เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๙
เรื่อง ญานเครื่องรู้ทั้งแปด
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติรำลึกรู้ในร่างกายขันธ์ห้า ตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจนถึงปลายเท้า จากนั้นกำหนดความรู้สึกปล่อยวางร่างกายขันธ์ห้านี้ทั้งหมด ผ่อนคลายร่างกาย ปล่อยวาง วางจากผัสสะ วางจากความยึดมั่นถือมั่น วางจากความรู้สึกที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับร่างกายนี้ เข้าสู่ความสงบจากการปล่อยวางกาย ตัดกายตัดขันธ์ห้า เข้าสู่ความสงบของจิต ยิ่งปล่อยวางยิ่งสงบ ปล่อยวางร่างกายเพื่อแยกรูปนาม แยกกาย แยกจิต สติจดจ่อกำหนดรู้อยู่กับความสงบ
เมื่อจิตสงบดีแล้ว เราเริ่มเข้าสู่การทรงสติกำหนดรู้ในลมหายใจ จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรไหมพลิ้วผ่านเข้าออกต่อเนื่องตลอดสายตลอดทั้งกองลม กำหนดรู้ในลมหายใจที่ไหลเชื่อมโยงต่อเนื่องนั้น กำหนดรู้ในลม กำหนดรู้ในอารมณ์ใจ เราเป็นผู้ติดตามดู ติดตามรู้ลมหายใจ ลมหายใจยิ่งสงบ ยิ่งละเอียด จิตยิ่งเข้าถึงความสงบของสมาธิ สติกำหนดรู้จดจ่ออยู่กับจินตภาพของลมหายใจที่ไหลเวียน ลื่นไหลเป็นเหมือนกับประกายพรึก เมื่อลมหายใจยิ่งละเอียด จิตยิ่งสงบ น้อมใจของเราเข้าสู่ความสงบ ยินดีในความสงบ สงบจากความวุ่นวาย สงบหยุดการปรุงแต่ง สงบจากภาระทั้งหลาย
จากนั้นอธิษฐานจิต กำหนดยกกำลังใจจากลมหายใจที่ละเอียด สงบ เบาสบาย กำหนดหยุดจิต สงบนิ่ง หยุด หยุดจิต หยุดความคิด เข้าสู่เอกัคคตารมณ์ เข้าสู่ฌาน๔ ในอานาปานสติ หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศลกรรม หยุดอกุศลจิต จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว จิตเป็นอุเบกขารมณ์ วางเฉยต่อสิ่งที่กระทบทางอายตนะทั้งหลาย จิตเป็นหนึ่ง สงบจากสรรพกิเลส ความโลภ โกรธ หลงทั้งปวง ประคองความนิ่งความหยุดนี้ไว้ ทรงอารมณ์ไว้ชั่วระยะหนึ่ง นิ่ง หยุดเป็นหนึ่ง วางอารมณ์สบาย ๆ กำหนดรู้ว่าจิตขณะนี้ทรงอารมณ์อยู่ในฌาน๔ จิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ อุเบกขารมณ์
จากนั้นเดินจิตต่อไปจากฌาน๔ ในอานาปานสติ ขึ้นสู่สมาธิที่เรียกว่า “กสิณในสมถะ” จากจุดที่หยุด กำหนดจินตภาพให้เห็นเป็นจุด จากจุดค่อยๆ ขยับปรับเปลี่ยน กำหนดให้เห็นว่าจุดนั้นมันค่อยๆ ขยับกลายเป็นเส้นวงกลม จากเส้นวงกลมสองมิติ กำหนดน้อมนึกต่อไปให้เห็นภาพนั้นค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นลูกแก้วทรงกลมสามมิติ ลูกแก้วทรงกลมปรากฏขึ้น กำหนดน้อมนึกให้เห็นลูกแก้วนั้นค่อยๆ สว่างขึ้น ใสขึ้น แก้วใสละเอียด สว่าง กำหนดน้อมให้เห็นลูกแก้วยิ่งสว่าง ยิ่งใส น้อมรวมว่าภาพนิมิตของกสิณในขณะนี้คืออุคคหนิมิตของกสิณ ดวงแก้วที่ใสสว่างเชื่อมโยงกับอารมณ์จิต ดวงแก้วยิ่งใสยิ่งสว่าง จิตยิ่งมีความอิ่ม มีความสุข มีกำลัง
จากดวงแก้วที่ใสสว่าง กำหนดน้อมพิจารณาต่อให้กลายเป็นเพชรประกายพรึก คือเป็นเพชรระยิบระยับแพรวพราว มีความสว่าง มีความผ่องใส มีรัศมีละเอียดเป็นเส้นแสงสว่างกระจายออกไปโดยรอบ กำหนดพิจารณาต่อไป น้อมรวมจิตกับภาพนิมิตของกสิณที่ปรากฏ จิตคือนิมิตกสิณ กสิณคือจิต จิตเป็นหนึ่งเดียวกับกสิณ จิตตานุภาพ ภาพอภิญญาจิตแห่งกสิณ ความเป็นทิพย์ของกสิณ ก่อเกิดอภิญญาฉันใด จิตเราก็ปรากฏกำลังแห่งความเป็นทิพย์ อภิญญาจิตมาสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ ทรงสภาวะที่จิตประภัสสรสว่างเจิดจ้าที่สุด ประคองอารมณ์กรรมฐานไว้ ทรงสภาวะไว้ ทรงสมาบัติไว้
จากนั้นกำหนดต่อไป อธิษฐานให้ดวงจิตที่เป็นเพชรประกายพรึกนี้ ปรากฏองค์พระสว่างกลางใจของเรา องค์พระอยู่ภายในเป็นเพชรสว่างเปล่งประกาย รัศมีฉัพพรรณรังสีขององค์พระสว่างกระจายแผ่ออกเป็นรัศมี เป็นคลื่นกระแสของความเมตตาอันไม่มีประมาณ ทรงภาพสภาวะองค์พระในดวงจิตที่แผ่เมตตาอันไม่มีประมาณออกไปทั่วอนันตจักรวาล ทั่วทุกภพทุกภูมิทั้งสามภพภูมิ ทรงสภาวะที่จิตเรามีเมตตา เจริญเมตตาพรหมวิหาร สว่างผ่องใส ยิ่งแผ่เมตตาไปมากเท่าไร กำลังของเมตตาอันไม่มีประมาณนั้น จากองค์พระที่มีพุทธเมตตาก็กลายเป็นเกราะแก้วคุ้มครองเราจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเราแผ่เมตตา จิตมีกำลัง คือกำลังแห่งบุญ กำลังแห่งฌานสมาบัติ กำลังแห่งเมตตาฌาน
เราใช้กำลังของสมถะเป็นบาทฐานในวิปัสสนาญาณ เราใช้กำลังของสมถะเป็นบาทฐานของอภิญญาจิต คือการใช้กำลังของมโนมยิทธิ ซึ่งแปลว่าฤทธิ์ทางใจนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีฐานคือความสงบของสมาธิ อย่างน้อยที่สุดก็คืออุปจารสมาธิขึ้นไป แต่หากกำลังของฌานสมาบัติที่เป็นพื้นฐานในการยกจิตหรืออาทิสมานกายมีกำลังสูงขึ้นมากเท่าไร เป็นสมาบัติที่สูงมากเท่าไร กำลังของมโนมยิทธิก็มีความชัดเจน มีความถูกต้องตามความสะอาดของจิตและกำลังของจิต
ความสะอาดของจิตก็คือ ยิ่งแยกกาย แยกจิต แยกรูปนาม ตัดขันธ์ห้าได้ละเอียด ความละเอียดของการตัดขันธ์ห้านั้น อันที่จริงหมายความว่า ใจเราปล่อยวางจากร่างกาย แยกรูปนามออกมาได้มากเท่าไร ไม่ใช่ว่าเราเพียงแค่พิจารณาเป็นเวลานานมากเท่าไร คุณภาพของจิตคือเราปล่อยวางได้สนิท ปล่อยวางได้หมดไหม ปล่อยวางออกไปจนไม่สนใจร่างกายเลย ยิ่งปล่อยวางขันธ์ห้าร่างกายออกไปได้มากเท่าไร อาการทางกายก็จะไม่ปรากฏกับเรา ความปวดความเมื่อยมันก็ไม่มี ยิ่งตัดร่างกายได้มากเท่าไร กำลังของกายทิพย์ก็ยิ่งปรากฏได้มากฉันนั้น ทุกอย่างเป็นกำลังที่ผกผัน คือมีความผันแปรซึ่งกันและกัน เกาะกายมาก กำลังมโนมยิทธิก็น้อย มีอาการขึ้นๆ ลงๆ ตัดขันธ์ห้าร่างกายมีความละเอียดหมดจดมากเท่าไร ความถูกต้อง ความชัดเจน กำลังมโนมยิทธิก็มากฉันนั้น
เมื่อเราพิจารณาแล้ว กำหนดรู้ดีแล้ว เราก็อธิษฐานขออาราธนาบารมีพระ คือพระพุทธเจ้า ขอยกจิตอาทิสมานกายของข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน เมื่อขึ้นไปบนพระนิพพาน ก็จงปรากฏเป็นกายแห่งพระวิสุทธิเทพ นั่งอยู่เบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐม ท่ามกลางมหาสมาคม คือพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ กำหนดสภาวะในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพปรากฏชัดเจน ความรู้สึกในกายทิพย์ ไม่สนใจกายเนื้อ กำหนดความรู้สึกว่ากายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพยกมือยกแขนขึ้น เรารู้สึกถึงกายนั้น เมื่อรู้สึกถึงกายนั้น ก็พิจารณาตัดขันธ์ห้าอีกครั้งว่า เราไม่ใช่ร่างกายขันธ์ห้ากายหยาบอันประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาการ ๓๒ เราคือจิต อาทิสมานกาย คือกายในกายทิพย์ที่มาอาศัยขันธ์ห้าร่างกายนี้เป็นบ้านเช่าอยู่เพียงชั่วคราว
พิจารณาแล้วเราก็กำหนดค่อยๆ ใช้กายพระวิสุทธิเทพบรรจงกราบลงเบื้องหน้าสมเด็จองค์ปฐมและทุกท่านทุกๆ พระองค์บนพระนิพพาน ในขณะที่กราบก็กราบด้วยความรู้สึกเข้าถึงซึ่งไตรสรณคมน์ คือจิตเรามีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยตลอดชีวิต ตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน จิตเรามีความรู้สึกเคารพรักในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตเรามีความเลื่อมใสศรัทธามั่นคง สิ้นซึ่งวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยว่าคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือไม่ เมื่อน้อมกราบลงแล้ว เราก็พิจารณาธรรมว่า การที่เรายกอาทิสมานกายขึ้นมาบนพระนิพพานนี้ เรามีความเพียรในการเจริญพระกรรมฐาน มีพระนิพพานเป็นที่สุดอยู่นี้ เพราะจิตเราเกิดปัญญา ปัญญาในธรรม อันเห็นแล้วว่า ร่างกายขันธ์ห้านี้มันไม่เที่ยง ว่าโลกนี้มันเป็นเพียงแค่สมมุติ
คำว่าสมมุตินั้น คือสมมุติว่าเรามีชีวิตอยู่ เป็นลูกของบุคคลนี้ มีตำแหน่งหน้าที่การงานเช่นนี้ มีทรัพย์สินทรัพย์สมบัติเช่นนี้ มีชื่อว่าแบบนี้ นามสกุลนี้ แต่ตายไปเมื่อไร ถ้าเรายังเกิด เรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก สมมุติทั้งหลายของโลกมันก็เปลี่ยน เราก็เปลี่ยนเป็นบุตรของบุคคลอื่น มีชื่ออื่น รูปลักษณ์กายเนื้อเราก็เปลี่ยนไป ใบหน้ามันก็ไม่เหมือนเดิม ทรัพย์สินเงินทอง วงศ์ตระกูลมันก็เปลี่ยนไปหมด มันก็เปลี่ยนสมมุติบทบาทไป เราพิจารณาอธิษฐานขอให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะการเป็นมนุษย์นี้ว่า เราเกิดมากี่ภพกี่ชาติแล้ว อดีตชาติเราเคยเกิดมาเป็นใคร บางคนเคยเกิดมาชาตินี้เป็นผู้หญิง แต่อดีตชาติเราก็เคยเกิดเป็นผู้ชาย เคยเกิดมาสูงส่ง เคยเกิดมาต่ำต้อย เคยเกิดมาเป็นคนธรรมดา สมมุติทั้งหลายมันแปรเปลี่ยนไปตามภพชาติ อันมีเหตุของบุญกรรมในอดีตชาติที่เราสะสมเพาะบ่ม กำหนดรู้ว่าเหตุนี้ เวลาที่เราใช้ญาณเครื่องรู้ในการตัดกิเลสเพื่อพระนิพพานนั้น ญาณเครื่องรู้ทั้งแปดจึงมีความจำเป็นที่เป็นเครื่องมือ
เจโตปริยญาณก็ดี เรากำหนดใช้ในการดูจิตของเรา ในขณะที่เราฝึกกรรมฐานในช่วงต้นแล้วเห็นดวงกสิณเป็นแก้วใส ตรงจุดนี้ก็คือจิตของเราเห็นจิตของเราเอง ก็เป็นเจโตปริยญาณในการดูจิตของตน ถ้าเรารู้จักรักษาจิตตนให้ใสสะอาดจากกิเลสทั้งปวง จิตประภัสสรอยู่ตลอดเวลาได้ ทรงได้นานเท่าไร มากเท่าไร จิตก็ว่าง จิตก็สะอาดจากกิเลสเพียงนั้น
เจโตปริยญาณในอภิญญาที่เป็นญาณอันเป็นโลกุตตรอภิญญาณนั้น เรามุ่งหมายในการใช้ดูจิตของตน รักษาจิตของเรา ดูจิตเห็นจิตเพื่อรักษาจิตของเราเองให้ผ่องใส ให้เบิกบาน
พอญาณตัวต่อๆ มาก็ได้แก่ อตีตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ อนาคตังสญาณ ญาณทั้งหลายเหล่านี้
ถ้าเป็นวิชชา๓ ก็จะไปเห็น คือไปเห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ
แต่ถ้าเป็นอภิญญา๖ หรือฉฬภิญโญนั้น มันเหมือนกับเราใช้กายเนื้อไปอยู่ในอดีตได้
กายเนื้อไปอยู่ในสถานที่ปัจจุบันแต่เป็นสถานที่อื่นได้ อันนี้คือปัจจุปปันนังสญาณ
ส่วนอนาคตังสญาณก็คือ จิตเรากายทิพย์เดินทางไปในอนาคต ซึ่งความแตกต่าง ความละเอียด สิ่งที่รู้เห็นมันมีการแปรเปลี่ยน เวลาที่เอากายไป หลายครั้งคนที่ไปได้ จะมีความรู้สึกว่าไปแล้วก็สามารถสนทนากับบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ในยุคนั้น คือในอดีต ในสถานที่นั้น หรือในอนาคตกาลนั้นได้ อันนี้เป็นความรู้
ปัจจุปปันนังสญาณนั้น เวลาที่ใช้ บางครั้งถ้าไปใช้ในเรื่องทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่เราเดินทางไป กายเนื้อเราอยู่ที่ประเทศไทย แต่จิตอาทิสมานกายเราไปในเวลาปัจจุบัน แต่ไปปรากฏ ไปพบ ไปเจออยู่ที่ประเทศอื่น เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องบินไป ซึ่งครูบาอาจารย์ที่ท่านมีกำลังอภิญญา มีกำลังของฤทธิ์อภิญญา เวลาที่ท่านโปรด เวลาที่ท่านสงเคราะห์ลูกหลาน ท่านก็ใช้กายไป ใช้กายในของท่านไปแบบนี้เช่นกัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นปัจจุปปันนังสญาณ
ส่วนญาณเครื่องรู้ที่อยู่ในญาณทั้งแปด อีกสองประการที่มันมีความเชื่อมโยงกัน และก็เป็นเรื่องจำเพาะเจาะจงที่เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม นั่นก็คือ “บุพเพนิวาสานุสติญาณ” คำว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณนี้ มีความหมายว่า ญาณเครื่องรู้นี้ทำให้เราไปรู้ในการระลึกชาติ โดยเน้นในเรื่องของบุพกรรม คือกรรมใดที่ทำให้เป็นเหตุจนเกิดผลในปัจจุบัน แต่ศัพท์คำว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณนี้ คนทั่วไปก็มักจะใช้เพียงแค่บุพเพสันนิวาส คือเน้นเอาแต่ว่าบุญเก่าที่ทำให้มาเป็นคู่ มาเป็นคู่ครองกัน แต่อันที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องของบุพกรรมที่ทำให้เรารับผลในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่ดีก็ตาม หรือเหตุที่ร้ายก็ตาม เช่น เราเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยในบางจุดบางสถานที่ แต่บุคคลที่มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็สามารถสาวกลับไปดูได้ว่า เหตุที่ทำให้เราป่วยในปัจจุบันนี้ มันเกิดขึ้นจากกรรมในข้อปาณาติบาต กรรมที่อาจจะไม่ถึงปาณาติบาต แต่กรรมที่เราไปทำร้ายบุคคลอื่นไว้ หรือสัตว์ตัวใดไว้ แล้วเกิดผลติดตามมาจนเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน อันนี้คือบุพเพนิวาสานุสติญาณ
ส่วนที่มันมาคู่กันควบกันอีกตัวหนึ่งก็คือ ญาณที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” อันนี้เป็นเรื่องที่ว่า เหตุการณ์กรรมที่ปรากฏที่เรากระทำในปัจจุบัน ซึ่งกรรมทั้งหลายที่กล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ หรือจุตูปปาตญาณ อันนี้หมายถึงตัวเราก็ได้ หรือบุคคลอื่นที่เราไปกำหนดรู้ขึ้น หรือบังเอิญรู้ขึ้นเองได้บ้าง เช่น ถ้าหากทำกรรมอันนี้ไว้ ผลของกรรมจะทำให้เราจะต้องไปเกิดผล ถ้าทำกรรมชั่วนี้ กรรมนี้ถ้าตามวาระจะทำให้เราตกนรกเท่านี้ ถ้าทำกรรมดีอย่างนี้ ก็จะมีผลที่ทำให้เราไปจุติในภพที่ดีกว่านี้ มีทิพยสมบัติเช่นนี้ ซึ่งตรงจุดนี้ เราก็สามารถดูผล ดูผลก็คือการใช้สติใคร่ครวญพิจารณาดูว่า สิ่งที่เราจะทำมันมีผลดี ผลเสีย ผลสืบเนื่องต่อไปในอนาคต ผลกรรมที่สืบต่อไปในอนาคตอย่างไรบ้าง ถ้าหากเราหยุด ฉุกคิดด้วยความสงบ ด้วยสมาธิ ด้วยสติปัญญาญาณเครื่องรู้ประกอบ เราก็จะยับยั้งใจเราจากการทำชั่ว รู้สึกว่าผลมันไม่คุ้ม บาปกรรมมันไม่คุ้ม
ดังนั้น บุคคลที่มีญาณเครื่องรู้ก็ย่อมมีประโยชน์กว่าบุคคลที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไร และบุคคลที่มีญาณเครื่องรู้เหล่านี้ สำคัญคือ ฉลาดรู้จักใช้ญาณเครื่องรู้ให้เป็นประโยชน์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือพระพุทธองค์ ถ้าเราสังเกตในพระไตรปิฎก ในวาระในยามใดที่มีเหตุปรากฏขึ้นกับบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นอธิบาย ให้เราสังเกตดูว่า ทุกเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงอ้างอิง แม้แต่พระองค์ท่านเอง หรือพระอัครสาวก หรือแม้แต่บุคคลทั่วไป ท่านจะอ้างอิงในมิติทั้งสาม คำว่ามิติทั้งสามก็คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ท่านจะกล่าวว่า บุพกรรมของท่านนี้ บุคคลนี้ เกิดมาในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ชื่อนี้ ได้ทำเหตุคือกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี กรรมชั่ว จนเกิดผลในปัจจุบัน และก็ทรงตรัสต่อว่า ผลในปัจจุบันนี้เกิดด้วยเหตุเช่นนี้แล้ว แต่ผลที่สืบต่อไปในอนาคต ผลกรรมนี้ก็ยังสืบต่อไป ยังผลให้ปรากฏเป็นแบบนี้ แบบนี้ เช่น ไปจุติในภพนี้ เสวยบุญอยู่แบบนี้
ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาตามรอย ตามอย่างพระพุทธเจ้า เราก็พึงพิจารณาให้ครบในญาณเครื่องรู้ทุกครั้ง เวลาที่เราเจ็บป่วยไม่สบาย ทุกครั้งที่เราเจอผลกรรม วิบากกรรมมากระทบ เกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆในชีวิต เราก็พิจารณาอธิษฐานขอย้อนดูเหตุการณ์ ให้เห็นว่าสิ่งที่เราได้รับผลในขณะนี้ ปัจจุบันชาตินี้ อันที่จริงแล้ว มันก็เกิดขึ้นจากเหตุคืออดีตชาติ อดีตกาลที่เราเคยทำไว้นั่นเอง พอพิจารณาแล้ว เมื่อไรที่จิตเรามีความเคารพเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรม มีปัญญายอมรับตามความเป็นจริงว่ามันเป็นกรรมที่เราได้ทำ ความทุกข์มันก็จะคลาย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มีหลายคนหลายเหตุการณ์ ตราบที่ยังไม่ยอมรับ จิตมันมีความขัดแย้ง มีความแข็งขืน มีความฝืนว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไมเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่ยุติธรรม ทำไมถึงอย่างนั้นอย่างนี้ กรรมมันก็จะยังไม่หมด มันก็ยังไม่คลายตัว มันมีผลสืบต่อไปอีก เพราะความเศร้าหมอง ความขัดเคือง ความอาฆาต ความไม่ปล่อยวาง
แต่ในทางตรงกันข้าม บุคคลอีกหลายท่านที่เคยผ่านประสบการณ์ที่เมื่อพบวิบากอุปสรรคในชีวิต แล้วย้อนใช้ญาณเครื่องรู้ จะเป็นอตีตังสญาณก็ดี จะเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณก็ดี ซึ่งจริงๆมันก็จะควบกันอยู่ ไปดูเหตุการณ์ ไปขอขมากรรม ไปแผ่เมตตา ไปอโหสิกรรมต่อกัน และใจของเราก็ยอมรับตามความจริงว่า อ๋อ มันก็คือกฎแห่งกรรม เราเคยทำไว้ พอจิตมันมีการปล่อยวาง มันมีการคลาย มันมีการอโหสิกรรม มันมีการเคลียร์กับเจ้ากรรมนายเวร วิบากทั้งหลายมันก็คลาย มันก็หมด มันก็หลุดจากวิบากกรรม หลุดจากช่วงดวงตกนั้นขึ้นมาได้
ตรงจุดนี้ก็ให้เราพิจารณาจำ พิจารณาทำ ก็คือพิจารณาแล้วเอาไปทำ ทำเพื่อที่ว่า ธรรมะขั้นสูงที่เราได้ สามารถใช้ดับทุกข์ในชีวิตของเราได้จริง ดับความเร่าร้อน ดับวิบาก คลายให้กระแสกรรมมันเบาบางลงได้ เราฝึกสมาธิ ฝึกพระกรรมฐานมามากมายาวนานเท่าไร แต่ไม่สามารถใช้ดับทุกข์ได้ อันนี้ก็น่าเสียดายเวลาเกินไป แต่เครื่องมือก็คือกรรมฐาน สมาธิ ฌานสมาบัติ อภิญญา ญาณเครื่องรู้ทั้งหลาย ถ้าเราฉลาดใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาณทั้งแปด มันก็สามารถดับทุกข์ คลายวิบากกรรม
และก็ให้เราพิจารณาไว้เสมอว่า ทุกครั้งที่เราย้อนกลับไปรู้เห็นผลกรรมในอดีตชาติของเราเอง ก็จงพิจารณาว่า สิ่งนี้ยิ่งส่งผลให้เราเกิดปัญญาในธรรมเพิ่มขึ้น มีอารมณ์ใจที่พิจารณาแล้วเห็นกฎแห่งกรรมชัดเจนขึ้น เพราะท้ายที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้น ทางเดินของชีวิตที่เราดำเนินไปนั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากกรรมที่มันบังคับ กรรมที่เป็นฝ่ายกรรมชั่ว วิบากกรรมมันก็ทำให้เราพบอุปสรรค พบกับเจ้ากรรมนายเวร พบกับคนที่เขาคอยอิจฉาริษยา กลั่นแกล้ง ส่วนกรรมที่เป็นกุศลกรรม ก็นำพาให้ชีวิตเราพบความสุข พบเจอคนที่สนับสนุน พบคนที่ให้กำลังใจ ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราสาวเข้าไปแก้ที่เหตุที่ลึกที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไปแก้ด้วยการอโหสิกรรมกับวาระกรรมในอดีต เข้าไปพิจารณาปล่อยวางในกฎแห่งกรรม ยอมรับตามความเป็นจริง เมื่อไรที่เราไปแก้ตรงจุดนี้ได้ เข้าไปเคลียร์ตรงจุดนี้ได้ ชีวิตเราก็จะผ่านพ้นสู่ความคล่องตัว สู่ความรุ่งเรือง สู่ชีวิตที่สงบร่มเย็นได้
และในขณะเดียวกัน เราก็กลับไปในอดีต ย้อนพิจารณาให้เห็นผลบุญที่เราเคยทำ กรรมฐานที่เราเคยเจริญไว้ บุญที่เราเคยสร้าง น้อมกลับมารำลึกเพื่อดึงกระแสของบุญนั้น ให้มาส่งผลกับปัจจุบันชาติ กับปัจจุบันในชีวิตของเราขณะนี้ได้
จำไว้ว่า เมื่อไรที่เรานึกถึงบุญ เราก็กำลังดึงดูดบุญกุศล เมื่อไรเรานึกถึงบาป ในขณะที่นึกถึงบาป ใจมันเกิดความทุกข์ ความเศร้าหมอง เราก็ดึงกำลังของบาป หรือผลกรรมฝ่ายลบให้มาส่งผล ดังนั้น ยิ่งเราวุ่นวายวนอยู่ในอารมณ์ที่เราเศร้าหมองมากเท่าไร จมในอารมณ์ที่เราคิดในจิตที่คิดแต่ว่าบุคคลอื่นเขามากลั่นแกล้ง เขาไม่ชอบเรา ก็ยิ่งดึงให้เกิดผลนั้นกลับมาส่งผล แต่ถ้าเรากำหนดแผ่เมตตา อโหสิกรรม ย้อนไล่ไปตั้งแต่อดีต กระแสของบุคคลนั้นที่มีต่อเรา มันก็จะคลายตัวลง อันนี้ถ้าตรงกับวาระจิตของใคร หรือบุคคลใดประสบเหตุการณ์นี้อยู่ ก็ขอให้กำหนดรู้ว่า พระท่านสงเคราะห์ให้เราแก้ไข ให้เราปรับ เพื่อหลุดจากวิบาก หลุดจากความเศร้าหมองนี้ มาอยู่กับความผ่องใส
ยามที่เราเจริญกรรมฐานจนวิบากกรรมมันคลายตัวไปมาก กรรมฐานก็ช่วยแก้กรรมได้ ในยามใดที่เราปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน สร้างบุญกุศลในทาน ศีล ภาวนามากเข้า ชีวิตที่ปรากฏของเราก็จะเป็นชีวิตที่ราบรื่น สงบสุข ไม่มีเรื่องราววุ่นวายใจ ไม่ค่อยมีเรื่องกระทบใจ ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ตราบถึงพระนิพพาน ก็มีแต่บุคคลโดยรอบที่กลายเป็นบุคคลที่มีแต่เป็นสายบุญเข้ามา ให้เราสังเกตดูชีวิตเราในช่วงหลังจากที่มาเจริญพระกรรมฐาน ความวุ่นวายลดลงไหม วิบากกรรมมันคลายตัวลงไปไหม อุปสรรคในชีวิตมันลดน้อยลง คนที่ห้อมล้อม คนที่พบ ถ้าบุคคลใดเป็นคนที่ศีลไม่เสมอกัน ศรัทธาไม่เสมอกัน สัมมาทิฐิไม่เสมอกัน ก็หลุดไปจากชีวิตของเรา หรือห่างไป ให้เราจำไว้เสมอว่า ถ้าบุคคลเหล่านั้นเขาหลุดออกไป ห่างออกไป มันก็เป็นไปด้วยกำลังของบุญ กำลังของกรรมฐาน เราไม่ต้องไปเสียดาย เว้นระยะห่างไว้ในระยะที่ไม่กระทบ ไม่ทุกข์ ไม่วุ่นวายกับชีวิตของเรา แต่บุคคลใดที่มาพบพาน มาพบเจอแล้วเป็นกัลยาณมิตร มาพบมาเจอก็นำพาแต่เรื่องราวที่นำพาไปทำบุญสร้างกุศล บุคคลใดที่มาพบเจอแล้วนำพาเราไปให้มีความสบายใจ ไม่หลอกลวง เราก็รักษาบุคคลนั้นไว้ เห็นค่าของบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตรเหล่านั้นไว้ ในระหว่างชีวิตตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน อธิษฐานตั้งใจให้เป็นชีวิตที่ดีงาม สงบสุข มีความคล่องตัว มีกำลังบุญที่เราสามารถสร้างบารมี สร้างกุศล ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ ให้เราตั้งใจไว้เช่นนั้น
ตอนนี้ก็กำหนดในความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ อาทิสมานกายสว่างไสว น้อมจิตอยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ อธิษฐานขอพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองให้กาย วาจา ใจ อาทิสมานกาย จิตข้าพเจ้ามีแต่ความผ่องใส มีกำลังมหาสะท้อน ให้บุคคลที่เป็นคนพาล คนโลภ คนโกรธ คนหลง คนที่มีจิตคิดร้าย ไม่สามารถเข้าใกล้ข้าพเจ้าได้ ดวงจิตดวงวิญญาณที่คิดร้าย คิดประทุษร้าย คิดอาฆาตแค้นพยาบาททั้งหลาย ไม่ให้มาใกล้ดวงจิต มาใกล้กาย มาใกล้บ้านเรือน สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ได้ กำหนดน้อมจิตว่าเราห้อมล้อมพร้อมด้วยกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ พระพุทธเจ้าเป็นเกราะแก้วคุ้มครองเรา นับแต่นี้ตราบเท้าเข้าสู่ยุคชาววิไล นับแต่นี้ตราบเท้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ขอให้ชีวิตเรามีแต่ความผ่องใส มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความคล่องตัว
อธิษฐานจิตน้อมอาราธนากระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน คือบารมีทั้ง๓๐ทัศ ทาน ศีล ภาวนา บารมีบุญของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน เป็นกระแสบุญ เราอนุโมทนา มหาอนุโมทนาบุญ จากนั้นอาราธนาน้อมกระแสบุญนี้เป็นกระแสเมตตาอันไม่มีประมาณ แผ่ลงไปยังสามภพภูมิ นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง ๔ พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น แผ่ลงไปจากพระนิพพาน ลงไปยังอากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น แผ่ลงไปยังภพของรุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงไปยังภพของมนุษย์และสัตว์ที่มีกายหยาบขันธ์ห้ากายเนื้อทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาลงไปยังภพของโอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย แผ่เมตตาไปยังดวงจิตที่หลงทางอยู่ในมิติทับซ้อน เมืองบังบดลับแลทั้งหลาย แผ่เมตตาต่อไปยังดวงจิตที่เป็นโอปปาติกะ เปรต อสุรกายทั้งหลาย แผ่เมตตาลงไปยังดวงจิตที่เสวยวิบากกรรมในนรกภูมิทุกขุม ลึกลงไปจนถึงอเวจีมหานรก โลกันตนรกเป็นที่สุด จากนั้นอาราธนาบารมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก แผ่เมตตาเปิดสามภพสามภูมิ ให้จิตข้าพเจ้านี้แผ่เมตตาออกไปยังทิศทั้งปวง ทั้งสามภพภูมินี้อย่างไม่มีประมาณด้วยเทอญ
เมื่อแผ่เมตตาแล้ว เราก็อาราธนากระแสบุญจากพระนิพพานลงมาช่วยพิทักษ์รักษา แผ่เมตตาลงมายังโลกใบนี้ คลุมโลกใบนี้ทั้งหมด ขอกระแสบุญกุศล ขอกระแสสัมมาทิฐิ ขอกระแสแห่งคุณธรรม ศีลธรรม ความดีงาม จงหลั่งไหลมาเติมพลัง หล่อเลี้ยงโลกใบนี้ กำลังบุญของสาธุชนทั้งหลายทั่วโลกที่กระทำบำเพ็ญในความดีทั้งปวงของทุกศาสนา จงหลั่งไหลลงมาสู่แม่พระธรณี รวมตัวกันให้แม่พระธรณีเป็นกำลังให้โลกใบนี้ฟื้นคืนกลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ สันติสุข ร่มเย็น ดีงาม โลกนี้จงกลับรุ่งเรืองขึ้นมา อธิษฐานให้บุญทั้งหลายของบุคคลที่สร้างกุศล ทำความดีทั้งปวงทั่วโลกที่ได้กระทำไว้ รวมตัวเป็นประดุจน้ำที่หยาดลงน้ำกรวด หยาดลงสู่น้ำทุกหยด โมเลกุลน้ำทุกหยด จงเป็นน้ำที่หลั่งจากบุญกุศล ธาตุน้ำทั้งหลายจงเป็นน้ำแห่งบุญกุศล ธาตุน้ำทั้งหลายจงคลายจากน้ำอันเป็นอุทกภัย ทำลายทำร้ายบุคคล ทรัพย์สิน และชีวิตของสัตว์ทั้งปวง ขอธาตุน้ำทั้งหลายจงหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต ขอภัยพิบัติ อุทกภัย จงคลายตัวด้วยกำลังของบุญที่เราอาราธนารวม
จากนั้นอธิษฐานต่อไป รวมบุญรวมกุศลจากพระนิพพานคลุมโลกใบนี้จนเป็นแสงสว่างสีทอง ขอโลกใบนี้จงปรากฏความอุดมสมบูรณ์ สันติสุข ร่มเย็น พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ มหาสมุทร แหล่งน้ำ สภาพอากาศ จงมีความสะอาดบริสุทธิ์ จงมีพลังชีวิต จงหล่อเลี้ยงโอบอุ้มสรรพชีวิตในโลกใบนี้ คุณธรรม ศีลธรรม ความดีงาม มนุษยธรรม จงปรากฏต่อโลกใบนี้ ให้โลกใบนี้เปล่งประกายแสงสว่างแห่งบุญของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
จากนั้นอธิษฐานจิตขอกระแสบุญจากพระนิพพานส่องตรงลงมาคลุมประเทศไทยทั้งหมด ขอประเทศไทยจงสะอาดบริสุทธิ์ ชำระล้าง ขอผู้มีศีลมีธรรมจงมีกำลัง ขอผู้มีศีลมีธรรม มีคุณธรรมความดี มีความสามารถ มีความจงรักภักดี มีจิตสาธารณะ มีเมตตา จงขึ้นมาเป็นใหญ่ จงขึ้นมามีกำลัง ขอบุญกุศลคุ้มครองลงมายังประเทศไทย ขอผู้คนจงมีความรัก ความสามัคคีปรองดอง รู้ผิดชอบชั่วดี รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดเป็นคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งใดเป็นโทษ สิ่งใดเป็นอันตราย จิตสำนึกสาธารณะ จิตที่มีความรักชาติจงปรากฏขึ้น จิตอันมีเมตตา เผื่อแผ่ แบ่งปันในยามยาก จงปรากฏขึ้น
จากนั้นน้อมอธิษฐานขอกระแสบุญจากพระนิพพานส่องตรงลงมาคลุมคุ้มครองพุทธอาณาจักรทั้งหมด พุทธานุภาพจงมาสถิตรักษาในวัดวาอาราม สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระเครื่องทุกพระองค์ พระธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ จงเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ขอกระแสโลกุตตรธรรมจงหลั่งไหลลงสู่จิตของพุทธบริษัท๔ ทั้งปวง ขอกระแสบุญจากพระนิพพาน และขอกำลังของเทวดาผู้มีฤทธิ์พิทักษ์พระพุทธศาสนา ชำระล้างอลัชชีทั้งปวงออกไปจากเขตพระพุทธศาสนา ขอความจริงทั้งหลายจงปรากฏ กฎแห่งกรรมจงปรากฏไปตามวาระ สิ่งใดถูก สิ่งใดเป็นคุณ ก็จงเกิดความเจริญรุ่งเรือง สิ่งใดที่เบียดเบียนแอบซ่อนอยู่ในเขตพระพุทธศาสนา สิ่งใดเป็นมิจฉาทิฐิ จงสลายตัวไปด้วยกำลังของบุญ กำลังของพุทธานุภาพ กำลังของธรรมานุภาพ กำลังแห่งสังฆานุภาพ
จากนั้นอธิษฐานจิตต่อไป ขอกำลังบุญจากพระนิพพานน้อมรวมลงมาพิทักษ์รักษาคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอจงอภิบาลองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดจนทุกคนที่มีจิตทำความดีต่อชาติบ้านเมือง ขอให้ยิ่งเจริญขึ้น รุ่งเรืองขึ้น มีกำลังขึ้น คล่องตัวขึ้นในทุกประการ น้อมบุญกุศลถวายพระสยามเทวาธิราช ดวงพระวิญญาณแห่งบูรพกษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ทุกราชวงศ์ ขอเทวดาที่พิทักษ์รักษาชาติบ้านเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ ตลอดรวมจนถึงเทวดา พรหม ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติ ผู้เจริญพระกรรมฐานทุกท่าน ขอบุญกุศลแห่งการเจริญพระกรรมฐาน บุญกุศลจากพระนิพพาน จงน้อมให้ทุกท่านเกิดบุญฤทธิ์ เทพฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ พรหมฤทธิ์ เต็มกำลัง มีกำลังจิตฤทธานุภาพ กำลังตบะบารมีที่คุ้มครองช่วยเหลือคนดี ช่วยเหลือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้เต็มกำลังด้วยเทอญ
จากนั้นอธิษฐานขอให้บุญกรรมฐานที่ข้าพเจ้าเจริญไว้ดีแล้ว มีความเพียร ให้ข้าพเจ้าเกิดปัญญาญาณ สามารถน้อมนำเอาบุญแห่งพระกรรมฐาน เอาปัญญาญาณจากพระกรรมฐานมาเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้า พลิกชีวิตของข้าพเจ้าให้มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองได้เป็นที่อัศจรรย์ เป็นหลักฐานพยานแห่งพระธรรมว่า บุคคลที่ประพฤติธรรมแล้วย่อมพบความสุข ความเจริญ สามารถก้าวพ้นล่วงจากวิบากกรรมทั้งปวง อุปสรรคทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์ด้วยเทอญ ขอบุญจงประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จ ขอบุญกุศลจงประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จ ขอบุญกุศลจงประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จ พลิกชีวิตข้าพเจ้าขึ้นสู่ความรุ่งเรืองด้วยเทอญ อธิษฐานขอพระพุทธองค์บนพระนิพพาน
จากนั้นเราก็ค่อยๆ น้อมจิตกราบลาทุกท่านทุกๆ พระองค์ ใช้กายทิพย์กราบด้วยความนอบน้อม ด้วยความเคารพ กำหนดอธิษฐานให้กายพระวิสุทธิเทพสว่างที่สุด เจิดจ้าที่สุด ตั้งกำลังใจว่าตายเมื่อไรเรามาพระนิพพาน ขอพุทธานุญาตยกจิตขึ้นมาทุกวันทุกครั้งที่ข้าพเจ้านึกได้ มีสติรำลึกรู้ได้ เมื่อกราบลาแล้วก็พุ่งจิตลงมายังกายเนื้อ อธิษฐานจิตให้กระแสแสงสว่างจากพระนิพพานพุ่งตรงลงมาเป็นลำคลุมกายเราทั้งหมด กายเนื้อ กายหยาบ ถูกธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ สว่างเป็นแก้วเป็นเพชรทั้งกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วเป็นเพชร โครงกระดูกทั่วร่างกลายเป็นแก้วเป็นเพชร ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ เส้นเอ็น หลอดเลือด สะอาด โปร่งโล่ง เป็นแก้วเป็นเพชรไปทั้งหมด เซลล์ทั่วร่างกาย อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะภายในทุกส่วน กลายเป็นแก้วกลายเป็นเพชร สลายล้างโรคภัยไข้เจ็บ เนื้องอก เซลล์มะเร็ง ซีสต์ทั้งหลาย พยาธิสภาพทั้งหลาย เชื้อโรคทั้งหลาย สลายไป โรคทั้งหลายจงสลายไปด้วยกำลังของกรรมฐาน ด้วยกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ อันไม่มีประมาณ ฟอกร่างกายธาตุขันธ์
อธิษฐานจิตให้ร่างกายสว่างใส กายเนื้อสว่างใส เห็นเส้นเอ็น เห็นอวัยวะภายในทั่วทุกส่วนในกาย อธิษฐานว่ากำลังของบุญหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ขันธ์ห้าของข้าพเจ้า กำลังความเป็นทิพย์คือกำลังของฌานสมาบัติ หล่อเลี้ยงร่างกายขันธ์ห้าธาตุขันธ์ของข้าพเจ้า บุญหล่อเลี้ยงชีวิต หล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีความสุข มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง จากนั้นอธิษฐานขอกำลังบุญกุศลทาน ศีล ภาวนา ที่ข้าพเจ้ากระทำไว้ดีแล้ว บำเพ็ญไว้ดีแล้ว จงดึงดูดเปิดบารมี เปิดสายบุญ สายสมบัติ สายทรัพย์ ทิพยสมบัติทั้งหลาย จงกลั่นกลายมาเป็นมนุษย์สมบัติอันจับต้องได้ในชาติปัจจุบันนี้ ให้ความคล่องตัวของข้าพเจ้าจงปรากฏขึ้น ลาภทั้งหลายจงปรากฏขึ้น บุญทั้งหลายที่ทำไว้ดีแล้วจงส่งผล
เมื่ออธิษฐานแล้ว ตั้งจิตมีความตั้งมั่น มีความเชื่อเด็ดเดี่ยว แล้วก็ตั้งใจว่า กำลังบุญ กำลังเมตตาอันไม่มีประมาณ กำลังพุทธานุภาพอันเป็นที่สุด ขอจงเมตตาปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าจากภัยพิบัติทั้งปวง แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง คลายตัว บรรเทาจากวิบาก จากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยเถิด
จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ค่อย ๆ ถอนจิตช้าๆ จากสมาธิ หายใจเข้า พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ออกจากสมาธิช้าๆ ด้วยความสงบ ด้วยความผ่องใส ใจเป็นสุข บุญปรากฏ ผลแห่งการปฏิบัติจงส่งผล
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน มีเรื่องแจ้งให้ทราบคือ เรื่องของบุญใหญ่ที่เราเป็นเจ้าภาพในกองกฐินของวัดท่าซุง ซึ่งตอนแรกเราก็ตั้งจิตว่าเป็นเจ้าภาพทั้งหมด ๒ กอง ตอนนี้ทั้ง ๒ กองก็สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว แล้วก็มีกำลังของปัจจัยที่มีผู้ร่วมบุญต่อ ดังนั้น กองบุญที่เราตั้งใจไว้ ๒ กอง ก็จะขยับขยายขึ้นเป็นกองที่ ๓ และก็มีกองบุญของครูเกต คือบุญของพี่เลี้ยงกรรมฐานวัดมเหยงคณ์ ครูเกตร่วมกันกับเมตตาสมาธิด้วย ซึ่งก็เปิดให้ร่วมบุญได้ ซึ่งเราก็เติมบุญไปในบัญชีเดียวกันนี้ ดังนั้น บุญทั้งหลายที่เราได้มาร่วมถวายกฐินที่วัดท่าซุงก็กลายเป็น ๓ กอง แล้วก็ของครูเกตเสริมด้วย เป็นเราร่วมสมทบกับท่านอีก ๑ กอง ก็รวมเป็น ๔ กอง ให้เราตั้งจิตโมทนา
สำหรับบุคคลใดที่ได้ร่วมกองบุญกับเมตตาสมาธิ อานิสงส์ก็ได้ ๔ กอง ถวายพระผาติกรรมองค์ใหญ่ ๔ ศอก ปิดทอง
ให้เราอธิษฐาน ๑. อธิษฐานบุญกฐิน ๒. อธิษฐานในการถวายพระผาติกรรม ก็คือถือว่าเป็นพระชำระหนี้สงฆ์ เมื่อถวายพระชำระหนี้สงฆ์ ๔ ศอก ปิดทอง ก็จงอธิษฐานว่า ขอจงใช้ชำระหนี้สงฆ์ทั้งหมด หนี้สงฆ์ใดที่เราติดค้าง ติดขัดมาตั้งแต่อดีตชาติจนมาถึงปัจจุบัน ที่เราพลั้ง เราเผลอ หยิบจับ เข้าห้องน้ำ มีเม็ดทราย เม็ดกรวดติดรองเท้ามาของวัด หรือหยิบใช้ของวัด กินของวัด โดยที่เผลอไม่รู้ ก็ขอให้วิบากกรรมที่เราติดหนี้สงฆ์ ทำให้เป็นอุปสรรคในชีวิต ความคล่องตัว ขอให้บุญที่ข้าพเจ้าได้ร่วมนี้ จงสลายวิบากกรรมทั้งปวง ให้มีแต่ความคล่องตัว รุ่งเรือง เปิดสายบุญ สายทรัพย์ สายสมบัติเต็มที่ ขอให้เทวดา พรหม ที่ดูแลรักษาเราในการเจริญพระกรรมฐาน และเทวดา พรหม ที่อภิบาลช่วยเหลือดูแลให้เราแคล้วคลาดจากภัย จากอุปสรรคในชีวิต ขอให้ท่านร่วมบุญทุกประการกับข้าพเจ้าและหมู่คณะของข้าพเจ้าด้วยเทอญ
อันนี้ก็คือเรื่องแจ้งให้ทราบว่า บุญงอกทวีคูณขึ้น ก็ให้เรายินดีว่า การที่บุญงอก บุญล้น บุญเพิ่มขึ้น แปลว่าต่อไปผลของบุญนี้ เวลาที่ส่งผล แทนที่จะได้ลาภในระดับหนึ่ง เช่น ร้อยบาท หรือล้านบาท ผลของลาภมันก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณด้วยเช่นกัน ก็ขอให้เราตั้งใจตั้งจิตอธิษฐานไว้เช่นนี้ อันนี้เสร็จไปในเรื่องของกฐิน ซึ่งใครสะดวกก็ไปยกด้วยกันได้ ในวันที่ถวายกฐินที่วัดท่าซุง ประมาณเดือนพฤศจิกายน
ส่วนเรื่องต่อมาก็คือ เมตตาสมาธิ ครั้งที่ ๑๒ ตอนนี้ก็กำลังประสานกับสถานที่ ซึ่งจริงๆ ก็ได้สถานที่แล้ว ก็คือ สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ วันที่จะเปิดสอนเมตตาสมาธินั้นก็จะเป็นวันเสาร์ ครั้งนี้จะเป็นวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ซึ่งจะประกาศต่อไปให้ลงทะเบียน เสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน เริ่มตั้งแต่ประมาณ ๐๘.๓๐ น. จนกระทั่งถึง ๑๖.๐๐ น. สถานที่ก็คือ สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ซอยงามดูพลี อันนี้ก็มีเรื่องแจ้งให้ทราบ ๒ เรื่อง
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ภัยพิบัติมันเริ่มเกิดขึ้นถี่ขึ้น หลายๆ คนที่มาปฏิบัติธรรมด้วยกันกับเมตตาสมาธิ เท่าที่ทราบก็ค่อนข้างจะแคล้วคลาดปลอดภัย ไม่มีใครเจอภัยหนักๆ ก็ขอโมทนาบุญด้วยที่รอดพ้นปลอดภัยมาได้ แต่ภัยทั้งหลายก็ยังทยอยเกิดมาเรื่อยๆ ตามที่อาจารย์เคยเตือนไปเมื่อประมาณช่วงเดือนที่แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงกาลผ่านยุค และก็เป็นช่วงการผลาญยุค คือจะเป็นช่วงที่เป็นการเคลียร์วิบากกรรมของเก่า และก็รวมถึงเป็นการล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไปเพื่อเข้าสู่ยุคชาววิไล อันนี้ก็ให้เราทำใจให้เป็นอุเบกขา ไม่ต้องตื่นตระหนก ไม่ต้องหวาดกลัวมากจนเกินไป เจริญพระกรรมฐานไว้ ขอบารมีพระคลุม พยายามที่จะพกติดตัววัตถุมงคลของครูบาอาจารย์ที่เรานับถือที่ท่านมีพุทธานุภาพคุ้มครองได้ แล้วก็ขยัน ไม่ประมาทในการเจริญพระกรรมฐานไว้ทุกวันให้เป็นปกติ บุญสร้างไว้เป็นปกติ อันนี้ก็ขอเตือนไว้ประมาณนี้ ถ้าจุดใดที่เราอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เตรียมสิ่งใดได้ก็พึงเตรียม ตรงนี้ก็อย่าประมาท เตรียมได้ก็เตรียม
สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน ให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางโลก ทางธรรม เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน ตามที่พระพุทธองค์ท่านทรงเมตตาสงเคราะห์ สำหรับวันนี้ สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: คุณวิลาวัลย์ วลีเดช





