็ดับอวิชชาทั้งปวง เห็นโทษภัยในสังสารวัฏ มีหิริโอตตัปปะความกลัวความละอายต่อบาปกรรม มีความกลัวต่อกฎของกรรม มีความกลัวต่อนรก มีความกลัวที่จะไม่ทำบาปอกุศล ความกลัวที่เป็นกุศลก็คือกลัวบาป กลัวอกุศล กลัวผลของกรรม
พิจารณาน้อมจิตของเราบนพระนิพพานนี้ เมื่อเราเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เราก็พ้นจากผลแห่งกรรมทั้งปวง เข้าสู่พระนิพพานทุกอย่างก็เป็นโมฆะกรรมไปทั้งหมด ดังนั้นในภาษาการปฏิบัติถึงเรียกว่าสิ้นภพจบชาติ จบกิจในพระพุทธศาสนา ไม่มีกิจใดที่ต้องกระทำอีก เสวยวิมุตติสุข เอกันตบรมสุขอยู่บนพระนิพพาน ให้เรากำหนดพิจารณาในอารมณ์แห่งพระนิพพานนี้ พิจารณาจนจิตมีความเข้าใจ ความวุ่นวายเร่าร้อนทางโลก ความเบียดเบียน ศึกสงคราม ภัยพิบัติ ความวุ่นวาย ความโลภโมโทสันทั้งหลายของบุคคลที่เบียดเบียนทำร้ายบุคคลอื่น ทำร้ายชาติ ทำร้ายพระพุทธศาสนา ทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือความโลภที่เบียดเบียนสูบทรัพยากรจากโลกใบนี้ ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย เผาป่า เผาพรากชีวิตบ้านเรือนของสัตว์ทั้งหลาย เราพิจารณาให้เห็นว่าโลกนี้มันมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน มีความวุ่นวาย ยิ่งคนเสื่อมจากศีลธรรม คุณธรรม ความดีมากเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งเร่าร้อน โลกก็ยิ่งเกิดภัยพิบัติ พิจารณาให้เห็นว่า แต่หากว่าโลกนี้ผู้คนเริ่มค่อย ๆ มีคุณธรรม มีศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะความเกรงกลัวความละอายต่อบาป มีความเมตตาความปรานีในใจ มีจิตสำนึก ว่าโลกใบนี้เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตในทุกสายพันธุ์ ไม่ใช่มนุษย์เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว มีเมตตาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเมตตามีจิตสำนึกที่จะพิทักษ์รักษาให้โลกใบนี้ร่มเย็น เป็นที่อยู่ที่อาศัย เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่พักพิงให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ความทุกข์ยาก การเบียดเบียน ความเร่าร้อนมันก็สงบลง เหตุนี้กระแสเมตตาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ให้เกิดการซึมซับลงสู่จิตสู่ใจของทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เมื่อพิจารณาแล้วเราก็น้อมใจของเรา เราอยู่เบื้องหน้าพระ เรารู้ว่าเรามีคติที่ไปสำคัญคือพระนิพพาน แต่ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ เรามีสภาวะที่เราอยู่ในภพกลางระหว่างภพที่เป็นสุคติภูมิและทุคติภูมิ และจิตเราสามารถเชื่อมกระแสกับพระนิพพานและภพภูมิอื่นได้ เราก็ยังศักยภาพที่เราทำได้ ศักยภาพอันหาได้ยากนี้ยังประโยชน์ต่อโลกใบนี้ ยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ยังประโยชน์ต่อสังสารวัฏ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลใหญ่ เป็นบุญกุศลที่เราพึงทำก่อนที่เราจะต้องละจาก ลาจากสังสารวัฏนี้เข้าสู่พระนิพพานอย่างสง่างาม ยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นกับสังสารวัฏ ทิ้งร่องรอยแห่งกุศลไว้ในดวงจิตของบุคคลที่เราแผ่เมตตา และจิตของเขาได้สัมผัสและรับเอาได้
เราก็น้อมจิตนึกถึงพระพุทธองค์ นึกถึงสมเด็จองค์ปฐม แผ่เมตตาจากบนพระนิพพานลงมายังสังสารวัฏนี้ แผ่เมตตาลงมายังดวงจิตทั้งหลายบนอรูปพรหม แผ่เมตตาลงมายังดวงจิตทั้งหลายที่เสวยกุศลอยู่ในพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น แผ่เมตตาลงมายังเทพยดาที่เสวยบุญอยู่ในอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น แผ่เมตตาลงมายังภพภูมิของรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วโลก ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงมายังภพที่มีกายหยาบอันได้แก่มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายทั่วโลก ทั่วทุกดวงดาว ทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบาก หลงติดในภพภูมิเป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี เป็นดวงวิญญาณเร่ร่อนอยู่ แผ่เมตตาให้กับบรรดาสรรพสัตว์ที่เสวยวิบากกรรมเป็นเปรต เป็นอสุรกาย แผ่เมตตาให้กับดวงจิตดวงวิญญาณที่เสวยวิบากกรรมเป็นสัตว์นรกอยู่ในนรกภูมิทุกขุม ลึกลงไปถึงที่สุดคืออเวจี ที่สุดก็คือโลกันตมหานรก น้อมจิตพิจารณาขอความเป็นทิพย์ ขอพระพุทธองค์ทรงสงเคราะห์ให้จิตข้าพเจ้าเปิดญาณ เห็นสภาวะการหมุนเวียนเปลี่ยน เวียนว่ายตายเกิด เสวยสุขทุกข์ในสังสารวัฏนี้ กำหนดจิตพิจารณาให้เห็นสังสารวัฏอย่างแจ้งกระจ่าง พิจารณาจนจิตเกิดความเบื่อหน่ายในวัฏสงสาร จากนั้นน้อมเอาธรรมที่พิจารณานี้ลงสู่จิตของเรา ขอจิตจงเกิดญาณเครื่องรู้อันเป็นทิพย์ที่พระพุทธองค์ทรงประสิทธิ์ประสาทให้ ปรากฏเห็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ชาติภพในอดีตของข้าพเจ้าเอง ภาพการเกิด ภาพความตาย ภาพการเปลี่ยนภพ ภาพของการจุติ พร้อมญาณเครื่องรู้ที่กำหนดรู้ขึ้นในจิต พร้อมญาณเครื่องรู้ที่สัมผัสในความสุข ความทุกข์จากการพลัดพรากจากบุคคลในภพเดิมที่เราเคยเกิด ความสุข ความทุกข์จากการจุติขึ้นมายังภพที่เป็นเทวดาใหม่ ๆ เป็นพรหมใหม่ ๆ ความทุกข์จากการพลัดพรากหมดบุญจากภพอันเป็นสุข พลัดพรากจากภพแห่งการเป็นมนุษย์ พิจารณาให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิด เห็นวัฏสงสารในอดีตเป็นอตีตังสญาณ พร้อมบุพเพนิวาสานุสสติญาณของจิตเราเอง ใช้ญาณเครื่องรู้ เห็นชาติภพเพื่อละชาติภพ เพื่อความเบื่อหน่ายในวัฏสงสาร พิจารณาอยู่ด้วยกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน กำหนดน้อมพิจารณาชาติภพของตนให้เกิดความอเนจอนาถ พิจารณาชาติภพของเราให้เกิดอารมณ์ใจที่กระจ่างแจ้ง เข็ดต่อการเกิด เบื่อต่อการเกิด เห็นทุกข์ เห็นโทษภัยแห่งการเกิด เห็นทุกข์ เห็นโทษภัยจากการเวียนว่ายในวัฏสงสาร กระแสธรรมะ ญาณเครื่องรู้ยิ่งกระจ่างแจ้ง กระแสธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เราเคยศึกษา เคยปฏิบัติ เคยพิจารณา ค่อย ๆ ผุดรู้ ผุดตื่น กำกับปัญญาญาณในขณะที่เห็นด้วยญาณความรู้อันเป็นทิพย์ กระแสญาณแห่งธรรมก็ปรากฏผุดกำกับอธิบาย เพื่อจิตเราได้ขัดเกลาสรรพกิเลส ขัดเกลาความยึดมั่นถือมั่น น้อมจิตเราอยู่ในกุศล พิจารณาเพื่อละวาง วางแล้วยิ่งเบา ยิ่งเป็นสุข วางแล้วจิตยิ่งปลอดโปร่ง พิจารณาด้วยจิตอันผ่องใส พิจารณาด้วยจิตอันละเอียดประณีต วัฏสงสารเป็นสิ่งที่น่ากลัว การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ จิตจงเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นคุณแห่งพระนิพพาน
เมื่อพิจารณาในอตีตังสญาณ ในมหาพิจารณาในวัฏสงสารทั้ง ๓ ภพไปแล้ว เราก็ลองพิจารณาให้เห็นโทษภัยในสังสารวัฏ โดยพิจารณาไปเบื้องหน้าคือพิจารณาในอนาคตังสญาณ ขอบารมีพระท่านให้เห็นอนาคต หากเราไม่ตัดสินใจไปพระนิพพานชาตินี้ หากการเวียนว่ายตายเกิดของเรายังปรากฏอยู่ หากเราไม่ได้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน เรามีกรรมในอดีต สิ่งที่เราต้องชดใช้ สิ่งที่เราต้องเกิด สิ่งที่เราต้องพบเจอ เรายังต้องพบเจอการเวียนว่ายตายเกิดอีกมากแค่ไหน นานเท่าไหร่ มีเจ้ากรรมนายเวรอีกมากแค่ไหน และจุดสำคัญก็ให้เราพิจารณาขอบารมีพระเมตตาสงเคราะห์ให้เราเห็นภาพ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเข้ามาปฏิบัติ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเข้ามาพบครูบาอาจารย์จนปฏิบัติมาถึงจุดนี้ได้ หากเราไม่เจอจุดเปลี่ยนหรือพบหรือตัดสินใจ เช่น วันที่จะมาปฏิบัติธรรมวันนั้น เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราเข้าสู่ธรรม วันนั้นเราไม่มา จะป่วยด้วยเหตุที่เกิดขันธมารมาขัดขวางก็ดี หรือมารมาดลใจให้เราไม่อยากมาก็ดี หรือขัดขวางให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง ติดธุระบ้าง ไม่มาก็ดี เส้นทางของเราจากการที่จะก้าวเข้าสู่ทางธรรม มันก็เฉไปอีกทางหนึ่ง หลุดไปจากกระแสของโลกุตตระ หลุดไปจากกระแสของมรรคผลพระนิพพาน ให้พิจารณาดูว่าหากเราเฉไฉหรือหลุดออกไป ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เราต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง เราต้องเกิดมีวาระกรรมที่ต้องพบ มีวิบากที่ต้องประสบ หรือแม้แต่สิ่งที่เป็นสิ่งดีก็ตาม คือบุญกุศลที่เราต้องพบเจอ สัญญาความรักที่เราต้องไปพบกับคู่เราอีกร้อยชาติพันชาติ หรือสิ่งที่เป็นความพยาบาทจองเวรต่อกัน ที่เราต้องไปพบเจอกับเจ้ากรรมนายเวรหรือคนที่เราอาฆาตแค้นอีกเป็นหมื่นชาติล้านชาติ ให้เราพิจารณาให้เห็น ให้จิตเกิดความสลดสังเวชว่า หากเราพลาดหลุดไปจากกระแส หลุดออกไปจากเส้นทางแห่งสัมมาทิฐิ สิ่งที่เราต้องพบ สิ่งที่เราต้องเจอมันเป็นความทุกข์ เป็นความยากลำบาก เป็นระยะทางอันยาวไกล แล้วก็ให้เราพิจารณาดูเสบียง เสบียงก็คือเสบียงบุญ เราต้องเดินทางคือเกิดเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏอีกยาวนาน เราได้สะสมเพาะบ่มบุญได้มากพอมั้ย หรือแม้แต่การที่ก่อนที่เราลงมาจุติ บางคนมาจากการเป็นเทวดา เป็นพรหม ก่อนลงมาก็ตั้งใจว่าเราจะลงมาสะสมบุญ ลงมาสร้างบุญ พอลงมาปุ๊บ กลายเป็นว่าเราเพลิดเพลินอยู่กับโลก หลงกับโลก หลงกับความสุขแบบโลก หลงอยู่กับอบายมุข ความลุ่มหลงนั้นมันก็เป็นตัวดึงเรา จากที่เรามาสูงมันก็ดึงให้เราต่ำ เราต้องมีสติรู้ เราต้องใฝ่ดี เราต้องใฝ่สูง คือใฝ่ในกุศล ไม่ร่วงหล่นลงสู่ทางที่เป็นความทุกข์เป็นโทษ นึกถึงว่าครูบาอาจารย์ท่านเสียสละตรากตรำสั่งสอน อย่างหลวงพ่อท่านก็ป่วยหนัก ท่านก็ยังเสียสละมาสอน มาฝากธรรมะ ฝากพระกรรมฐานไว้เป็นตำรับตำรา เป็นหลักให้เราได้ศึกษาครอบคลุมครบทั้งหมดทุกจริตทุกวิสัย ตัวเราเองเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายหรือเป็นผู้ที่ใฝ่ดี ถ้าเป็นผู้ที่ว่ายากสอนยาก ครูบาอาจารย์ท่านก็เหนื่อย แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ใฝ่ดี คือใฝ่ในกุศล เราก็จงพิจารณาเสมอว่า เราจะพิจารณาด้วยความเพียร ปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ ปฏิบัติธรรมปฏิบัติเพื่อใคร อันที่จริงก็เป็นการปฏิบัติเพื่อตัวเราเอง รักตัวเอง ปรารถนาให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์ รักตัวเราเอง ปรารถนาให้ตัวเราเองพ้นภัยจากวัฏสงสาร ความทุกข์บนโลกมนุษย์ยังไม่เท่าความทุกข์ที่ต้องเสวยวิบากเป็นเปรต เป็นอสุรกาย ความทุกข์จากการเป็นเปรต เป็นอสุรกายก็ไม่ทุกข์ไม่ทรมาน ไม่เร่าร้อนเท่ากับความทุกข์จากการตกลงสู่นรกภูมิ ที่สำคัญก็คือ นรกนั้นมันมีความเร่าร้อน มันแทบจะไม่มีการพักผ่อน แทบจะไม่มีการผ่อนปรน โทษทุกข์ในนรกนั้นมันมีความยาวนานมาก เป็นพันปี เป็นกัป เป็นมหากัป ดังนั้นความทุกข์ ความน่ากลัวของสังสารวัฏนี้ก็คือ มันไม่ใช่ว่าเราจะจุติมาเป็นเทวดาตลอดกาล ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ตลอดกาล อวิชชาความไม่รู้ของบุคคลทั้งหลายบนโลกมนุษย์นี้ก็ยังมีความคิดว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมันก็จะเป็นมนุษย์ต่อไป หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะต้องเกิดมามั้ย คิดว่าตายแล้วสูญ ไม่รู้ว่ามีภพมากแค่ไหน ในศาสนาอื่นก็จำแนกได้เพียงแค่ว่ากลายเป็นวิญญาณ กลายเป็นผี แต่ก็แยกไม่ได้ว่าผีนี้เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ผีนี้เป็นเปรต อสุรกาย ผีนี้เป็นเทวดา ผีนี้เป็นพระภูมิเจ้าที่ ผีนี้เป็นพรหม มองว่าการไม่มีกายนั้นก็เป็นผีหมด นับถือส่งเดชไปหมด ไปไหว้เปรต อสุรกาย คิดว่าเป็นเทวดาก็มี ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ความน่ากลัวของการเวียนว่ายตายเกิดก็คืออวิชชา เกิดไปชาติใหม่ภพใด ยังไปเกิด เกิดพลาด เกิดหลงไปเกิดในภพภูมิ ไปเกิดในยุคที่เชื่อแต่ผีสาง ไปบูชาแต่ปอบแต่เปรต กว่าจะหลง กว่าจะหลุด กว่าจะพ้น กว่าจะพบเจอพระพุทธศาสนาก็อีกนาน กว่าจะมาตั้งหลักตั้งฐาน คือฐานของจิต มีคุณธรรม ศีลธรรม มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีฌานสมาบัติ มีความเป็นทิพย์ มีปัญญารู้เข้าใจในธรรม มีปัญญาเข้าใจในพระนิพพาน อาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้ จนพระพุทธเจ้าผ่านไปหลายพระองค์ก็เป็นได้
ดังนั้นเราพิจารณาให้เห็นในอนาคตังสญาณ ในเมื่อถ้าไม่ไป ความลำบากยังมีอีกมาก ความทุกข์ยังมีอีกมาก เมื่อเห็นทุกข์แล้วก็จงเห็นธรรม คำว่าเห็นธรรมหรือประโยคที่กล่าวนี้หมายความว่า เห็นทุกข์ในสังสารวัฏจึงเห็นประโยชน์ในธรรมคือพระนิพพาน ให้เราเข้าใจประโยคธรรมนี้อย่างปรมัตถ์ เราพิจารณาด้วยปัญญาญาณ ด้วยทิพยจักษุญาณ ด้วยอนาคตังสญาณ ด้วยยถากัมมุตาญาณ แล้วเราเห็นแล้วว่ามันทุกข์ ถ้าไม่เข้าพระนิพพาน เราก็น้อมจิตพิจารณาว่า นับแต่นี้ข้าพเจ้าขอน้อมจิตตั้งมั่น เห็นคุณแห่งพระนิพพาน จิตข้าพเจ้าเกาะพระรัตนตรัย เกาะกุศล เกาะความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะพระนิพพาน ภพอื่นภูมิใด ข้าพเจ้าพิจารณาตัดภพจบชาติ ไม่ปรารถนาซึ่งการเกิดอีกจากนั้นก็กำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพให้ปรากฏกระจ่างชัดเจนสว่างไสว อธิษฐานจิตอยู่บนพระนิพพานในวิมานของเรา อธิษฐานจิตดับความวุ่นวาย ดับรัก โลภ โกรธ หลง ดับภพภูมิทั้งหลายที่เราเคยปรารถนา เคยยึดมั่นถือมั่น ความเป็นกายพระวิสุทธิเทพชัดเจน วิมานของเราอยู่บนพระนิพพานชัดเจน ทรงสภาวะอยู่ในวิมานของเรา การที่การฝึกมโนมยิทธินั้น ครูอาจารย์ท่านสอนให้เข้าไปนั่งอยู่ในวิมานของเราบนพระนิพพาน เหตุผลในการสอนก็คือ ในเมื่อเรามีวิมานบนพระนิพพานก็แปลว่าชาตินี้เราเข้าพระนิพพานได้ อันนี้คือเหตุผล เพราะเรื่องนี้เป็นธรรมชาติของการมีกายทิพย์ เราไปที่สวรรค์ก็ดี ถ้ามีวิมานของเราบนสวรรค์รออยู่ ก็คือบุญมีพร้อมรออยู่ ตายไปเราก็สามารถเข้าสู่สวรรค์ในชั้นนั้นภพนั้นได้ การที่เรามีวิมานบนพระนิพพานก็แปลว่าเราเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ เรื่องนี้ให้เราแต่ละบุคคลตัดวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยในตัวเราเอง ในบุญของเรา ในการปฏิบัติของเรา เมื่อเรามีวิมานบนพระนิพพาน ถ้าเราตั้งจิตยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานทุกวันสม่ำเสมอ เวลาผ่านไปอีก ๑๐ ปีเราตาย จิตเราก็เข้าถึงซึ่งพระนิพพานจากจิตอันฝึกไว้ดีแล้วนั้น ดังนั้นจงตัดความลังเลสงสัยว่าเราจะมาพระนิพพานได้ไม่ได้ ทิ้งไปให้หมด ส่วนถ้าบุคคลใดมีอารมณ์ความรู้สึกว่าสองจิตสองใจจะมาพระนิพพานดีหรือไม่ดี จะมาดีหรือไม่ดี หรือจะยังเกิดอยู่ ถ้าอารมณ์จิตนี้ก็เป็นอารมณ์ที่ตัวเราเองยังไม่เห็นโทษแห่งการเกิด ยังไม่เห็นทุกข์ ยังไม่เห็นภัยในสังสารวัฏอย่างชัดแจ้ง อันนี้ก็คือยังมีอวิชชาบดบังอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราพิจารณาให้เห็นทุกข์ในวัฏสงสารอย่างกระจ่างจนหมด จิตเราก็จะเห็นแล้วว่าไปพระนิพพานดีกว่า เดินไปข้างหน้ายังมีโจทย์อีกมาก ยังมีวิบากอีกเยอะ ยังมีกรรมที่ต้องชดใช้อีกมโหฬาร ดังนั้นไปพระนิพพานเป็นการจบกิจเร็วที่สุด สบายที่สุด เราก็พิจารณาเอา ขอให้ปัญญาแห่งธรรมได้กระจ่างในจิตของเราทุกดวง
ตอนนี้ก็ให้เราตั้งจิตอธิษฐานต่อสมเด็จองค์ปฐม ต่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกพระองค์ อธิษฐานทุกวันไว้ ถ้าเราตั้งใจตายเมื่อไหร่เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เราก็อธิษฐานทุกวัน การอธิษฐานทุกวันสม่ำเสมอด้วยจิตตั้งมั่น ด้วยจิตเด็ดเดี่ยว เป็นหนึ่งเดียว เอกัคคตารมณ์ อธิษฐานตั้งมั่นมากเท่าไหร่ ทำทุกวันมากเท่าไหร่ บารมีในที่สุดก็เต็ม ตายเมื่อไหร่ก็เข้าพระนิพพานได้ ธรรมทั้งหลายจะกี่หมวด จะกี่ตะกร้า จะกี่ปิฎกธรรม สุดท้ายเห็นพิจารณาเห็นทุกข์ในวัฏสงสารด้วยญาณเครื่องรู้ ด้วยความเป็นทิพย์ ด้วยญาณทั้ง ๘ มันก็ง่ายกว่าการที่เราพิจารณาโดยไม่รู้ไม่เห็น พิจารณาด้วยปัญญาที่ไม่ได้ครอบคลุมขนาดนี้ ให้เราพิจารณาด้วยตัวเราเอง ด้วยจิตเราเอง ตัดสินใจด้วยใจเราเอง จะเข้าพระนิพพานได้ก็ต้องด้วยจิตของเราเอง ธรรมทั้งหลายสำเร็จด้วยจิต จิตตั้งมั่นก็เข้าถึงธรรมนั้น จิตโลเล จิตลังเลสงสัย จิตไม่มั่นคง จิตมีความสั่นคลอน มันก็ไม่อาจที่จะเข้าถึงธรรมนั้น ทรงอารมณ์ใจของเราตอนนี้ให้เด็ดเดี่ยวมั่นคงที่สุด ชัดเจนที่สุด กายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใสชัดเจนกระจ่างที่สุด อธิษฐานปักหมุด ปักจิต ปักใจของเราไว้อยู่กับพระนิพพาน นิพพานะปัจจะโย โหตุ บุญทั้งหลาย ทานทั้งหลาย ศีลทั้งหลาย ภาวนาทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานของข้าพเจ้า ชาตินี้จงเป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า ตายเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าขอยกจิตขึ้นสู่พระนิพพาน หากแม้นสติข้าพเจ้าประมาทพลาดพลั้งเผลอเรอ มีวิบากอกุศลเข้าขัดขวาง ลืมนึกถึงพระ หรือฉับพลันทันใดเกินไป ก็ขอให้เหตุแห่งกุศลที่ข้าพเจ้าปฏิบัติไว้ดีแล้ว อธิษฐานบารมีที่ข้าพเจ้าตั้งจิตไว้ดีแล้ว บารมีทั้ง ๓๐ ทัศที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญจนเป็นปรมัตถบารมีไว้ดีแล้ว ขอพระพุทธเจ้าก็ดี ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ดี ขอท่านเมตตามารับอทิสมานกาย จิตข้าพเจ้าเข้าพระนิพพานด้วยราชรถแห่งพระนิพพานด้วยเทอญ ให้เราตั้งใจไว้ ให้เรามั่นคงชัดเจน เราเกิดมาทำไมชาตินี้ เกิดมาเพื่อเป็นชาติสุดท้าย เกิดมาเพื่อไปพระนิพพาน
เมื่อน้อมจิตไว้ดีแล้ว น้อมจิตไว้เช่นนี้แล้ว ตอนนี้ก็ได้เวลาอันควร เราก็น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้า กราบลาทุกท่านทุก ๆ พระองค์ กราบลาท่านผู้มีพระคุณ กราบลาหลวงพ่อ กราบลาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ กราบลาบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ พร้อมกับพุ่งจิตลงมายังโลกมนุษย์ เป็นลำแสงสีขาวสว่างคลุมกาย คลุมบ้าน อธิษฐานจิตว่า กระแสแห่งพระนิพพานขอจงครอบคลุมคุ้มครองข้าพเจ้าจากกระแสแห่งอวิชชา คุ้มครองจากกระแสมิจฉาทิฐิทั้งปวง ขอกระแสสัมมาทิฐิ ขอกระแสแห่งกุศล ขอกระแสแห่งโลกุตรธรรมเจ้า จงคุ้มครองรักษากาย วาจา จิต คุ้มครองข้าพเจ้าในชีวิตนี้จากภัยพิบัติทั้งปวง ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ขอให้ชีวิตข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในเส้นทางแห่งบุญกุศล ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ยังประโยชน์ต่อโลก จากนั้นน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาฟอกร่างกายธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส กลายเป็นเพชร โครงกระดูกทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใส กลายเป็นเพชร ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะภายในทั่วร่างกายทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์กลายเป็นเพชรระยิบระยับ กระแสจากพระนิพพาน ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ เป็นลำแสงส่องตรงลงมายังขันธ์ ๕ สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บ สารเคมี สิ่งที่เป็นโทษ เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก ซีสต์ทั้งหลาย เชื้อโรคทั้งหลาย โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายสลายตัวไปด้วยกำลังแห่งบุญกุศล ด้วยกำลังแห่งกระแสธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สารเคมี วัคซีน ธาตุอันเป็นโทษสลายล้างออกไปจนหมด หลอดเลือดทะลุทะลวง เส้นเอ็น เส้นลมปราณโคจรทะลุทะลวง ปลอดโปร่งราบรื่น สมดุลแข็งแรง ธาตุทั้ง ๔ ปรับสมดุล ดิน น้ำ ลม ไฟ กลายเป็นแก้ว กลายเป็นเพชร ใสสะอาดบริสุทธิ์ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดช มีฤทธิ์ ส่องสว่างสมดุล ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ขอขันธ์ ๕ นี้จงมีพละ จงมีกำลัง จงมีความสมบูรณ์แข็งแรง ยังประโยชน์สร้างบารมีสร้างบุญกุศล
จากนั้นอธิษฐานขอธาตุธรรม บุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา มารวมตัวเปิดสายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติของข้าพเจ้า ให้มีความคล่องตัวในทุกด้านของชีวิต ตราบที่ยังอยู่บนโลกมนุษย์ขอจงมีความคล่องตัว ขอเมตตาฌานกรรมฐานที่ข้าพเจ้าเจริญไว้ดีแล้ว จงส่งผลให้ข้าพเจ้าเป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม อมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง ขอกำลังแห่งฌานสมาบัติที่ข้าพเจ้าฝึก ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติมาดีแล้ว ยังญาณเครื่องรู้ ยังญาณแห่งธรรมให้มีความชัดเจนแจ่มใส วิปัสสนาญาณมีความราบรื่น ถูกต้อง คล่องตัว ขออภิญญาสมาบัติทั้งหลายจงปรากฏเกิดแก่ข้าพเจ้าตามความเหมาะสม ตามความคู่ควร ตามที่พระท่านอนุญาต จากนั้นให้เราตั้งจิตอนุโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคนที่มาปฏิบัติร่วมกัน แล้วก็ตามมาปฏิบัติ มาฟัง มาฝึกในภายหลัง ตั้งจิตตั้งกำลังใจค่อย ๆ หายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ ช้า ลึก ยาว ‘พุทโธ’ หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ‘ธัมโม’ หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ‘สังโฆ’ จากนั้นค่อย ๆ ถอนจิตช้า ๆ จากสมาธิ สำหรับวันนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกคน วันนี้ก็มีเรื่องให้แจ้ง ๑ เรื่อง ก็คือในการเมตตาสมาธิที่ผ่านมาก็มีโครงการที่เราร่วมกับสายครูบาอาจารย์ ก็คือหลวงปู่ต้นบุญ ในการจัดสร้างพระพุทธรูปเพื่อมอบไปประดิษฐานยังสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ๗๗ จังหวัด ซึ่งในงานก็ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพเป็นปัจจัยจำนวนประมาณ ๒๘,๐๐๐ กว่าบาท แล้วก็ได้มีญาติธรรมทั้งหลายในกลุ่มเมตตาสมาธิได้ร่วมบุญสมทบอยู่ในห้อง LINE อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับวันนี้เราก็จะประกาศในการปิดกองในการร่วมบุญสร้างพระพุทธรูป ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกคน สำหรับยอดรวมทั้งหมดจากการที่เราได้ร่วมบุญโอนบริจาคตรงไปยังพระอาจารย์ที่จะสร้าง เราก็จะรวบรวมเป็นจำนวนแจ้งกราบเรียนไปให้ท่านทราบอีกครั้งหนึ่ง สำหรับบุญกุศลทั้งหลายให้เรารำลึกรู้ไว้ว่า นอกเหนือจากเราปฏิบัติเพื่อพระนิพพานคือประโยชน์สุขของเราเอง การที่เราได้ฌานสมาบัติ ได้กรรมฐาน ได้อภิญญา มีความเป็นทิพย์ของจิต ประโยชน์ที่เราพึงได้ ประโยชน์ที่เราพึงทำ เราก็ควรที่จะทำให้เกิดคุณประโยชน์ต่อชาติ ต่อพระพุทธศาสนา ต่อสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อท่านสอนว่า “จงรักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์ไว้ ” ซึ่งปฏิปทานี้เราก็วางให้ครอบคลุมทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โลกใบนี้ และวัฏสงสาร ดังนั้นก็ได้ชื่อว่าเราเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ เป็นลูกศิษย์ที่รักษาฌานอภิญญาสมาบัติความดี รักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ทำตนให้ดีงามสมบูรณ์พร้อม ซึ่งตรงนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกคน สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบอยู่ประมาณนี้
มีสิ่งที่จะแจ้งเตือนอีกเรื่องเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นช่วงนี้ มันก็มีภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ภัยพิบัติจากจิตใจแปรปรวนโหดร้ายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศหรือคนเชื้อชาติอื่นที่เข้ามาทำความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ต่อไปที่จะค่อย ๆ ทยอยเกิดขึ้นมันก็จะเป็นช่วงพระท่านก็ใช้คำว่า “ช่วงกาลผ่านยุค” กาล ก็คือพระกาลผ่านยุค มันก็จะเป็นการล้างก่อนที่จะเข้าสู่ยุคที่เป็นยุคชาววิไล มันต้องมีการกวาดล้างคนชั่วออกไปก่อน ดังนั้นสิ่งที่จะเตือนก็คือให้เรารักษากุศล รักษาคุณความดี รักษาความผ่องใสของจิต จิตมั่นคงอยู่กับพระพุทธเจ้า จิตมั่นคงอยู่กับพระรัตนตรัย จิตมีเมตตาเป็นรัศมีจิตให้สม่ำเสมอ เราก็จะผ่านช่วงเวลา ช่วงจุดที่เป็นจุดเปลี่ยน จุดรอยต่อนี้ไปได้กันทุกคน แล้วก็พยายามรักษาสุขภาพ ระมัดระวังเรื่องหลอดเลือด เรื่องสโตรก (Stroke) อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเริ่มเกิดช่วงนี้ถี่ ๆ ในประชากรจำนวนมากทั่วโลก ก็ให้ทุกคนอยู่ในกุศล อยู่ในความดี ยังไงก็มีพระรัตนตรัย มีพระนิพพานเป็นที่ไป สำหรับวันนี้ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกคน สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ





