จิตเมตตาเป็นบุญใหญ่

จิตเมตตาเป็นบุญใหญ่

เมื่อเราได้มีโอกาสไปกราบไหว้ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราจะสังเกตุเเละสัมผัสได้ ถึงกระเเสความเมตตาของท่าน
เมตตานั้น เมื่อเกิดขึ้นในจิตดวงใด จิตดวงนั้นย่อมเย็นเเละเป็นสุข

ปรากฏเเสงสว่างที่ชุ่มเย็น เเละเเผ่ออกไปยังทั้งบุคคล เเละสรรพสัตว์
ให้พลอยสงบเย็นตามไปด้วย

การเป็น“พระ”นั้นต้องเป็นผู้มีจิตเมตตา

ถ้าปราศจากเมตตาย่อม มีจิตใจที่หยาบกระด้างโหดร้าย

เมตตา เป็นคุณในหมวดของพรหมวิหารสี่

เป็นการปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ เป็นกำลังสำคัญ
ต่อความก้าวหน้าของจิตเป็นอย่างมาก

ถ้าจิตมีเมตตา ศีลของเราจะบริสุทธิ์
ใจเป็นผู้ปราศจากการเบียดเบียน
เมตตาจิตเป็นอาหารของใจหล่อเลี้ยงสมาธิ สมาบัติให้คงตัว

อานิสงค์ของเมตตาพรหมวิหาร มีถึง 13 ประการ

ปฏิบัติเรื่องเดียวจุดเดียวเเต่ได้ผล คุ้มค่า ควรต่อการตั้งใจปฏิบัติ
ผู้เจริญจิตให้มีเมตตาพรหมวิหารให้มาก เป็นปกติเป็นธรรมชาติของใจ

ย่อม

เป็นสุขเเม้ยามตื่น
เป็นสุขเเม้ยามหลับ
เป็นที่รักของมนุษย์
เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย
เป็นที่รักของเทวดาเเละพรหมทั้งปวง
เป็นที่รักของ อมนุษย์ ผีสางทั้งหลายไม่มาทำร้าย
ปลอดภัยจากศาสตราวุธ ยาพิษทั้งปวง
ปลอดภัยจากภัยพิบัติ จากดิน จากน้ำ จากลม จากไฟทั้งปวง
จิตย่อมเข้าถึงสมาธิเเละดำรงฌานได้ง่าย
ยามตายละจากโลกนี้ หากทรงอารมณ์จิตเมตตา ย่อมไปจุติยัง พรหมโลก

เหตุนี้เราท่านผู้เข้ามาดำรงสมณะเพศเเล้วจึงควรมี เมตตาให้งอกงามขึ้นจนเป็นปกติเเละธรรมชาติของใจ

การเจริญเมตตาอัปปันณาฌาน การเจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณ

บุคคลส่วนใหญ่ เมื่อกล่าวถึง การเเผ่เมตตาหรือเจริญเมตตาเเล้ว
มักจะท่องบท เเผ่เมตตา “สัพเพสัตตา ……….”
เเต่เป็นเพียงการท่องเเต่วาจา เเต่ใจไร้กระเเสแห่งความเมตตาที่เเผ่ออกไป

อันที่จริงเเล้วการแผ่เมตตา ต้องเริ่ม “จิต” ของเราเองก่อน

เเล้วแผ่เป็นกระเเสเเสงสว่างความรู้สึกของความรักความเมตตาออกไปจากจิตใจของเรา ไปยังบุคคลอื่น ไปยังสรรพสัตว์ ไปยังจักรวาล เเละทุกภพภูมิ

เมื่อภาพในจิตเรานึกเห็นในใจเราว่า แสงสว่างกระเเสเเห่งเมตตาจากจิตเราแผ่ออกไปกระทบกับจิตผู้ใดเเล้วจิตผู้นั้นย่อมสงบเย็นเป็นสุขตามไปด้วย
เมื่อแผ่เมตตาบ่อยเข้ามากเข้า คนรอบข้าง หรือสัตว์ต่างๆ จะเริ่มสัมผัสถึงเมตตาเเละความสงบเย็นจากจิตของเราได้ มาเข้าใกล้ เข้าหา เป็นเครื่องยืนยันผลของการปฏิบัติความก้าวหน้าของเมตตาจิต

ส่วนเราผู้เจริญเมตตาเป็นนิตย์เป็นปกตินั้นเอง ก็ย่อมรู้สึกได้ว่า จิตเกิดความปิติสุข สงบชุ่มเย็น เอิบอิ่มสบายกายสบายใจ

เริ่มต้นการเจริญเมตตาอัปปันณาฌาน

เข้าสมาธิรวมลงสู่ความสงบ ลมหายใจเบาสบายจิตสงบเเล้ว
ตั้งจิตรำลึกถึงคุณพระรัตนไตร วางอารมณ์สบาย ใจยิ้มเเย้มเป็นสุข

เริ่มเเผ่เมตตาให้จิตตนเองเป็นสุขก่อน ปรารถนาให้จิตเราเป็นสุข

น้อมจิตรำลึกนึกถึงบุญกุศลที่เราเคยทำ เคยสร้าง เคยบำเพ็ญ
บุญบวชด้วยจิตบริสุทธิ์ บุญสร้างพระพุทธรูป บุญถวายโบสถ์วิหาร
บุญถวายสังฆทาน บุญที่เคยใส่บาตร
น้อมนึกให้บุญใหญ่น้อยทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเเสงสว่าง
บุญ คือ ความสุขใจ ความอิ่มใจ
น้อมให้ใจของเราหล่อเลี้ยงด้วยกระเเสเเห่งบุญ ให้ล้นหัวใจ
สว่างใส ใจเกิดความเอิบอิ่มปิติสุข
จนกาย ใบหน้าเราพลอยยิ้มเเย้มยินดี แสดงออกทางใบหน้า
ยิ่งใจเราสุขยินดีในบุญมากเท่าไร แสงสว่างของจิตยิ่งเจิดจ้าเพียงนั้น
กำหนดจดจ่อในเเสงสว่างความปิติสุขในบุญ ในนานพอมากพอ
เป็นความรู้สึกสุขเอ่อล้นใจ จิตสะสมกำลังบุญยิ่งมากยิ่งดี

แผ่เมตตาให้กับพ่อเเม่ ปิยะชนอันเป็นที่รัก

เริ่มตั้งจิตคิดพิจารณาว่า

จิตอันเป็นสุขนี้ ที่เราสัมผัสอยู่
เราปรารถนาที่จะแผ่เมตตาความสุขบุญกุศลนี้
เเบ่งปันอารมณ์จิตที่เป็นเเสงสว่างนี้ให้กับ พ่อเเม่ ท่านผู้มีพระคุณ
ภรรยา บุตร ท่านผู้มีพระคุณ ให้ได้รับผลเเห่งบุญ เเห่งเมตตาจิตที่เราได้แผ่เมตตาเเละอุทิศบุญให้
ให้เรานึกถึงพ่อเเม่บุคคลทั้งหลายที่กล่าวมา แล้วนึกแผ่เเสงสว่างของบุญจากจิตจากหัวใจของเราเเผ่เมตตาออกไป เป็นเเสงสว่างกระทบจิตปกคลุมร่างกายของบุคคลที่เรานึกถึง ให้ท่านพลอยมีเเสงสว่างมีรอยยิ้มมีความสุขเช่นเดียวกันกับเรา เมื่อจิตเราเห็นท่านสว่างมีความสุข มีความเเช่มชื่น ได้รับบุญที่เราเเผ่เมตตาไปให้ จิตเรายิ่งยินดียิ่งมีความสุขสูงขึ้น เพิ่มมากขึ้นยิ่งขึ้นไปอีก

แผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณยังสรรพสัตว์ทั้งปวงทุกภพภูมิ

พิจารณาว่ากระเเสบุญเเละเมตตาที่เต็มจิตเรานี้ เเม้บุคคลอื่น จิตดวงอื่น สรรพสัตว์ทั้งหลายเราก็ปรารถนาให้เขาเหล่านั้น เป็นสุข มีความสงบเย็น ได้รับกระเเสแห่งบุญเช่นเดียวกับจิตเราขณะนี้เช่นกัน
เป็น จิตให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบเเทน
แผ่เมตตาให้โดยไม่เลือกที่รักที่ชัง ปราศจากศัตรู ปราศจากอคติ เป็นเมตตาบริสุทธิ์จากจิตของเรา
เเล้วจึงกำหนดนึกให้เเสงสว่างกระแสบุญกระเเสเมตตา แผ่ออกจากจิตเรารอบร่างกายเราเหมือน ผืนน้ำที่ราบเรียบมีก้อนหินตกกระทบกระจายออกเป็นวงคลื่นฉันนั้น

เเผ่ออกไปโดยรอบอาณาเขตที่เราเเผ่เมตตาขณะนั้นให้วงแสงสว่างขยายใหญ่ออกไปเรื่อย ๆเมื่อนึกว่ากระทบใครจิตดวงใดก็ให้เขาได้รับบุญมีความสุขเช่นเรา

เเผ่ขยายออกไปโดยรอบ ทั่วโลก แผ่เมตตาให้ทั้งคนเเละสัตว์ ทุกวรรณะทุกเชื้อชาติ เมตตาปรารถนาดีเหมือนกันเท่ากัน

แผ่สว่างออกไปจากโลกสู่จักรวาลขยายแผ่ไปจนสุดขอบจักรวาล ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ

แผ่เมตตาไปยังภพภูมิต่างๆเเละพระนิพพาน

แผ่เมตตาเเสงสว่างเเห่งบุญ ให้ ภุมมะเทวดาพระภูมิเจ้าที่ เจ้าป่าเจ้าเขา
รุกขะเทวดา เทวดาผู้มีวิมานบนต้นไม้
แผ่เมตตากระเเสบุญให้อากาศเทวดาทั้งหกชั้น มี จาตุมหาราชิกา
ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมาน ปรนิม
แผ่เมตตาเเสงสว่างให้ พรหมทั้งสิบหกชั้น อรูปพรหมทั้งสี่
เเละตั้งจิตว่าการเเผ่เมตตาของข้าพเจ้า เป็นการปฏิบัติบูชา บูชาคุณพระรัตนไตร
แผ่เมตตาถวาย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์
พระอรหันต์ขีนาสพผู้เสด็จดับขันธ์สู่พระนิพพาน ทุกพระองค์
ขอได้อนุโมทนาในการเจริญเมตตาฌานของข้าพเจ้าด้วย

จากนั้นน้อมนำกระเเสจากพระรัตนไตรเเผ่เมตตาลงมายังภพเบื้องล่างคือ ทุคติภูมิ ตั้งจิตปรารถนาให้บุญทั้งหลาย มารอ มารับ ให้เข้าพ้นจากความทุกข์
เข้าถึงความสุข เข้าถึงบุญ โดยถ้วนทั่วกัน
แผ่เเสงสว่างเเห่งเมตตา ไปยังสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

แผ่เมตตาไปยังโอปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย
แผ่เเสงสว่างเเห่งบุญไปยัง เปรต อสูรกายทั้งหลาย
หากท่านอนุโมทนาบุญได้ พึงรับเเละปรับภพภูมิ สู่ภพที่เป็นสุคติ เป็นสุข
เเผ่เมตตาลงไปยังสัตว์นรกทั้งหลาย ทุกขุมนรก ขอบุญมารอรับรอส่งผลเมื่อท่านพ้นจากทุกข์โทษ

จากนั้นเเผ่เมตตาสว่างกระจายไปพร้อมกับทั้งสามภพภูมิสุดขอบมหาจักรวาลอีกครั้ง จนปรากฏในจิตเป็นเเสงสว่างเเห่งบุญเจิดจ้าอย่างไม่มีประมาณ

พิจารณาจิตเราว่า จิตเรามีเเต่ความเมตตา แผ่เเสงสว่างเเห่งบุญกุศลทั้งหลายที่เราทำเราสร้างเราบำเพ็ญมาดีเเล้วออกไปยังสรรพสัตว์ทั้งปวง
บุญทั้งหลายเมื่อเเผ่เมตตา เมื่ออุทิศบุญออกไปเเล้วก็หาลดน้อยหรือหายไปไม่ มีเเต่ยิ่งเกิดกำลังบุญ เกิดเเสงสว่าง เกิดปิติสุข เกิดประโยชน์ต่อทุกรูปทุกนาม

“ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเมตตาอันไม่มีประมาณนี้ทรงกำลังใจไว้ในดวงจิตของข้าพเจ้า ให้เเผ่เมตตากระเเสบุญจากจิตดวงนี้ได้จนเป็นธรรมชาติของจิตปกติของใจได้ตลอดไปด้วย เทอญ”

เมตตาอันไม่มีประมาณ จงปรากฏต่อใจของข้าพเจ้านี้ตลอดไปตราบเท่าเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

เมตตาสมาธิ #ปฏิบัติธรรมด้วยจิตปราณีต