green and brown plant on water

เคล็ดลับการฝึกวสีสมาธิเเละมโนมยิทธิ

เวลาอ่าน : 4 นาที

เสียงธรรมจากห้อง  “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๙

เรื่อง เคล็ดลับการฝึกวสีสมาธิเเละมโนมยิทธิ

โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค

                    กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กายทางกายตั้งแต่ศีรษะไล่ไปถึงปลายเท้า การกำหนดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อให้เรามีสติ สามารถรู้สภาวะความเป็นไปในร่างกายขันธ์ ๕  แต่หัวใจที่สำคัญที่สุดในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือการที่เรารู้สึกถึงผัสสะทั่วร่างกาย พร้อมกับที่เราสามารถที่จะปลดปล่อย ตัดผัสสะ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางการเชื่อมโยงของร่างกายและจิต   วิธีการก็ง่าย ๆ เพียงแค่กำหนดที่จะปล่อยวางทีละส่วนของร่างกายออกไป ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน ปล่อยวางผัสสะ ความรู้สึก ความเชื่อมโยง ความสนใจในร่างกาย คือการตัดร่างกายขันธ์ ๕ ผ่อนคลายร่างกาย ปล่อยวางร่างกายขันธ์ ๕    ตัดขันธ์ ๕ ผ่านความรู้สึก เพราะเมื่อไหร่ที่เราตัดผัสสะความสนใจในร่างกาย เราก็จะรู้สึกถึงการไม่มีร่างกายขันธ์ ๕  เวทนาความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลาย ความกังวลกับอาการที่ปรากฏขึ้นทางกายจากการฝึกสมาธิ เป็นการรบกวนจิตจากการเข้าสู่สมาธิ เข้าสู่สมาบัติ    ผ่อนคลายร่างกาย ปล่อยวางขันธ์ ๕  เข้าสู่ความสงบระงับในกายสังขารจนจิตเข้าถึงความสงบของสมาธิ ทรงสภาวะจากการผ่อนคลาย ปล่อยวาง ตัดขันธ์ ๕  กำหนดรู้ในความสงบ ปล่อยวางร่างกายจนเหลือเพียงความสงบของจิต ประคองสภาวะที่เราปล่อยวางร่างกายนี้ เมื่อจิตเข้าถึงความสงบ สามารถทรงอารมณ์ทรงตัว เราก็เดินจิตต่อไป

 การควบอานาปานสติและกสิณลม (การกลั่นลมทิพย์)

                    โดยที่เราจะไม่ลืมพื้นฐานสำคัญของสมาธิในส่วนสมถะ คืออานาปานสติกรรมฐาน กำหนดจินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกายต่อเนื่อง ให้กระแสลมที่เหมือนกับแพรวไหมเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวไม่ขาดสาย ไหลเวียนต่อเนื่อง   การที่เราจินตภาพเห็นลมหายใจ เราไม่ต้องไปบังคับลมหายใจ ปล่อยให้ความหนักเบา ความเร็วช้าของลมหายใจเป็นไปตามสภาวะ เพียงแต่เราใช้จินตภาพกำกับว่า เราใช้จิตจินตนาการเห็นมวลอากาศ เห็นกระแสลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม เป็นกากเพชรระยิบระยับ เห็นลมตลอดสายเชื่อมโยงต่อเนื่อง การที่จิตจินตภาพเห็นกระแสลมหายใจเป็นสาย เป็นกากเพชรระยิบระยับ อันที่จริงก็คือการที่เราผนวกควบกองของกรรมฐาน คือ อานาปานสติ การใช้สติจับลมหายใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีกรรมฐานที่เชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันกับลมอยู่แล้ว นั่นก็คือ กสิณลม    ดังนั้น เราก็กำหนดการใช้สมาธิกำหนดรู้ในลมหายใจ ให้ลมหายใจเราเป็นแพรวไหมระยิบระยับ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็คือ  กสิณลมที่เป็นปฏิภาคนิมิต แล้วเมื่อเรากำหนดให้ลมที่ถูกปรับเป็นปฏิภาคนิมิตเข้าไปในขันธ์ ๕  ร่างกาย หมุนเวียนโคจรอยู่ภายในร่างกาย การที่เราหายใจเข้าไป มันก็เป็นส่วนที่มีความเป็นทิพย์ กลายเป็นปราณ กลายเป็นพลังชีวิต    ดังนั้น การจับลมหายใจเราก็กำไร ๒ ต่อ  กำไรทั้งในการที่เราเจริญในอานาปานสติ รวมถึงอานิสงส์ที่เราควบกองเป็นกสิณลม และการที่จิตเรากลั่นลมหายใจให้มีความเป็นทิพย์ เราหายใจเอาภาคความเป็นทิพย์ของธาตุลมเข้าไปในกาย มันก็กลายเป็นการกลั่นปราณเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ ๕  เราให้พลอยมีความเป็นทิพย์ตามไปด้วย     กำหนดจับลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม ด้วยปัญญารู้คุณค่าแห่งการเจริญกรรมฐาน หายใจเข้าออกราบรื่นต่อเนื่องลื่นไหล จิตเป็นผู้ใช้สติกำหนดดู กำหนดรู้ในลมหายใจตลอดสาย ตลอดทั้งกองลม เราเป็นผู้ติดตามดู ติดตามรู้ลมหายใจที่ผ่านเข้าและออก เชื่อมโยงต่อเนื่องลื่นไหลตลอดสาย สติไม่พลาด ไม่คลาดจากกองลม ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มีความหนัก มีความเบา หรือมีความละเอียด เราก็กำหนดรู้     ยิ่งลมหายใจละเอียดประณีตมากเท่าไหร่ จิตเรายิ่งเข้าถึงความสงบของสมาธิ   ยิ่งจิตมีความละเอียดประณีต อารมณ์ใจเราก็ยิ่งเข้าถึงความสุขสงบเบาสบาย  ยิ่งจิตของเรามีความเบาสบายมากเท่าไหร่  อารมณ์ที่เป็นสุขก็เป็นเหตุอันใกล้ที่ทำให้เกิดสมาธิ เมื่ออารมณ์จิตอันเป็นสุขปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดธรรมฉันทะในการเจริญสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน        กำหนดทรงสภาวะที่ลมหายใจเราเข้าถึงความละเอียดประณีตเบาสบายนี้ เรียกภาษาง่าย ๆ ว่า “เข้าถึงลมสบาย” ถ้าเปรียบเทียบในภาษาบาลีในการปฏิบัติ อารมณ์จิตนี้ก็คืออารมณ์จิตของ อุปจารสมาธิ สงบ เบา สบาย ซึ่งคุณประโยชน์ของอุปจารสมาธินี้ อันที่จริงแล้ว กำลังของความสงบนี้ สามารถใช้เป็นอารมณ์ในการอธิษฐาน หรือสวดให้คาถาเกิดผลเกิดความศักดิ์สิทธิ์เป็นอภิญญาได้ และอันที่จริง อุปจารสมาธิอารมณ์จิตนี้ ก็สามารถใช้เป็นสภาวะที่เราเจริญปัญญาวิปัสสนาญาณ จนสามารถใช้ตัดกิเลสได้เช่นกัน   ดังนั้น พื้นฐานหากจะง่ายที่สุด เราพยายามตั้งเป้าหมายที่จะทรงอารมณ์ในตลอดทั้งวันให้ได้ในอุปจารสมาธินี้

การทรงภาพพระพุทธนิมิต ๓ ฐาน และการสร้างญาณเครื่องรู้

                    พออารมณ์สบายปรากฏ ก็ฝึกที่จะกำหนดน้อมนึกภาพพุทธนิมิตในจิตของเรา ตอนนี้ก็ให้เราลองฝึกต่อในอีกรูปแบบหนึ่ง จากวันปกติที่เราเคยฝึก พอเข้าถึงอารมณ์ของอุปจารสมาธิ ลมสบาย อารมณ์จิตสบาย ให้เรากำหนดน้อมนึกทรงภาพพระไว้ภายในอกของเรา องค์พระอยู่ภายในอกเป็นแก้ว เป็นแก้วใสสว่าง จากนั้นอธิษฐานจิตให้องค์พระที่เป็นแก้วใส ค่อย ๆ กลายเป็น “เพชรประกายพรึก”  ทรงสภาวะโดยที่จิตยังเกี่ยวเนื่อง ยังไม่ได้ยกออกไปจากขันธ์ ๕ ร่างกาย แต่ภายในอกของเรา ภายในกายขันธ์ ๕ มีองค์พระที่เป็นเพชรอยู่ภายใน ทรงสภาวะที่เราทรงภาพพระไว้  ภาพขององค์พระสถิตตั้งฐานตั้งมั่นอยู่ในกาย    จากนั้นลองกำหนดเพิ่มเติมจากองค์พระ ๑ องค์ภายในกายในอก กำหนดภาพองค์พระเป็น ๓  ฐาน คือ:  ภายในอก ๑ องค์   ภายในศีรษะ ๑ องค์  บนศีรษะเหนือเศียรเกล้าอีก ๑ องค์ เป็นมงกุฎที่เราเทิดองค์พระพุทธเจ้าไว้เหนือศีรษะ      ทรงสภาวะที่เราทรงภาพพระ ๓ ฐานนี้ไว้ ทรงสภาวะองค์พระสว่างเป็นเพชร ตั้งกำลังใจว่า ถ้ากำลังใจเราเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เราตั้งใจที่จะฝึกฝนภายในของเรา ทรงภาพพระ ๓ ฐานที่เป็นเพชรนี้ไว้ตลอดเวลาเท่าที่เราจะมีสติรำลึกรู้ได้ เผลอหายไปก็เริ่มตั้งฐานองค์พระท่านใหม่    ตรงจุดนี้ การที่เราทรงภาพพระ สำหรับคนที่ฝึกในกำลังของมโนมยิทธิ มีความเป็นทิพย์ของจิต มีญาณเครื่องรู้ปรากฏขึ้น เวลาที่เราทรงภาพพระ ญาณเครื่องรู้ที่เราปรารถนาจะรู้ในสิ่งใดก็ตาม เราก็จะสามารถเชื่อมโยงกับองค์พระท่าน คือ สื่อสารกราบเรียนกราบทูลพระพุทธเจ้า กราบทูลถามพระพุทธเจ้าได้เสมอตลอดเวลา ถ้าทรงอารมณ์ไว้ได้ตลอดเวลา ญาณเครื่องรู้นั้นก็แทบจะไม่มีการเสียเวลาในการตั้งท่า ไม่เสียเวลาในการรอ  กำหนดรู้ในจิตปุ๊บ หรือมีเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องถามต้องรู้ปุ๊บ จิตก็จะผุดรู้คำตอบเป็นญาณเครื่องรู้ขึ้นทันที   แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกที่จะทรงภาพพระ นึกถึงพระตลอดเวลา บางครั้งญาณเครื่องรู้หรือสิ่งที่เราตั้งจิตอธิษฐานถามพระ หรือมีเหตุการณ์ที่ประสบ เราอาจจะต้องเสียเวลาในช่วงเวลาที่จิตเราสงบ มาปั้นอารมณ์ของเราให้ทรงภาพพระแล้วถึงจะได้รู้  ซึ่งบางคนก็อาจจะใช้เวลาอึดใจหนึ่งบ้าง ๑-๒ นาทีบ้าง หรือรอช่วงเวลาที่ว่าง ๆ สบาย ๆ แล้วถึงกำหนดรู้ขึ้นมาได้เองบ้าง  หรือบางครั้งบางคนก็ดึงเวลาในญาณเครื่องรู้นั้นไปเป็นวันบ้าง ๒-๓ วันบ้าง

                     ดังนั้น ถ้าสรุปรวมในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของมโนมยิทธิ ในเรื่องของญาณเครื่องรู้ต่าง ๆ ถ้าให้จำแนกอธิบายรายละเอียดเพิ่ม เราต้องเข้าใจก่อนว่า มโนมยิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ และมโนมยิทธินั้นเป็นอภิญญาที่ถือว่าเป็นอภิญญา ๖ เป็นอภิญญาใหญ่  ถ้าวิชชา ๓ หรืออภิญญา ๓ นั้นเป็นการได้หูทิพย์ ตาทิพย์ แต่ถ้าอภิญญา ๖ นั้น คือใช้กายทิพย์ไปรู้ไปเห็นด้วยความเป็นทิพย์ นั่นก็คือการถอดกาย  ถ้าอธิบายให้การฝึกมโนมยิทธิง่ายขึ้นก็คือ  มโนมยิทธิก็คือการใช้กายทิพย์  อภิญญาก็เกิดขึ้นด้วยกายทิพย์  ดังนั้น กายทิพย์ถ้ามีกำลัง กำลังของฌานสมาบัติสูง ความตั้งมั่นของฌานสมาบัติคือการทรงจิตในสมาธิได้อย่างมีความเสถียร  คำว่า เสถียร ในการทรงสมาธิก็คือ ไม่มีการวูบวาบ ไม่มีการขึ้นลง    การขึ้นลงนั้นหมายความว่า ทรงอารมณ์ เช่น การยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน ขึ้นไปได้แป๊บเดียว บางทีแค่อึดใจเดียว บางคนได้ ๒-๓ วินาที หรือ ๕ วินาที พอเห็นภาพสักครู่ก็กลับ  จิตตกกลับลงมาเกาะกาย มาสนใจร่างกาย มาสนใจอาการปวดเมื่อย เวลาที่เทวดาท่านเห็น ท่านก็เห็นว่าเจ้าคนนี้ขึ้น ๆ ลง ๆ คือ กายทิพย์มันไม่มีความเสถียร คือไม่มีกำลังที่จะทรงตัว    ถ้าหากอุปมากับขันธ์ ๕ ร่างกาย ก็เหมือนกับว่าบุคคลที่มีความแข็งแรงนั้น สามารถยกแผ่นน้ำหนักและค้างอยู่ได้เป็นเวลานานเท่าที่เราต้องการ แต่บุคคลที่เขาไม่มีกำลัง คือกำลังสมาธิต่ำ ก็เหมือนกับบุคคลที่ยกแผ่นน้ำหนักขึ้นแล้วยกไม่ไหว จำเป็นที่จะต้องวางลง คือกลับลงมายังโลก กลับมาเกาะกาย แล้วยกขึ้นใหม่ ยกขึ้นไปยกขึ้นมาเรื่อย ๆ

                    ดังนั้นเหตุผลในการฝึก  การฝึกที่สำคัญในส่วนของสมถะ ก็คือ   การฝึกเข้าฌานให้รวดเร็ว เพียงแค่รัดนิ้วมือเดียว  สามารถเข้าสภาวะของความสงบของสมาธิได้ทันที นึกภาพองค์พระ คือ ตั้งนิมิตของกสิณก็สามารถตั้งได้ทันที  อันนี้คือสามารถมีความคล่องตัวในการขึ้น ในการเข้าสมาธิ คำว่าขึ้นก็คือ ขึ้นพระนิพพาน ส่วนวิธีการฝึกที่ ๒ ที่สำคัญ ซึ่งก็เป็นบาทฐานของวสีในสมาธิอยู่แล้ว ก็คือ  การทรงฌาน  ความหมายของการทรงฌานก็คือ จิตมีความเสถียรตั้งได้นานที่สุด ทรงอารมณ์ ทรงภาพนิมิต  ทรงไว้แบบนั้นไม่มีหาย ไม่มีแวบ ไม่มีนิมิตจร คือ ภาพอื่น เรื่องอื่น หรือความคิดฟุ้งซ่านอื่นปนเข้ามาในใจของเรา  จะทรงภาพพระก็ต้องเป็นพระองค์เดียวที่ตั้งใจไว้  เช่น ถ้าหากตั้งใจว่าเราจะทรงภาพสมเด็จองค์ปฐม ภาพสมเด็จองค์ปฐมที่เหมือนกับพระพุทธชินราชในซุ้มเรือนแก้ว ถ้าเราตั้งใจจะทรงภาพของสมเด็จท่านแบบนั้นก็ต้องเป็นแบบนั้น แต่ถ้าหากตั้งใจว่าภาพสมเด็จองค์ปฐมเราตั้งไว้ แต่ปรากฏว่ามีภาพองค์อื่นเข้ามา เช่น มีภาพเป็นพระพุทธรูปยืนปรากฏขึ้น หรือภาพนั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ ในช่วงของการฝึกเพื่อการทรงอารมณ์ คือการทรงฌานทรงภาพนิมิต เราต้องแข็งใจ ตั้งใจมั่นไม่ไปสนใจกับนิมิตจรทั้งหมด แม้ว่าเป็นภาพพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าในปางอื่นลักษณะอื่นมาปรากฏ เราก็จำเป็นจะต้องข่ม คือ ทรงอารมณ์ไว้เป็นภาพสมเด็จองค์ปฐมอย่างเดียวเท่านั้นให้นานที่สุดเท่าที่เราจะนานได้  อันนี้คือการฝึกในการทรงสมาบัติ การทรงสมาธิ การทรงอารมณ์ เมื่อฝึกจนกระทั่งภาพนั้นสามารถทรงตัวได้แล้ว      ลำดับต่อไปที่เราจะฝึกก็คือ   การฝึกกลั่นภาพกลั่นจิตให้ภาพนิมิตก็ดี ดวงกสิณก็ดี องค์พระก็ดี   มีความใสมีความชัดเจน ตรงนี้ถือว่าเรียกว่าการฝึกเพื่อให้ภาพของนิมิต ภาพของกสิณ ภาพองค์พระมีคุณภาพของจิตที่ผ่องใสที่สุด ชัดเจนที่สุด อารมณ์จิตเป็นสุขที่สุด  ซึ่งคุณภาพของภาพนิมิตที่เราฝึก ยิ่งใสยิ่งชัดมากเท่าไหร่  ภาพนิมิตมีความสัมพันธ์กับอารมณ์พระกรรมฐานมากเท่าไหร่ คือยิ่งใส จิตยิ่งมีพลัง ยิ่งใสจิตยิ่งมีจิตตานุภาพ  ยิ่งใสจิตเรายิ่งมีความเอิบอิ่มเป็นสุข    ถ้าคุณภาพของภาพนิมิตที่เราสามารถทรงได้ ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าคนอื่น ใสแล้วสามารถใสได้อีก กลั่นให้ใสสว่างแล้วให้สว่างได้อีกจนกระทั่งเจิดจ้า ถ้าเราทำได้แบบนี้เมื่อไหร่ เวลาที่เราอยู่ในจุดที่สามารถใช้กำลังความเป็นทิพย์ของมโนมยิทธิ  ความชัดเจน ความแจ่มใสของญาณเครื่องรู้เราก็จะปรากฏชัดใสสว่างกระจ่างเช่นเดียวกันกับการฝึกฝนของเรา  ดังนั้นถ้าทำความเข้าใจศึกษาให้เกิดการพัฒนาของจิตตามคำที่ครูบาอาจารย์ในสายมโนมยิทธิที่ท่านสอนก็คือ  กำลังมโนมยิทธิของแต่ละบุคคลมีความชัดเจนต่างกัน พอเราฟังที่อาจารย์สอน เราก็จะเริ่มมีความเข้าใจว่าเพราะเหตุผลเป็นเช่นนี้:

ประเภทที่ ๑ ก็คือ ภาพที่เห็น กำลังของมโนมยิทธิ มีความพร่าบ้าง มีความไม่ชัดเจนบ้าง มีความปรากฏที่เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง คือ เห็นแล้วหายไปบ้าง  ปรากฏกลับมาบ้าง                                                                                 

สาเหตุ: เกิดจากอารมณ์จิตยังมีความขึ้น ๆ ลง ๆ ยังมีความเกาะกาย คำว่า “เกาะกาย” ภาษาการแก้ก็คือให้ตัดขันธ์ ๕  ตัดขันธ์ ๕ แต่จิตมันยังไม่ละจากกาย ผัสสะมันยังยุ่งอยู่กับกาย อารมณ์ใจมันเคยชินมันเกาะอยู่กับขันธ์ ๕ ร่างกาย คือ อาการที่เกิดขึ้นก็เกาะมัน แล้วก็ไม่รู้ตัวว่ายังเกาะขันธ์ ๕  ยังตัดขันธ์ ๕ ไม่ได้

การแก้ไข: ให้สลับมาฝึกปล่อยวาง คลาย ตัดผัสสะทางกายก่อน เพราะการขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้เกิดสภาวะเห็นแล้วก็ดับ เห็นแล้วก็ดับ

ประเภทที่ ๒ : เห็นเป็นภาพขาวดำ หรือเห็นเป็นมัวๆ

สาเหตุ: ไม่เคยฝึกฐานกสิณ คือ การฝึกทรงภาพนิมิตให้มีความใสชัดเจน ไม่เคยฝึกกลั่นให้ภาพองค์พระ เวลาที่เราฝึกอันเป็นพื้นฐานคือพุทธานุสติ นั่นก็คือการตั้งพุทธนิมิต ไม่เคยฝึกให้มีความผ่องใส นึกภาพพระอย่างไรก็ฝึกไปอย่างนั้น ไม่เคยกลั่นให้องค์พระท่านใสขึ้นเลย

ผลลัพธ์: ญาณเครื่องรู้เวลาที่ปรากฏก็จะมีความพร่ามัว แตกต่างจากคนที่เขาฝึกฐานกลั่นองค์พระจนใสสว่าง อารมณ์จิตเข้าถึงอารมณ์พระกรรมฐานสัมพันธ์กันกับภาพนิมิต

ประเภทที่ 3:  เวลาฝึกมโนมยิทธิแล้ว ภาพต่างๆสิ่งที่รู้  เห็นแต่ภาพอย่างเดียว แต่ไม่มีทิพย์โสต คำว่าทิพย์โสตอันที่จริงถ้าพูดภาษาที่ง่ายที่สุด ก็คือ ไม่สามารถคุยกับพระท่านได้   ไม่สามารถกราบทูลถามเรียนถามท่านได้ หรือไม่ได้ยินเสียงที่ท่านเมตตาสงเคราะห์ตอบขึ้นมาในจิต คือจิตเราไม่ได้ยิน ซึ่งอันที่จริงแล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็คือ อารมณ์ใจของเรา การทำความเข้าใจในเรื่องของทิพย์โสต  เวลาทิพย์โสตปรากฏขึ้น  เวลาที่พระท่านสงเคราะห์พูดกับเรา จะปรากฏอาการขึ้น ๒ อย่าง คือ: อาการที่ ๑ ก็คือ เกิดเหมือนกับจิตของเราผุดรู้   ได้ยินเสียงเหมือนกับเสียงความคิดเป็นคำตอบขึ้นมาในจิต นั่นคือสิ่งที่เราได้รับผัสสะคำตอบจากพระท่านพูดกับเรา แล้วเวลาที่รู้ไม่ว่าสิ่งนั้น จะเป็นภาพที่เห็นหรือ เสียงที่ได้ยิน ไม่ได้เห็นไม่ได้ยินด้วยหูเนื้อ หรือเห็นได้ด้วยตา  แต่สัมผัสได้ด้วยจิตของเรา ดังนั้น เสียงที่ปรากฏขึ้นก็จะเหมือนกับเสียงของความคิดเรา ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเภทปกติ   แต่ถ้าจิตของเรามีความแนบในพระรัตนตรัยมาก  แนบอยู่กับพระท่านมาก และเป็นบุพเพกตปุญญตา  คือ บุญเก่าบารมีเก่าของแต่ละบุคคล กรรมฐานเคยเจริญมาในกาลก่อนในอดีตชาติไม่เท่ากัน   สำหรับบางบุคคล ญาณเครื่องรู้การได้ยินเสียงของพระท่าน หรือเทวดาหรือพรหม จะมีบางบุคคลที่มีพรสวรรค์  มีของเก่ามีคุณธรรมพิเศษคือเสียงแต่ละพระองค์  จะได้ยินเป็นเสียงจำเพาะเจาะจงที่มีความแตกต่างกัน ต่างจากเสียงความคิดของเรา ซึ่งอาจจะไม่พบกับทุกคน หรือบางคนอาจจะเคยประสบปรากฏการณ์แบบนี้ อันนี้พูดถึงทั่วไปในการฝึกมโนมยิทธิ  ยังไม่นับเอาญาณเครื่องรู้พิเศษอื่นที่พระท่านสงเคราะห์ เทวดาท่านสงเคราะห์ที่ทำให้ได้ยินเสียงด้วยหูเนื้อ  เช่น ได้ยินเสียงดนตรีไทย ได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ได้กลิ่นดอกไม้กลิ่นธูปทางจมูกจริง ๆ ทางผัสสะทางขันธ์ ๕ จริงๆ หรือกระทั่งเห็นเทวดาด้วยตาเนื้อ แต่ส่วนใหญ่แล้วท่านที่มาสงเคราะห์แบบนั้นเป็นกำลังของท่านมาสงเคราะห์โดยตรง ประกอบกับจิตเราเป็นจิตที่ดีจึงสัมผัสได้

                     คราวนี้ย้อนกลับมาในเรื่องการฝึก เมื่อเราเข้าใจฐานของการฝึก เราก็ใคร่ครวญพิจารณาดูว่า   เราสามารถเข้าสู่ฌานได้อย่างรวดเร็ว ชนิดที่ไม่ต้องตั้งท่าหรือยัง  เข้าฌาน ๔ ในรัดนิ้วมือเดียวได้ก็สามารถที่ทรงภาพพระทันทีได้  ทรงภาพพระทันทีได้ ก็สามารถฝึกยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานทันทีได้   พอฝึกได้ขั้นที่ ๑   ขั้นที่ ๒ ก็ฝึกอารมณ์ให้ทรงตัว คือเมื่อทรงอารมณ์กรรมฐาน ณ กองใดจุดใดก็ตาม เช่น ทรงอานาปานสติ ก็กำหนดให้อยู่ในอุปจารสมาธิลมสบายให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้  เวลาที่ฝึกในกสิณ ก็กำหนดจิตให้เป็นปฏิภาคนิมิต อธิษฐานรวมกสิณ ๑๐ กองในจุดเดียวในจิตดวงนี้  แล้วทรงสภาวะปฏิภาคนิมิตของจิต  กำหนดรู้ว่าจิตเรามีความสะอาด ผ่องใส มีรัศมีแห่งความเมตตาแผ่สว่างกระจายเป็นอัปปนาสมาธิ ทรงไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

การไล่ลำดับเวลาในการทรงสมาธิ:

                    เริ่มต้นตั้งเป้าหมาย  ตั้งเป้าหมายว่าใน  ๑ นาที เราจะไม่คลาด จะไม่หลุด จะไม่หายจากนิมิต จะเป็นดวงจิตปฏิภาคนิมิตหรือองค์พระ ๑ นาทีจะไม่หาย    ทำ ๑ นาทีได้แล้วก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป คือ ขยับเป็น ๓ นาที  ๓ นาทีไม่คลาด ไม่หาย  ไม่ได้เอาใหม่ จนกระทั่ง ๓ นาทีไม่หาย    ทำ ๓ นาทีได้แล้ว ขยับเป็น ๕ นาที  ๑๐ นาที   เมื่อไหร่ที่เราไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งทรงสมาธิ ทรงสภาวะ ทรงอารมณ์ได้ยาวนานถึง ๓๐ นาทีขึ้นไป ถือว่ากำลังความเข้มแข็งและการทรงตัวของจิตในสมาบัติทรงฌานมีความเสถียร  จากนั้นก็กำหนดว่าในการที่เราทรงภาพ ทรงอารมณ์ เราต้องละเอียดในการเข้าสู่ การเชื่อมโยงคุณภาพของจิต คุณภาพของกองสมาธิ กองกรรมฐานที่เราฝึกในแต่ละจุด  อุปจารสมาธิในอานาปานสติ :  อารมณ์ใจต้องมีความสงบ เบา สบาย ละเอียด มีความรู้สึกว่าอารมณ์ใจเราได้พักผ่อนอยู่กับความสบายอย่างยิ่ง เวลาที่เราตัดขันธ์ ๕ ร่างกาย  ก็รู้สึกว่าร่างกายหายไป อันนี้ถ้าใครฝึกได้มากเข้าบ่อยเข้า ประโยชน์ก็คือ มโนมยิทธิมีความชัดเจนขึ้น เพราะการตัดกายมันชัดเจน มีกำลังเปอร์เซ็นต์การตัดร่างกายขันธ์ ๕ มากกว่าคนทั่วไป และอีกอย่างก็คือ ถ้าเราฝึกตัดผัสสะทางกายบ่อยมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถใช้การฝึกนี้ หนีเวทนา และเวลาที่เราปฏิบัติในมโนมยิทธิ ความคล่องตัวก็จะมีมากกว่า บุคคลที่เขาตัดร่างกายได้น้อยกว่า และคุณภาพของจิตที่จะต้องฝึกต่อโดยเฉพาะในเรื่องของกสิณ   พยายามฝึกให้ภาพนิมิต กลั่นภาพนิมิตให้ใสสว่าง เจิดจ้า เจิดจรัส และอารมณ์กรรมฐานเป็นสุขที่สุด     เมื่อแสงสว่างของจิตสว่างที่สุด แปลว่ามีพลังงานของจิตสูงมาก เมื่อพลังงานของจิตสูงมาก อารมณ์จิตของเราก็เป็นสุขอย่างที่สุด และจงรับรู้ไว้เสมอว่า เมื่อไหร่ที่เราฝึกจนจิตเราสว่างมาก กำลังบุญกุศลแห่งสมาธิมันก็ผันแปรไปตามความสว่างของจิต   ในโลกทิพย์นั้น กำลังบุญกำลังบารมีดูกันที่ “รัศมีกาย” ซึ่งรัศมีกายก็คือความสว่างของจิต จิตที่มีความสว่างมากกว่าย่อมมีรัศมีกายส่องสว่างมากกว่า หากเทียบกับความเป็นพรหม พรหมที่มีแสงสว่างรัศมีกายมาก ก็คือมีพลังงานของบุญมาก มีอายุขัยแห่งความเป็นพรหมมากกว่าพรหมที่มีรัศมีกายลิบหรี่    อย่าลืมว่าสัญญาณของดวงจิตในโลกทิพย์ ตั้งแต่อากาศเทวดา รุกขเทวดา ภุมเทวดา ขึ้นไปจนถึงพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น เทวดาหรือพรหมที่ใกล้จะหมดบุญ แสงมันจะลิบหรี่ลง รัศมีกายมีความเศร้าหมอง แต่การที่เราฝึกจนจิตของเราเปล่งประกายสว่าง หากเรายังไม่ไปนิพพาน ไปจุติเป็นพรหม แต่ละช่วงเวลานาที คุณภาพสูงสุด รัศมีกายที่สว่างเจิดจ้าผ่องใส ยิ่งทรงอารมณ์นี้นานเท่าไหร่ กำลังบุญก็สะสมอยู่ในจิตดวงนี้มากเท่านั้น  อันนี้อธิบายให้ครบทุกแง่ทุกมุมโดยละเอียด อันที่จริงการปฏิบัติธรรมมีความละเอียดลึกซึ้งแฝงไว้อยู่ในการปฏิบัติแทบจะทุกจุด  บางบุคคลมองเห็น บางบุคคลมองไม่เห็น บางบุคคลก็ไม่ให้ค่าว่าฝึกไปทำไม  ทั้งๆที่การนำมาอธิบายการเจริญกรรมฐานแบบนี้ ก็น่าจะหาที่ไหนไม่ได้       ตอนนี้ให้เรากำหนดทรงภาพองค์พระ เวลาที่เราทรงภาพองค์พระ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเชื่อว่าพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้ามาเป็นหนึ่งเดียว ประดุจพระพุทธองค์เสด็จมาอยู่กับนิมิตนี้ ยิ่งเราเชื่อและศรัทธามากเท่าไหร่ พุทธานุภาพยิ่งเชื่อมกระแสกับภาพพุทธนิมิตได้มากเพียงนั้น   ผลก็คือ เวลาเราอธิษฐานกับพุทธนิมิตในจิตเรา ความศักดิ์สิทธิ์พุทธานุภาพก็ปรากฏมากกว่าคนที่ศรัทธาน้อยกว่า เวลาที่เรากราบทูลถามพระ เพราะเคล็ดลับสำคัญที่สุดของมโนมยิทธิก็คือ ขอบารมีพระ ถามพระ อยากไปภพใดภูมิใดก็ขอบารมีพระให้พาไป อยากรู้ญาณเครื่องรู้สิ่งใดก็กำหนดจิตถามพระท่าน พระท่านก็เมตตาแสดงภาพให้เห็น ให้ปรากฏในจิต  หรือท่านเมตตายกอทิสมานกายเราไปรู้ไปเห็น ไปสัมผัสในภพภูมินั้น ๆ ดังนั้นแต่ละจุดจะมีความละเอียด มีความแตกต่าง มีสิ่งที่สอดแทรกมาเสริมแตกต่างกันในกรรมฐาน ในการทรงภาพ ในการทรงอารมณ์ในแต่ละจุด  จนกระทั่งมาถึงจุดสุดท้าย นั่นคือ การทรงอารมณ์พระนิพพาน    การทรงภาพพระเฉย ๆ ยังเป็นพุทธานุสติ  แต่การทรงอารมณ์พระนิพพาน คือ การที่เราใช้กำลังมโนมยิทธิ ยกกายทิพย์ (อทิสมานกาย) ขึ้นไปบนพระนิพพานอยู่หน้าองค์พระ อารมณ์จิตสำคัญที่ต้องเน้น คือ *** กำหนดความรู้สึกในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ เพื่อให้เรารู้ว่าเราไม่ใช่ร่างกายขันธ์ ๕  รู้สึกว่าเราขึ้นมาบนพระนิพพานจริง ๆ  น้อมพิจารณาการตัดภพจบชาติ  พิจารณาอารมณ์จิตตัดสังโยชน์ ๑๐ ซึ่งเป็นเครื่องร้อยรัดจิตเราอยู่กับภพภูมิต่าง ๆ   เสวยวิมุตติสุขบนพระนิพพาน  ประดุจว่าหากเราดับขันธ์ตายจากชาตินี้ ตายจากความเป็นมนุษย์นี้ แล้วเราเข้าถึงอรหัตผล  เข้าสู่พระนิพพาน เราจะเสวยอารมณ์นี้ คือ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป กรรมทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว กิเลส ความห่วง ความอาลัยทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว จิตเป็นอิสระอย่างยิ่ง เป็นสุขอย่างยิ่ง “นิพพานัง ปรมัง สุขัง”    การที่เราเสวยอารมณ์เอกันตบรมสุขบนพระนิพพานนี้ ถือเป็นอารมณ์จิตที่เราเข้าถึง นิโรธ คือ ความสุขความดับไม่เหลือเชื้อ  พอนานเข้า บ่อยเข้า จิตก็จะเกิดธรรมฉันทะอยู่กับพระนิพพาน พอเรากลับมาบนโลกมนุษย์ เราก็จะเห็นว่าโลกนี้มันเร่าร้อน วุ่นวาย กระทบกระแทก อารมณ์จิตเราก็จะเริ่มคลายตัวจากอารมณ์ของปุถุชน และเคลื่อนไปแนบอยู่กับอารมณ์ของโลกุตตรภูมิมากขึ้น  ดังนั้นหากเราเอาการฝึกตามที่อาจารย์บอก  เราฝึกไล่ให้ครบให้หมด แต่ที่จริงเราสามารถฝึก สามารถจนทรงตัว ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น สามารถทรงอุปจารสมาธิ ทรงตัวได้ครึ่งชั่วโมง เวลาที่เราจะมาฝึกให้ทรงภาพนิมิตจิตประภัสสรก็ดี ทรงภาพพระ เราก็ทรงครึ่งชั่วโมงได้ง่ายกว่าการที่เราไม่เคยฝึกมาก่อน เมื่อทรงอารมณ์ทรงสมาบัติเป็นครึ่งชั่วโมงได้ เราก็ยกจิตขึ้นไปพระนิพพานได้ครึ่งชั่วโมงสบายๆ

                    จำไว้ว่า ทุกอย่างใช้หลักการเดียวกันหมด ถ้าเราจับหลักได้ การปฏิบัติก็ไม่ยาก   เข้าฌาน ๔  ได้ในรัดนิ้วมือเดียวในอานาปานสติ  ทำจิตประภัสสร กสิณ ทรงภาพพระ และยกจิตขึ้นพระนิพพานได้ทันที  ทรงสมาบัติได้ ๓๐ นาที  ทรงอุปจารสมาธิ จิตประภัสสร ภาพพระและยกจิตขึ้นพระนิพพานได้ครึ่งชั่วโมงสบายๆ     การฝึกยกจิตขึ้นพระนิพพานด้วยกำลังของมโนมยิทธินั้น คือ “เพชรยอดมงกุฎ” เป็นเป้าหมายที่หลวงพ่อและองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาสอนเผยแพร่ เพื่อรื้อขนมวลสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพาน หากใช้ถูก ใช้ตรง ย่อมเข้าสู่พระนิพพานได้แน่นอน

คำอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาบารมี

                    ให้เราตั้งใจอธิษฐานจิต ยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพาน กราบพระท่าน กายทิพย์สว่างที่สุด ใสที่สุด แล้วน้อมอธิษฐานกระแสบุญจากพระนิพพาน คลุมคุ้มครองลงมายังสังสารวัฏ แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั่วอนันตจักรวาล นับตั้งแต่ อรูปพรหมทั้ง ๔ พรหมโลกทั้ง ๑๖  ชั้น  อากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น  รุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล มนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ กายเนื้อ ทั่วอนันตจักรวาล  ดวงจิตโอปปาติกะ สัมภเวสี เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกทุกขุม  ขอกระแสบุญกระแสเมตตาจากพระนิพพานจงแผ่ถึงทั่วทุกดวงจิต  จากนั้น อธิษฐานขอบุญจากพระนิพพานคลุมคุ้มครองโลกใบนี้ให้สงบสุข สันติ ร่มเย็น ขอจงบรรเทาเบาบางสลายล้างภัยพิบัติ คลุมลงมายังประเทศไทยให้รอดพ้นบรรเทาเบาบางจากภัยพิบัติและเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหลาย ขอกำลังพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์  คุ้มครองเขตบวรพระพุทธศาสนาทั้งหมดให้บริสุทธิ์ สะอาด มากด้วยพระอริยเจ้า พระสุปฏิปันโน พระโพธิสัตว์ สลายล้างอลัชชี อวิชชา คุณไสย มิจฉาทิฐิออกไปจากพระพุทธศาสนาและดวงจิตของพุทธบริษัท ๔ ทุกดวง  จากนั้น อธิษฐานขอบารมีพระนิพพาน เทพพรหมเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกำลังแห่งพระสยามเทวาธิราช คลุมคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ขอจงมีความเจริญรุ่งเรือง    น้อมรวมกระแสบุญกุศลทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นนับตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันในทาน ศีล ภาวนา และมหามุทิตาจิต ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต รวมลงสู่ดวงจิตของข้าพเจ้า  นำพาให้เข้าถึงอริยทรัพย์ อริยสมบัติ นิพพานสมบัติในชาติปัจจุบัน และในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้มนุษย์สมบัติ พรหมสมบัติ สวรรค์สมบัติ นาคสมบัติ หลั่งไหลในชาติปัจจุบันมาเพื่อยังประโยชน์ต่อตนเอง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไป

                     จากนั้นให้เราค่อยๆกราบลาทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน  แล้วพุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ อธิษฐานให้ปรากฏองค์พระสามฐานปรากฏกับกายนี้ อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานและองค์พระมาคุ้มครองกาย บ้าน กิจการงาน บริษัท ห้างร้าน ธุรกิจ  อธิษฐานขอกระแสบุญจากพระนิพพาน ฟอกชำระล้างธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จงกลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่าง จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุทั้ง ๔ อาการ ๓๒  อวัยวะภายในทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส  ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกาย จงกลายเป็นแก้วใส  ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้างโรคภัยไข้เจ็บ เซลล์ผิดปกติ เซลล์มะเร็ง เนื้องอก ซีสต์ โรคร้าย พยาธิสภาพทั้งหลาย ขอจงสลายตัวไปจากร่างกายขันธ์ ๕ ของข้าพเจ้า ขอให้ขันธ์ ๕  นี้เป็นที่รองรับธรรมะ การประพฤติปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และปฏิปทาสาธาณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมีเทวดา พรหม ผู้เป็นพระอริยเจ้าสัมมาทิฐิ เมตตาคุ้มครองรักษาให้ปลอดภัยจากภัยทั้งปวง    อนุโมทนาสาธุกับกัลยาณมิตรทุกคนที่ร่วมฝึกสมาธิในวันนี้ทั้ง ๖๔  ท่าน  หายใจเข้าช้า ลึก ยาว  ภาวนา “พุท”  หายใจออก  ภาวนา “โธ”    หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ครั้งที่ 2  ภาวนา “ธัมโม”  หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ครั้งที่ 3  ภาวนา “สังโฆ”   อารมณ์จิตแย้มยิ้มเบิกบานเป็นสุข ขอให้ทุกคนมีกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองรักษา ขอให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง มีสติปัญญาแก้ไขนำพาตนพ้นจากความเดือดร้อนและความทุกข์ทั้งปวง  ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญ

แจ้งข่าวสารการบุญ:

                     งานกฐินวัดท่าซุง  กำลังติดต่อขอเลขที่บัญชีเพื่อเปิดรับร่วมบุญถวายกฐินวัดท่าซุง (ทางคณะจะถวายประมาณ ๒ ชุด) ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเดินทางไปถวายร่วมกันได้ จะประกาศรายละเอียดทาง Facebook และ Line อีกครั้ง   สัปดาห์หน้าวันอาทิตย์ บ้านสายลม  เปิดรับสังฆทาน ท่านเจ้าอาวาสเมตตามารับสังฆทาน สามารถร่วมบุญและเดินทางไปถวายมหาสังฆทานร่วมกันได้ตามปกติ   

กำหนดการจัดเมตตาสมาธิครั้งต่อไป  เปลี่ยนสถานที่ เนื่องจากสมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดขัด จึงย้ายไปจัดที่ สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ (ซอยงามดูพลี) แทน  เปลี่ยนวัน เปลี่ยนมาจัดใน วันเสาร์ เนื่องจากสถานที่จัดงานไม่ว่างวันอาทิตย์   ขอโมทนาบุญกับทุกคน ขอให้นำวิชาความรู้ที่แนะนำไปฝึกฝนให้เกิดผลสำเร็จ สวัสดี แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า.

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้