เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569
เรื่อง วสีในการทรงฌาน และการทรงอารมณ์พระนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ทั่วร่างกาย จากนั้นกำหนดความรู้สึกผ่อนคลาย ปล่อยวาง ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกว่าเราปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายขันธ์ห้าอย่างลึกที่สุด จนถึงการปล่อยวางผัสสะ ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของกายทั้งหมด ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวาง ปล่อยวางกายเพื่อแยกกายแยกจิต แยกรูปแยกนาม สงบ ผ่อนคลาย ปล่อยวาง เข้าสู่ความสงบ ทรงสภาวะความสงบจากการปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้า ประคับประคอง ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ จากการปล่อยวาง สงบ ละกายเพื่อเข้าสู่ความสงบของใจ ทรงสภาวะความสงบนี้ไว้ ละความสนใจในร่างกาย ปล่อยวางความสนใจในผัสสะอายตนะทั้งห้า ทรงสภาวะอยู่กับความสงบ
เมื่อจิตทรงอารมณ์ทรงตัวจากการตัดร่างกายขันธ์ห้า เราก็เดินจิตในสมถะต่อ กำหนดรู้ในลม กำหนดลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรไหม พลิ้วผ่านร่างกายต่อเนื่อง ลมหายใจเข้าเรารู้ ลมหายใจออกเรารู้ เห็นภาพกระแสลมหายใจไหลเวียนราบรื่นต่อเนื่อง เห็นลมตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม เราเป็นผู้ติดตามดู ติดตามรู้ในลมหายใจ ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น ลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว ลมหายใจมีความหยาบก็รู้ว่าหยาบ ลมหายใจมีความละเอียดสงบก็รู้ว่าละเอียดสงบ สติติดตามดู ติดตามรู้ในลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ภาพลมหายใจที่ไหลเวียนราบรื่นต่อเนื่องตลอดสาย ทรงสภาวะทรงฌานในอานาปานสติ ทรงอารมณ์จดจ่ออยู่กับลมหายใจเพียงอย่างเดียว
เมื่อลมหายใจสงบละเอียดอย่างยิ่ง เราก็ยกกำลังใจของเราขึ้นอีกนิด หยุดจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ลมหายใจที่ละเอียดเบาอยู่แล้ว เรากำหนดหยุด หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง ให้จิตรวมตัวตั้งมั่นเพียงจุดเดียวเป็นเอกัคคตารมณ์ ณ จุดที่ลมหายใจนั้นหยุดลง ทรงสภาวะความนิ่ง ความหยุด เอกัคคตารมณ์และอุเบกขารมณ์ในความนิ่ง ในความสงบ อุเบกขาหยุดการปรุงแต่งจากอายตนะ สิ่งที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้กระทั่งจิต สงบนิ่ง รู้สักแต่ว่ารู้ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ปรุง ไม่ฟุ้ง สงบในความรู้ ในความหยุด ทรงสภาวะความหยุด เอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์ไว้ เพื่อให้กำลังฌานสมาบัติมีความทรงตัว ทรงฌานจนจิตมีความราบรื่นเสถียร
เมื่อจิตมีความตั้งมั่น มีเสถียรภาพในการทรงฌาน เราก็กำหนดรู้พิจารณา หากในเชิงจิตวิทยาสมัยใหม่ หากเราทรงอารมณ์ ทรงสภาวะ กำหนดระลึกจดจ่อตั้งมั่นอยู่ได้เป็นเวลา 19 วินาที เป็นเวลาจากงานวิจัยที่บอกว่า “มีผลในการทรงตัวของจิต หรือการอธิษฐาน หรือการใช้กฎแห่งแรงดึงดูดของเราในการฝึก” เราก็ฝึกว่าทุกครั้งที่เราทรงอารมณ์ในฌาน ในกรรมฐานแต่ละจุด เราก็ฝึกให้มันสามารถทรงตัวได้เกินกว่านั้น คือเราตั้งให้สูงไว้ อย่างน้อยที่สุด 30 วินาที ทรงอารมณ์โดยไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อน ไม่ขยับ เมื่อทรงในอารมณ์กรรมฐานแต่ละจุดได้ครึ่งนาที คือ 30 วินาที เราก็ฝึกต่อไปให้ได้ 45 วินาทีบ้าง 1 นาทีบ้าง จนกระทั่งสามารถทรงในอารมณ์ที่เราต้องการ อันนี้ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานในการฝึกเพื่อให้เกิดวสีในการทรงฌาน ให้มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่มีการขึ้นลง ไม่มีการกระเพื่อม
เราสามารถฝึกได้ตั้งแต่จังหวะที่เราทรงอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์ คือฌานสี่ในอานาปานสติ หรือทรงสภาวะให้เห็นดวงจิตเป็นกสิณ เป็นประกายพรึก ให้ได้ 30 วินาที, 1 นาที, 3 นาที, 5 นาที, 10 นาที ไล่ขึ้นไปจนกระทั่งถึงทรงอารมณ์ได้ 1 ชั่วโมง
ถ้าเรากำหนดภาพเป็นดวงจิต เป็นดวงแก้วเฉยๆ ก็ตาม เป็นดวงจิตที่ประภัสสร คือฌานสี่ของกสิณก็ตาม ถ้าเราทรงภาพสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ การที่เราจะมาทรงภาพพระเราก็ทำได้เช่นกัน และเมื่อเราทรงภาพพระได้ 1 นาที, ได้ 3 นาที, ได้ครึ่งชั่วโมง, ได้ 1 ชั่วโมง ก็ให้เรารู้ว่าเมื่อเราทรงอารมณ์ของฌานที่เป็นกสิณได้เป็นเวลานาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่หลุด ไม่คลาดไปจากอารมณ์ จากสภาวะอื่น การที่เราจะทรงกำลังของอภิญญา กำลังของมโนมยิทธิ ให้มีความตั้งมั่นตามเวลาที่เราฝึก โดยที่ไม่เคลื่อน ไม่ขึ้นลง ไม่วูบวาบ ไม่หวั่นไหว ก็ใช้หลักการฝึกเดียวกัน
ดังนั้น หากใครที่ปฏิบัติ มีจุดที่เราอยากเสริมให้การทรงสมาธิของเรามีความเสถียร มีความตั้งมั่น มีความมั่นคง มีตบะเดชะที่มีกำลังแข็งแรง วิธีการฝึกในการทรงอารมณ์ให้ได้นาน ให้ได้เสถียร เราก็ฝึกด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ เหมือนกรรมฐานโบราณ เขาก็ใช้ลูกสะกดติดอยู่กับเทียนสีผึ้ง แล้วค่อยๆ จุดให้ลูกสะกดหรือลูกตะกั่วที่ติดไว้กับเทียนค่อยๆ ร่วงหล่นทีละลูก ทีละลูก ตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากสมัยโบราณไม่มีนาฬิกาจับเวลา ของเราก็ให้กำหนดเอา กำหนดจากเข็มนาฬิกา การทรงอารมณ์ การทรงฌาน เราก็ฝึกให้ได้ พยายามฝึกให้ได้ทั้งลืมตาแล้วก็หลับตา ทรงอารมณ์ ทรงภาพ ทรงภาพกสิณ ทรงภาพพระ อันนี้พอเรารู้หลักแล้ว รู้ว่าทำไปทำไม
ในลำดับต่อไป จากเมื่อสักครู่ที่เราทรงอารมณ์จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เราก็กำหนดจิตต่อไปให้เป็นภาพดวงแก้ว เป็นเพชรประกายพรึก จิตเป็นเพชรระยิบระยับ แพรวพราว สว่าง ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ที่จิตเป็นประกายพรึก เป็นประภัสสร เป็นกำลังของฌานสี่ในกสิณ จิตเป็นปฏิภาคนิมิต คำความหมายเดียวกันหมด
แล้วในขณะเดียวกันก็ตามที่กล่าวไว้ คือจำไว้ว่า เมื่อไรที่เราฝึกเห็นกสิณเป็นเพชร นั่นก็คือจิตเราเป็นเพชร ยิ่งใสละเอียดมากเท่าไร ข้อ_1 ก็คือจิตยิ่งบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง ใสละเอียดถึงแก่น ถึงเนื้อในที่สุด สว่างที่สุด ใสที่สุด นั่นก็คือตบะ กำลังความเป็นทิพย์ รัศมีจิตยิ่งมาก ก็มีกำลังความเป็นทิพย์มาก ความใสคือความบริสุทธิ์ของจิตที่สะอาดจากกิเลส เราตั้งของเราในกสิณจิตให้สว่างที่สุด ใสที่สุด มีรัศมีจิต มีความสว่าง มีประกายพรึก มีความแพรวพราวที่สุด อันนี้คือต้องเป็นการฝึกให้จิตมีคุณภาพสูงที่สุด คือสว่างใสที่สุดดังที่กล่าวมา
พอจิตมีความละเอียดประณีต สว่างใสที่สุด เราจึงค่อยฝึกต่อในขั้นตอนของการทรงสภาวะ คือทรงสภาวะความเป็นเพชรประกายพรึกให้สว่างยาวนานเท่าที่เราต้องการ เรากำหนดว่าตลอดเวลา อันนี้เป็นการตั้งกำลังใจในการทรงสภาวะพระกรรมฐาน เราตั้งใจว่าการที่จิตของเราเป็นเพชร เป็นประกายพรึก จิตประภัสสร กำลังฝึก ไม่เฉพาะว่าเราฝึกให้จิตเกิดฌานสมาบัติหรืออภิญญาเพียงอย่างเดียว เราฝึกให้จิตว่าง ให้จิตสะอาดจากความโลภ โกรธ หลง ตลอดเวลาที่เราทรงอารมณ์ จิตสะอาดจากสรรพกิเลสทั้งปวง ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์มากเท่าไร นั่นก็คือจิตเราอยู่ในสภาวะแห่งอรหัตผลชั่วคราว เราฝึกเพื่อให้ได้อารมณ์ที่ว่างจากกิเลส
ตอนนี้ก็ให้เราทรงอารมณ์ ทรงภาพจิตเป็นเพชรประภัสสร สว่างที่สุด ใสที่สุด ทรงภาพนั้นไว้ เข้าถึงสภาวธรรม เข้าถึงสภาวะอารมณ์พระกรรมฐาน ยิ่งสว่างใส จิตยิ่งเป็นสุข ยิ่งสะอาดสว่างใส จิตเราว่างจากกิเลส ยิ่งสะอาดใส จิตเรายิ่งยิ้ม จิตเรายิ่งเบิกบาน จิตสะอาด สว่าง สงบ กำหนดความรู้สึกว่ารัศมีจิตเราฝึกเป็นกระแสของเมตตา เพื่อให้พื้นจิตมีพื้นฐานแห่งเมตตา มีพื้นฐานแห่งพรหมวิหารสี่ กำหนดพิจารณาว่าการฝึกกสิณของเราเป็นสัมมาอภิญญา สัมมาสมาธิ เป็นไปเพื่อมรรคผล กระแสเมตตาที่แผ่ให้สรรพสัตว์ก็เป็นไปเพื่อความเกื้อกูลในโลกใบนี้ ในสังสารวัฏนี้ การเจริญพระกรรมฐาน การฝึกพระกรรมฐานของเรานี้ นำประโยชน์สุขมาให้ทั้งต่อตน ต่อส่วนรวม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จิตเอิบอิ่ม ผ่องใส สว่าง ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ฌานสมาบัติไว้
จิตประภัสสรที่สุด ใสที่สุด เปล่งประกายที่สุด หยุดการปรุงแต่งทั้งปวง หยุดอกุศล หยุดบาปกรรม หยุดความอาฆาตพยาบาท มีแต่ความประภัสสรของจิต จิตว่างจากสรรพกิเลสทั้งปวง จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ไปเกิดก็ไปด้วยกำลังของบุญและบาปที่บันทึกอยู่ในจิตของเรา ไปสวรรค์ ไปพรหม ไปนิพพาน ก็ไปเพราะจิตของเรา กรรมฐานทั้งหลายรวมลงที่จิต ฝึกก็ฝึกที่จิต ปฏิบัติก็ปฏิบัติที่จิต ขัดเกลาก็ขัดเกลาจิต จากหยาบไปสู่ละเอียด จากโหดร้ายเอารัดเอาเปรียบ ก็กลายเป็นจิตที่มีความเมตตากรุณาปรานี จากจิตที่มีความเร่าร้อน สู่จิตที่มีความสงบเย็น ให้กระแสเมตตาของเรา มีแต่ความสงบเย็น กระแสแสงรัศมีจากจิตของเราเป็นกระแสแห่งความสงบเย็น ไม่ใช่กระแสความสว่างแสงที่มันแผดเผา ทรงสภาวะที่จิตผ่องใส สว่างที่สุด ยินดีในจิตประภัสสร จิตที่ฝึกมาดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ จิตที่ฝึกมาดีแล้วย่อมนำประโยชน์มาสู่ตน ทรงสภาวะอารมณ์พระกรรมฐาน จิตอันประภัสสร
จากนั้นกำหนดน้อมรำลึกนึกถึงพระพุทธองค์ เห็นภาพองค์พระสว่างเป็นเพชรชัดเจน พุ่งมารวมอยู่กับจิตของเรา น้อมพิจารณาว่า ข้าพเจ้าอาราธนากระแสแห่งพุทธานุภาพ ข้าพเจ้ามีไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่อาศัยตลอดชีวิตของข้าพเจ้าตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ข้าพเจ้ามีพระพุทธองค์เป็นธงชัย เป็นหลักของจิต อธิษฐานน้อมรำลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า น้อมรำลึกนึกถึงกระแสความสงบเย็นแห่งพระธรรม น้อมรำลึกนึกถึงคุณครูบาอาจารย์ ที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ พระอริยเจ้า พระโพธิสัตว์ ที่ท่านเมตตาโปรดสงเคราะห์สืบต่อ สืบสายพระพุทธศาสนาจนมาถึงเรา
จากนั้นอธิษฐานจิตขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ ขอยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน พุ่งจิตขึ้นไปอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน อธิษฐานขอให้ดวงจิตเราปรับสภาวะ อยู่ในสภาวะแห่งอาทิสมานกาย หรือกายทิพย์ เป็นกายพระวิสุทธิเทพ เมื่อปรากฏสภาวะในความเป็นพระวิสุทธิเทพ เรากำหนดกายในของเราคือกายทิพย์ ความรู้สึกในความเป็นกายทิพย์ ตอนนี้เราคือกายพระวิสุทธิเทพ เราไม่ใช่กายเนื้อกายหยาบขันธ์ห้า ขันธ์ห้ากายหยาบไม่ใช่ตัวเราของเรา ความรู้สึกในกาย ให้กำหนดว่าความรู้สึกกายนั้นคือความรู้สึกของกายทิพย์ รู้สึกถึงเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย เครื่องทรงที่เราใส่ รู้สึกถึงว่าเรานั่งคุกเข่า กำลังบรรจงจะกราบแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า รู้สึกถึงความเป็นกายที่เป็นกายแก้วใส รู้สึกถึงธำมรงค์คือแหวนที่สวมอยู่ทั้งสิบนิ้ว กำไลข้อมือ หรือทองพระกร รัดเกล้าคือเครื่องประดับที่รัดอยู่ที่ต้นแขน เครื่องประดับอุบะ เครื่องทรงอินทรธนูมงกุฎที่เราสวม กางเกงที่มีเครื่องทรง มีปลายงอนอยู่ที่ปลายขากางเกง เรากำหนดในความรู้สึก เราคือกายพระวิสุทธิเทพ ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน มากราบพระพุทธองค์
เมื่อพิจารณาในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพแล้ว เราก็พิจารณาในอารมณ์พระกรรมฐาน คือพิจารณาว่าเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน อารมณ์จิตของเราคือตั้งตรง จิตพุ่งมุ่งมากราบพระพุทธเจ้า เมื่อจิตเราตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน เราก็พิจารณาย้อนทวนดูว่า ในอารมณ์จิต ในสภาวะ เรามีความห่วง มีความอาลัยในขันธ์ห้าร่างกายกายหยาบหรือไม่ เรามีความห่วง ความปรารถนาในเบญจกามคุณห้าของความเป็นมนุษย์ คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อาหาร เสียงดนตรีความไพเราะ รูปอันน่าพึงพอใจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เรายินดีหรือไม่ เรายินดีในความเป็นเทวดา ยินดีในความเป็นพรหมหรือไม่ หรือเรามีอารมณ์จิตที่ตัดละวาง ในภพภูมิทั่วปวง ปรารถนาอยู่แต่เพียงพระนิพพานเพียงจุดเดียว
ก็ให้เรากำหนดจิตไว้ว่า อารมณ์จิตเราตัดภพจบชาติทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าการเกิดก็ดี การมีร่างกายขันธ์ห้าในความเป็นมนุษย์ก็ดี เราวาง เราละ เราดับ อารมณ์จิตขณะนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหัตผลชั่วคราว ตราบที่เรายังทรงอารมณ์นี้อยู่ เรากำหนด ค่อยๆ น้อมพิจารณาตัดละสังโยชน์ทั้งสิบ ตัดความหลง ความมัวเมาในกาย เมาว่าเราจะไม่ตาย ตัดวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย ในพระนิพพาน ในมรรคผล ในกฎแห่งกรรม ในบุญและบาป ในภพภูมิ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ปล่อยวางความปรารถนาในภพทั้งหลาย ในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นเทวดา ในความเป็นพรหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้แต่ภพที่เป็นทุคติ คือภพที่เสวยวิบากกรรมจากการเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย โอปปาติกะ สัมภเวสี สัตว์นรก เราก็ไม่ปรารถนา จิตเราปรารถนาอยู่เพียงพระนิพพาน
เมื่อทรงอารมณ์เรียบร้อยแล้ว ก็กำหนดในความสว่างของกายพระวิสุทธิเทพ กำหนดน้อมให้กายของเราใสที่สุด สว่างที่สุด ระยิบระยับที่สุด จากนั้นก็น้อมจิตตั้งอารมณ์ว่า เรากราบพระพุทธเจ้า เรากราบพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์พระอรหันต์ขีณาสพที่เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้วทุกพระองค์ น้อมจิตกราบด้วยความเคารพ อารมณ์ในการกราบคือน้อมกราบด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพในพระคุณ คุณธรรมความดีของท่าน กราบในพระบริสุทธิคุณ ความบริสุทธิคุณก็คือจิตอันสิ้นอาสวกิเลสทั้งหลายของทุกท่านทุกๆพระองค์ เรากราบด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ มงคลที่ปรากฏขึ้น การที่เราเคารพบุคคลที่ควรเคารพ เคารพพระอรหันต์ เคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระปัจเจกพุทธเจ้า คุณความดีของท่านก็น้อมรวมลงสู่จิตของเรา เรากราบท่านด้วยความเคารพ ท่านก็สามารถที่จะสงเคราะห์เราได้
จำไว้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย นับตั้งแต่เทวดาขึ้นไป จนกระทั่งถึงบนพระนิพพาน หากเรามีความนอบน้อมเคารพต่อท่านด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ท่านก็สามารถรับรู้ ท่านก็สามารถสงเคราะห์เกื้อกูลเราได้เต็มที่เต็มกำลัง แต่หากบุคคลใดปรามาสต่อพระรัตนตรัย ปรามาสจาบจ้วงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อารมณ์จิตที่เราไปปรามาสจาบจ้วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรามาสพระรัตนตรัย คือไปปรามาสล่วงเกินต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ถึงเวลาก็มีโทษ หนักที่สุดก็คืออเวจีมหานรก หรืออย่างน้อยที่สุด การที่เราไปปรามาสพระ ไปปรามาสพระธรรม ไปปรามาสคนปฏิบัติธรรมหรือกำลังปฏิบัติอยู่ ผลก็คือทำให้เวลาที่ถึงเวลาที่เราจะมาปฏิบัติ วาระที่เราจะทำความดี มันก็จะมีอุปสรรคขัดขวางจากกรรมที่เราไปปรามาส หรือเวลาที่เราฟังธรรม อารมณ์ใจของเราก็ไม่สามารถหยั่งเข้าถึงเนื้อแท้แห่งสภาวธรรมได้อย่างลึกซึ้ง เพราะจิตของเรามันมีความหยาบ
จำไว้ว่าธรรมยิ่งสูงขึ้นเป็นโลกุตตรธรรม จิตยิ่งต้องละเอียดขึ้น ให้เราสังเกตในความหยาบ ความละเอียดของจิต บุคคลที่กล่าวว่านับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ยังมีความหยาบ คือบารมียังเป็นขั้นต้นอยู่ ก็ย่อมไม่เข้าใจความสำคัญของการทำทาน การรักษาศีล หรือการภาวนา การเจริญพระกรรมฐาน บอกให้เขาทำทาน เขาก็ไม่เห็นประโยชน์ของการทำทาน บอกให้รักษาศีล เขาก็บอกว่าแค่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอแล้ว ทำไมต้องไปรักษาศีล หรือมีข้ออ้างตามวิสัยของตัวเองในเรื่องของศีล เช่น พอเป็นศีลห้า บอกว่าศีลข้อห้า ห้ามดื่มสุรา แต่เราดื่มเบียร์ไม่ผิด ห้ามดื่มเหล้า เราดื่มไวน์ไม่ผิด อันนี้ก็ถือว่าเรียบร้อย ยังไงก็ผิด
ตามข้อบัญญัติ ท่านบอกว่า ในเรื่องสุรา ถ้าเราดื่มเป็นกระสาย คือผสมกับยา ผสมกับยาก็ต้องผสมน้อย ผสมแค่ความสูงไม่เกินองคุลี ก็คือน้อยมาก เจือจางมาก น้อยมาก หรือเวลาผสมมาเป็นกระสายยาก็ต้องใช้น้ำร้อนเจือจางจนกลิ่นของสุรานั้นมันจางมาก อันนี้ตามปกติก็ถือว่าอนุโลม แต่สำหรับครูบาอาจารย์ที่ท่านเคร่ง ท่านก็บอกว่าไม่ยอมที่จะละเมิดเลย บางครั้งถ้าตัวยามีกลิ่นสุราออกมา ท่านก็จะไม่ฉันหรือไม่รับประทานเลย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความหยาบความละเอียด หรืออย่างความละเอียด ยิ่งเมื่อไรเรามีความเคารพในพระพุทธเจ้ามาก ให้เราสังเกตดูว่า บุคคลที่เขาเคารพในพระพุทธเจ้ามาก รูปพระ หนังสือพระ หนังสือธรรมะ เขาจะไม่วางกับพื้นเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะวางก็ต้องมีหมอน มีผ้า หรือมีสิ่งใดมาปูรอง ไม่วางกับพื้นเฉยๆ เป็นของต่ำ เพราะเมื่อไรที่เราให้ความเคารพอย่างยิ่ง อย่างลึกซึ้ง อารมณ์จิตของเราก็จะมีความละเอียดขึ้นเอง
อย่างการที่เราปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน เราปฏิบัติโดยที่จิตเราสามารถเชื่อมโยง น้อมถึงพระพุทธเจ้า หากเรามีปัญญาความฉลาด เราก็พยายามที่จะฝึก แค่กล่าวถึงพระพุทธเจ้า กล่าวถึงพระ จิตเราก็กราบถึงพระพุทธเจ้าทันที กล่าวถึงครูบาอาจารย์ จิตเราก็กราบถึงครูบาอาจารย์ท่านนั้นทันที ไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ หรือท่านดับขันธ์ไปแล้วก็ตาม เมื่อไรที่เราฝึกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกครั้ง จิตเราก็จะมีความเป็นทิพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อย่างสมัยก่อน เวลาที่อาจารย์พาลูกศิษย์ไปกราบครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอภิญญา ก่อนที่จะเดินทางไป คืนก่อนไปทุกครั้ง กายทิพย์เราก็ต้องไปกราบท่านก่อนล่วงหน้า แล้วก็ปรากฏหลายครั้งที่ท่านกำหนดรู้ เวลาที่ไปกราบจริงๆแล้ว ท่านก็รู้ว่าเราจะมา เหตุการณ์พวกนี้ถึงเวลาเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าแปลกหรือน่าตกใจ จิตถึง กระแสจิตก็ถึง เมื่อไรที่เรามีศรัทธาตั้งมั่น อารมณ์จิตฌานสมาบัติแก่กล้าเต็มที่ การที่เรากำหนดจิตก็ถึงเสมอ
หรือแม้หลายๆ เหตุการณ์ในชีวิต อาจารย์ไปฝึกวิชาที่ถ้ำวัวแดง เดินทางไปตั้งแต่ครั้งแรก พระที่ท่านดูแลอยู่บนถ้ำวัวแดง ท่านก็รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะมีคนขึ้นมา ขึ้นมาปฏิบัติ ขึ้นมาเรียน ท่านก็รู้ล่วงหน้า หรือช่วงระยะเวลาที่อาจารย์ต้องไปสอนสมาธิที่วัดสวนดอก เป็นวาระ เป็นหลักสูตรที่จำเป็นต้องไป ไปกราบเรียนขออนุญาตพระอาจารย์ พระอาจารย์ที่วัดท่านก็ถามว่าเป็นอย่างไร ทำไมถึงจะมาสอนสมาธิ ขออนุญาตใช้สถานที่ที่นี้ สอนอะไร แบบไหน ฝึกอย่างไรมา พอบอกว่า ฝึกในสายมโนมยิทธิมา ท่านก็หัวเราะแล้วท่านก็บอกว่า จริงๆทราบอยู่แล้วว่าจะมีลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำมา คือทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่อง ถ้าจิตของเรามีความตั้งมั่น เราน้อมจิตไปกราบก่อน กายทิพย์เราไปจริงๆ แล้วเมื่อไรก็ตามที่ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของเราค่อยๆ สะสมพอกพูนไป เราจะสิ้นสงสัย คือสิ้นวิจิกิจฉาในการปฏิบัติ
เวลาที่เราฝึกสมาธิใหม่ๆ ฝึกมโนมยิทธิใหม่ๆ ทุกคนก็ย่อมมีคำถามว่า เราขึ้นมากราบพระได้จริงไหม เราขึ้นมาจริงไหม เราขึ้นมาบนพระนิพพานได้ไหม อันนี้ก็เพราะว่าเรายังไม่แน่ใจ ยังมีวิจิกิจฉา ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาเราก็จะไม่ถาม แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เรามั่นใจ เราส่งจิตใช้อาทิสมานกายของเราไปที่ไหน ที่นั่นมันมีหลักฐาน มันมีเหตุการณ์รองรับ มีสิ่งที่ยืนยัน ภาษาปฏิบัติเรียกว่า เมื่อเราไปปฏิบัติแล้วมีสิ่งที่ยืนยัน เมื่อไรที่มีสิ่งยืนยัน เราจึงเชื่อว่าเราทำได้จริง แต่เมื่อไรก็ตามที่เรามีความเชื่อที่ตั้งมั่นอย่างถาวร อย่างแท้จริง ความศักดิ์สิทธิ์ ความเข้มขลังของกระแสจิตเราก็จะเพิ่มขึ้น มากกว่าคนที่ลังเลสงสัย จากถึงจริงหรือไม่จริง ก็กลายเป็นว่าเราไปกราบพระท่านได้จริงๆ แน่นอน จิตไร้วิจิกิจฉา ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ ใครละได้เร็วก็ก้าวหน้าได้เร็ว ใครสงสัย ถ้าพอกพูนความสงสัยไว้มาก สุดท้ายหลายๆคนที่สะสมความสงสัย ในที่สุดก็เสื่อม สงสัยเมื่อไร สงสัยมากเท่าไร ยิ่งเสื่อม
อันนี้คือเหตุว่า โลกิยะ โลกิยอภิญญา โลกิยบุคคล เวลาที่ฝึกอภิญญา อภิญญามันมีการเสื่อมเพราะตัวเองสงสัย แต่สำหรับบุคคลที่เข้าสู่กระแสโลกุตตระ เข้าสู่กระแสของความเป็นพระอริยเจ้า ไม่ถอยหลังกลับ มั่นคงในพระนิพพานเด็ดเดี่ยว ไอ้ความสงสัยว่าเรามากราบพระ เรามากราบถึงพระพุทธเจ้า เรากราบถึงพระนิพพานจริงไหม เราจะมาพระนิพพานจริงไหม เราจะมาพระนิพพานได้ไหม มันไม่มี เพราะจิตมันสิ้นวิจิกิจฉา ตรงนี้มันก็กลายเป็นว่า ทุกครั้งที่มากราบ เรามาถึงได้จริง ดังนั้น ก็เป็นคำตอบว่าทำไมอภิญญาของพระอริยเจ้านั้นไม่เสื่อม และอภิญญาจิตของพระอริยเจ้าก็มีแต่พอกพูนตบะเดชะที่เพิ่มพูนขึ้นสูงขึ้น มีกำลัง มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น จากการสะสมความเชื่อมั่น ความศรัทธา
ดังนั้น ก็ให้เราน้อมจิตพิจารณาดูจิตของเราเอง กายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพเราอยู่บนพระนิพพาน อยู่ต่อหน้าพระ เราสงสัยไหม เรายกมือของกายพระวิสุทธิเทพขึ้นมา เราเห็นความสว่าง รู้สึกถึงการยกมือขึ้นมา เห็นเครื่องประดับที่แพรวพราว เป็นความเชื่อมั่นว่าเป็นกายพระวิสุทธิเทพไหม กำหนดน้อมอธิษฐาน ข้าพเจ้ามั่นใจ มั่นคงในอารมณ์พระนิพพาน ตายเมื่อไร จิตข้าพเจ้าจะมีสภาวะเป็นกายพระวิสุทธิเทพ ไม่กลับไปเกิด ไม่ลงไปเกิด สิ้นเชื้อแห่งการเกิด อยู่บนพระนิพพานนี้ตลอดไป
จากนั้นให้เราทรงสภาวะในกายพระวิสุทธิเทพ นั่งคุกเข่าประนมมือต่อหน้าพระพุทธเจ้า กำหนดความเป็นแก้วใส สว่าง รัศมีแสงสว่างของกายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างขึ้น พิจารณาละวางความโลภ ความโลภในโลกียธรรม คือความยินดีในภพทั้งหลาย โลภอยากเป็นมนุษย์ มีสมบัติ มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม มียศศักดิ์ มีชาติตระกูลสูง มีบริวาร มีวาสนา โลภในความเป็นมนุษย์ โลภปรารถนาในความเป็นเทวดา อยากเป็นเทวดามีวิมานใหญ่ๆ มีบริวารเทพบุตรนางฟ้ามากมาย มีทิพยสมบัติมากมาย โลภในความเป็นพรหม อารมณ์สำคัญของความเป็นพรหม รูปฉันทะของความเป็นพรหมก็คือสังโยชน์ ความปรารถนาความโลภในความเป็นพรหมก็คือปรารถนาเป็นพรหมที่มีรัศมีกายสว่างอย่างยิ่ง เป็นมหาพรหม มีอายุยืนยาวหลายอันตรกัป มหากัปอย่างยิ่ง ความอมตะแห่งความเป็นพรหมด้วยความยาวนานของอายุขัยความเป็นพรหม อันนี้ก็คือความยินดี เราตัด เราละ เราวางความโลภทั้งหมด
ความโกรธ ความเกลียดชัง โทสะ เราละจากบนพระนิพพานนี้ ความพยาบาทที่ทำให้เราต้องไปเวียนว่าย ไปเกิด ไปพบเจอ ไปแก้แค้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี เป็นเรื่องที่ทุกข์สิ้นดี เป็นเรื่องที่ต้องไปเผชิญหน้า ไปกระทบกระทั่ง ไปแก้แค้น ไปพยาบาท เป็นอารมณ์แห่งความทุกข์อย่างยิ่ง เร่าร้อนอย่างยิ่ง ก่อเวรก่อกรรม ต่อภพต่อชาติอย่างยิ่ง ความโกรธทั้งหลายเราตัดจากบนพระนิพพาน
ตัดความหลง ความเพลิดเพลินในสังสารวัฏ ความเพลิดเพลินจากการท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร ได้ลองเกิดเป็นภพนั้น ได้ลองเกิดเป็นภพนี้ ได้ลองเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้น ได้ลองเกิดเป็นสัตว์ประเภทนี้ ได้ลองเกิดในดินแดนนั้น ในดินแดนนี้ ความหลง ความเพลิดเพลินอยู่ในโลกียสุข ความหลงในวัฏสงสาร เป็นตัวตัดทำให้ละ ตัด ดับในอวิชชา เห็นโทษภัย เห็นทุกข์ในวัฏสงสาร ก็ให้เราพิจารณาอารมณ์พระนิพพาน ดับแล้วในเชื้อแห่งการเกิดทั้งปวง ดับแล้วความปรารถนาในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร จิตเราปรารถนาจุดเดียวคือพระนิพพาน จิตเราตรงในโลกุตตรธรรม และตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังประโยชน์ต่อโลก ยังประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างบุญ สร้างทาน รักษาศีล เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เจริญพรหมวิหารสี่ มีเมตตา จิตเป็นกุศล ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะแห่งกายพระวิสุทธิเทพที่สว่างใสที่สุด
อารมณ์จิตน้อมทรงสภาวะในอารมณ์พระนิพพาน อุปมานุสสติกรรมฐาน นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กิจทั้งหลายจบแล้ว การเกิดสิ้นแล้ว ชาติภพดับไม่เหลือเชื้อแล้ว กิจพุทธศาสนาจบแล้ว การเกิดของข้าพเจ้าเป็นชาติสุดท้ายแล้ว เวรกรรมวิบากทั้งหลาย ไม่ว่าจะบุญหรือบาป ก็ไม่อาจส่งผลให้ข้าพเจ้าไปจุติ ไปเสวยผลในภพใดภูมิใดได้อีกแล้ว สิ่งทั้งหลายเป็นโมฆกรรม ทรงสภาวะกายพระวิสุทธิเทพที่สว่างที่สุด ใสที่สุด ยินดีในพระนิพพานเป็นอารมณ์ที่สุด น้อมจิตพิจารณาละสังโยชน์ทั้งสิบ ละโลภ โกรธ หลง ในวัฏฏะ ตัดความห่วง ความอาลัยในทรัพย์สิน ในสถานที่ ในบุคคล ในกิจ ในงาน ในหน้าที่ เมื่อเราจบกิจ หน้าที่ทั้งหลายก็สิ้น สิ้นอาสวกิเลสแล้ว จบกิจแล้ว ไม่เหลือเชื้อแห่งการเกิดอีกต่อไป กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างขึ้น ใสขึ้น
สำหรับการปฏิบัติ หากใครที่มีความเพียร เราก็ลองฝึกที่เจริญพระกรรมฐาน ทรงอารมณ์ ทรงวสีในการทรงอารมณ์บนพระนิพพาน ทรงสภาวะความรู้สึกในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพให้ยาวนานต่อเนื่อง ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งใจในการปฏิบัติจุดนี้ไว้ว่า ยิ่งแต่ละเวลา วินาที นาที ที่เราทรงอารมณ์บนพระนิพพาน เรากำลังฝึกให้จิตว่างจากกิเลสทั้งหลาย ตัดสังโยชน์สิบ ตัดภพจบชาติในทุกนาทีที่อยู่บนพระนิพพาน และทุกนาทีที่เราอยู่บนพระนิพพาน เราทรงอารมณ์แห่งอรหัตผลเสมอ จำไว้เสมอว่า เมื่อไรเรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพาน ขณะจิตนั้น วินาทีนั้น นาทีนั้น ชั่วโมงนั้น ตลอดเวลาตราบที่เราทรงได้ เราทรงอารมณ์แห่งอรหัตผล ทรงอารมณ์แห่งพระนิพพาน และตั้งแต่ก่อนที่เราจะหลับ จนกระทั่งตลอดเวลาที่เราตื่น เราก็ตั้งไว้ว่าตรงนี้เป็นมาตรฐาน เราจะยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานก่อนนอน ก่อนหลับเสมอ นอน 8 ชั่วโมง เราก็ทรงอารมณ์ของพระนิพพาน ทรงอารมณ์อรหัตผล 8 ชั่วโมง
พอจิตได้รับการปฏิบัติฝึกฝนจนเป็นฌาน คำว่าฌานก็แปลว่าชิน ชินในอารมณ์พระนิพพาน จิตเราชินในอารมณ์ที่ว่างจากกิเลส จิตเราชินในอารมณ์แห่งอรหัตผล สุดท้ายอารมณ์ความโลภ โกรธ หลง อารมณ์ของปุถุชน มันก็จะค่อยๆ จาง ค่อยๆจืดลง อารมณ์แห่งโลกุตตระก็จะค่อยๆซึมซาบ ซึมซับลงสู่จิตของเราทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งเราค่อยๆ สลาย ละล้างอาสวกิเลสทั้งปวงไป จนสุดท้าย ตายเมื่อไรเราก็ไปพระนิพพาน เราปฏิบัติเบาๆ ง่ายๆ แต่มีผลสูงไว้แบบนี้
ตอนนี้ก็สมควรแก่เวลา ก็ให้เราตั้งจิตน้อมกราบพระพุทธเจ้า กราบทุกท่านทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน อธิษฐานจิตแผ่เมตตา น้อมกุศล น้อมบุญบารมีจากพระนิพพาน คือ บุญ ทาน ศีล ภาวนา บารมี 30 ทัศ ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน น้อมรวมลงเป็นกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน อาราธนาแผ่เมตตาลงมายังสังสารวัฏนี้ แผ่เมตตาลงไปยังอรูปพรหมทั้งสี่, พรหมโลกทั้งสิบหกชั้น, อากาศเทวดา, เทวดาทั้งหกชั้น, รุกขเทวดา, ภุมเทวดาทุกชั้น ทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงมายังภพกลางที่มีกายหยาบขันธ์ห้า ภพแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ภพแห่งสัตว์เดรัจฉานที่มีกายเนื้อทั้งหลาย แผ่เมตตาลงไปยังภพของดวงจิตที่หลงวนเวียนอยู่บนโลก ดวงจิตที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ทั้งมนุษย์และสัตว์ ดวงจิตที่เป็นเปรต อสูรกาย ปะปนอยู่ในภพภูมิ ดวงจิตที่ตกร่วงหล่นลงสู่อบายภูมิ คือนรกภูมิทุกขุม ลึกที่สุดคืออเวจีและโลกันตมหานรก
จากนั้นอธิษฐานอาราธนาบารมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตาโปรดสามภพภูมิ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบความสุข พ้นจากความทุกข์ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ประสบความสุขแล้ว ก็ขอให้สุขยิ่งขึ้นไป ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตทั้งหลาย จงน้อมซึมซับรับกระแสแห่งธรรมะ คุณธรรม ศีลธรรม ความดี น้อมสู่กระแสแห่งโลกุตตรธรรม เข้าถึงซึ่งมรรคผลพระนิพพานในที่สุดด้วยเถิด ขอให้เชื้อแห่งโพธิจิตได้งอกงามในจิตทุกดวง
จากนั้นอธิษฐานจิต อาราธนากระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานลงมาคุ้มครองรักษาชาติ ผืนแผ่นดินไทย ขอจงปลอดภัยจากภัยทั้งปวง จากข้าศึกทั้งภายในและภายนอก ขอจงมีความอุดมสมบูรณ์ สันติสุข ร่มเย็น ขอจงรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง ขอกระแสจิต กระแสบุญ กระแสกุศล จงส่งผลให้บุคคลในชาติเข้าถึงความดี แยกแยะดีชั่ว มีสัมมาทิฐิ มีความรัก มีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะพัฒนาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เข้าสู่ยุคศิวิไล
น้อมกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน อาราธนาพุทธานุภาพลงมายังเขตของพระพุทธศาสนา วัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง ขอจงมีกระแสแห่งพุทธานุภาพ พุทธคุณบริสุทธิ์ ขอจงมีกระแสแห่งสัมมาทิฐิ สลายล้างอวิชชา คุณไสย สลายล้างอลัชชีออกไปจากพระพุทธศาสนา ขอจงมีความบริสุทธิ์หมดจด ขอพระพุทธศาสนาจงเป็นร่มเงาให้กับพสกนิกรปวงชนชาวไทยทั้งปวง ขอพุทธานุภาพน้อมนำให้พระพุทธรูปทุกพระองค์มีความศักดิ์สิทธิ์ พระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุ พระอัฐิธาตุ พระธาตุเจดีย์ พระอรหันตธาตุ ขอจงมีพุทธานุภาพ สังฆานุภาพเต็มกำลัง
ตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาบารมีกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน ลงมาปกปักรักษาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ กระแสบุญจงส่งผลถึงพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เทวดาผู้รักษาพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เทวดาผู้รักษาพระบรมมหาราชวัง และพระตำหนักทั้งหลาย ขอเทวดาทั้งหลายจงโมทนาบุญ เข้าถึงบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ มีกำลังความศักดิ์สิทธิ์ พิทักษ์รักษาคุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้เต็มกำลังด้วยเถิด ขอให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผ่านพ้นอุปสรรคภยันตรายทั้งปวงไปได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยเทอญ
จากนั้นตั้งจิตอาราธนาน้อมนึกให้เห็นภาพว่า พระพุทธรูปองค์ขนาดยักษ์คลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอกำลังพุทธานุภาพปกปักรักษา ป้องกันประเทศ ป้องกันพระพุทธศาสนา ป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการรุกรานของศาสนาอื่นทั้งหมด ที่มีจิตคิดอกุศล คิดร้าย ก็ขอเพื่อให้กำลังของพุทธานุภาพ กำลังของเทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดร้าย ทำลายศาสนา ทำลายแผ่นดินประเทศชาติ แพ้ภัยตัวเอง เป็นไปตามกฎของกรรม เราไม่ต้องไปแช่ง ทุกอย่างก็เป็นผลของกรรม มหาสะท้อนย้อนกลับไป ขอให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ พลิกสถานการณ์อย่างน่าอัศจรรย์
จากนั้นเราก็น้อมจิตว่า กำลังบุญ กำลังพระกรรมฐาน เราปฏิบัติเพื่อจิตของตน แล้วก็น้อมให้กำลังพระกรรมฐานยังประโยชน์ต่อสาธารณะ คือประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บ้านเมือง เราได้ยังประโยชน์ที่ถึงพร้อมแล้ว สมเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อท่านหมายมั่นไว้ว่า ตราบใดที่ยังรักษาอภิญญาสมาบัติและปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ท่านก็จะเมตตาคุ้มครองรักษา ขึ้นชื่อว่าพ่ออยู่ด้วย ก็ให้เราน้อมศรัทธาเชื่อมั่นว่า หลวงพ่อรักษาดูแลเราแน่นอน เทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์สงเคราะห์ดูแลเราแน่นอน เรามีกำลังเทพฤทธิ์คอยคุ้มครองรักษา คือกำลังของเทวดา พรหมช่วย ไม่ใช่เพียงกำลังของเรา มีทั้งกำลังพระ กำลังเทวดา กำลังของพรหม
เมื่อน้อมจิตคิดเป็นกุศลแล้ว ก็กราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์ พุ่งจิตกลับลงมายังโลกมนุษย์ อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองบ้านเรือน เคหสถาน กายเนื้อของเรา บุคคล ญาติพี่น้อง ขอกำลังบุญ กำลังพระกรรมฐาน กำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คลุมคุ้มครองเราจากภัยพิบัติทั้งปวง แคล้วคลาดปลอดภัย ขอกระแสบุญคุ้มครองธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้างกายหยาบ กายเนื้อ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วกายกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ หลอดเลือด เส้นเอ็น ทะลุทะลวงกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์ อวัยวะทุกส่วน อาการทั้งสามสิบสองกลายเป็นแก้วใส กระแสความเป็นทิพย์ กระแสบุญไหลเวียน หล่อเลี้ยง เยียวยา ประคับประคองร่างกายขันธ์ห้า ขอทั้งธาตุธรรม ขอทั้งกระแสบุญ ประคับประคองขันธ์ห้าของข้าพเจ้า ให้มีสุขภาพ มีกำลังที่สมบูรณ์พร้อม แข็งแรง มีราศี มีวรรณะ มีรัศมีกาย มีราศีจากใบหน้าที่แผ่กระจาย สว่าง เป็นที่รัก จากผลอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาพรหมวิหารสี่ น้อมจิตขอกำลังทาน ศีล ภาวนา ความดีที่สำเร็จประโยชน์ดีแล้ว น้อมนำเปิดสายบุญ เปิดสายทรัพย์ เปิดสายสมบัติ เปิดบารมี ให้ข้าพเจ้ามีความคล่องตัวตลอดชีวิต ตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานด้วยเถิด
จากนั้นเราจึงค่อยๆ หายใจเข้าช้าๆ 3 ครั้ง หายใจเข้า ‘พุท’ ออก ‘โธ’ หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ 2 ‘ธัม’ ออก ‘โม’ หายใจเข้าช้าลึกยาวช้าๆ ครั้งที่ 3 ‘สัง’ ออก ‘โฆ’ จากนั้นจึงถอนจิตช้าๆ ลืมตาขึ้นด้วยจิตอันเป็นสุข ผ่องใส น้อมจิตโมทนาบุญกับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคนที่มาเจริญพระกรรมฐานพร้อมกันในขณะนี้จากทั่วโลก และท่านทั้งหลายที่มาฝึก มาปฏิบัติตามในภายหลัง เราก็โมทนาบุญซึ่งกันและกัน ยิ่งบุคคลใดปรารถนาพระนิพพาน บุญกรรมฐานนี้ก็เป็นบุญใหญ่ เป็นบุญที่เป็นโลกุตตรธรรม เมื่อโมทนาบุญแล้ว ก็ขออำนวยอวยพร โดยอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย ขอบารมีพระ ให้เราทุกคนจงมีความสุข มีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า รอดปลอดภัย แคล้วคลาดจากภัยพิบัติ จากสถานการณ์ จากความวุ่นวายของโลกนี้ ผ่านเข้าสู่ยุคศิวิไลกันได้ทุกคน
สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่า ทางเมตตาสมาธิ ในกลุ่มพระกรรมฐาน เราก็จะเป็นเจ้าภาพกฐินกองใหญ่วัดท่าซุง ซึ่งต้องทำบุญกองใหญ่ กองละประมาณ 100,000 บาท เป็นจำนวน 2 กอง จากตอนแรกตั้งใจว่า 1 กอง ตอนนี้ก็บุญเพิ่มทวีคูณขึ้นมาเป็น 2 กอง สำหรับบัญชีที่จะให้ร่วมบุญ ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งนะครับ สำหรับใครที่จะร่วมบุญ ถึงวันที่ถวายกฐิน เป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดท่าซุง ก็เรียนเชิญไปยก ไปถวายด้วยกัน เลขที่บัญชี เดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบว่าถวายเป็นเลขที่เท่าไรอีกทีหนึ่ง
อีกเรื่องที่แจ้งก็คือ วันเสาร์ที่ประมาณ 26 เดือนนี้ อาจารย์ก็ต้องไปถวายกรรมฐานให้กับสามเณรที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอกำแพงแสน อีกวันเป็นวันอาทิตย์ ก็ดูก่อนว่าพอมีแรงที่จะสอนต่ออีกไหม ก็จะแจ้งให้ทราบอีกที
สำหรับวันนี้ ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้เราทุกคนตั้งใจ ถ้าเป็นไปได้ ก็ไปฝึกในเรื่องของการทรงฌาน ทรงอารมณ์ ทรงจิตที่ประภัสสร ทรงภาพพระ ทรงอารมณ์พระนิพพาน พยายามฝึกจนตัวเราเองมีความรู้สึกว่า เราสามารถทรงอารมณ์ได้อย่างมีความตั้งมั่น ทรงได้อย่างมีคุณภาพ คือคุณภาพของจิต คือเมื่อไรที่เรากำหนดภาพพระ พระนี้เป็นเพชรประกายพรึกเต็มกำลังเสมอ จำไว้ว่าเราโชคดีที่มีแนวทางในการปฏิบัติ ดังนั้นเวลาฝึก เราใช้แนวทางที่อาจจะพิเศษ หรือมาตรฐานอาจจะต้องสูงนิดหนึ่ง เวลากำหนดภาพ ฝึกให้เห็นภาพเต็มกำลังของเราเสมอ พอเต็มกำลัง ชัดเจน สว่างที่สุด ใสที่สุดได้เสมอ ทำตรงนี้ได้เมื่อไร เวลาที่เรายกจิตเป็นมโนมยิทธิ จากครึ่งกำลัง ก็กลายเป็นเต็มกำลัง ความชัด ความสว่าง ความสะอาดของจิต ก็มากกว่าที่ครึ่งกำลัง พอฝึกจนชัดที่สุด ใสที่สุดได้ ต่อไปก็ฝึกที่จะทรงอารมณ์ให้ได้นานที่สุด โดยที่ทรงในสภาวะที่เต็มกำลังให้มากที่สุด นานที่สุด ให้ได้คุณภาพแล้วก็เพิ่มปริมาณคือเวลา พอเราทำแบบนี้ได้ กำลังของเราก็จะทรงตัว มีกำลังฌานสมาธิ มีกำลังฌานสมาบัติเพิ่มพูนมากขึ้น ก้าวหน้าขึ้น
สำหรับวันนี้ ก็ขอขอบคุณที่ทุกคนติดตาม มีความสามัคคี มีความเพียรในการปฏิบัติ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณวิลาวัลย์ วลีเดช





