เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569
เรื่อง ญานเครื่องรู้จากพุทธานุสติ
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้ในร่างกาย ทั่วทุกส่วนในร่างกาย ล้วนแล้วแต่เปี่ยมไปด้วยสติ กำหนดความรู้สึกตัว ไล่ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า คาง คอ อก แขน ขา สะโพก เท้า ปลายเท้า สติกำหนดรู้อยู่ทั่วทั้งร่างกาย เมื่อรู้กายแล้ว เราใช้สติ ปลดปล่อย ผ่อนคลาย คลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ผ่อนคลาย เพื่อปล่อยวางร่างกายขันธ์ 5 ผ่อนคลายทั่วร่างกาย เพื่อละวางผัสสะ ความเชื่อมโยง ความเกี่ยวเนื่อง ความสนใจในร่างกาย ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวาง
เมื่อสงบระงับปล่อยวางจากร่างกายขันธ์ 5 จิตน้อมเข้าสู่ความสงบจากการปล่อยวาง ทิ้งกาย เพื่อเข้าสู่ความสงบของจิต ทรงสภาวะความสงบ จากการปล่อยวาง ให้มีความเสถียร ราบรื่นต่อเนื่อง ตั้งมั่นอยู่ ทรงสภาวะแห่งความสงบนี้ไว้ ปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางเรื่องราวในจิตใจ สติกำหนดรู้ อยู่กับความสงบจากการปล่อยวาง ตัดผัสสะ ตัดความสนใจในอาการที่เกิดขึ้นทางกายทั้งหมด อยู่กับความสงบ เมื่อจิตรวมเข้าสู่ความสงบ ตัดร่างกายขันธ์ 5 นิวรณ์ 5 ประการ สงบระงับลง
เราเริ่มปฏิบัติในสมาธิอันเป็นพื้นฐานสำคัญ ของสมถะคืออานาปานสติ ใช้สติกำหนดดู กำหนดรู้ในลมหายใจ จินตภาพคือนึกเห็นภาพ ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรไหม พลิ้วผ่านเข้าออกในกาย ราบรื่นต่อเนื่อง ลมหายใจ เข้าและออก เชื่อมโยงต่อเนื่องราบรื่น ลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น ลมหายใจสงบก็รู้ว่าสงบ ลมหายใจละเอียดก็รู้ว่าละเอียด สติที่กำหนดรู้ในลมหายใจนี้ คือสติที่กำหนดรู้ ในกายคตามหาสติปัฎฐาน กำหนดรู้ในลมหายใจไว้ พร้อมกับพิจารณา ใช้สติกำหนดรู้ ว่าเมื่อลมหายใจมันมีความเบา ลมหายใจที่เบา ที่ละเอียดสงบลงนั้น เรามีความรู้สึกสบาย มีความรู้สึกที่เป็นสุขไหม ลมหายใจเบาสบาย เราก็รู้สึกว่ามันสบายเป็นสุข สติที่รู้ในความสบายของลมหายใจสบายนั้น คือสติรู้ในเวทนามหาสติปัฏฐาน
เมื่อลมหายใจเรามีความสบาย เราพิจารณาด้วยสติกำหนดรู้ ว่าจิตของเราขณะนี้ มันมีความสงบ จิตรวมเป็นสมาธิไหม ความสงบที่จิตจดจ่อ อยู่กับลมหายใจที่สบาย เป็นเหมือนกับแพรไหม จิตที่สงบจากความฟุ้งซ่านวุ่นวาย จิตที่สงบลง ได้ชื่อว่าจิตของเราทรงไว้ สติในจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน
เมื่อลมหายใจของเราสงบสบายระงับลง ละเอียดลง มีความสั้นลง ก็พิจารณาต่อไปว่า เราเข้าถึงความสุขจากความสงบ ตามพระธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า ความสุขเสมอด้วยความสงบนั้นไม่มี ความสงบที่เกิดขึ้นจากสมาธินี้ เป็นความสุขที่ปรากฏจากการที่จิตของเรา สงบระงับ จากสังขารร่างกาย คือไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่สนใจในอาการ ในความเป็นไปของสังขาร ได้ชื่อว่าเป็นการตัดขันธ์ 5 โดยละเอียด จนถึงผัสสะ ความสุขจากความสงบ จากการที่จิตของเราเข้าถึงสมาธิ ระงับนิวรณ์ทั้ง 5 ประการลงได้ สงบจากจิตที่เข้าสู่สมาธิ ระงับสรรพกิเลสทั้ง 3 คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงไปได้
กำหนดน้อมทรงสภาวะ ที่ลมหายใจสบายสงบ ทรงอารมณ์เป็นสมาธิ จับลมหายใจละเอียดเบาสบาย ให้จิตเกิดวสีในการทรงฌาน คือทรงสมาธิ ให้มีความเสถียร ราบรื่น ตั้งมั่น อารมณ์จิตยิ่งเบา ยิ่งละเอียด ยิ่งสงบ อยู่กับความสงบของสมาธิ อยู่กับความผ่องใสของจิต ทรงสภาวะอารมณ์แห่งความสงบไว้
จากนั้นยกกำลังใจของเราจากลมสบาย กำหนดน้อมในจิต ว่าเราหยุดจิต หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง สงบนิ่งหยุด จนจิตรวมเป็นหนึ่ง เกิดสภาวะแห่งเอกัคคตารมณ์ เกิดสภาวะแห่งอุเบกขารมณ์ จิตมีความวางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบ ทางอายตนะทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิต สงบนิ่งตั้งมั่นไว้ชั่วขณะหนึ่ง อธิษฐานจิต ในขณะที่จิตรวมเป็นหนึ่ง ‘โสตัตตภิญญา จิตข้าพเจ้ารวมเป็นหนึ่ง โสตัตตภิญญา จิตของข้าพเจ้ารวมเป็นหนึ่ง โสตัตตภิญญา จิตของข้าพเจ้ารวมเป็นหนึ่ง‘ ในขณะที่จิตรวมเป็นหนึ่ง ก็พิจารณาธรรมว่า การเดินจิตเข้าสู่สมถะ มีวิปัสสนาญาณกำกับ คือทุกวินาทีที่เราเข้าสู่ฌานสมาธิ เรากำลังฝึกจิตของเราให้สงบระงับ จากความโลภ โกรธ หลง จากนิวรณ์ 5 ประการ เมื่อจิตของเรารวมเป็นหนึ่งเป็นสมาธิ จิตเราสะอาดจากสรรพกิเลสทั้งปวง รวมจิตตั้งมั่น
จากนั้นกำหนด จากจิต จากตำแหน่งที่ลมหายใจนิ่ง หยุด ดับ เราเดินจิตจากอานาปานสติขึ้นสู่สมถะที่มีความสูง มีความละเอียดขึ้น คือเข้าสู่สมถะจากกสิณ อันเป็นบาทฐานของความเป็นทิพย์ ของจิตและอภิญญา จากจุดที่หยุด กำหนดให้กลายเป็นทรงกลม จากทรงกลมค่อยๆ ใสขึ้น กลายเป็นดวงแก้ว กำหนดน้อมนึกภาพดวงแก้วให้ใสสว่าง มีแสงสว่างจากภายใน จำไว้เสมอว่า เมื่อเราเดินจิตจากอานาปานสติเข้าสู่กสิณ การสนใจในลมหายใจนั้นเราทิ้งไป เราสนใจแต่ภาพนิมิตของกสิณ ที่เรากำหนดขึ้น คือย้ายความสนใจ จากลมมาสู่ภาพ กำหนดภาพนิมิตให้ใสขึ้น หน้าที่ของจิตเรา คือกำหนดในภาพของนิมิต จดจ่ออยู่กับภาพของนิมิต จิตตั้งมั่นเชื่อมโยงอยู่กับภาพนิมิต ความสัมพันธ์ของกสิณกับสมาธิจิต คืออารมณ์พระกรรมฐานก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรานึกภาพ คือทรงภาพกสิณขึ้น ภาพกสิณสัมพันธ์กับอารมณ์ใจ ภาพกสิณยิ่งใส ยิ่งสว่าง อารมณ์จิตเรายิ่งเป็นสุข อารมณ์จิตเรายิ่งรู้สึกว่าจิตเรามีจิตตานุภาพ สัมพันธ์กับความสว่าง หรือพลังงานแห่งกสิณที่ปรากฏขึ้น จิตตอนนี้เป็นดวงแก้วใสสว่าง ใจมีความสุข ใจเรามีกำลัง ใจเรามีความเป็นทิพย์ สภาวะของภาพนิมิตที่เป็นดวงแก้วใสเราเรียกว่า ‘อุคคหนิมิต’
แต่กำลังฌานสูงสุดในกสิณ หรือฌาน 4 ของกสิณ เมื่อเปรียบเทียบ อุปมากับอานาปานสติก็คือ ฌาน 4 ของกสิณคือสภาวะที่ภาพนิมิต เรากำหนดเปลี่ยนจากดวงแก้วเรียบๆ ใสๆ สว่าง กลายเป็นดวงที่เป็นเพชรลูก มีการเจียระไนระยิบระยับ เปล่งประกายสายรุ้ง เป็นฉัพพรรณรังสี 7 สี ออกมาจากดวงจิต ทรงสภาวะที่จิตเป็นเพชรประกายพรึก สภาวะนี้เรียกว่า ‘ปฏิภาคนิมิต’ หรือฌาน 4 ของกสิณ
ทรงสภาวะที่จิตประภัสสร เป็นปฏิภาคนิมิต เข้าถึงจิตเดิมแท้อันเป็นประภัสสร จิตเดิมแท้อันเป็นทิพย์ ทรงสภาวะปฏิภาคนิมิตไว้ ภาพยิ่งใสสว่างแพรวพราวสวยงามเท่าไหร่ จิตเรายิ่งเป็นสุข จิตเรายิ่งเปี่ยมพลัง ให้จิตเราสว่างอย่างยิ่ง แพรวพราวระยิบระยับอย่างยิ่ง ทรงสภาวะภาพนิมิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตนี้ไว้ ให้นานที่สุด แสงไม่ลดลง ความสุขไม่ลดลง และเคล็ดลับสำคัญของกสิณก็คือ การเชื่อมโยงดวงจิตของเรากับดวงนิมิต คือกสิณ จิตคือกสิณ กสิณคือจิต สภาวะนิมิตที่ปรากฏสะท้อนจิตภายใน ภาพกสิณมีความใส มีความแพรวพราว ระยิบระยับมากเพียงใด นั่นหมายความว่า จิตเราสะอาดจากกิเลส จิตเราทรงในฌาน จิตเราทรงในความเป็นทิพย์ จิตเป็นหนึ่งเดียวกับภาพนิมิตของกสิณ ทรงสภาวะให้จิตสว่าง ผ่องใส ระยิบระยับที่สุด ประภัสสรที่สุด ทรงสภาวะไว้ด้วยอารมณ์จิตที่เป็นสุข ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องหนัก อารมณ์มีความเบา มีความสบาย ทรงสภาวะเพื่อให้จิตมีความเสถียรภาพ เป็นวสีในการทรงฌาน คือมีความชำนาญที่ฌานของเรานั้น มีสภาวะที่ราบเรียบต่อเนื่อง ไม่ขึ้นๆลงๆ ไม่มีสภาวะตกฌาน ไม่มีสภาวะร่วงจากสมาธิ ทรงความเสถียรราบรื่นตั้งมั่นยาวนานเท่าที่ต้องการ ภาพยิ่งใสสว่าง ยิ่งมีผลกับญาณเครื่องรู้ และความเป็นทิพย์ของจิต
เมื่อทรงสภาวจิตที่เป็นปฏิภาคนิมิตดีแล้ว กำหนดแสงสว่างที่แผ่ออก เป็นกระแสแห่งเมตตา รัศมีความสว่างของจิต แสงสว่างส่องกระจายโดยรอบของจิตออกไปเพียงใด กำหนดน้อมให้เป็นกระแสแห่งความเมตตา ความสงบเย็น ความรัก ความปรารถนาดี กระแสแห่งกุศลแผ่สว่างกระจาย กระทบจิตดวงใด จิตดวงนั้นก็พลอยชื่นบาน ผ่องใส จิตดวงใดที่สัมผัสรับแสงสว่างรัศมีของจิต จิตดวงนั้นก็ปรับภพภูมิสูงขึ้น สู่ภพภูมิที่เป็นกุศลเป็นสุข แผ่กระแสเมตตาจากจิต จิตยิ่งประภัสสร จิตยิ่งสว่าง กระแสเมตตายิ่งมีรัศมี กว้างไกลเพียงนั้น ในโลกของกายทิพย์ โลกของอาทิสมานกาย บุญกุศลทั้งหลาย ดูจากรัศมีและความสว่างของกายทิพย์ของท่านนั้น เทวดา พรหม ที่มีรัศมีกายสว่าง ก็มีบุญมากกว่าเทวดา พรหม ที่มีความสว่างน้อยกว่า ทุกอย่างเป็นพลังงาน พลังงานของจิต เป็นตัวนำพาให้จิตดวงนั้น ไปจุติตามกระแส ตามพลังงานของบุญและบาป และบุญและบาปจากกาย วาจา ใจ ที่เราได้กระทำ จากผลกรรม ก็ถูกบันทึกเป็นพลังงานบวก เป็นพลังงานลบ ลงสู่จิต เป็นบุญและบาป เราสะสมพลังบุญ จากทาน จากการรักษาศีล เนกขัมมะ จากการเจริญฌานภาวนา สมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน แสงสว่างของจิตอันเกิดขึ้น จากการภาวนา จากพรหมวิหาร 4 และเหนือสิ่งอื่นใดที่เป็นสิ่งที่สูงสุด ก็คือ แสงสว่างอันปรากฏขึ้นจากความบริสุทธิ์ของจิต ที่สะอาดจากกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง ยิ่งจิตสะอาดมากเท่าไหร่ บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ รัศมีของจิต พลังงานของจิต ก็ถูกสะสมเพิ่มพูนขึ้น มากขึ้นเพียงนั้น แผ่กระแสเมตตาจากดวงจิตของเรา ให้สว่างสงบเย็น กระแสเมตตาของเรา สร้างความสงบเย็นให้กับโลก ให้กับจักรวาล ให้กับสังสารวัฎ แผ่กระแสเมตตาสว่างไว้
เมื่อจิตมีความตั้งมั่นดีแล้ว เราทำฐาน คือเป็นเหตุ จากการที่เราเจริญสมาธิเข้าถึงความสงบ เข้าถึงความเป็นทิพย์ของจิตจากกสิณ เมื่อเหตุของเราดี ฐานจิตของเรา ได้สะสมเพาะบ่มบารมีไว้ดีแล้ว เราก็น้อมจิตรำลึกนึกถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำหนดภาพองค์พระพุทธรูปที่เราเคารพรักที่สุด การน้อมนึกภาพพุทธนิมิต คือนึกภาพพระพุทธรูปในจิต ภาษาในการปฏิบัติเรียกว่า “การเจริญพุทธานุสติกรรมฐาน” ภาษาในการปฏิบัติ กล่าวอย่างง่ายๆ เรียกว่า “การทรงภาพพระ” ก็คือการน้อมนึกภาพพระพุทธเจ้า พระพุทธรูป ไว้เป็นพุทธนิมิตในจิตของเรา
เคล็ดลับในการทรงภาพพระที่สำคัญก็คือ ความศรัทธา ความเชื่อของเรา ที่มีต่อพระรัตนตรัย มีต่อพระพุทธเจ้า คนทั่วไปที่เริ่มฝึกพื้นฐาน ก็พิจารณาว่า ภาพพุทธนิมิต ก็คือพระพุทธรูป แต่ถ้าเมื่อไหร่จิตเราถึงพระพุทธเจ้า คือมีความศรัทธามั่นคงถึงพระพุทธองค์ จิตเรากำหนดน้อมว่า ภาพพุทธนิมิต ภาพพระพุทธรูปในใจ คือพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ เป็นหนึ่งเดียวอยู่กับพุทธนิมิต คือภาพองค์พระนั้นคือพระพุทธเจ้าโดยตรง จิตไม่มีความลังเลสงสัย ไร้ซึ่งวิจิกิจฉา จิตมีความศรัทธามั่นคงต่อพระพุทธเจ้า เมื่อนั้นพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ ก็จะปรากฏกับจิตของเราเป็นอัศจรรย์ ได้มากกว่าคนที่มีกำลังศรัทธาความแนบในพระพุทธเจ้าน้อยกว่าเรา กำลังใจของเราน้อมนึกว่า พระพุทธองค์ทรงเสด็จ มาประทับอยู่เบื้องหน้าของเรา ภาพองค์พระค่อยๆ ปรากฏใสขึ้น สว่างขึ้น ชัดขึ้น จนรู้สึกสัมผัสถึงรายละเอียดทั้งหมด ขององค์พระ
เมื่อภาพพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นแล้ว เราก็กำหนดทำความรู้สึกว่า มีกายของเรา กำลังกราบแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า ความรู้สึกว่ากายของเรา ไปกราบองค์พระจริงๆ
สำหรับคนที่ฝึกใหม่ ก็กำหนดน้อมนึกว่า กายของเราที่ไปกราบ เป็นกายเหมือนกับมนุษย์ เพียงแต่ใส่ชุดขาวและเป็นแก้วใส คือกายทิพย์ของเรากราบ ส่วนผู้ที่ฝึกมา ในกำลังของมโนมยิทธิแล้ว เราก็อธิษฐานจิต ให้กายทิพย์ของเราปรากฏในสภาวะแห่งพระวิสุทธิเทพ คือเป็นกายพระวิสุทธิเทพ กราบแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า และกำลังใจเวลาที่เรานึก การที่เรานึกมีกำลังไม่เท่ากัน มีศรัทธาไม่เท่ากัน มีความตั้งมั่นไม่เท่ากัน ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านก็สอนว่า เวลาที่เราน้อมนึกว่าเรากราบพระพุทธเจ้า เรากราบพระพุทธเจ้าที่ไหน เรากราบพระพุทธเจ้า กราบพระพุทธองค์บนพระนิพพานเสมอ เมื่อไหร่ที่เราคิด นึก พิจารณา อธิษฐานเช่นนี้ อาทิสมานกายของเรา ก็ไปปรากฏบนพระนิพพาน กราบพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน จิตตัดความลังเลสงสัยทั้งปวงออกไป ใจมีแต่ความมั่นคงในพระพุทธเจ้า ไม่สนใจกายเนื้อ ไม่สนใจสิ่งที่ปรากฏขึ้นทางร่างกาย ไม่สนใจโลก คือสิ่งที่เป็นของหยาบ เป็นวัตถุในโลก เราใช้ความเป็นทิพย์ คือจิตของเรารู้สึก สัมผัสก็สัมผัสด้วยจิต ผัสสะที่ปรากฏก็สัมผัสด้วยความเป็นทิพย์ของจิต ทำความรู้สึกว่ากายที่เป็นกายใน อาทิสมานกาย หรือกายทิพย์ของเรา สัมผัสแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า คือเท้าของพระพุทธองค์ รู้สึกถึงว่ามือของเราสัมผัสกราบได้จริงๆ
**เมื่อกายของเรากราบลงแทบเบื้องพระบาทแล้ว เราก็อธิษฐานจิตว่า ‘ขอให้กายทิพย์ข้าพเจ้าขึ้นมากราบ พระพุทธเจ้าบนพระนิพพานเช่นนี้ และขอให้อารมณ์จิต ความศรัทธา ความมั่นคง ในพระรัตนตรัยของข้าพเจ้าคงมั่น ส่งผลให้ข้าพเจ้า สามารถจดจำอารมณ์พระกรรมฐานนี้ได้ ขึ้นมากราบพระพุทธองค์ได้ทุกครั้ง ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ลืมตาหลับตาเราก็นึกถึงพระ กราบพระได้ตลอดเวลา กายเนื้อเราขยับทำกิจการหน้าที่ อิริยาบถ 4 แต่จิตเราแยกกาย แยกจิต แยกรูป แยกนาม แยกกายเนื้อ กายทิพย์ กายทิพย์เรากราบ เราอยู่กับพระพุทธองค์บนพระนิพพานได้’
เมื่อกราบแล้ว เราก็อธิษฐานต่อไป วันนี้ก็จะเน้นในเรื่องของอธิษฐานบารมี อธิษฐานจิต ขอให้อภิญญาสมาบัติทั้งหลายของข้าพเจ้า บุญบารมีเก่าทั้งหลายของข้าพเจ้า ญาณเครื่องรู้ ความเป็นทิพย์ ฤทธิ์อภิญญา กำลังมโนมยิทธิทั้งหลายของข้าพเจ้า นับตั้งแต่อดีตชาติ ที่เคยฝึก เคยเพาะบ่ม สะสมตบะเดชะบารมี มาตลอดชีวิต ทุกชาติ ทุกภพ ขอจงมารวมตัวกัน เป็นพลวปัจจัย ส่งผลให้จิตข้าพเจ้า เชื่อมโยงต่อยอดของเก่า ปรากฏ ผุดรู้ผุดเกิด ญาณเครื่องรู้ใด ความเป็นทิพย์ใด องค์ฌาน องค์ธรรมใด ที่ข้าพเจ้าเคยได้มาในกาลก่อน ของเก่าทั้งหลายจงกลับคืน ฟื้นสู่จิตดวงนี้ของข้าพเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิปัสสนาญาณ ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติเพื่อตัดขัดเกลา สรรพกิเลส เพื่อมรรคผลพระนิพพาน ขอให้ข้าพเจ้าทำพระนิพพาน ให้แจ้ง เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ได้อย่างง่ายดาย ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ สิ่งใดที่เป็นวิบาก เครื่องขัดขวาง กุศลความดีของข้าพเจ้า วิบากกรรมใดทั้งหลาย จงคลายตัวไปให้หมด
จากนั้นเราตั้งจิต อธิษฐานให้เห็นกายเราค่อยๆ สว่างขึ้น ใสขึ้น อธิษฐานให้บุญเก่าจากอดีตชาติ บุญเก่าจากทุกภพ คือไม่ว่าบุญนั้น จะปรากฏจากโลกมนุษย์ ในช่วงเวลาใดในอดีตกาล บุญกุศลทาน ศีล ภาวนา ที่ปรากฏขึ้น ที่เราเคยพบพระพุทธเจ้า มาในอดีตกาลทุกๆ พระองค์ ขอให้ภาพบุญ ขอให้สายบุญ ขอให้แสงแห่งบุญ จงปรากฏ มารวมตัวกันที่กายทิพย์ของข้าพเจ้า ณ ปัจจุบันในชาตินี้ ให้กายของเราใสขึ้น สว่างขึ้น ภาพที่กราบ ที่ถวายทาน ที่เคยเจริญพระกรรมฐาน ที่เคยพบพระพุทธเจ้า จะเป็นพระองค์เก่า พระองค์ก่อน ตั้งแต่ยุคใด ก็ขอให้ภาพ ญาณเครื่องรู้ อดีตังสญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ของข้าพเจ้า จงฟื้นคืนกลับมา ภาพบุญเก่า กุศลเก่า จงมารวมตัวกัน ภาพกรรมฐานเก่าที่เคยฝึก จงปรากฏผุดรู้ขึ้นในจิต ภาพเนกขัมมะ ภาพอดีตกาล ที่เราเคยถือบวช เคยบวชพระ เคยบวชเณร เคยบวชชี เคยบวชเป็นหลวงจีน จงปรากฏ ของเก่าในอดีตชาติ จงกลับมา ขออาราธนาดึงบารมีเก่า มาแต่เฉพาะส่วนที่เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นความผ่องใส เป็นกระแสแห่งสัมมาทิฎฐิ เป็นมรรคมีองค์ 8 เป็นฌานสมาบัติ ที่เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาอภิญญา ส่วนสิ่งใดที่เป็นอกุศล จงสลายตัว ฝังกลบไว้ในอดีตกาล ฝังกลบทิ้งไว้ในอดีตชาติ ดึงมาแต่สิ่งที่เป็นบุญ เป็นกุศล กลั่นคัดกรองมาแต่กระแสบุญ อันสะอาดบริสุทธิ์หมดจด บุญที่เราเคยสร้าง ก็จงกลับมาส่งผล รวมลงสู่จิตของข้าพเจ้า ณ ปัจจุบันนี้
อธิษฐานให้กายทิพย์ยิ่งสว่างขึ้น ใสขึ้น พิจารณาว่า ความสว่างของจิต ความบริสุทธิ์ของกายทิพย์ ขณะที่เราเจริญพระกรรมฐานนี้ วันนี้เราได้สร้างบุญสร้างกุศลใหญ่ที่เป็นทาน ทั้งบุญแห่งมหาสังฆทานก็ดี บุญที่เราได้ถวายร่วมบุญถวายในกองกฐินวัดต่างๆ ก็ดี ทานที่เป็นบุญใหญ่เราได้สำเร็จแล้ว กายทิพย์สว่างผ่องใส และในขณะที่เราเจริญพระกรรมฐานในวันนี้ และในตลอดวัน ศีล 5 ของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ ไม่ได้มีการเบียดเบียน พิจารณาต่อไปว่า ในขณะที่เจริญพระกรรมฐาน จิตเราแผ่กระแสเมตตา จิตข้าพเจ้าถึงพร้อมในพรหมวิหาร 4 ภาวนาครบ ภาวนาพร้อม บุญภาวนาครบ ขอให้บุญแห่งทาน ศีล ภาวนานี้ ดำรงตั้งมั่นในจิต กุศลความดีทั้งหลาย จงปักหมุดมั่นคงในจิต กระแสแห่งสัมมาทิฎฐิ คือความเห็นตรงต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ความเห็นทิฎฐิตรงว่า กฎของกรรมมีจริง บุญบาปมีจริง นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน มีจริงทั้งหมด มรรคผลพระนิพพาน สามารถเข้าถึงได้ สามารถบรรลุมรรคผลได้ ให้จิตตั้งไว้ในสัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ ความเห็นถูก
เมื่อตั้งเข็มทิศตรงสู่พระนิพพานแล้ว ก็อธิษฐานว่า ขอให้จิตข้าพเจ้าดวงนี้ อยู่ในกระแสแห่งโลกุตตรธรรม กระแสแห่งมรรคผลพระนิพพาน มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมตตาคุ้มครองรักษาจิตข้าพเจ้า ให้อยู่ในกระแสของกุศล ไม่หลุดไปในสิ่งที่เป็นอัปมงคล สิ่งที่เป็นอวิชชาจงสลายไป สิ่งที่เป็นมิจฉาทิฎฐิจงไม่อาจกล้ำกรายต่อข้าพเจ้าได้ และขอให้จิตข้าพเจ้า มั่นคงในคุณพระรัตนตรัย เป็นอจลศรัทธา คือศรัทธามั่นคง ไม่แปรเปลี่ยน ไม่ถอน ไม่ย้อนคืน ไม่กลับ จำเอาไว้ว่า คำว่าพระโสดาบันนั้นแปลว่า ผู้ไม่ถอยกลับ คือเมื่อไหร่ก็ตาม ที่จิตเราเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน เราจะไม่คิดย้อนคืนกลับว่า เราจะกลับไปเป็น ปุถุชนคนธรรมดา ที่กลับไปเกิด กลับไปเพลิดเพลิน กับโลกอีกต่อไป เป้าหมายในพระนิพพาน เราจะชัดเจน อาจจะมีความหย่อนในการปฏิบัติบ้าง เพลิดเพลินในทางโลกไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดเราก็ไม่ลืมในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่ลืมในพระนิพพาน
ให้เราน้อมพิจารณาว่า ในหนึ่งวันของเราที่ใช้ชีวิตปกติในโลก ในแต่ละวันนั้น เราได้คลาดจากการนึกถึงพระพุทธเจ้าไหม ในหนึ่งวัน เราไม่ได้กราบพระพุทธเจ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวไหม เราไม่ได้ยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานเลยแม้แต่ครั้งเดียวในวันนั้นมีไหม ให้พิจารณาไว้เสมอว่า จิตของเรา มีคติที่ไปสำคัญก็คือพระนิพพานทุกวัน เรากราบพระทุกวัน ถึงพระพุทธเจ้าทุกวัน ถึงพระนิพพานทุกวัน จิตเรารำลึกนึกถึงในกุศลทุกวัน และจิตเราตั้งไว้ในศีลทั้ง 5 ที่สะอาดบริสุทธิ์ไว้ทุกวัน
สำหรับบุคคลที่มาเจริญพระกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ก็ดี เทวดา พรหม ก็ดี ท่านบอกว่าส่วนใหญ่แล้ว จะพักอยู่ในความเป็นพระโสดาปัตติมรรค คำว่าพระโสดาปัตติมรรคก็คือ มีจิตเห็นคุณของพระนิพพาน เริ่มตั้งเป้าหมายในพระนิพพาน ตั้งใจเช่น จะไปพระนิพพานให้ได้ ชาตินี้ไปพระนิพพาน แต่ยังขาดอยู่ส่วนใหญ่ ก็เป็นข้อสำคัญในสังโยชน์ ความศรัทธาในพระรัตนตรัยมีพร้อมมีเต็ม เชื่อมั่นตั้งมั่นในพระนิพพานมีเต็ม ปัญญาที่เข้าใจ รำลึกได้ว่าร่างกายขันธ์ 5 มันไม่เที่ยง มันต้องตายไปในที่สุด มีชัดเจน อาจจะมีความเพลิดเพลิน หลงในกายบ้าง คือยังสนใจการแต่งตัว การแต่งกายที่สวยงาม รูปลักษณ์ขันธ์ 5 ร่างกายที่สวยงาม เครื่องประดับยังแต่งยังใช้ เครื่องหอมเครื่องสำอางยังทาได้ อาหารยังมีรสอร่อยชอบกินได้ แต่มีปัญญาไม่ประมาทว่าอย่างไร
เราก็ตาย มีปัญญาไม่ประมาทว่าร่างกายมันไม่เที่ยง แต่ข้อที่ติดที่ยังไม่เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน ส่วนใหญ่ก็มีเพียงแค่ ยังรักษาศีลไม่บริสุทธิ์ ยังไม่เป็นอธิศีลสิกขา ยังขาดเพียงข้อนั้น
ดังนั้นก็ให้เราน้อมพิจารณา ตอนนี้ก็ให้ทำความรู้สึกว่า เราอยู่หน้าพระบนพระนิพพาน คำว่าพระ เวลาพูดอย่างย่อ ก็ให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ ทรงภาพพระ ก็คือจิตกำหนดเห็นพุทธนิมิตของพระพุทธเจ้า กราบพระก็คือกราบถึงพระพุทธเจ้า เวลาเมื่อไหร่ที่เราฝึกปฏิบัติจนญาณเครื่องรู้ปรากฏ เราก็จะสามารถที่จะกราบทูลพูดคุย กราบถามข้อธรรมจากพระ ก็คือพระพุทธเจ้าได้โดยตรง เมื่อไหร่ก็ตามที่ญาณเครื่องรู้ปรากฏ คราวนี้สิ่งที่มันปรากฏขึ้นสำคัญก็คือ องค์ของธรรมะ ความสงสัยในธรรมะ เราก็จะถูกแก้ไข ถูกอธิบายให้รู้ขึ้นมาในวาระจิต เป็นปัจจัตตัง เป็นธรรมที่ตรงเฉพาะของเราโดยตรง ที่แก้อาการ แก้อารมณ์ แก้สิ่งที่มากระทบในขณะนั้น และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราสามารถถามพระท่านได้ ถามพระก็คือถามพระพุทธเจ้า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราถามพระได้ ขอบารมีพระได้ นั่นก็แปลว่า เรานั้นได้ชื่อว่ามีครูบาอาจารย์ที่เป็นกายทิพย์ คอยสงเคราะห์เกื้อกูล และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เรามีครูบาอาจารย์ มีพระท่านสงเคราะห์แล้ว สิ่งที่ปรากฏ เราก็พยายามฝึกที่จะทำหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง โดยการที่เราขอบารมีพระเสมอ อย่างการสอนสมาธินี้ จริงๆก็ไม่ใช่เป็นกำลังของอาจารย์ เป็นบารมีพระที่ท่านสงเคราะห์ ท่านจะให้สอนสิ่งใด ท่านก็น้อมดลใจให้กล่าวให้สอน ซึ่งข้อธรรมต่างๆ เวลาที่เป็นธรรมะที่พระท่านสงเคราะห์ ข้อพิเศษก็คือ ธรรมะนั้นจะถ่ายทอดจากจิตสู่จิต ก็คือจะตรงวาระจิตของหลายๆ บุคคล ข้อธรรมจะไปตรงกับใจของบุคคลหลายคน หรือบางครั้งคนที่ฝึกสมาธิอยู่มีความสงสัยในใจ พระท่านก็ดลใจให้กล่าว ข้อธรรมที่แก้สิ่งที่สงสัยของบุคคลนั้นได้ อันนี้สุดท้ายก็คือ เป็นเรื่องที่บุคคลที่เข้าถึงไตรสรณคมน์อย่างแท้จริง เข้าถึงกำลังมโนมยิทธิอย่างแท้จริง สุดท้ายก็จะเป็นบารมีของพระที่สงเคราะห์ หรืองานในพระพุทธศาสนาก็ดี งานที่เป็นปฏิปทาสาธารณประโยชน์ก็ดี ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พระท่านสั่งให้ทำ สิ่งใดก็ตามที่พระท่านสั่งให้ทำ ให้สังเกตว่าสิ่งนั้นจะราบรื่น ง่ายดายอย่างอัศจรรย์ หรือมีคนที่เขามาช่วยมาสงเคราะห์ แบบที่เรียกว่า เหนือความคาดหมาย เรื่องพวกนี้เมื่อสะสมประสบการณ์มากเข้าๆ เราก็จะยิ่งเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัย เราก็จะยิ่งไม่สงสัยว่า ทำไมครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์ รวมไปถึงหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ท่านก็ทำตามพระสั่งทั้งหมด พระที่ว่าก็คือพระพุทธเจ้า เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำตามพระสั่ง เชื่อพระท่าน สิ่งนั้นก็สำเร็จ สะดวก ราบรื่นเสมอ
แต่คราวนี้สำหรับบางบุคคล คิดในใจตอนนี้ว่า เรายังเพิ่งมาปฏิบัติ เรายังเพิ่งมาใหม่ สำหรับบุคคลที่มาใหม่ เมื่อไหร่ก็ตามเราตั้งกำลังใจถูก จิตเป็นกุศล เราอาราธนาบารมี ขอบารมีพระ ถามพระ พระสงเคราะห์ เราก็จะมีอารมณ์จิตบางครั้ง นึกในใจว่า จริงไม่จริง จะใช่หรือไม่ใช่ จะจริงหรือไม่จริง
คราวนี้ก็ให้เราอธิษฐาน ตอนนี้ก็คืออธิษฐาน สำหรับบุคคลที่ยังมีความแคลงใจ ยังมีวิจิกิจฉา เราก็อธิษฐานว่า ‘ขอบารมีพระท่าน เทพ พรหม เทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้โปรดสงเคราะห์ว่า สิ่งใดที่เรารู้เห็นในสมาธิแล้วเป็นจริง หรืองานสิ่งใดที่ท่านสั่งมาแล้วเราทำ หรือเราต้องทำ หรือควรทำ หากสิ่งที่พระท่านสั่งมาจริง ก็ขอให้เกิดความอัศจรรย์ ปรากฏขึ้นกับข้าพเจ้า’ เวลาสิ่งที่ท่านมายืนยัน หรือเป็นความศักดิ์สิทธิ์นี้ อย่างเช่นบางครั้งเราก็จะได้กลิ่นธูป ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ หรือบางครั้งเวลาที่เราอธิษฐาน ก็จะมีลมพัดที่มีความรู้สึกหรือลักษณะเฉพาะพิเศษ ที่เราสัมผัสได้ว่าเป็นเหตุที่ผิดปกติ หรือบางครั้งหูก็ได้ยินเสียงด้วยหูเนื้อ เป็นเสียงสวดมนต์ หรือเสียงสาธุการ หรือแม้แต่เสียงที่เป็นเสียงดนตรีไทยปี่พาทย์ อันนี้จำไว้ว่าไม่ต้องกลัว เป็นเรื่องของเทวดาท่านสงเคราะห์ มายืนยัน ให้เราเชื่อว่า สิ่งที่เรารับรู้ด้วยญาณเครื่องรู้ก็ดี งานที่เราทำหรือพระท่านสั่งก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่เทวดาท่านมายืนยัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นทิพย์ท่านยืนยัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านยืนยัน ก็ให้เราเชื่อ โดยไม่ต้องถอย ไม่ต้องย้อนมาสงสัยอีก จำไว้ว่าวิจิกิจฉา มันมีอารมณ์ความรู้สึก ถอยเข้าถอยออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อ ใช่ไม่ใช่ คือความลังเลมันเป็นแบบนี้ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม มีสิ่งมายืนยัน ให้เราก้าวไปข้างหน้า คือไม่ต้องมาถอยหลัง คือศรัทธาว่า สิ่งที่ทราบ สิ่งที่รู้นั้น เป็นสิ่งที่ตรงกับที่พระท่านสงเคราะห์
และญาณเครื่องรู้ต่างๆ ความเป็นทิพย์ต่างๆ ที่เรารู้เห็น จำไว้ว่าเมื่อไหร่ ญาณเครื่องรู้เป็นสัมมาสมาธิ ญาณเครื่องรู้ เราถามเพื่อธรรมะ เพื่อตัดกิเลส เพื่อความเจริญในธรรม สิ่งที่รู้ก็การันตีว่าส่วนใหญ่ถูกต้อง 100% แต่หากสิ่งที่เราไปถาม สิ่งที่เราไปอยากรู้ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง เป็นเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ เป็นเรื่องที่เป็นความโลภ เป็นเรื่องที่เป็นความโกรธ ความหลง เป็นกิเลส เป็นมานะ ส่วนใหญ่ตรงนี้มีโอกาสผิด 80-90% วิธีการที่ทำให้ญาณเครื่องรู้มีความถูกต้องแม่นยำ ก็คือถามแต่ธรรมะ ใช้แต่ทางที่เป็นธรรม ใช้แต่สิ่งที่เป็นกุศล ถ้าจะใช้ทางโลก ใช้ได้อย่างเดียว คือใช้กับสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ คือถามว่าสิ่งนั้นเราสงเคราะห์ได้ไหม ช่วยได้ไหม ทำได้ไหม โครงการนี้เราทำได้ไหม เราใช้วิธีการแบบนี้ อันนี้คือขอบเขตที่จะทำให้ จิตของเรานั้นเกิดอภิญญาสมาบัติที่เป็นสัมมาอภิญญาโดยที่ไม่เสื่อม ไม่สลายตัว ไม่เป๋ไปเป็นวิปัสสนูปกิเลส ไม่เป๋หลุดออกไปจนกระทั่งอภิญญาสมาบัตินั้นเสื่อม ถ้าใช้ทางโลกบ่อยๆ ก็กลายเป็นโลกียอภิญญา เมื่อไหร่ใช้แต่ทางธรรม ก็เป็นโลกุตตรอภิญญา โลกียอภิญญาเสื่อมได้ โลกุตตรอภิญญาไม่เสื่อม คือได้ความเป็นทิพย์อย่างไร รู้อย่างไร มีความสามารถอย่างไร ตราบที่เรายังใช้เรื่องมรรคผลพระนิพพาน ธรรมะ ความสามารถ อภิญญา ญาณเครื่องรู้ก็ไม่เสื่อม ดังนั้นก็ให้เรารู้พิจารณาของเราเอง
เมื่อสมควรกับเวลาแล้ว เราก็น้อมจิตอาราธนากระแสจากพระนิพพาน แผ่เมตตาลงมาจากพระนิพพาน น้อมบุญกุศลทาน ศีล ภาวนา ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน น้อมแผ่ลงมายังภพภูมิทั้งหลายทั้ง 3 ไตรภูมิ ไล่ตั้งแต่ภพที่เป็นสุคติภูมิ นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง 4 ขอบุญความสุขกายสุขใจจงถึงทุกท่าน ทุกรูป ทุกนาม พรหมโลกทั้ง16 ชั้น จิตผู้เข้าถึงฌานสมาบัติทั้ง 4 หยาบละเอียด จิตท่านผู้เข้าถึงพรหมวิหาร 4 หยาบ กลาง ละเอียด แผ่เมตตาต่อไป ลงไป ยังภพของอากาศเทวดา คือสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ตั้งแต่จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ไล่ขึ้นไปถึงที่สุดคือ ปรนิมมิตวสวัตดี ขอเทวดาทั้งหลายจงสำเร็จประโยชน์ความสุข จากกำลังแห่งเมตตาอันไม่มีประมาณ แผ่เมตตาลงไปยังภพของรุกขเทวดา ภุมเทวดา พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เทวดารักษาเขต เทวดาผู้มีวิมานอยู่บนต้นไม้อันมีกลิ่นทั้งหลาย ทั่วโลก ทั่วจักรวาล ต่อไปแผ่เมตตาให้กับภพที่มีกายหยาบ อันได้แก่มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานที่มีขันธ์ 5 ทั้งหลาย ทุกดวงดาว ทุกเอกภพ ทั่วอนันตจักรวาล ต่อไปแผ่เมตตาไปยัง ทุคติภูมิ คือภพที่ประสบความวิบากลำบากเสวยวิบากกรรม แผ่เมตตาไปยังดวงจิตที่เป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงวิญญาณเร่ร่อนหลงภพหลงภูมิ ทั้งดวงวิญญาณของมนุษย์และสัตว์ แผ่เมตตาให้กับดวงวิญญาณเปรต อสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาให้กับ ดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมในนรกภูมิ ทุกขุมลึกจนถึงที่สุดคือ โลกันตมหานรก
จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธเจ้า เปล่งฉัพพรรณรังสี เปิด 3 แดนโลกธาตุ แผ่เมตตาสว่างทั้ง 3 ภพภูมิอีกครั้งหนึ่ง ใจเราน้อมในเมตตาอันไม่มีประมาณ จิตเราน้อมในกุศล
เมื่อแผ่เมตตาแล้ว ก็น้อมกระแสบุญกุศล น้อมบารมี น้อมบุญลงมา คลุมคุ้มครองโลกใบนี้จากภัยพิบัติ จากภัยธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ขอทั่วทั้งโลกนี้ จงมีสันติภาพ สันติสุข ความสุขสงบร่มเย็น เกิดความอุดมสมบูรณ์ ฟื้นฟูดิน น้ำ ลม ไฟ ฟื้นฟูน้ำ ท้องทะเล ฟื้นฟูป่าเขา ฟื้นฟูภูมิอากาศ อธิษฐานขอกำลังบุญกำลังกุศล คลุมคุ้มครองประเทศไทย จากภัยพิบัติทั้งปวง จากศึกศัตรูทั้งภายในและภายนอก จากโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดทั้งหลาย ขอประเทศไทยจงมีแต่ความสามัคคี สันติสุขร่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์ ขอมีแต่บุคคลที่มีบุญกุศลเข้ามา ขอให้บุคคลผู้มีบุญเป็นสัมมาทิฎฐิ บุคคลที่มีกำลังบุญเป็นพระโพธิสัตว์ เข้ามาช่วยทำนุบำรุงปกครองบ้านเมือง ให้มีความสุขสงบร่มเย็น สันติ ขอให้บุคคลที่มีวิบากบาปกรรม เจตนาร้ายต่อประเทศชาติ แพ้ภัยตนเองไปในที่สุด ขอให้บุคคลที่คิดร้ายทำลายชาติ ทั้งบุคคลต่างชาติและบุคคลในชาติเอง จงแพ้ภัยตนเอง เป็นไปตามสภาวะ ตามกฎของกรรมที่ส่งผล จิตเราอธิษฐานด้วยใจอันเป็นอุเบกขา
จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธานุภาพ คลุมคุ้มครองเขตบวรพุทธศาสนา ให้สุขสงบ สันติ ร่มเย็น มีแต่พุทธบริษัท 4 ที่เป็นสัมมาทิฎฐิ ขออลัชชีทั้งหลายจงสลายตัว แพ้ภัยตัวเอง เป็นไปตามกฎแห่งกรรม บุคคลที่ทำชั่วไว้ บุคคลที่มีอำนาจปกครอง ผู้ใดที่มีจิตคิดร้ายต่อ 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ขอให้แพ้ภัยตนเอง ไปในที่สุด ขอให้ความชั่วทั้งหลายเปิดเผยสู่สาธารณชน ขอให้บุคคลทั้งหลายในชาติ เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว รู้ผิดชอบชั่วดี รู้จักว่าบุคคลใดเป็นกัลยาณชน บุคคลใดเป็นบัณฑิต บุคคลใดเป็นคนดี แยกแยะดีชั่ว ทั้งบุคคล เหตุการณ์ สถานการณ์ได้ชัดเจน ความหลง อวิชชา จงสลายล้างจากดวงจิตของประชาชนชาวไทยทั้งหมดด้วยเทอญ ความหลงเชื่อ ความหลงผิด มิจฉาทิฎฐิ จงสลายตัว
จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบารมีพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ น้อมรวมลงทำนุบำรุง คุ้มครององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ บุคคลที่ทำนุบำรุงพัฒนาประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ขอเทวดา พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชเจ้า ได้รักษา
จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไป น้อมจิตกราบลาพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้อมจิตกราบลาหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เมื่อกราบลาแล้ว เราก็พุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ เป็นแสงสว่างพุ่งลงมายังศีรษะ อธิษฐานให้กระแสบุญจากพระนิพพาน คลุมกายขันธ์ 5 เป็นลำแสงสว่างสีขาว ครอบร่างกายขันธ์ 5กายหยาบทั้งหมด กระแสพระนิพพานครอบคลุมบ้านทั้งหมด คลุมกิจการร้านค้า ธุรกิจของเราทั้งหมด อธิษฐาน ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โครงกระดูกทั่วร่างกาย เส้นเอ็น หลอดเลือด จงกลายเป็นแก้วใส อาการทั้ง 32 เซลล์ทุกเซลล์ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ อวัยวะภายในทุกส่วน จงกลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ โรคภัยไข้เจ็บ เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ซีสต์ พยาธิสภาพทั้งหลาย อาการผิดปกติทั้งหลาย เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลาย จงสลายตัวไปให้หมด ร่างกายจงถูกหล่อเลี้ยงด้วยกระแสธาตุธรรม ร่างกายไหลเวียนหล่อเลี้ยงด้วยกระแสความเป็นทิพย์ ร่างกายขันธ์ 5 หล่อเลี้ยงด้วยกระแสของบุญกุศล หล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ 5 ร่างกายนี้จงมีพละ จงมีวรรณะ จงมีราศี จงมีบารมีหนุนนำ ร่างกายมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ยังประโยชน์ต่อตน ยังประโยชน์ในการปฏิบัติ เพื่อมรรคผล ยังประโยชน์ในการทำนุบำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอเทวดา พรหม ที่ท่านคุ้มครองรักษา ได้โมทนาบุญ ได้คุ้มครองรักษาเราทั้งในขณะเจริญพระกรรมฐาน และตลอดทั้งวัน ตั้งแต่หลับยันตื่น ขอท่านสงเคราะห์ข้าพเจ้าทั้งหลายเต็มกำลังด้วยเทอญ ขอท่านทั้งหลาย ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้า จากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยเทอญ ขอทรัพย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอเทพ พรหม เทวา ผู้มีฤทธิ์ เมตตาสงเคราะห์ดูแลรักษา อภิบาล ทรัพย์ ลาภ มนุษย์สมบัติ ที่ยังไม่มา ก็ขอให้ท่านเมตตา ไปรับ ไปนับ ไปหยิบ มาส่งยังข้าพเจ้า ด้วยเมตตาด้วยเทอญ
จากนั้นน้อมใจของเรา น้อมจิตขอบคุณทุกท่านทุกๆ พระองค์ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านโมทนาสาธุ รอโมทนาสาธุบุญ กับเราทุกประการ แล้วก็ค่อยๆ หายใจเข้าช้าๆ 3 ครั้ง หายใจเข้าครั้งที่ 1 ‘พุท’ ออก ‘โธ’ ครั้งที่ 2 ธัมโม หายใจเข้าช้า ลึก ยาว ครั้งที่ 3 สังโฆ ทุกครั้งที่กำหนดออกจากสมาธิ เราหายใจเข้า ช้า ลึก ยาว เพื่อปรับร่างกายธาตุขันธ์ แล้วก็น้อมรำลึกผนึกกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ไว้กับกายสังขารเรา ป้องกันไม่ให้เกิดเภทภัย การแทรกใดๆ เข้ามา เมื่อกำหนดน้อมถอนจิตจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใจเราใส เป็นสุข เป็นสุขทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน วันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบคือ ให้เราอนุโมทนาบุญ จากบุญมหาสังฆทาน ที่เราร่วมกันถวายต่อเนื่อง สำหรับวันนี้ ก็ถวายมหาสังฆทานบ้านสายลมเป็นจำนวน 17 ชุด ปัจจัย 34,000 บาท แล้วก็ได้ร่วมบุญ ในส่วนของการถวายกฐิน 109 วัด กับหลวงพ่อโอที่บ้านสายลม ส่วนบุญที่ประกาศเพิ่มสำหรับวันนี้ ก็คือทางหมู่คณะ ทางเมตตาสมาธิ ก็ได้เป็นเจ้าภาพมหากฐินที่วัดท่าซุง ก็คือเป็นเจ้าภาพ พระผาติกรรม 4ศอก ปิดทอง เป็นจำนวน 2 กอง 2 เจ้าภาพ ซึ่งถ้าหากนับรวมกับกองของครูเกต ก็คือกลุ่มปฏิบัติและก็ครูสมาธิ พี่เลี้ยงของวัดมเหยงคณ์ด้วย ก็รวมทั้งหมดว่า หมู่คณะหมู่ใหญ่เรา ก็เป็น 3 เจ้าภาพ 3 กอง เลขติดกันทั้งหมด คือเลขที่ 333, 334, 335 ซึ่งในวันถวายมหากฐิน ก็เรียนเชิญให้เราทุกคนที่สะดวกก็ไปยก ไปถวายร่วมกันได้ เหมือนกับมหาสังฆทาน แล้วตอนนี้ก็แจ้งให้ทราบว่า ในกองของมหากฐินของวัดท่าซุงที่เป็นเจ้าภาพ ที่เมตตาสมาธิเป็นเจ้าภาพ ทางพี่น้องก็ได้เมตตาร่วมบุญมาแล้ว 100,000 บาท ก็เป็นอันว่าครบแล้วแน่ๆ 1 กอง ตอนนี้อีกกองหนึ่งก็ขอเรียนเชิญให้ใครที่มีจิตศรัทธา หรือเราจะเปิดเป็นสายบุญรวม บอกพรรคพวก ญาติพี่น้อง กัลยาณมิตร แล้วค่อยรวมกอง โอนมาร่วมบุญก็ยินดี ยังขาดอีกกองหนึ่ง
ส่วนเรื่องอื่นก็คือ ช่วงนี้ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ขออนุญาตเตือนว่า ก็อย่าประมาทในการทั้งปวง ภัยพิบัติต่างๆ ตอนนี้มีสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าภัยต่างๆ มันจะเกิดขึ้นกระจายกระจายตัว มันไม่ใช่ว่าคนทั้งประเทศทุกคน จะโดนภัยพิบัติทั้งหมด อาจจะโดนกระทบทางอ้อม แต่การที่จะโดนตรงๆ ทั้งหมดก็อาจจะน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน เท่าที่ถามก็ส่วนใหญ่ ก็ไม่โดนน้ำท่วม บางคนบ่นว่าอาจารย์น้ำท่วม โดนมาแล้ว ถามว่าท่วมหนักแค่ไหน ท่วมยางรถจักรยานที่จอดไว้หน้าบ้าน อันนี้ก็หมดคำจะพูดนะ ก็คืออย่างนี้ก็ถือว่ารอดแล้ว ไม่ได้โดนอะไรหนักหนาสาหัส ดังนั้นก็ขอให้เรา จริงๆ แล้วก็อย่าประมาท เตรียมน้ำดื่ม เตรียมอาหาร เตรียมทางหนีทีไล่ เตรียมว่าจะย้ายรถไปทางไหน หาลู่ทางไว้ก่อน อาหารเราก็เตรียมไว้เอง ไม่ต้องรอให้เกิดภัย เดี๋ยวสัปดาห์หน้าก็ยังมีฝนตกอยู่ ยังมีน้ำทะเลหนุน ยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง คือน้ำเหนือก็มีมาอีก ดังนั้นก็อาจจะมีภัยพิบัติเหมือนกับสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏขึ้นได้อีก ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ใครที่อยู่ในที่ลุ่ม ใครที่อยู่ในพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วมขัง ก็ระวังไว้ก่อน
ดังนั้นก็ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมนะ สำหรับทุกคน แล้วเหตุการณ์อย่างอื่นมันก็จะทยอยเกิดขึ้นในประเทศ ต่างประเทศก็ไม่ใช่ว่าเขาปลอดภัย อย่างญี่ปุ่น ฝนตกติดต่อกัน 39 วัน เราลองคิดเอาว่า ถ้าเป็นประเทศไทยนี่ไม่เหลือ กรุงเทพฯ นี่ไม่เหลือ หรืออย่างสเปนก็น้ำท่วม เรียกว่าหนักกว่าเรา ลึกกว่าเรา น้ำแรงกว่าเราเยอะ ที่อเมริกาก็น้ำท่วมอยู่ในหลายมลรัฐ ดังนั้นโดนกันถ้วนหน้า แล้วก็ครูบาอาจารย์ หลวงพี่เล็กท่านก็เตือนว่า ญี่ปุ่นนี้ก็ไม่ต้องไปเที่ยวแล้ว หมดเวลาแล้วนะ ใครที่ซื้อตั๋วไว้ ถ้าคืนตั๋วได้ก็คืน ต่างประเทศอันที่จริงต่างประเทศตอนนี้ก็ขอเตือนว่า จริงๆ ก็ไม่ควรไปแล้ว แล้วก็สำหรับลูกศิษย์ที่ฝึก ที่ปฏิบัติอยู่ในต่างประเทศ ถ้าเป็นไปได้ ก็หาทางหนีทีไล่ ที่จะกลับมาประเทศไทยไว้ ถ้าเราไม่คิดกลับ เราก็ตั้งใจ ขอให้เราปลอดภัย อธิษฐาน อย่างไรพระก็ช่วย อย่างไรก็คุ้มครอง
ดังนั้นสำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: รัตนา วงศ์ดีประสิทธิ์





