green and brown plant on water

อสุภสัญญาสิบ

เวลาอ่าน : 4 นาที

เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๙

เรื่อง อสุภสัญญาสิบ

โดย อาจารย์คณานันท์ ทวีโภค

                         กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม กำหนดรู้กาย อิริยาบถ ผัสสะ รู้สึกถึงร่างกายทุกส่วน เมื่อสติกำหนดรู้ในกายแล้ว จึงค่อย ๆ ทำความรู้สึกผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกาย ผ่อนคลายกาย ศีรษะ ใบหน้า คาง คอ แขน ขา ลำตัว อก เอว สะโพก ต้นขา หัวเข่า น่อง เท้า ปลายเท้า ผ่อนคลายร่างกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปลดปล่อยกำลังความรู้สึก ผัสสะ ความเชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ ร่างกายทั้งหมดออกไป   ปล่อยวางกายเพื่อเข้าถึงความสงบระงับจากขันธ์ ๕  กำหนดรู้ในความสงบจากการปล่อยวางร่างกาย กำหนดรู้ในความสงบจากการปล่อยวางผัสสะที่เชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ แยกรูป แยกนาม แยกกาย แยกจิต จดจ่ออยู่กับเพียงความสงบที่ปรากฏขึ้น ประคับประคองสภาวะแห่งความสงบ ทรงอารมณ์ ทรงสภาวะ กำหนดรู้ในสภาวะที่ไร้ร่างกาย ไร้ความสนใจในกาย    เมื่อจิตเข้าถึงความสงบ กำหนดปล่อยวางร่างกายขันธ์ ๕ แล้ว เราก็มากำหนดจับความรู้สึกของลมหายใจ  กำหนดรู้ในลมหายใจที่เหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกาย ไหลเวียนเชื่อมโยงต่อเนื่อง  จินตภาพว่าลมหายใจที่เหมือนกับแพรวไหมไหลเวียนต่อเนื่องราบรื่นปลอดโปร่ง จดจ่ออยู่กับลมหายใจ จดจ่ออยู่กับจินตภาพที่กระแสของลมหายใจนั้นไหลเวียนเชื่อมโยง ลมหายใจยิ่งสงบละเอียดเบาสบาย จิตของเรายิ่งเข้าสู่ความสงบเบาสบาย    ประคับประคองสภาวะที่สติกำหนดรู้อยู่กับลมที่ละเอียดเบานั้น ปล่อยวางเรื่องราว ความกังวลความฟุ้งทั้งหลายสลายออกไปกับลมหายใจ มีเพียงความสงบ อารมณ์ใจที่สบาย ปล่อยวางเรื่องราว ปล่อยวางความกังวล ปล่อยวางขันธ์ ๕ สลายนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ จนจิตทรงสภาวะอยู่กับลมหายใจสบาย มีความสงบเบาของใจ กำหนดรู้ว่าทุกวินาทีที่จิตปล่อยวางจากนิวรณ์ อยู่กับความสงบ หยุดการปรุงแต่ง หยุดความวุ่นวายทั้งหลาย จิตของเราก็สงบระงับจากความโลภ โกรธ หลงทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ทรงสภาวะอยู่กับลมหายใจสบาย

                         เมื่อจิตทรงสมาธิได้อย่างตั้งมั่นในระยะหนึ่ง จนจิตมีความทรงตัว เราก็เดินจิตต่อไป จากลมหายใจสบายอันเป็นอุปจารสมาธิ เข้าสู่ฌาน ๔ ของอานาปานสติ กำหนดหยุดจิตนิ่งหยุด หยุดจิต หยุดความคิด หยุดการปรุงแต่ง หยุดอกุศลทั้งหลาย จากนั้น จากจิตที่เราหยุดนิ่ง เราก็เดินจิตต่อไปขึ้นสู่กสิณ จากจุดเราจินตภาพให้กลายเป็นเส้นวงกลม จากเส้นวงกลม ๒ มิติ เรากำหนดน้อมนึก กำหนดขึ้นมาให้เป็นลูกแก้วสว่างใส ลูกแก้วที่สว่างใสนี้ค่อย ๆ กำหนดให้สว่างขึ้น ใสขึ้น ดวงแก้วที่ปรากฏเรียกว่านิมิตของกสิณ กำหนดน้อมเชื่อมโยงดวงจิตกับนิมิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จากดวงแก้วใสที่เป็นกสิณก็กำหนดว่าจิตคือกสิณ กสิณคือจิต จิตตานุภาพของกสิณมีเพียงใด ก็ขอให้จิตข้าพเจ้าเข้าถึงจิตตานุภาพ อภิญญาจิต โลกุตตรจิต เช่นเดียวกับภาพนิมิตกสิณนี้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน   กำหนดภาพกสิณจากที่ใสเป็นแก้วให้กลายเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง จิตเป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับสว่างไสว มีเส้นแสงสว่างกระจายออกไปโดยรอบ กำหนดทรงสภาวะให้จิตสว่างใสที่สุด ประภัสสรที่สุด ระยิบระยับที่สุดไว้ ให้นานที่สุดเท่าที่เราจะนั่งได้ เป็นการฝึกวสีในการทรงฌาน ในการทรงสภาวะ ให้จิตประภัสสรทรงตัวนานที่สุด  อารมณ์ใจในขณะที่ปรากฏภาพนิมิต จิตเป็นสุข จิตแย้มยิ้มเบิกบานเต็มที่ ภายในจิตรู้สึกถึงแสงสว่าง แสงสว่างก็คือพลังงานของจิต รู้สึกว่าภายในใจของเรา ภายในจิตของเราเปี่ยมพลังงานเต็มที่ล้นเหลือจนเปล่งประกายออกมา ทรงสภาวะที่จิตเปล่งประกายสว่างที่สุด ผ่องใสที่สุด ระยิบระยับที่สุด เต็มกำลังที่สุด เป็นฌาน ๔ เต็มกำลัง เป็นปฏิภาคนิมิต การฝึกเช่นนี้ก็จะส่งผลต่อการฝึกในกำลังของมโนมยิทธิตามไปด้วย ทำฐานคือจิตของเราสว่างไสวประภัสสรได้มากเพียงใด ญาณเครื่องรู้ของมโนมยิทธิก็มีความผ่องใสเพียงนั้น ทรงสภาวะไว้     เมื่อจิตเปล่งประกายอย่างที่สุดแล้ว ก็อธิษฐานจิตขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ กำหนดน้อมนึกภาพเป็นพุทธนิมิตขึ้นในจิตของเรา เป็นพุทธานุสสติควบคู่กับอาโลกกสิณ องค์พระเป็นเพชรประกายพรึกสว่าง เนื่องจากวันนี้ ในสัปดาห์ตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งถึงวันนี้ก็เป็นงานฉลองเมืองพระนิพพาน มีการสร้างพระวิสุทธิเทพองค์ใหญ่ ก็ให้เราลองกำหนดน้อมเป็นพระวิสุทธิเทพ ตั้งจิตว่าเราเจริญพระกรรมฐาน กำหนดภาพพระวิสุทธิเทพเป็นพุทธนิมิตถวายเป็นปฏิบัติบูชาในงานฉลองเมืองนิพพาน  ทรงสภาวะที่ภาพนิมิตในจิตเป็นกายพระวิสุทธิเทพสว่าง จิตใช้ความรู้สึกญาณเครื่องรู้ว่าภาพนิมิตของเราสว่างใสไหม อันนี้เป็นผลจากกำลังของบุญที่ปรากฏขึ้นจากการสร้างพระวิสุทธิเทพที่เมืองพระนิพพานองค์ใหญ่ ทำให้จิตของเรานั้นสามารถกำหนดเห็นภาพพระวิสุทธิเทพได้ชัดเจนขึ้น สว่าง ชัด และง่ายมากกว่ายามปกติ อธิษฐานว่าเราขอโมทนาสาธุกับการจัดสร้างบุญทั้งหลาย นิมิตทั้งหลายที่เป็นของหยาบขอจงปรากฏในภาคความเป็นทิพย์ในจิตข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าสามารถยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานได้ง่ายขึ้น

                         อธิษฐานจิตยกจิตขึ้นไปเป็นกายพระวิสุทธิเทพขึ้นไปบนพระนิพพาน กำหนดใช้ปัญญาพิจารณาในธรรมต่อเนื่องไป ว่าการที่เราสร้างของหยาบก็คือสิ่งที่เป็นศาสนวัตถุก็ดี สร้างพระพุทธรูปเป็นเครื่องรำลึกถึงพระพุทธเจ้าก็ดี ผลอานิสงส์ที่ปรากฏขึ้นจริงมีผลกับโลกทิพย์คือความเป็นทิพย์ด้วย ตอนนี้กายทิพย์เราปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพอยู่บนพระนิพพาน เราก็กำหนดดูว่ากายของเรานั้นมีความชัดเจนไหม ความรู้สึกถึงความเป็นกายบนพระนิพพานชัดเจนไหม พร้อมกับการกำหนดรู้  กราบพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมบนพระนิพพาน พร้อมด้วยพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพาน   เมื่อกราบแล้วก็กำหนดต่อไป กำหนดดูว่ามองลงมาจากบนพระนิพพานลงไปที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่เป็นที่ตั้งของเมืองพระนิพพาน อธิษฐานพิจารณาดูว่าเมื่อการสร้างพระวิสุทธิเทพเกิดขึ้น จำลองเมืองพระนิพพานขึ้น ดูว่าเทวดา พรหม ท่าน หรือดวงจิตดวงวิญญาณ พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เขามาปรากฏมาโมทนาสาธุการกับการจัดสร้างของมนุษย์ไหม ในโลกของความเป็นทิพย์ บริเวณนั้นก็ปรากฏแสงสว่าง   อธิษฐานจิตว่า     “ การที่ข้าพเจ้าได้ร่วมบุญ ได้ร่วมสร้าง ได้ร่วมบุญล่วงหน้าในงานกฐิน ก็ขอให้เป็นผลอานิสงส์ เป็นพลวปัจจัยเพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถเข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ได้โดยง่ายโดยพลัน และขอให้ในชาติปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าสามารถกำหนดภาพพุทธนิมิต พระวิสุทธิเทพในจิตขึ้นมาได้โดยง่าย   กำหนดกายที่เป็นกายทิพย์ของข้าพเจ้าเป็นกายพระวิสุทธิเทพขึ้นได้โดยง่าย และทำให้ข้าพเจ้าสามารถอธิษฐานจิตยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานนี้ได้โดยง่ายด้วยเทอญ ”   สำหรับท่านใดยังไม่ได้ร่วมบุญถวาย ร่วมบุญสร้าง ก็หลังจากปฏิบัติก็หาหนทาง ช่องทางที่จะร่วมบุญ สำหรับท่านที่ร่วมบุญแล้ว เคยไปเยือนแล้ว เคยร่วมสร้างแล้วก็สาธุ บุญตรงนี้ก็ปรากฏผลตรงในเรื่องของมรรคผลพระนิพพาน

                         เมื่อเรากำหนดรู้แล้ว คราวนี้เราก็ย้อนกลับมา สติกำหนดรู้อยู่บนพระนิพพาน จากนั้นอธิษฐานจิตขอพิจารณาตัดร่างกายขันธ์ ๕ โดยละเอียดอีกครั้งบนพระนิพพาน ก็ให้เราตั้งจิตให้กายพระวิสุทธิเทพของเราไปปรากฏในวิมานตัวเองบนพระนิพพาน  อธิษฐานให้ปรากฏแท่นขึ้นมา อธิษฐานให้ปรากฏกายเนื้อขันธ์ ๕ ที่เป็นกายหยาบ เป็นกายปัจจุบัน อายุปัจจุบันของเรา ปรากฏนอนบนแท่น พิจารณาน้อมนึกพิจารณาว่าเราพิจารณาตัดขันธ์ ๕ ร่างกายนี้  การพิจารณาให้เห็น เราก็พิจารณาง่าย ๆ พิจารณาว่าร่างกายนี้ขอย้อนดูถอยหลัง ให้กายเนื้อนี้เป็นครูของเรา ครูที่สอนธรรมะ ไล่ย้อนกาลเวลาให้กายเนื้อที่เป็นอายุขัยปัจจุบันค่อย ๆ ถอยหลังลงไป จนกระทั่งเป็นทารกแดง ๆ จากทารกแดง ๆ ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น เป็นเด็กอายุ ๖ เดือน ๙ เดือน ๑ ขวบ ๒ ขวบ ๓ ขวบ นอนอยู่ ไล่ขึ้นไปถึง ๖ ขวบ ๙ ขวบ จนกระทั่ง ๑๒ ขวบ จนกระทั่งเริ่มกลายเป็นหนุ่มเป็นสาว จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวสะพรั่ง ๒๐ จนกระทั่งกลายเป็นคนอายุ ๓๐ ปี ใครที่ยังไม่ถึงก็ดูเลยต่อไป ๓๐ ปีก็ค่อย ๆ ขยับเป็น ๔๐ ปี ในระหว่างที่ ๓๐ มาก็เริ่มเห็นความเสื่อมปรากฏ พอ ๔๐ ปีก็เริ่มมีเค้าแห่งความเสื่อมปรากฏ พิจารณาดูความเสื่อม ความเสื่อมที่ว่านี้ก็คือความแก่ปรากฏขึ้น  พิจารณาดูร่างกายขันธ์ ๕ นี้ต่อไป จาก ๔๐ กลายเป็น ๕๐ ปี ริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าเริ่มปรากฏ ผมเริ่มบางลงบ้าง เริ่มมีหงอกบ้าง ริ้วรอยตามแขน กล้ามเนื้อร่างกายลดน้อยลง ไขมันเยอะขึ้น เป็นไปตามสภาพ พิจารณาให้เห็นร่างกาย จาก ๕๐ กลายเป็น ๖๐ เริ่มมีความเหี่ยว มีรอยย่นชัดเจน ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมันก็หย่อน มันก็คล้อยไป ความเต่งตึงในร่างกายมันก็กลายเป็นความเหี่ยวย่น ผมบางลงไปอีก พิจารณาจาก ๖๐ กลายเป็น ๗๐ ปี พิจารณาให้เห็นความแก่ของขันธ์ ๕ ร่างกาย เราอยากให้อยู่ในสภาวะของความหนุ่มสาวตลอดกาลตลอดสมัย แต่ขันธ์ ๕ ร่างกายนี้มันมีความไม่เที่ยง เป็นไปตามคำของพระพุทธเจ้า คือมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็มีความตายไปในที่สุด   พิจารณาให้เห็นขันธ์ ๕ ในสภาวะที่อายุ ๘๐ ปี มีอาการแก่ง่อมลง ชราภาพลง พิจารณาดูว่าเมื่อ ๘๐ ปีแล้วไปถึง ๙๐ ปี ความแก่ความเสื่อมมันเต็มที่ ความทรุดโทรมมันเต็มที่ ร่างกายขันธ์ ๕ มันมีความหนัก จะเดินจะยกเท้าจะหยิบจับสิ่งใดมันก็ไม่คล่องแคล่วแบบเมื่อก่อน เพราะมันมีความเสื่อม สิ่งสำคัญคือพิจารณาว่านี่คือขันธ์ ๕ ที่เราหลงใหลใฝ่ฝัน ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับกายนี้ แต่กายนี้มันมีความแก่ มีความเสื่อม มีความเจ็บไข้ไม่สบายเป็นธรรมดา   พิจารณาจนกระทั่งจิตของเรายอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในสิ่งที่พญายมราชท่านส่งสัญญาณมาให้เรา ว่าเราแก่ เราเจ็บไข้ไม่สบาย เราตายไปในที่สุด เมื่อตายไปมันก็หมดเวลาทำบุญสร้างกุศล เมื่อตายไปมันก็หมดเวลาปฏิบัติเจริญพระกรรมฐาน เมื่อตายไปมันก็หมดเวลาที่เราจะสะสมผลบุญไว้ ดังนั้นตอนนี้เราแก่ได้ที่กันทุกคน จะแก่มากแก่น้อยก็ตาม เราก็ยิ่งไม่ประมาทในความตาย คิดพิจารณาว่าคนอายุเท่าเราก็ตาย ล่าสุดนี้ พระครูที่เป็นผู้ช่วยท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง อายุเท่าอาจารย์พอดี เกิดปี พ.ศ. เดียวกันพอดี ท่านก็มรณภาพไปเมื่อ ๓ วัน ๔ วันก่อน    ดังนั้น ขึ้นว่าความไม่เที่ยงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เราฟังแล้วเราก็พิจารณาว่าเราก็อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นเราก็อย่าทิ้งการปฏิบัติ เราอย่าประมาทในการปฏิบัติ พิจารณาว่าโลกนี้มันมีความแปรปรวน มันมีความไม่เที่ยง มันไม่ใช่ว่ามันจะมีแต่ความสุขสงบตลอดกาล ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์ ความวุ่นวาย ศึกสงคราม การเบียดเบียน ความอดอยาก มันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเป็นปกติ เราจะตายเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญว่าตอนนี้เราปฏิบัติธรรมมาถึงจุดนี้ เรายกจิตขึ้นมาถึงพระนิพพานได้ เรารู้ว่าคติที่ไปเราคือมีพระนิพพานเป็นที่สุด ก็ให้เราตั้งจิตพิจารณาตัดกายขันธ์ ๕ ต่อไป

                         คราวนี้ให้ร่างกายจากชราค่อย ๆ เสื่อมสลาย ตายไปกลายเป็นซากศพในสภาพที่เป็นศพของคนชรานั้น พิจารณาให้เห็นความเน่าเปื่อยผุพัง เวลาที่เราพิจารณาซากศพนั้น ท่านนับว่าเป็นพระกรรมฐานก็เรียกว่าอสุภกรรมฐาน มีทั้งหมด ๑๐ กอง อยู่ในกรรมฐาน ๔๐ ซึ่งเวลาพิจารณานั้น เราจับกองใดกองหนึ่งมาก็ได้ หรือพิจารณาให้เห็นสภาวะความเสื่อม การเปลี่ยนแปลงของซากศพอสุภะนั้นไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เช่น ศพที่เพิ่งตายใหม่ ๆ ศพที่เริ่มเขียวคล้ำ ศพที่เริ่มอืดพอง มีน้ำเหลืองน้ำหนอง ศพที่เน่าเปื่อยผุพังไป เริ่มเละเทะ จนกระทั่งศพนั้นแปรสภาพกลายเป็นสภาวะเหลือแต่โครงกระดูก อันนี้คือการพิจารณาตามสภาวะการแปรเปลี่ยนของอสุภสัญญา   แต่ในอสุภกรรมฐานใน ๑๐ กองนั้น มีเพิ่มเติมอีก ๒–๓ อย่าง คือศพที่อยู่ในสภาวะที่ถูกกัดทึ้งจากสัตว์ ก็คือถูกสุนัขบ้าง ถูกเสือบ้าง ถูกจระเข้บ้าง กัดทึ้งจนเป็นรอยแผลเหวอะหวะ อันนี้แยกมาอีกกองหนึ่ง คือสภาวะการตายแยกชิ้นส่วน อีกกองหนึ่งก็คือสภาวะที่ศพนั้นถูกตัดฟันเป็นท่อนเป็นชิ้น เช่น ถูกตัดศีรษะ ตัดแขน ตัดขา หรือแยกร่าง แยกร่างเป็นท่อน ๆ เหลือลำตัว แขนขากระจัดกระจาย ศีรษะกระจัดกระจายออกไป   พิจารณาดูว่าสภาวะแบบนี้ มันก็เกิดขึ้นกับร่างกายขันธ์ ๕ นี้ เราพิจารณาแล้ว ร่างกายขันธ์ ๕ นี้อันที่จริง มันก็เป็นของไม่สวยงาม เป็นของไม่สะอาด เป็นของสกปรกตามสภาวะเดิม แต่เราไปยึดไปหลง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราติด ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นร่างกายของเรา เป็นแขนของเรา เป็นขาของเรา เป็นใบหน้าที่สวยงามของเรา เราก็พิจารณาดู เห็นสภาวะของอสุภสัญญาในแบบต่าง ๆ ว่าถ้ากายเราหลุดออกมาแบบนี้ กายขันธ์ ๕ เราถูกกัดทึ้งแบบนี้ กายขันธ์ ๕ เราเน่าเปื่อยจนเหลือแต่โครงกระดูกแบบนี้ กายขันธ์ ๕ เราอยู่ในสภาวะที่เป็นศพตกน้ำ ตายบวมอืด มือกาง ตีนกาง ท้องบวมเป่ง ใบหน้าอืด เรียกว่าขึ้นอืดเต็มที่ ขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ยังเป็นที่พอใจ เป็นที่พิศมัยสำหรับเราอีกไหม    แล้วก็พิจารณาดูว่าในอดีตชาติของเรา เราเคยตายตามปกติก็คือหลับตายบ้าง ตายโดยที่ไม่มีคนรู้ ค่อย ๆ เน่าเปื่อยไป ขึ้นอืด เน่า ผุพังไป เราเคยตายแบบที่โดนประหัตประหาร ไม่ว่าจะจากศึกสงครามต่าง ๆ หรือถูกประหารชีวิตจากบุคคลที่เป็นศัตรูของเราก็ดี เคยพลาดพลั้งเข้าไปโดนสัตว์ทำร้ายจนตาย กลายเป็นอาหารของมันก็ดี การตายในลักษณะต่าง ๆ สภาวะที่พลัดพรากจากขันธ์ ๕ เราทุกคนเคยผ่านมาหมดแล้ว แล้วเราจะยังยึดกับร่างกายขันธ์ ๕ ของเราอีกแค่ไหน อย่างไร ให้เราคิดพิจารณาเมื่อถึงจุดนี้ว่า ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการมีร่างกายขันธ์ ๕   การเกิดนี้จงไม่ปรากฏอีก การดับคือแตกสลายจากขันธ์ ๕ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา เพื่อการดับไม่เหลือเชื้อ ขันธ์ ๕ นี้แตกดับไปเมื่อไหร่ ชาติภพของข้าพเจ้าก็ขอให้จบสิ้น ขาดสะบั้นลงเมื่อนั้น คือจิตเข้าถึงซึ่งพระนิพพานชาตินี้ ให้เราตั้งใจไว้

                         สำหรับอสุภกรรมฐานนี้ พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญว่าเป็นดอกไม้ของพระอริยเจ้า คำว่าดอกไม้ของพระอริยเจ้านั้นก็คือ พระอริยเจ้าท่านชื่นชมในการพิจารณาอสุภสัญญานี้ เพื่อเป็นอารมณ์ในการตัดชาติภพ ตัดกาย ตัดขันธ์ ๕ เพื่อมรรคผล  แต่ปุถุชนนั้น ดอกไม้ที่สวยงามเป็นเครื่องดึงดูดให้มีความหลง มีความเพลิดเพลินอยู่ในโลกมนุษย์ ก็เลยเป็นเหตุให้ปุถุชนที่หลงอยู่กับความเพลิดเพลิน หลงเที่ยว หลงความสวยงามบนโลกมนุษย์นี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ แม้แต่กระทั่งเทวดาที่เพลิดเพลินในการชมดอกไม้ทิพย์ทั้งหลายบนสวรรค์ ก็ทำให้มีจิตยินดีในภพชาติ แต่ดอกไม้ของพระอริยเจ้าคือพิจารณาในอสุภสัญญา ซากศพ ก็เพื่อละความเพลิดเพลิน ละความยึดมั่นถือมั่น ละความยึดติดในวัฏสงสารนี้ ให้เห็นว่าพอกันทีการมีขันธ์ ๕ ร่างกาย พอกันทีการเกิด การเวียนว่ายตายเกิดทั้งหลาย   ตอนนี้ก็ให้เราทำความเข้าใจ พิจารณาด้วยจิตที่ไม่ได้มีความสะดุ้งหวาดกลัวในอสุภกรรมฐาน พิจารณาด้วยจิตที่เห็นตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ ร่างกายนี้มีความเสื่อม มีความแก่ มีความเจ็บ มีความตายไปในที่สุด ร่างกายนี้ประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อตายไปทันที ลมหายใจก็ดับลง ธาตุลมก็ดับ จากนั้นเมื่อธาตุลมคือลมหายใจดับ ความอุ่นก็คือธาตุไฟในร่างกายก็ค่อย ๆ ดับลง กายก็ค่อย ๆ เย็นชืดลง ธาตุไฟก็ดับตามเป็นธาตุที่ ๒ เนื้อตัวเย็นเฉียบ   หลังจากนั้น เซลล์ในร่างกายมันก็ขับน้ำออกมาเป็นน้ำเหลืองน้ำหนอง ธาตุดินก็คือส่วนที่เป็นเนื้อ กล้ามเนื้อ เซลล์ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ไม่สามารถกักเก็บเอาของเหลวก็คือธาตุน้ำในกายไว้ได้ ธาตุน้ำก็ไหลออกมาจากร่างกายก็คือน้ำเหลืองน้ำหนอง ที่คั่งอยู่ก็ไหลทะลัก ปริ แตกออกมาจากทางผิวหนัง จากทวารทั้งหลาย จนในที่สุดเมื่อขันธ์ ๕ ร่างกายมันขับน้ำออกมา จนกระทั่งศพนั้นมันอืดบวม น้ำเหลืองน้ำหนองแตกทะลัก น้ำเหลืองน้ำหนองที่ไหลแตกออกมาก็ค่อย ๆ แห้งไป เหือดไป กลายเป็นซากที่เกรอะกรัง แห้งกาย เหลือติดอยู่กับโครงกระดูก กลายเป็นธาตุดิน ธาตุดินทั้งหลายก็ค่อย ๆ ผุพัง สลายตัวเป็นผุยผงไป โครงกระดูกค่อย ๆ ผุกร่อนเป็นผุยผงไป จนในที่สุดทุกอย่างมันก็กลายเป็นผงธุลีสลายตัวไปจนหมด ธาตุดินก็ดี ธาตุลมก็ดี ธาตุไฟก็ดี ธาตุน้ำก็ดี ในที่สุดก็คืนสู่ธรรมชาติไปทั้งหมด    กำหนดพิจารณาว่าการเกิดก็ดี การมีขันธ์ ๕ ร่างกายก็ดี การมีสมมุติในการเป็นมนุษย์ สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่ไร้แก่นสาร เป็นสิ่งที่เราไปยึดมั่นถือมั่นเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เมื่อไหร่ที่เราตัดกิเลส ตัดร่างกาย ตัดขันธ์ ๕ จนเป็นสมุจเฉทปหาน เห็นจริง เห็นจริงในความเป็นขันธ์ ๕ ที่เป็นอสุภสัญญา เห็นจริงในความเป็นขันธ์ ๕ ที่เป็นธาตุทั้ง ๔ เห็นจริงในความเป็นขันธ์ ๕ ที่ว่าเป็นสิ่งไร้แก่นสาร จิตก็จะเริ่มเข้าสู่อารมณ์ของพระอริยเจ้ามากขึ้น เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏได้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ตามภูมิแห่งพระอริยเจ้าในระดับชั้นนั้น ๆ    ให้เราค่อย ๆ พิจารณา อยู่บนพระนิพพาน พิจารณาให้เห็นกายที่เป็นกายเนื้อ ขันธ์ ๕ ที่ตอนนี้แห้งเกรอะกรังอยู่บนแท่น อยู่บนพระนิพพาน ดูว่าช่างแตกต่างจากกายพระวิสุทธิเทพแค่ไหน ระหว่างการมีกายเนื้อ กายหยาบ ที่เป็นอสุภะนี้ กับการที่มีกายเป็นกายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพ อยู่บนพระนิพพานแบบนี้ ตอนนี้จิตของเรามีความยินดีในพระนิพพาน หรือมีความยินดีในกายเนื้อขันธ์ ๕ ให้เราพิจารณาน้อมตามความเป็นจริง พิจารณาน้อมสู่กายของเรา ก็คือกายหยาบของเรา เห็นจริง น้อมพิจารณาว่ากายละเอียด กายทิพย์ กายพระวิสุทธิเทพนั้นมีความสะอาด มีความผ่องใส พิจารณาเพื่อตัดขันธ์ ๕ ร่างกาย กายหยาบโดยละเอียด   เมื่อพิจารณาแล้วก็กำหนดว่า ขอให้จิตข้าพเจ้ายิ่งมั่นคงในพระนิพพาน ขอให้ปัญญาข้าพเจ้ายิ่งแตกฉานลึกซึ้ง เห็นจริงในธรรมะที่พระพุทธองค์สอน ขอให้ธรรมะทั้งหลายผุดรู้ขึ้นสู่จิตข้าพเจ้าในระหว่างชีวิตประจำวัน พบเจอสิ่งกระทบใดก็ขอให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับ กำหนดรู้ในทุกการกระทบ มีปัญญาในธรรมกำกับการพิจารณาทุกครั้ง

                         จากนั้นให้เราน้อมจิตอธิษฐาน ตรงต่อสมเด็จองค์ปฐม ตรงต่อพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ขอบารมีท่านเมตตาสงเคราะห์ ขอน้อมอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมา โปรดบรรดาสรรพสัตว์ในสังสารวัฏ แผ่เมตตาลงมา นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง ๔ ชั้น พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น อากาศเทวดาทั้ง ๖ ชั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล มนุษย์ที่มีกายหยาบขันธ์ ๕ ทั่วอนันตจักรวาล ดวงจิต ดวงวิญญาณ โอปปาติกะ สัมภเวสี ดวงวิญญาณเร่ร่อน ชาวเมืองบังบดลับแล ชาวมิติทับซ้อนทั้งหลายทั่วทุกภพภูมิจักรวาล ดวงจิตดวงวิญญาณของเปรต อสุรกายทั้งหลาย ดวงจิตดวงวิญญาณที่เสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกภูมิทั้งหลายทุกขุม ลึกที่สุดจนถึงโลกันตมหานรก ขอให้ได้รับกระแสผลบุญ กระแสบุญจากพระนิพพานของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุก ๆ พระองค์ และบุญพระกรรมฐาน บุญเมตตาฌานของข้าพเจ้าด้วยเทอญ    จากนั้นอาราธนากระแสจากพระนิพพานเป็นกำลังบุญลงมาคุ้มครองโลกใบนี้ เป็นแสงสว่าง ขอให้ผ่านพ้นช่วงกลียุค ภัยพิบัติ ศึกสงครามทั้งปวง ขอจงปรากฏสันติสุข ความสุขสงบ ร่มเย็นสันติหลังการกวาดล้าง ขอให้โลกนี้ฟื้นกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ สันติสุขร่มเย็น   จากนั้นน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองประเทศไทยทั้งหมด ขอจงเกิดความสามัคคี สันติสุข ผู้คนรู้ผิดชอบชั่วดี อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นคนดี อะไรเป็นคนร้าย ขอจงเกิดความอุดมสมบูรณ์   จากนั้นน้อมกระแสจากพระนิพพานลงมาคุ้มครองเขตพระพุทธศาสนาทั้งหมด ขอพุทธานุภาพมาสถิตรักษาใน วัดวาอารามทุกแห่ง สถานปฏิบัติธรรมทุกแห่ง พระพุทธรูปทุกพระองค์ พระธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ พระอรหันตธาตุ ขอจงมีพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพเต็มกำลัง ขอน้อมกระแสสัมมาทิฐิ กระแส โลกุตตรธรรมหลั่งไหลลงสู่จิตของพุทธบริษัท ๔ ทั้งปวง  ขอกระแสแห่งพระนิพพานสลายล้างอลัชชีออกไปจากเขตพระพุทธศาสนา    ขอบารมีของพระพุทธเจ้า บุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพาน น้อมรวมลงมาอภิบาลรักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และบุคคลทั้งหลายที่สร้างคุณูปการ คุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองด้วยจิตอันบริสุทธิ์   ขอกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ กำลังบุญทาน ศีล ภาวนา จงส่งผลน้อมถวายเป็นกำลังให้กับพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อหอกลอง พระหลักเมืองทุกจังหวัด ขอให้มีกำลัง บุญกุศลทั้งหลายจงน้อมถวายบูชาคุณดวงพระวิญญาณแห่งบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณบรรพบุรุษไทยทุกท่านทุก ๆ พระองค์ ดวงจิต ดวงวิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกท่านทุก ๆ พระองค์   ขอจงระงับเหตุ ระงับภัยร้ายทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย สิ่งใดจากหนักจงกลายเป็นเบา จากเบาจงสลายตัวไปให้หมด ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายพิทักษ์รักษาสถานที่สำคัญในประเทศไทยให้ปลอดภัย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเมตตาเกื้อกูลสงเคราะห์ ระงับเหตุความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ให้เกิดขึ้นด้วยเทอญ ขอกำลังบุญ กำลังพุทธานุภาพ กำลังธรรมานุภาพ กำลังสังฆานุภาพ กำลังบุญของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เมตตาระงับเหตุเภทภัยให้ไทยกระทบน้อยที่สุดด้วยเทอญ

                         จากนั้นกำหนดจิตต่อไปนะ อธิษฐานขอบารมีสมเด็จองค์ปฐมเมตตาปรากฏ เป็นสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเปิดโลก เมตตาแผ่เมตตาโปรดสรรพสัตว์ทั้ง ๓ ภพภูมิด้วยเทอญ เราน้อมจิตสาธุ ขอกำลังพุทธานุภาพปรากฏ ขอบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครองชาติ บ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอท่านทั้งหลายเมตตาคุ้มครองข้าพเจ้า ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ปิยชนทั้งหลาย กัลยาณชน กัลยาณมิตรทั้งหลายของข้าพเจ้าด้วยเทอญ ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ในเขตประเทศไทยหรือในต่างประเทศก็ดี ขอให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยเทอญ    จากนั้นให้เราน้อมจิต ใช้กายพระวิสุทธิเทพค่อย ๆ น้อมกราบลาทุกท่าน ทุก ๆ พระองค์บนพระนิพพานอีกครั้งหนึ่ง พิจารณาดูว่าเรามีบุญหล่อเลี้ยง เราโชคดีที่อยู่ในเขตพระพุทธศาสนา เรายังได้ปฏิบัติธรรม ได้สร้างบุญสร้างกุศล กราบขอบคุณทุกท่าน ทุก ๆ พระองค์ที่ปรากฏขึ้นในจิต ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายทุกสาย ทุกองค์ ทุกท่านที่มีบุญบารมีเกื้อกูลสงเคราะห์เรามา ตั้งจิตกราบท่านด้วยความเคารพ  จากนั้นกราบลาแล้วก็พุ่งจิตกลับลงมายังกายเนื้อ เป็นกายเนื้อ กายทิพย์ลงมาสู่กายเนื้อพร้อมกับกระแสจากพระนิพพานเป็นลำแสงคลุมกาย คลุมบ้านเราทั้งหมด อธิษฐานจิตขอกระแสจากพระนิพพานสลายล้าง สิ่งที่เป็นวิบากอกุศล สิ่งที่เป็นวิบากกรรมจงคลายตัวด้วยกำลังบุญแห่งพระกรรมฐาน ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอโหสิกรรม กระแสบุญจงส่งผลคลุมคุ้มครองไม่ให้เกิดภยันตรายใด ๆ

                         จากนั้นน้อมกระแสจากพระนิพพานมาชำระล้าง ฟอกธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลายเป็นแก้วใส โครงกระดูกทั่วร่างกายกลายเป็นแก้วใส เส้นเอ็น หลอดเลือดทะลุทะลวงปลอดโปร่งกลายเป็นแก้วใส เซลล์ทุกเซลล์ อาการทั้ง ๓๒ อวัยวะภายในทุกส่วนกลายเป็นแก้วใส กระแสจากพระนิพพานชำระล้างขันธ์ ๕ ร่างกาย เซลล์ที่ผิดปกติทั้งหลาย เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก ซีสต์ โรคาพยาธิสภาพทั้งหลายจงสลายตัวไปให้หมด โรคจงสลายตัวไป กำลังบุญจงหลั่งไหล ไหลเวียนในกายนี้ ธาตุทิพย์ความศักดิ์สิทธิ์จงไหลเวียนในกายนี้ บุญจงหล่อเลี้ยงชีวิตขันธ์ ๕ นี้ให้อยู่ในเขตแห่งบุญกุศล การสร้างบุญสร้างบารมี   จากนั้นอธิษฐานจิต ขอบารมีพระคลุมบ้าน เคหสถานบ้านเรือนให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง ปลอดภัยจากภัยของดิน น้ำ ลม ไฟ ภัยจากการจลาจลสงครามทั้งปวงด้วยเทอญ   จากนั้นอธิษฐานจิตโมทนาสาธุกับกัลยาณมิตรที่ปฏิบัติธรรมร่วมกันในวาระวันนี้ ทั้ง ๕๘ ท่าน และที่มาปฏิบัติธรรมต่อไปในภายหลัง จากนั้นหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ หายใจเข้าช้าลึกยาว ภาวนา พุท ออก โธ   หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ ๒ ธัมโม   หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ ๓ สังโฆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอนจิตช้า ๆ จากสมาธิด้วยจิตอันเป็นสุข จิตอันเอิบอิ่ม ผ่องใส อิ่มบุญ

                          สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องให้แจ้ง เรื่องที่ ๑ ก็คือ คอร์สเมตตาสมาธิ ครั้งที่ ๑๒ ที่จัดขึ้นที่สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ถนนซอยงามดูพลี ตอนนี้ก็เต็มเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะมีบางคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน หรือลงทะเบียนไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนเงิน ก็ยังกันที่ให้อยู่ ให้เวลาโอนเงินได้ถึงวันที่ ๓๑ เดือนนี้ อาจจะบางคนรอให้เงินเดือนออกก่อน อันนี้ก็พอเข้าใจ ถ้าเงินเดือนออกแล้วก็โอนจองมา ถึงเวลาที่มาเรียน เราก็คืนเงินที่มัดจำให้ทุกคน อันนี้ก็เป็นคอร์สฟรี   ส่วนเรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องเตือนตามที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกมา ก็ถ้าเป็นไปได้ ถ้าไม่เป็นการลำบากเกินไป ก็ทยอยตุนน้ำดื่ม อาหารแห้งเตรียม ๆ ไว้บ้าง เพาเวอร์แบงก์พลังงานเตรียมไว้บ้าง คิดเอาง่าย ๆ ว่าถ้าสมมุติว่ามันไฟดับ เน็ตตัด ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้เลยสัก ๓ วัน ๗ วัน เราพออยู่ได้ไหม สำหรับประเทศไทยก็น้อยที่สุดแล้ว และก็อีกเรื่องที่เตือนก็คือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในประเทศไทย จริง ๆ ก็ไม่ว่าในประเทศใดก็ตาม ในโลกตอนนี้ถ้ามันมีเหตุวุ่นวาย มันมีม็อบ มีการออกไป เดี๋ยวจะเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ต้องออกไปทั้งสิ้นไม่ว่ากรณีใด แล้วก็อยู่บ้าน ไม่ต้องตื่นเต้นจนเกินไป อยู่ที่บ้าน ปิดประตูอยู่เงียบ ๆ อยู่ให้ได้อย่างน้อย ๓ วัน ๗ วัน แล้วก็ติดตามสถานการณ์โลกไปด้วย ตอนนี้ในประเทศไทยก็เริ่มมีการจุดไฟแล้ว มีการปลุกระดมแล้ว ตรงนี้ก็พยายามอย่าออกไป อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านเตือนมา

                         สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับเราหลาย ๆ คนที่ได้ทำบุญ ร่วมบุญในกฐิน ตอนนี้กองกฐินสำหรับกองที่ ๓ ก็เกือบเต็ม ตอนนี้ยอดได้ประมาณ ๒๗๐,๐๐๐ กว่าบาท ยังขาดอีกไม่มาก สำหรับใครยังไม่ได้ร่วมบุญก็ขอร่วมบุญได้ แล้วก็ท่านใดสะดวกก็ไปยกด้วยกันที่วัดท่าซุงได้ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ตอนนี้ก็เป็นช่วงที่เทศกาลพรุ่งนี้ก็จะออกพรรษา แล้วก็เป็นเทศกาลเริ่มเข้าสู่เทศกาลกฐิน ถ้าทำบุญได้ก็ทำบุญ จะมากจะน้อยสิ่งสำคัญอยู่ที่ผ้าไตร สำหรับบุญกฐินนะ  สำหรับคนที่ทุนทรัพย์น้อย เราก็อาจจะไม่จำเป็นจะต้องทำก้อนใหญ่ เราทำตามกำลังเท่าที่เราทำไหว ขั้นที่ ๑ คือเลือกวัดที่ปฏิบัติ ที่เป็นพระสุปฏิปันโน ที่เป็นทานที่บริสุทธิ์ก่อน ที่เรารู้สึกว่าเป็นเนื้อนาบุญ วัดนั้นเราก็ทำ จากนั้นเราก็ทำโดยพิจารณาว่าเป็นวัดที่อยู่ในถิ่นของเรา ใกล้บ้านเรา เป็นวัดที่เราต้องดูแล อุปถัมภ์ วัดประจำตระกูล เราก็ทำไปตามวาระ หรือบางคนก็อาศัยว่าทำบุญกฐินโดยเน้นปริมาณ เน้นอานิสงส์ ก็อาจจะเลือกร่วมบุญกับกองบุญที่เชื่อถือได้ ที่ทำบุญ ๑๐ กองบ้าง ๑๐๐ กองบ้าง ๑,๐๐๐ กองบ้าง ก็ตามวิจารณญาณของแต่ละคน เราก็เน้นอธิษฐานว่าขอให้บุญกุศลนั้นเต็ม เป็นกำลังบุญส่งผลคุ้มครอง ให้กำลังบุญนั้นนอกเหนือจากคุ้มครองตัวเรา ก็คุ้มครองครอบครัว ญาติพี่น้อง กัลยาณมิตรของเรา แล้วก็คุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์   สำหรับวันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ ดูตามวาระ ถ้าติดงาน อาจารย์ก็จะติดค่อนข้างเยอะ เพราะช่วงเดือนหน้าก็ตั้งแต่กฐิน ติดสอน แล้วก็ติดโครงการในคอร์สเมตตาสมาธิ ก็อาจจะมีหลายสัปดาห์ที่ห่างหายไป สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคน สวัสดี

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย: ธรรมฉันทะ

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้